วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ให้เจ้าเป็นเด็กดี....ให้เจ้ามีพลัง ( ตอนที่ 2 Dark Side ของหมีน้อย )


       แม่หมีก็เพิ่งค้นพบว่า  "หมีน้อย" เด็กออทิสติกที่จิตใจใสพิสุทธิ์   ซึ่งเคยเป็นคนที่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ในวัยเด็ก (นอกจากยิ้มกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจนเกินพอดี) ในตอนเป็นเด็กเล็กๆ เวลาที่เขาเสียใจเขาจะเอามือลูบที่นัยน์ตา(ที่น้ำตาไม่เคยไหล)แล้วลากมือลงมาพร้อมกับพูดว่า  "หมีน้อยเสียใจๆ"  จะพูดซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าเราจะทำให้เขารู้สึกดี  จนที่สุดเขาก็พัฒนามาเป็นการร้องไห้สะอึกสะอื้น  น้ำตาไหลพรากได้ยามเมื่อเขาผิดหวัง  และเขาสามารถแสดงสีหน้าแววตาพร้อมกับเอียงคอไปน้อยๆ  แล้วพูดว่า  เอ๋...  ยามเมื่อเขาแปลกใจ  งุนงงหรือสงสัย   ซึ่งในวัยเด็กถ้าเขาไม่พอใจเขาก็จะปรี่เข้ามาทุบตีหรือดึงทึ้งผมแม่หมีก็เพราะเราสื่อสารกันไม่ได้ แต่ที่สุด  มาบัดนี้แม่หมีเพิ่งได้ยินจากปากเขาว่า  "หมีน้อยเลือดขึ้นหน้า"  เล่นทำเอาแม่หมีตกใจและต้องตั้งสติ   เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความใส่ใจและหยุดยั้งไม่ให้มีอารมณ์แบบนี้   หากมีก็ต้องยุติลงให้ได้อย่าปล่อยผ่านไปจนกลายเป็นนิสัย   แต่ต้องเรียกว่าจะต้องเคลียร์ให้เข้าใจไม่ให้ตกตะกอนจนกลายเป็นขยะในใจของเขา   รอวันที่จะประทุเหมือนภูเขาไฟที่คุกรุ่นอยู่ภายใน         

        เมื่อตอนที่เขาย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาเคยโกรธ เคยเสียใจ น้อยใจเพื่อนจนจะกระโดดตึกเรียนเพราะไม่อยากจะมีชีวิตอยู่  เขาปีนข้ามระเบียงออกไปยืนที่กันสาดตึก แต่เขาก็ยับยั้งความรู้สึกนั้นได้แล้วปีนข้ามกลับเข้ามา  (ตอนนั้นอยู่ชั้นป.5) ซึ่งแม่หมีถามเขาว่า  "ลูกคิดอย่างไรจึงไม่กระโดดลงไป"  เขาตอบว่า "หมีน้อยคิดถึงคุณแม่  หมีน้อยสงสารคุณแม่  เพราะตอนเย็นคุณแม่มารับหมีน้อย   คุณแม่ก็จะเห็นว่าหมีน้อยตายแล้ว  หมีน้อยไม่อยากให้แม่เสียใจครับ"  เพราะความรักจึงฉุดรั้งหมีน้อยจากความตายเอาไว้ได้ 

        นับตั้งแต่นั้นมาหมีน้อยจึงต้องถูกฝึกให้อดทน   ฝึกให้เข้าใจว่ามีคนที่ดีและไม่ดีอยู่ในสังคม   คนที่พร้อมจะล้อเลียนและแกล้งเขาเพราะเห็นว่าเขามีปมด้อย (ซึ่งคนพวกนี้ต่างหากคือ"คนที่ไม่ปกติ"และน่าสมเพทมาก) แม่หมีบอกกับเขาว่า  " ถ้าลูกไม่ชอบคนพวกนี้ก็อยู่ให้ห่างๆ   แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน  เราก็ต้องทำใจถ้าบอกครูได้ก็ให้บอก  และถ้ารู้สึกโกรธก็ให้นับ 1-10 ถ้ายังไม่หายโกรธก็นับไปเรื่อยๆ  หมีน้อยเคยตอบว่า  "นับไปไม่ถึง 10 แต่ก็อยากเข้าไปชกเขาอยู่ดี "   แต่เขาก็ไม่เคยทำอย่างที่เขาพูด   เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขาไม่ใช่เด็กไม่ดี   เราอบรมให้เขารู้จักสงสารคนอื่นและห้ามไม่ให้เขาใช้กำลังในการตัดสินว่าใครถูกหรือผิด  เราสอนเขาว่าคนที่โกรธแล้วใช้กำลังเป็นคนที่ไม่มีสติปัญญา  ไม่มีสมองที่จะแก้ไขปัญหาและเป็นคนที่น่าสมเพทมากๆ  แม่หมีกับหมอต้องพยายามอธิบายและช่วยชี้แนะประคับประคองไม่ให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว   เราดูแลและปรับพฤติกรรมเขาให้เป็นคนที่สามารถเข้าใจผู้อื่น   และสุดท้ายตอนเรียนม.4 ก็มีเด็กก้าวร้าวเกเรที่คอยแกล้ง ล้อเลียน  และแม้กระทั่งชกหมีน้อยจนหน้าตาแตกยับจนต้องพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล   หมีน้อยของเราก็ไม่ได้ชกตอบโต้อะไรเขาเลยได้แต่เพียงปัดป้องเท่านั้น   ครั้งนั้นแม่หมีตัดสินใจผิดที่ไม่เอาเรื่องเด็กคนนั้น   คิดว่าอโหสิกรรมและให้อภัยกับเด็กที่ "ไม่ถึงสอน"    แต่ที่ว่าคิดผิดเพราะผู้ปกครองเขาไม่มาขอโทษแม่หมีสักคำ  ช่างเป็นพ่อที่ใจร้ายใจดำจริงๆ              

         เรื่องของเรื่องที่เขียนเรื่อง Dark Side  ของหมีน้อย ก็คือว่า  การป่วยของแม่หมีคราวนี้มันเกิดจากการไม่ระวังไม่ควบคุมอาหารการกินให้ดี  คือคนเป็นเบาหวานและความดันสูงต้องควบคุมอาหารไม่ให้หวาน  ควบคุมอาหารไม่ให้เค็มจัด  (ความจริงรสจืดๆดีที่สุด) อาหารทอด อาหารมีไขมันควรงด  แม่หมีก็พยายามทำตามนั้นมาโดยตลอด  รวมทั้งการออกกำลังกายด้วยการเดินซึ่งก็ทำอย่างต่อเนื่อง   แต่ข้อเสียของคนเป็นเบาหวานคือจะหิวเก่ง  แล้วต้องควบคุมมันให้ได้   แต่ก็เป็นอะไรที่ยากมากๆบางทีเดินหาของกินอยู่นั่นแล้ว   ส่วนขนมหวานแทบจะเลิกไปเลย   แต่นานๆครั้งแม่หมีก็จะขอกินสักทีแต่ก็นิดหน่อย   แม้กระทั่งไอศกรีมซึงเป็นของโปรดก็ต้องหักห้ามใจ   ในยามหน้าร้อนแบบนี้  ความเย็นของไอศกรีมแค่คำเดียวก็ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจได้บ้าง   นอกจากนี้แม่หมียังมีอาการท้องผูกบ่อยๆ  การกินผักหรืออาหารที่มีเส้นใยเป็นทางเลือกที่ช่วยได้   กล้วยน้ำว้าและมะละกอสุกพอจะช่วยได้บ้าง  แต่พอกินมากไปก็ทำให้น้ำตาลสูงขึ้นได้    เมื่อสามเดือนก่อนน้ำตาลสะสมของแม่หมีประมาณ 130 คุณหมอยังพอรับได้   แต่คราวนี้ขึ้นไปถึง 150  คุณหมอก็เลยตำหนิแม่หมี   พูดโดยรวมไปถึงคนไข้คนอื่นๆที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองเรื่องอาหารการกิน  เรียกได้ว่าคุณหมอบอกประมาณว่า  คนไข้ส่วนใหญ่มักจะไม่มีวินัยในตัวเอง  รู้ว่ากินแล้วมีผลเสียกับสุขภาพก็ยังจะกินอีก   ไม่รู้จักดูแลตัวเองแล้วจะคอยใช้แต่ยาเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพซึ่งมันไม่ถูกต้อง   คุณหมอบอกคนรอบข้างก็ต้องช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย   โดยเฉพาะจะไปหาขนมนมเนย   ช็อคโกแลต  เค้ก ไอศกรีมฯลฯมาไว้ในตู้เย็น  มันไม่เหมาะเลย   ซึ่งแม่หมีก็คิดในใจว่า   ถ้าต้องทำแบบนี้แม่หมีดูเหมือนจะเป็นคนเห็นแก่ตัวเกินไปมั๊ย   เมื่อเราเป็นโรคคนเดียวในบ้านแต่จะต้องให้คนอื่นพลอยอดไปด้วย  มันใช่เรื่องมั๊ย   ก็ยอมรับนะคะว่าบางครั้งเราพยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่เมื่อมันโหยมากๆ   มันก็อยากกินบ้าง   ก็เข้าใจนะคะว่าคุณหมอเป็นห่วงเพราะถ้าเป็นหนักก็เรื่องใหญ่เลย   คุณหมอจัดหนักตำหนิมาชุดใหญ่   แม่หมีก็ดันเก็บมาเล่าให้ลูกๆฟัง   หมีน้อยก็นั่งฟังเงียบๆ  แม่หมีก็คิดว่าไม่มีอะไร  แต่พอวันรุ่งขึ้น  หมีน้อยเขาลงไปหาอาหารรับประทาน  แล้วก็ไปนานมากจนผิดสังเกต   แม่หมีเลยต้องโทรตามหมีน้อย

               แม่หมีถามเขาว่า   "ทำไมยังไม่ขึ้นมาอีกครับ   มีปัญหาอะไรมั๊ย"

               หมีน้อยไม่ตอบแต่ถามกลับมาว่า   " หมอมาดูอาการคุณแม่หรือยังครับ"

               แม่หมีตอบไปว่า   "ยังเลยครับ  แต่สักครู่คงมา "

               หมีน้อยตอบมาว่า   "งั้นหมีน้อยยังไม่ขึ้นไปนะครับ" 

               แม่หมีสัมผัสได้ว่าต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะค่ะ  เลยพูดต่อว่า    " ขึ้นมาเถอะครับ  ลูกไม่ได้เอาสมุดวาดรูปไปด้วย    เดี๋ยวก็เบื่อ    ขึ้นมาเถอะครับแม่อยู่คนเดียวเหงาจัง "   เจอไม้นี้เข้าไป   หมีน้อยก็ต้องขึ้นมาสิคะ

                พอเขาขึ้นมาที่ห้องพัก   แม่หมีก็ถามเขาว่า    "มีอะไรหรือเปล่าครับ  ทุกทีเวลาลงไปซื้อของกิน  ลูกจะรีบซื้อแล้วมาอยู่เป็นเพื่อนแม่นี่นา "  

                หมีน้อยก้มหน้านิ่ง  แม่หมีถามต่อว่า  " มีอะไรบอกแม่ได้นะครับ  บอกมาเถอะ  แม่จะได้ช่วยแก้ปัญหาไงครับ"                         

                หมีน้อยก้มหน้า  ไม่ยอมสบตาแม่หมีแต่เขาพูดเบาๆออกมาว่า  " หมีน้อยไม่รู้ว่า   หมีน้อยคิดแบบนี้ถูกมั๊ย  หมีน้อยว่ามันไม่ดีเลยครับ "

                แม่หมี    " คิดยังไงหรือครับ "

                หมีน้อย    " หมีน้อยไม่อยากเจอหน้าคุณหมอครับ  หมีน้อยเลือดขึ้นหน้าแน่ๆ"   เป็นคำพูดที่น่าตกใจมากที่ออกมาจากปากเด็กชายที่มีใจใสพิสุทธิ์คนนี้  แม่หมีเชื่อว่าหมีน้อยไม่ใช่เด็กก้าวร้าวอย่างแน่นอน

                แม่หมีจึงถามเขาว่า     "มันเป็นความรู้สึกอย่างไรเหรอครับ"

                หมีน้อยตอบเสียงแผ่วเบา    " หมีน้อยรักคุณแม่   รักมากจนหมีน้อยไม่ชอบ   แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาว่าคุณแม่  หมีน้อยเลยไม่อยากเห็นหน้าเขา  ถ้าเจอหน้าหมีน้อยก็จะรู้สึกผิด   เพราะความจริงคุณหมอเขาก็ดูแลคุณแม่อย่างดีมาตลอด   รักษาจนคุณแม่หายป่วย  หมีน้อยเลยคิดว่าตัวเองผิดที่คิดแบบนี้ "

                แม่หมี  นั่นไง  เรื่องเป็นแบบนี้นี่เอง  ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องอธิบายให้กระจ่างค่ะ  " คุณแม่ดีใจนะครับที่ลูกรักแม่   แต่การที่ลูกรู้สึกไม่พอใจซึ่งเกิดจากการอยากปกป้องคุณแม่  ไม่อยากให้ใครมาตำหนิคุณแม่   แต่ถ้าเรามองในมุมมองของคุณหมอ   คุณหมอเขาพูดด้วยความหวังดี  พูดเพราะเป็นห่วงคนไข้  และเป็นความจริงที่คนไข้ส่วนใหญ่มักไม่ทำตามที่หมอบอก  แล้วคนไข้ก็ต้องมาป่วยมานอนโรงพยาบาล   เสียทั้งเวลาเสียทั้งเงินทอง  แล้วถ้าเป็นมากๆอาจเสียชีวิตได้  จำได้มั๊ยครับแม่เคยบอกว่า  ก่อนที่จะตัดสินใคร  เราอย่ามองที่มุมของเราข้างเดียว  ต้องมองในมุมของคนอื่นบ้าง   แล้วเราจะรู้ว่าเขาทำเพื่ออะไร  ถ้ามันเป็นผลดีกับเราก็ควรจะขอบคุณเขา   แต่ถ้าไม่มีผลดีเลยทำให้เราเสียกำลังใจ  เราก็อยู่ห่างๆเขา  ในกรณีนี้ลูกใช้คำว่า เลือดขึ้นหน้า แม่ว่าลูกใช้คำนี้ผิด  ลูกแค่ไม่ชอบให้ใครมาตำหนิคุณแม่ก็พอ เลือดขึ้นหน้า คำๆนี้ต้องใช้ในกรณีที่โกรธมากๆ  โกรธจนระงับใจไม่ได้แล้ว   ควบคุมสติไม่อยู่แล้วทำอะไรที่ก่อให้เกิดผลร้ายกับคนอื่น  แบบพวกคนเกเรก้าวร้าว  เอะอะก็โมโหและไม่สามารถยับยั้งชั่งใม่ได้  อย่างที่เป็นข่าวที่ลูกก็รู้อยู่  แต่ในกรณีนี้แค่เพราะลูกไม่ชอบที่ใครมาตำหนิแม่  ลูกเลยไม่อยากเจอหน้าเท่านั้นเอง  ทีนี้ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดใหม่  ลูกลองมองในมุมคุณหมอ  ลูกคิดว่ายังไงครับ"

                  หมีน้อย  " หมีน้อยเข้าใจแล้วครับว่าคุณหมอหวังดี "

                  แม่หมี   " แล้วไงต่อครับ "

                  หมีน้อย  " ทีหลังหมีน้อยจะทำตามที่แม่สอนครับ  ก่อนที่จะตัดสินใครหมีน้อยจะมองในมุมคนอื่นบ้าง "

          ค่ะ   เราสอนหมีน้อยแบบนี้  เพราะเวลาที่เขาเจอคนที่พูดไม่ดี  คนที่พูดให้เขาเสียใจหรือแกล้งรังแกเขา  เขาจะได้เข้าใจว่าคนๆนั้นเป็นอย่างไร  เขาจะได้ไม่โกรธหรือไม่พอใจใครง่ายๆ   แค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา   เราก็จะลดความรู้สึกที่ไม่ดีลงได้ลดความโกรธลงได้  หมีน้อยแค่ใช้คำผิดไปหน่อย  "เลือดขึ้นหน้า"  555

          ปรมาจารย์เจไดอย่าง Yoda  กล่าวไว้ว่า " Fear is the path to the dark side. Fear leads to anger, anger leads to hate, hate leads to suffering." ซึ่งหมายความว่า "ความกลัวเป็นวิถีสู่ด้านมืด  ความกลัวนำไปสู่ความโกรธ, ความโกรธนำไปสู่ความเกลียดชัง, ความเกลียดชังนำไปสู่ความทุกข์ " 

          แม่หมีไม่อยากให้หมีน้อยและพี่หมีใหญ่อยู่ในด้านมืดค่ะ  เราจึงทุ่มเทสรรพกำลังทั้งกาย,วาจา และใจ  อบรมชี้แนะพวกเขาเพราะเราไม่อยากให้ลูกๆเพาะเชื้อโรคของความกลัว  ความเกลียดชัง อันจะนำไปสู่ความทุกข์ และถ้าหากเขาไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้เขาก็จะตกอยู่ในด้านมืดอย่างแน่นอน   ยังไง้...ยังไงแม่หมี  จะไม่ให้ลูกถลำลึกไปสู่ด้านมืดอย่างแน่นอน เพราะ แม่หมีเป็น   I am  your  mother!  ของลูกๆนี่นา  ชิมิชิมิ
                                                                                                                          
                                              เล่าให้ฟังโดย
                                                   แม่หมี


     มาดูภาพหมีน้อยกันค่ะ  


              ดราม่าเล็กน้อยเพราะแม่หมีต้องการภาพ  "หมีน้อยในด้านมืด"  เลยสั่งให้หมีน้อยไปหยิบชุดโต๊ปสีดำมาใส่  ใส่ชุดนี้ทีไร  เขาชอบบอกว่า  ใส่แล้วเหมือน Sith lord จากหนังเรื่องสตาร์วอร์ส


             หมีน้อยชอบนะคะกับชุดมีฮู๊ดสีดำตัวนี้  จะตกอยู่ในด้านมืดได้อย่างไร  แม่หมีขอร้องให้ทำอะไรเป็นทำตามทุกที


                อันนี้เป็นภาพเก่า  หมีน้อยเขาเอาที่ใส่กับครุยรับปริญญาของลูกผู้พี่มาใส่  แล้วบอก  " หมีน้อยเป็น  Sith lord " นายคนนี้เขามีแง่มุมขำๆให้เรายิ้มได้ทุกครั้ง

           แม่หมีตั้งใจจะสอนลูกให้เป็นคนดีค่ะ  " ให้เจ้าเป็นเด็กดี....ให้เจ้ามีพลัง"   May the Force be with you  นะครับลูกๆ  รับรองว่า  ถ้าเขาเริ่มรู้สึกว่า  เขาเริ่มตกอยู่ในด้านมืดเขาก็จะรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองและผลักไสความรู้สึกนั้นออกจากใจได้แน่ๆค่ะ   แม่หมีเชื่อเช่นนั้น

     หมายเหตุ    I am  your  mother !  เลียนแบบคำพูดของดาร์ธ  เวเดอร์   จากเรื่อง  Star wars  ซึ่งพูดว่า   I am  your  father ! ออกมาตอนที่ต่อสู้กับ  ลุค  สกายวอล์คเกอร์  ดูหนังมากไปหน่อย ถถถถ
 

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net