วันที่ พุธ พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Hell upon Earth เมืองเกิด Capitalism และชนชั้นกลาง


ช่วงทศวรรษแห่ง พ.ศ.2303 การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ และเครื่องจักรกลใน Britain เป็นจุดเริ่มต้นของ Industrial Revolution ซึ่งส่งผลให้ทุกหน่วยของการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเจริญอย่างพลิกผันของอุตสาหกรรมค่อยทยอยกระจายจากเกาะ สู่ทวีป ไปจนทั่วโลก ที่ยกให้ Manchester เป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกและสำคัญที่สุดของโลก

 

 

วันนี้ ร่องรอยของเมืองอุตสาหกรรม ยังปรากฏอยู่ทุกมุมใน Manchester  

เมื่ออุตสาหกรรมเกิดขึ้น ย่อมต้องมีโรงงานและที่พักอาศัย การก่อสร้างที่เคยใช้หินต้องเปลี่ยนเป็นอิฐเพื่อให้เร็วและถูกขึ้น การผลิตอิฐก็เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล เกิดกล่องตึกอิฐสีแดงผุดขึ้นทั่ว การทอผ้าเพิ่มขนาดเป็นโรงทอผ้า กระบวนการฟอกและย้อมสีผ้า ขยายสู่การผลิตเคมีภัณฑ์

การเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยแรงงานสัตว์เปลี่ยนไปสู่คลอง เส้นทาง manmade ที่มนุษย์สร้าง เสริมแรงม้าเพื่อลากจูงเรือให้ขนสินค้าได้ง่ายขึ้นและมากกว่าเกวียน ย่นเวลาขนส่งสู่ปลายทาง

 

 

 

 

 

สิ่งที่ตามมาคือ รถไฟ

เวลาที่คืบผ่านและความคุ้นเคย ทำให้คนรุ่นหลังไม่ทันรู้สึกว่าทางสัญจรที่ใช้อยู่ประจำ มีจุดเริ่มจากอุตสาหกรรมที่ดึงดูดผู้คนให้มุ่งหน้าสู่แหล่งงาน ทำให้เกิดรถจักรไอน้ำที่ขนผู้โดยสารขบวนแรกของโลกที่ Manchester

เป็นพาหนะที่นำคนมาสู่การใช้ชีวิตที่ไม่มีวันหวนคืนแบบเดิม

 

 

คนหนุ่มสาวจากทุกสารทิศมุ่งหน้าสู่โรงงานที่ต้องการคนไม่จำกัดจำนวน มีค่าแรงให้เป็นเงิน และมีเงินกระดาษให้จับต้อง เกิดเป็น urbanisation สังคมเมือง

 

 

 

แต่ชีวิตใหม่ไม่ได้นำมาซึ่งส่วนดีอยู่ด้านเดียว

การทำงานตามชั่วโมงยามที่กำหนดต้องการวินัยต่างจากงานในท้องทุ่ง และยังเป็นงานหนักที่ไม่มีวันว่างตามฤดูกาลเพาะปลูก ในสมัยที่ยังไม่มีสูติบัตรเด็กจำนวนมากไม่รู้อายุจริงของตัวเอง ที่ตัวเล็กขนาดเหมาะก็ได้งานมุดคลานทำความสะอาดเครื่องจักรแลกกับค่าแรงราคาถูกอยู่จนกระทั่งมีการเร่งออกกฎหมายแรงงานเด็กมาคุ้มครอง

Manchester ในยุค Industrial Revolution เฟื่องฟูจนได้สมญา Cottonopolis มหานครแห่งใยฝ้าย เป็นศูนย์กลางสิ่งทอ

รูปลักษณ์อาคาร ปล่องควันสูง สีอิฐ บันไดเหล็ก จึงบอกเล่าถึงอุตสาหกรรมที่สร้างงาน พร้อมไปกับที่สร้างชีวิต

ที่มีทั้งโอกาส และความหม่นหมอง

 

 

วิวัฒนาการเชิงวัตถุที่ทิ้งหลักฐานให้เห็นชัดเป็นเพียงส่วนเดียวของ Industrial Revolution ส่วนดีอีกซีกด้านสติปัญญา ความคิดนั้นจับต้องยาก การรู้หนังสือถูกผลักดันไปอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้ใช้งานควบคุมเครื่องจักรกลได้ ผลกระทบจากการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปทั้งแง่บวกและลบ จุดประกายสร้างแนวคิดในด้านสังคมและเศรษฐกิจให้โลกปัจจุบัน

เมื่อเกิดอุตสาหกรรม สภาพของสังคมก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเสมือนถูกปฏิวัติ อุตสาหกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้า เปลี่ยนการผลิตจากเพียงเพื่อยังชีพแล้วนำส่วนเกินมาแลกเปลี่ยนผลผลิตของคนอื่น ให้กลายเป็นการทำงานสร้างผลผลิตเพื่อให้เกิดรายได้

รายได้นั้นก่อให้เกิดกำลังซื้อ เกิดรายรับจ่ายของครอบครัว เกิดการค้า สร้างผลกำไร ขยายตัวเป็นธุรกิจที่มีผลต่อความเคลื่อนไหวของเงินทองในสังคม และสุดท้ายกลายเป็นระบบเศรษฐกิจ

 

Capitalism ตามนิยามของ Marx ก็เกิดขึ้นด้วยผลจาก Industrial Revolution การปฏิวัติที่สร้างอุตสาหกรรม ที่ Manchester

 

 

 

หลายร้อยปีก่อนถึง ยุคปฏิวัติที่สร้างอุตสาหกรรม Manchester ก็เป็นตลาดแล้ว

ตลาดสมัยโบราณคือสถานที่ซึ่งผู้คนหอบของมาค้าขาย เมื่อรุ่งเรืองขึ้นตลาดก็กลายเป็นชุมชน ศูนย์รวมของสังคมท้องถิ่น มีอิทธิพลจากขุนนาง ศักดินา และ ‘church’ ศาสนา เข้ามาข้องเกี่ยวในการดำเนินชีวิต

ที่ Manchester ยังมีบุคคลหนึ่งที่จิตเป็นกุศล เกิดมาในตระกูลค้าผ้าที่ประสบความสำเร็จจึงมีโอกาสได้เรียนหนังสือ และคงต้องเห็นความสำคัญของการรู้หนังสือ เลยช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้ได้เรียนหนังสือ และมีกินมาตลอด

Humphrey Chetham พ่อค้าผ้าผู้มั่งคั่งคนนั้น เป็นคนสมถะ ปฏิเสธยศศักดิ์ขุนนาง ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก มีชีวิตบั้นปลายในช่วงที่บ้านเมืองระส่ำระสายกษัตริย์ถูกสำเร็จโทษ และ Oliver Cromwell ขึ้นครองเมืองโดยทำตัวเป็นเจ้าเสียเอง

Chetham ไม่วางใจว่าทรัพย์สินจะถูกรัฐสภามาฉวยไปครอง เลยทำพินัยกรรมตั้งกองทุนสร้างโรงเรียนและห้องสมุด เพื่อให้การศึกษา แก่ลูกของคนดี คนสุจริต คนทำงานหนักที่ตั้งใจเลี้ยงลูก ให้ห้องสมุดเพื่อเป็นประโยชน์แก่การค้นคว้าของ scholars ผู้ใฝ่รู้

ทิ้งเงินไว้ใช้ซื้อหนังสือ ‘ทั้ง Manuscriptsข้อเขียนทุกแบบ และหนังสือที่จะครอบคลุมความรู้ทั้งมวล ให้สู้ได้กับห้องสมุดมหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge’

หมู่ตึกเก่ากลางเมือง Manchester สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 1964 เคยเป็นทั้งวิหาร เป็นที่ผลิตดินปืน กระทั่งถูกแปลงสภาพเป็นที่คุมขัง มีลักษณะลงตัวต่อการสร้างโรงเรียน  Chetham’s Library จึงเกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย ใน พ.ศ. 2196 – ก่อนเข้าสู่ Industrial Revolution เกือบจะร้อยปี

 

 

ปัจจุบัน Chetham’s Library เป็นห้องสมุดสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในหมู่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เปิดบริการอย่างต่อเนื่องมากว่า 350 ปี โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม ตามคำสั่งที่ Humphrey Chetham ทิ้งไว้ให้ผู้ที่เป็นบรรณารักษ์ว่า ‘to require nothing of any man that cometh in to the library’

 

 

 

 

 

ในยุคแรก การจัดเรียงหนังสือไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เริ่มจากจัดตามขนาด ไปถึงขนาดบวกหัวข้อ พอมากขึ้นก็เริ่มมีหมวดหมู่แต่เป็นภาษาละติน มีการล่ามโซ่เพื่อกันขโมยที่เพิ่งมาเลิกเอาภายหลังเมื่อสร้างรั้ว ประตูเป็นเรื่องเป็นราว

 

 

 

 

 

หนังสือกว่า 120,000 เล่มที่ Chetham’s Library เกินกว่าครึ่งพิมพ์ขึ้นก่อน พ.ศ. 2393 บางเล่ม เช่น Homer เป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2031

 

 

 

อีกหลายเล่มเป็นงานของ Aristotle, Euclid, Galileo, Copernicus and Kepler ไล่มาจนรุ่น Principia Mathematica (1687) ของ Isaac Newton

 

 

 

 

 

 

หนังสือของ Chetham’s Library มีความสมบูรณ์ทั้งหมวดหมู่และสาระ ไม่ใช่แค่ความเก่า

 

วันหนึ่งในฤดูร้อน พ.ศ. 2388 Chetham’s Library เป็นที่นัดพบของ Karl Marx และ Friedrich Engels

Engels มาทำงานที่โรงงานของพ่อที่ Manchester ตั้งแต่ พ.ศ. 2385 อย่างไม่ชอบงานที่ทำนัก เนื่องจากไปทุ่มเทสนใจความเคลื่อนไหวด้านสังคมและการเมือง แต่ด้วยค่าจ้างดีจนสามารถเผื่อแผ่ไปช่วย Marx ที่ไม่ค่อยมีเงิน กับได้โอกาสสังเกตสภาพความเป็นอยู่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้น Engels จึงอยู่ได้นาน

ส่วน Marx มาหา Engels ที่ Manchester เพื่อหาข้อมูลเขียนหนังสือ

ทั้งคู่นัดคุยและอ่านหนังสือที่ Chetham’s Library อยู่หลายโอกาส ที่โต๊ะในหลืบมุมของ Reading Room

 

 

 

ข้อมูลจากหนังสือเศรษฐศาสตร์หลายเล่ม ผนวกกับบรรยากาศโรงงานที่ปล่องควันไม่เคยจางจากท้องฟ้าของแมนเชสเตอร์ในเวลานั้น ทำให้ Engels และ Marx สร้าง The Communist Manifesto เป็นผลงานร่วมกัน  

 

 

 

หนังสือเศรษฐศาสตร์หลายเล่มในตอนนั้น ขณะนี้ก็ยังนั่งนิ่งอยู่บนชั้นไม้โอ้คสีเข้ม ส่วน The Communist Manifesto เล่มที่เพิ่มขึ้นมาก็มีที่อยู่บนชั้นหมายเลข 8.B.1.18

โต๊ะเหลี่ยมใน alcove หลืบมุม ของห้องอ่านหนังสือนั้น มีผู้คนอีกหลายรุ่นผ่านเข้าไปนั่งค้นคว้า และทอดสายตาผ่านกระจกเคลือบสีที่ช่องหน้าต่าง ที่ไร้หมอกควันเช่นในอดีต

 

 

 

 

ระยะต้นของ Industrial Revolution นั้น Engels เขียน The Condition of the Working-Class in England in 1844 เล่าสภาพงานและความเป็นอยู่ที่ Manchester ไว้ว่า ‘filthy, ruin, and uninhabitableness โสโครก เน่า เกินกว่าจะอาศัยอยู่ได้  พูดอีกอย่าง คือ Hell upon Earth นรกบนดินนี่เอง

 

 

แต่มุมมองของ Engels ก็ไม่ใช่ข้อสรุปเบ็ดเสร็จ

โรงงานก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นทางสังคม

เจ้าของโรงงาน คือ จุดกำเนิดของคนชั้นกลาง – ชนชั้นใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น

คนหนุ่มสาวที่ออกมาสร้างตัวในโรงงาน ได้มีการศึกษาจากโอกาสเรียนหนังสือภาคค่ำ ไปศาสนาสถานตามศรัทธาของตน ได้รู้จัก union สหภาพแรงงาน ได้มีส่วนร่วมทางการเมือง ที่สำคัญ คือ ได้หลุดออกจาก ‘serfdom’ สถานะภายใต้ Feudalism ระบบเจ้าขุนมูลนาย ที่คนจนทำงานแลกกับที่อยู่และของกิน ไม่มีรายได้ – Manchester อาจจะสกปรก หนวกหู แต่สิ่งที่ทดแทน คือ เสรีภาพและเงิน นั้นคุ้มค่า

 

 

โรงงานอาศัยเงินเป็นทุน capital’ ในการเติบโต และเงินถูกใช้เป็นค่าตอบแทน

Industrial Revolution จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Capitalism และ Money Economy สำหรับคนทั่วไป

 

เมื่อ Marx เห็น Manchester ที่โทรมเน่า ก็อยากให้เกิดความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับคนจน จึงเขียน The Communist Manifesto เสมือนเสนอทางออกกึ่งทำนายว่าจะมีการลุกฮือจากคนจน เพื่อแสวงหาความเท่าเทียมจากนายจ้าง เจ้าของโรงงาน

แต่เวลานั้น ชนชั้นทางสังคม –socioeconomic structureเปลี่ยนไปแล้ว

จากเดิมที่ ‘serfs คนจน หาผลประโยชน์ให้เจ้าของที่ดิน โดยที่ตัวเองไม่เคยได้ผลตอบแทนเท่าเทียมกับแรงที่ลงไป-ไม่เคยได้เงิน ก็กลายเป็นได้เงินและมีอิสระ

 

 

 

The Communist Manifesto มีความขัดแย้งในตัวเอง จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงตามจินตนาการของ Marx แต่ก็เป็นพื้นฐานขยายสู่แนวคิดอื่นที่เกิดขึ้นได้ เช่น Socialist economics ที่ใช้ทั่วไปในยุโรป

 

 

Manchester ในวันนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว

สิ่งคงที่ไม่แปรเปลี่ยน คือ ชีวิต ความเคลื่อนไหว และโอกาส ที่ขึ้นอยู่กับใครจะไขว่คว้า

ความเจริญทางวัตถุอาจจะดูแวววับน่าจับต้อง แต่ไม่คงทนเท่าความร่ำรวยทางปัญญา

 

* * * * * * * * *

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net