วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

10 สิ่งที่ผมได้รู้จากเรื่อง Captain America Civil War และอื่นๆ


      สวัสดีครับ ผมเจ้าหมีน้อยเองครับ หลังจากที่ผมได้ดูเรื่อง Captain America Civil War แล้ว ผมได้เห็นอะไรหลายๆอย่างในหนัง ทำให้ผมเห็นว่า ผมสมควรเอามาเขียนในบล็อกของผมครับ ซึ่งผมขอแยกเป็น 10 อย่างหลักๆ ก็แล้วกันครับ

Warning: Spoiler Alert




1. ท้ายที่สุดฮีโร่ก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์อย่างเรา

       จากในหนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของฮีโร่ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าฮีโร่นั้นดีเลิศ เพอร์เฟค ไร้ที่ติ แต่ในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นว่าฮีโร่ทุกคนนั้นไม่ได้เพอร์เฟคท์เสมอไป พวกเขามีความคิดเห็นไม่ต่างจากเรา ยังมีการทะเลาะไม่ต่างจากเรา  และมีความรู้สึกผิดหรือกลัวเหมือนกัน  สตาร์คผู้ที่เป็นคนทำตัวนอกกรอบไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไง   แต่ในภาคนี้ เขากลับสับสนและตระหนักถึงว่า  สิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องอย่างงั้นแล้วเหรอและเขาก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เขาต้องการให้รัฐบาลออกกฎหมายที่จะควบคุมพวกเขา(ดิ อเวนเจอร์ส) ในขณะเดียวกัน สตีฟผู้เป็นคนที่ทำอะไรต้องตรงต่อหลักธรรม  เฉียบขาดและคำนึงถึงผลที่จะตามมา  ในภาคนี้เขากลับทำทุกอย่างเพื่อช่วยเพื่อนของเขา  แม้ว่าจะต้องเป็นศัตรูกับทุกคนก็ตามและเขาเองก็มองว่าเขามิอาจไว้ใจกฎหมายในสมัยนี้ได้อีกแล้ว (อันที่จริงเขาก็คิดแบบนี้ตั้งแต่ภาค 2 แล้ว แต่ยังตรงต่อหลักธรรม) หรือแม้กระทั่งคนที่ดูสมบูรณ์แบบอย่าง วิชั่น เขาก็ยังผิดพลาดได้ "ที'ชาลล่า" เองก็(เกือบ)ถูกความแค้นครอบงำ  ส่วนโรดีห์กับแซมนั้นคือผมว่า ทั้งสองแค่ตามน้ำของแต่ละฝ่าย  แต่สองคนนี้ก็ยังมีเหตุผลนะครับ  โรดีห์ทำงานให้รัฐบาลมาตลอด  เลยเชื่อว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่เขาไว้ใจได้ ส่วนแซม เขาเป็นคนแรกที่เห็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังและบวกกับการที่เขาก็เจอกับเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ต่างจากสตีฟ แต่ที่น่าแปลกก็คือนาตาชา  เธอเลือกที่จะยอมรับกฎหมายที่จะเข้ามาควบคุมการทำงานของเธอ (และแน่นอน ความเย็นชาของเธอก็น้อยลงด้วย) เหตุที่พวกเขาต้องการให้มีกฎหมายมาควบคุมเพราะ ทุกครั้งที่มีการปฎิบัติการเพื่อช่วยมนุษยชาติจะเกิดความสูญเสียกับคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องพลอยมาบาดเจ็บและล้มตาย รวมทั้งบ้านเมืองเสียหาย ทำให้ประชาชนบางส่วนหวาดกลัวดิ อเวนเจอร์



2. ไฟแค้นและความเกลียดชังนั้นสามารถทำลายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งผู้บริสุทธิ์

      เนื้อเรื่องมันอาจจะราบรื่นกว่านี้ หากไม่ใช่เพราะ "เฮลมุดด์ ซีโม่" วายร้ายที่แท้จริงของเรื่อง Captain America Civil War เขาเหมือนกับ เล็กซ์ ลูเธอร์ ใน BvS (Batman v Superman) ที่ว่าเป็นคนธรรมดาที่ต้องการทำลายฮีโร่ที่เขาเกลียดชัง และกลอุบายและการปั่นดราม่าของคนทั้งสอง ก็ได้คร่าหรือทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย เพียงเพราะอยากลองดีกับฮีโร่ แต่ซีโม่ก็มีจุดที่ต่างจากลูเธอร์ คือ เขาต้องเสียครอบครัวที่เขารักในเหตุการณ์โซโคเวีย (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน Age of Ultron) เขาเลยอยากให้พวกอเวนเจอร์สรู้ว่า ความรู้สึกของการสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป มันเป็นอย่างไร และเขาก็ทำสำเร็จได้ยิ่งกว่าที่ลูเธอร์ทำ ส่วนลูเธอร์ก็แค่ไม่ชอบพระเจ้า (ซึ่งซุปเปอร์แมนถูกมองว่าเป็นพระเจ้า) ถึงแม้จะสามารถ "ฆ่า" ซุปเปอร์แมนได้ แต่ก็ทำให้บรูซมีความตั้งใจที่จะสร้างทีมจัสติสลีกและซุปเปอร์แมนก็ยังไม่ตายจริงๆ แต่ซีโม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์ในอเวนเจอร์นั้นแตกหักออกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งเป็นแผนที่โลกิที่เป็นถึงยอดมนุษย์เคยคิดเอาไว้แต่ไม่สำเร็จ ในขณะที่ซีโม่แค่ใช้กลอุบาย ความมุ่งมั่น ความฉลาดและไหวพริบของตนในการทำลายอเวนเจอร์และใช้พวกเขาเป็นตัวหมากในการเดินเกม และการที่เปิดโปงความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อแม่ของสตาร์ค ทำให้ความรุนแรงนั้นทวีคูณมากขึ้น และเขาก็ทำสำเร็จ (นี่สินะที่เขาเรียกว่า "มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุด")



3. การปล่อยวางถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการล้างแค้น

        ที'ชาลล่า หรือ แบล็กแพนเธอร์ ราชาวัยหนุ่มเเห่งวาคันด้า นั้นถือเป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ในตอนแรกสิ่งที่เขาสนใจอย่างเดียวคือการเอาชีวิตบักกี้ เพราะเขาเข้าใจผิดว่าบักกี้เป็นคนฆ่าพ่อของเขา เขาไล่ตามไปเกือบทุกที่เหมือนดั่ง "คนเหล็ก" แต่เมื่อเขารู้ความจริงว่าใครคือคนฆ่าพ่อของเขา นั่นก็คือ ซีโม่ เจ้าเก่า แต่พอเขาได้ฟังเรื่องราวของซีโม่ เขาก็ได้เห็นตัวอย่างของบุคคลที่ถูกความแค้นกลืนกิน(คือมันทำให้ทุกอย่างพังพินาศไปหมด และเขาไม่อยากเป็นอย่างนั้น) จึงทำให้เขาตัดสินใจล้มเลิกความแค้นและนำซีโม่เข้าสู่ระบบของกฎหมาย และในตอนท้ายเขาก็ช่วยสตีฟกับบักกี้และคนอื่นๆในการให้ที่อยู่และคุ้มครอง (ช่างเป็นพระราชาที่ดีงามจริงๆ) และเราจะได้เจอกับอีโร่สุดเท่คนนี้อีกครั้งแน่นอนใน "Black Panther" ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 2561


4. หนังเรื่องนี้ก็คล้ายกับการเมืองไทยบ้านเรา

       ใช่ครับ อย่างที่คนที่ดูหนังแล้วจะทราบหรือคนที่ยังไม่ได้ดูก็พอจะคาดเดาได้ ทุกอย่างนั้นมันจะดีมากกว่านี้หากไม่ใช่เพราะคนคนเดียว (ซีโม่) ในขณะที่ประเทศของเราที่ทะเลาะกันทุกวันนี้ก็เพราะคนคนเดียวเหมือนกัน (คนที่คุณก็ "รู้" ว่าใคร ซึ่งไม่ใช่โวลเดอมอร์แน่นอน ผมว่าคนนี้ร้ายกว่าโวลเดอมอร์มาก เพราะโวลเดอมอร์ต้องการทำลายล้างแค่แฮรี่ พอตเตอร์คนเดียว แต่คนนี้..... ) คนคนเดียวที่ว่านั้นก็คอยเสี้ยม เป่าหู และจุดชนวนให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนต้องมีคนเจ็บปวด ล้มตายในเหตุการณ์ แต่ซีโม่กับคนที่คุณก็ "รู้" ว่าใครก็ยังมีความแตกต่าง ซีโม่เองก็มีบรรทัดฐานของตนเอง เขาเลือกที่จะไม่ปลุก "วินเธอร์ โซลเยอร์" ตนอื่นๆ เขารู้สึกผิดกับการตายของพ่อของที'ชาลล่าและผมว่าเขาคงไม่ทำแบบนี้ หากครอบครัวเขาไม่ตาย แต่ว่า "คนที่คุณก็ "รู้" ว่าใคร" นั้นทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองล้วนๆ ขอแค่อยากรวยหรืออยากมีอำนาจก็พอ

5. ไม่ได้มีฝ่ายไหนถูกหรือผิดเสียทีเดียว ทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุมีผลเป็นของตนเอง 

        อย่างที่ผมพูดเอาไว้ แม้จะคล้ายกับการเมืองบ้านเราแต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียหมด สตาร์คมองว่าอเวนเจอร์จำเป็นต้องมีสิ่งที่คอยควบคุมเพื่อไม่ให้ทำอะไรผิดพลาด เพราะว่าเทคโนโลยีของเขานั้นเคยสร้างผลเสียที่ตามมาอย่างไม่คาดคิด ในขณะที่สตีฟเห็นว่าเขาไม่อาจไว้ใจรัฐบาลและฮีโร่ควรปกป้องตนเอง เพราะว่าเขากลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่มีไฮดร้าแฝงตัวอยู่ใน S.H.I.E.L.D. แต่ทั้งสองก็ได้ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง เพราะการกระทำของสตาร์คทำให้เขาสูญเสียความไว้ใจจากสมาชิกเกินกว่าครึ่ง รวมถึงสภาพจิตใจของวันด้าที่แย่ลงกว่าเดิม ส่วนสตีฟการตัดสินใจของเขาถือเป็นหนึ่งในการจุดชนวนไปสู่สงครามและบวกกับการที่เขาไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่ตอนแรก (ถ้าเขาบอกสตาร์คตั้งแต่แรกว่าคนที่ฆ่าครอบครัวของสตาร์คคือบักกี้ สตาร์คคงมีเวลาทำใจไม่โมโหขนาดนี้)


6. บางครั้งเราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตาของตนได้

        คลินท์ (ฮอร์คอาย), วันด้า (สการ์เล็ต วิทซ์) และสก็อตต์ (แอนท์แมน) ทั้งสามเป็นฮีโร่ที่ผมเห็นว่าเขาได้ค้นพบชีวิตที่พวกเขาต้องการแล้ว คลินท์ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง วันด้าเองก็ได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า "บ้านหลังใหม่" และได้มีโอกาสทำเรื่องดีๆ (นอกจากนั้นเธอยังแอบคบกับวิชั่นด้วย) และ สก็อตต์ก็ได้รับการยอมรับจากครอบครัว แต่ว่าทุกอย่างแทบจะพังทลายลงเมื่อพวกเขาพบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ทำให้คลินท์กลายเป็นเหมือนผู้ก่อการร้ายหรือผู้ลี้ภัย ซึ่งก็เหมือนกับเขาถูกตัดขาดจากครอบครัว ส่วนวันด้านั้นก็คล้ายกันแต่เลวร้ายยิ่งกว่า เธอคิดว่าทุกคนบนโลกนั้นหวาดกลัวในพลังอันมหาศาลของเธอบวกกับการที่เธอไม่ได้มีวิชั่นอยู่เคียงข้างอีก (ในด้านวิชั่นเองก็ซึมไปเหมือนกัน) ส่วนสก็อตต์ อันนี้อาจไม่แรงแต่น่าสงสารที่สุดเพราะในเมื่อเขาเป็นเสมือนผู้ก่อการร้าย เขาก็อาจจะถูกตัดขาดจากครอบครัวอีกครั้ง ส่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตาของตนได้ก็เพราะพวกเขาทั้งสามคนพยายามต่อสู้กับชะตากรรมของตนและได้หลีกเลี่ยงมัน แต่สุดท้ายก็ถูกดึงเข้าสู่ชะตาชีวิตที่เขาอยากจะหลีกให้พ้นอยู่ดี


7. ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความคิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย (คำเตือน อันนี้ผมอาจจริงจังเกินเหตุก็ได้ ถ้าไปกระทบใครก็ขอโทษด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นข้ามไปก็ได้ครับ)

         ต่อให้สัตว์ตนนั้นจะน่าเกลียดน่ากลัวแค่ไหน แต่ในท้ายที่สุด ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่ามนุษย์ อย่างที่เห็นในเรื่อง แค่มนุษย์คิดจะทำอะไรซักอย่าง มันก็สามารถส่งผลกระทบไปถึงคนรอบข้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือการที่มนุษย์แค่เดินก้าวผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็อาจทำร้ายคนอื่นๆหรือแม้กระทั่งตนเอง มันก็เหมือนกับการที่ไอสไตน์คิดค้นนิวเคลียร์ ไอสไตน์ไม่ต้องการให้ใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธเพียงแค่อยากให้เป็นเพียงเกราะป้องกันตัว (แต่ความจริงแล้วไอน์สไตน์เท่านั้นที่รู้ใจตัวเอง ว่าเขาเสนอให้อเมริกามีนิวเคลียร์เพื่ออะไร) แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้ นิวเคลียร์นั้นได้ฆ่าและทำลายล้างชีวิตของคนหลายคน ฮิตเลอร์เกลียดชังชาวยิว จึงนำไปสู่เหตุการณ์ล้างเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า "ฮอโลคอสต์" ซึ่งเมื่อเอามาเทียบกัน ทั้งฮีโร่และวายร้ายเองก็มีความน่ากลัวและเลวร้ายไม่ต่างกันเลยครับ


8. ทุกอย่างใช่ว่าจะจบแบบ Happy Ending เสมอไป

         ตามปกติ หนังฮีโร่ต้องจบลงด้วยพวกพระเอกปราบวายร้ายได้ หรือถ้าทะเลาะกันก็กลับมาคืนดีกัน แต่สำหรับ Captain America Civil War กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเท่าที่ผมดู ผู้ที่ชนะสงครามและหัวเราะดังที่สุดก็คือจอมวายร้ายซีโม่นี่เอง เพราะ สตีฟ, คลินท์, วันด้า, แซม, สก็อตต์ และ อาจหมายถึง นาตาชา ด้วย กลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปในที่สุด ตราบาปของบักกี้ยังไม่ถูกลบล้าง โรดีห์นั้นบาดเจ็บสาหัสและอาจจะไม่สามารถเดินได้เหมือนคนปกติ และอเวนเจอร์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาคืนดีกันได้ในเร็ววัน (นี่สินะที่เขาเรียกว่า แพ้ศึกแต่ชนะสงคราม) แต่ในความเลวร้ายก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆอยู่ สตีฟได้ส่งจดหมายขอโทษไปให้สตาร์ค และดูเหมือนสตาร์คจะรับคำขอโทษของสตีฟ แถมยังปล่อยให้สตีฟช่วยฮีโร่ที่ถูกขังด้วย โดยที่พวกสตีฟได้ไปหลบเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ที่วาคันด้า โดยได้ ที'ชาลล่า เป็นผู้สนับสนุน (ขอเถอะ "ฝ่าบาท" หวังว่าท่านจะร่วมทีมเหมือนกับในหนังสือการ์ตูนคอมมิคส์นะครับ) และปีเตอร์ก็ได้ของเล่นใหม่(คล้ายสัญญาณไฟเป็นสัญลักษณ์ของสไปเดอร์แมน)เพื่อให้เขากลายเป็นฮีโร่ที่แท้จริง


9. หนังมันไม่ได้ให้เราดูอย่างเดียว มันให้เรากลับไปคิดต่อด้วยว่า "ความยุติธรรมนั้นมันคืออะไร"

         ความยุติธรรมนั้นมันคืออะไร มันคือทางออกไปสู่ความสงบสุขอย่างงั้นหรือ หรือมันคือสิ่งที่สามารถช่วยคนทุกคนบนโลกได้ ในหนังเรื่องนี้พยายามถามเราตลอดทั้งเรื่อง อันที่จริง Batman V Superman ก็ถามเราเหมือนกัน แต่ Captain America Civil War นั้นถามเราลึกกว่านั้น หนังเหมือนกับถามเราว่า "ระหว่างความยุติธรรมกับอิสรภาพนั้น เราควรเอาสิ่งไหนนำ" ซึ่งแม้แต่ตัวผมเองก็บอกตรงๆเลยว่า ผมยังตอบคำถามนี้ไม่ได้เลยซักนิด (หรือถ้าใครรู้ก็บอกผมได้นะครับ)


10. โอกาสมาอยู่ตรงหน้าเราเสมอ ขอแค่เราเอื้อมมือไปคว้ามันก็พอ

         พูดเรื่องซีเรียสมาเยอะแล้วครับ อันนี้น่าจะซีเรียสน้อยที่สุด เมื่อผมไปดูหนังเรื่องนี้ผมได้รู้ความจริงว่า มันเป็นหนังโปรโมทสไปเดอร์แมน (What!? แต่นั่นมันหนังของกัปตันอเมริกานะเพราะว่าชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่า "Captain America Civil War") แต่ว่าถ้าคนที่ดูหนังจะดูออกทันทีว่า สไปเดอร์แมนได้ขโมยซีนทุกซีนจนวินาทีสุดท้ายของหนัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะพูด ปีเตอร์ถือว่าเป็นตัวละครที่ได้ฉากจบที่ดีที่สุดในหนัง เพราะเขาได้รับโอกาสที่จะพัฒนาตัวเขาเองจากสตาร์ค เขาได้ชุดและอาวุธใหม่เพื่อให้เขาดูเป็นฮีโร่มากขึ้น ในตอนแรกปีเตอร์ไม่ได้สนใจที่จะไปร่วมมือกับสตาร์ค แต่เขาก็ได้ตัดสินใจว่าจะไปช่วยและเพราะอย่างนั้นเขาได้สร้างความน่าทึ่งให้กับฮีโร่คนอื่นๆ ขนาดที่ว่าสตีฟยังบอกเลยว่า "ถ้าว่างๆจะมาหา" สำหรับผมแล้ว ที่สตาร์คเลือกปีเตอร์นั้น ก็เพราะเขามองเห็นว่าปีเตอร์นั้นมีความเป็นฮีโร่และความรับผิดชอบสูงมาก เขาต้องสู้เพื่อปกป้องทุกคน เพื่อไม่ให้ต้องตายเหมือนปู่เบน (ปู่เบนตายกี่รอบแล้วเนี่ย 555 ล้อเล่นน่ะครับ เพราะสร้างสไปเดอร์แมนกี่ครั้งปู่เบนก็ต้องตายทุกที) ทั้งที่เขายังเด็กแท้ๆ และผมคิดว่าสตาร์คเชื่อว่า ปีเตอร์นั้นอาจสามารถที่จะเป็นฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกับที่เขาและสตีฟ(เคย)เป็น หรืออาจจะดีกว่านั้น ซึ่งผมก็คิดว่าปีเตอร์เป็นคนเดียวที่คิดถูกที่เข้ามาในสงครามครั้งนี้ (ส่วนใหญ่คิดผิดที่เข้าร่วมสงคราม) เพราะทำให้เขารู้จักกับฮีโร่คนอื่นๆ และมันก็ทำให้เขาเข้ามาใน "โลก" ของฮีโร่อย่างแท้จริง นั่นเป็นการสื่อว่า เขาได้เอื้อมไปหาโอกาสที่สตาร์คมอบให้เขา อย่างไรก็ตาม...สไปเดอร์แมนจะกลับมาอีกครั้งในเรื่อง "Spider-Man: Homecoming" ที่จะฉายในวันที่ 7 กรกฎาคม ปี 2560 (ปีหน้านี่เอง คราวนี้ไม่ได้เห็นฉากปู่เบนตายในเรื่อง เพราะเปิดเรื่องมาป้าเมย์ก็เป็นม่ายและสตาร์คก็ดูเหมือนจะมาจีบป้าเมย์ เอ๊ะ!!นี่ผมเผลอสปอยล์เรื่องไปเสียแล้ว)

      จบกันไปแล้วกับเรื่องนี้ ทุกท่านคิดว่ายังไงบ้างครับ ผมเองก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าผมนั้นคิดถูกหรือผิดหรือเปล่า อย่างไรก็ดีในด้านเนื้อเรื่องผมว่าหนังเรื่องนี้กระจายบทได้ยอดเยี่ยม ไม่มีใครเด่นไปกว่าใคร (ยกเว้นกัปตันอเมริกา, ไอรอนแมนและวินเธอร์ โซลเยอร์ ที่เป็นตัวเอกของหนัง และแบล็กแพนเธอร์กับสไปเดอร์แมน ที่ทาง Marvel ตั้งใจโปรโมทอยู่แล้ว) แต่ผมว่า CG บางฉากของในหนังยังทำได้ไม่เนียนเท่าที่ควร เช่นตอนที่แอ๊นท์แมนขยายร่าง ผมว่ามันดูลอยๆไม่เนียนกว่าที่ควร แต่ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผมได้เหมือนกัน และสัญญาโซโคเวียที่ยกขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่แต่ก็ไม่ได้ถูกพูดถึงอีกในช่วงหลัง ถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมคงให้ 9.5 (เพราะยังไงผมก็รักเหล่าฮีโร่อยู่แล้ว ให้คะแนนแบบเอาตัวผมเป็นที่ตั้งประมาณใจรักอยู่แล้ว) ถ้างั้นเดี๋ยวเจอกันใหม่ในเรื่องหน้าครับและก็...


                                  Spider-Man will return (ซะงั้น นี่ตกลงหนังของใครเนี่ย! แย่งซีนจนวินาทีสุดท้าย)

 

    ขอบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพจาก:

         http://tvtropes.org/pmwiki/pmwiki.php/Film/CaptainAmericaCivilWar

         http://marvelcinematicuniverse.wikia.com

         http://dccomicsextendeduniverse.wikia.com

โดย เจ้าหมีน้อย

 

กลับไปที่ www.oknation.net