วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แผ่เมตตา ยังไง ไม่สำเร็จ


พรุ่งนี้เป็นวันวิสาขะบูชา เชื่อว่าชาวพุทธหลายๆท่านคงมีการทำกิจกรรมเกี่ยวกับทางศาสนาอันเป็นกุศล แล้วก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธ ที่เมื่อสร้างกุศลต่างๆเสร็จแล้ว มักมีการอุทิศส่วนกุสล แผ่เมตตา แก่สรรพสัตว์

เมตตา คือความรักกันฉันท์มิตร ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข น้อมเข้าสู่การสร้างประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ เป็นธรรมที่เป็นบ่อเกิดของกุศลธรรมทั้งปวง รวมไปถึง ศีล ปัญญา ดังนั้นเมตตาจึงเป็นธรรมที่บุคคลควรอบรมให้เกิด ให้มีขึ้น ให้เจริญงอกงามขึ้น และเมื่อมีการปลูกเมตตาไว้ในใจแล้ว เมตตาจะไม่ได้เป็นเมตตาอย่างแท้จริง หากไม่มีการกระทำที่เป็นรูปธรรมออกมา เป็นเพียงความคิดว่าน่าเมตตาเท่านั้น

เมตตาอันเป็นองค์ธรรมหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ จึงต้องมีสังคหวัตถุ ๔ มารองรับด้วยเสมอ

 

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท)

แต่อย่างไรก็ดี แม้ตั้งใจจะอบรมเมตตาอันเป็นการสร้างกุศล ก็ยังมีเรื่องที่ต้องรู้และระวังอยู่เช่นกันค่ะ เพราะแม้เมตตาจะมีสมบัติคือการสงบพยาบาท  แต่ก็มีวิบัติคือเสน่หาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้กุศลที่สร้างขึ้นแล้วนั้นไม่แปรเปลี่ยนเป็นอกุศลในภายหลัง หรือทำให้การสร้างกุศลไม่มีผลสำเร็จ

นั่นคือ เมื่อจะแผ่เมตตา ท่านมีหลักอยู่ว่า ให้พิจารณาความชั่วร้ายของกิเลสกองโทสะ ความเลวทรามของการประทุษร้ายกัน พิจารณาถึงอานิสงส์ของขันติเสียก่อน จากนั้น จึงค่อยเริ่มแผ่เมตตา

แล้วก็ควรตั้งเมตตาในตนขึ้นก่อนค่ะว่า ขอเราจงมีความสุข ปราศจากทุกข์ขอเราจงไม่มีเวร ไม่มีเครื่องเบียดเบียน ไม่มีเครื่องเดือดร้อน เป็นผู้มีความสุข บริหารตนเถิด

การตั้งเมตตาในตนนี้ จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย หรือ ใจไม่สามารถตั้งมั่น สงบอยู่ด้วยเมตตาได้เลย หากไม่มีการพิจารณาร่วมด้วย คือ

เอาตนเข้าเปรียบ ว่าเราเกลียดทุกข์ รักสุข อย่างไร คนอื่นก็อย่างนั้น เราอยากอยู่ ไม่อยากตายอย่างไร คนอื่นก็อย่างนั้น    เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ความปรารถนาจะสร้างประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์รวมทั้งตัวเราจึงจะเกิดขึ้นได้

การไม่อยากทำตนให้ตกต่ำ ด้วยยอมให้อกุศลธรรมต่างๆครอบงำใจ จนคิด พูด ทำ ในสิ่งที่เป็นโทษ

จากนั้น ท่านให้พิจารณาถึงเหตุที่ทำให้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ อันประกอบด้วยการเผื่อแผ่ (ทาน) การมีวาจาที่น่ารัก (ปิยวาจา) การสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น (อัตถะจริยา) การมีตนเสมอคือร่วมทุกข์สุข และ พยายามพัฒนาตนให้มีคุณธรรมเทียมท่าน (สมานัตตตา)

และเหตุแห่งการที่ทำให้เป็นผู้คู่ควรแก่การเคารพ การยกย่อง การมีศีล การมีความรู้ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึงเรื่องต่างๆเหล่านี้ จนใจเข้าถึงอาการ รส อานิสงส์ของเมตตาแล้ว ก็ให้สอบสวนตน พิจารณาตนว่า ตนจะมีความสุข ปราศจากทุกข์ได้ด้วยการวางใจอย่างไร จะเป็นผู้ปราศจากภัยเวรได้ด้วยวิธีการวางใจอย่างไร จะเป็นผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นได้ด้วยวิธีการอบรมใจตนอย่างไร ก็อบรมตนตามนั้น

เช่น เมื่อสอบสวนตนได้ว่ายังมีความเห็นผิด มีการยอมรับความเห็นผิด จนเบียดเบียนใจตนให้ร้อนรน อึดอัด ก็ให้พิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ให้เข้าถึงสภาวะ เพื่อคลายความเห็นผิด หรือการยอมให้ความเห็นผิดครองใจ อันจะค่อยๆลดความอึดอัดขัดข้อง

ความอึดอัด ขัดข้อง นี้ อันที่จริงก็คือธรรมที่จัดเข้าในพยาบาท ชาวพุทธส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าพยาบาทคือความคิดชั่วต่อผู้อื่น ตั้งใจให้ผู้อื่นเดือดร้อน เสียหาย อันที่จริง แม้ความอึดอัดใจ ก็นับเข้าในพยาบาทแล้ว ดังนั้น ที่พีระพุทธเจ้าตรัสสมบัติของเมตตาว่าดับพยาบาท ในเบื้องต้นก็คือก็คือดับความร้อนใจของเราเองนี่เองที่อาจจะเกิดจากความเห็นผิด ความยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกิดความต้องการให้สิ่งนั้นๆดำรงอยู่ หรือเป็นไปตามความต้องการของตน แต่เมื่อความต้องการถูกขัด จึงอึดอัด ขัดข้อง เสียใจ กระทั่งขยายกลายเป็นความโกรธ ผูกโกรธ ผูกเวร เป็นต้น

เมื่อตั้งเมตตาในตน เจริญเมตตาในตนแล้ว จากนั้นจึงค่อยแผ่เมตตากว้างออกไปเป็นชั้นๆ คือ ออกไปสู่สหายยอดรัก บุคคลผู้มีความรู้สึกกลางๆต่อกัน บุคคลผู้ผูกเวรกัน เพื่อไม่ให้เมตตากลับกลายเป็นโทษในภายหลัง เหตุที่ท่านให้หลักว่า เมื่อเริ่มต้นแผ่เมตตาให้แผ่ให้ตนก่อนตามกระบวนการดังกล่าว ก็เพื่อให้เกิดปัญญา เห็นคุณโทษของสภาวะ

และท่านให้ระวังว่า เมื่อเริ่มต้นแผ่เมตตา อย่าได้แผ่ให้บุคคล ๖ ประเภทเหล่านี้ (แทนที่จะเป็นตน) เป็นลำดับแรก  นั่นคือ บุคคลที่ไม่เป็นที่รัก บุคคลที่เป็นสหายรักสุดใจ บุคคลที่มีใจปานกลางต่อกัน บุคคลที่จองเวรกัน บุคคลต่างเพศ และ บุคคลที่ตายแล้ว

เพราะเมื่อเริ่มต้นแผ่เมตตา ก็แผ่ให้บุคคลที่จองเวรต่อกัน เป็นลำดับแรก จะไม่สามารถทำได้สำเร็จเพราะปฏิฆะหรือความขัดเคืองใจกลับจะเกิดแทนที่ หรือแผ่ให้สหายผู้เป็นที่รักสูงสุด เช่น สามี ภรรยา ความกำหนัดจะเกิดแทนที่หรือหากเขากำลังมีทุกข์อยู่ ตัวเราเองก็จะกลับทุกข์ใจตาม ครั้นจะแผ่ให้บุคคลที่ใจปานกลางแก่กัน หรือคนที่ไม่เป็นที่รัก นำมาตั้งไว้ในฐานเป็นที่รักจนนึกแผ่เมตตาให้เป็นลำดับแรก ก็ย่อมลำบากใจ ส่วนเพศตรงข้าม เมื่อแผ่เมตตาโดยเจาะจงให้เป็นลำดับแรก ราคะย่อมเกิด สเน่หาจึงอาจเข้ามาแทนที่เมตตาได้ และผู้ที่ตายแล้ว ท่านไม่ให้แผ่เมตตาให้เลยทีเดียวค่ะ เพราะเราอาจละห้อยอาลัยหาสิ่งที่กลับคืนมาไม่ได้แล้ว

แล้วจึงแผเมตตาให้ไม่เป็นประมาณ คือสรรพสัตว์โดยทั่วไป

อันที่จริง เมตตา เราอบรมได้ทั้งวันค่ะ ยิ่งมากยิ่งดี

การเจริญเมตตาในผู้ที่จองเวรแก่กันท่านก็ให้พิจารณาให้มากค่ะ เพราะเป็นเหตุให้ใจเศร้าหมองได้มากและนาน ซึ่งหากเราตั้งเมตตาในตน ทำเมตตาที่ตั้งไว้ให้เจริญขึ้น ก็จะเข้าใจสภาวะที่แท้ ว่าที่จองเวรกันนั้น เป็นเพราะอะไร เพราะจะเข้าใจถึงสภาพของทุกคน จนวางใจเป็นกลางได้ในที่สุด

ว่าเขา (รวมทั้งเรา) มีความเห็น มีความเป็นอยู่ มีความตั้งมั่นของใจ มีปัญญาเท่าใด ก็แสดงออกเท่านั้น ควบคุมใจตนได้เพียงเท่านั้น การที่เราผิดหวัง อึดอัด ที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้หรือแสดงกิริยา วาจา กระทบถึงเรา กลับจะเป็นความเห็นผิดของตัวเราเองที่เห็นกิเลสตน (ความอึดอัด ขัดข้อง จัดเข้ากับกิเลสประเภทโทสะ เป็นปัจจัยให้เกิดความอยากในทางต่างๆ เช่น ความอยากให้เขาทำบางอย่างอันเป็นภวตัณหา หรือ ไม่อยากให้เขาทำบางอย่างอันเป็นวิภวตัณหา) เป็นกิเลสคนอื่น (เช่นการยอมให้โมหะ ราคะ ครอบงำจิต จนเป็นปัจจัยให้เกิดความเห็น ความต้องการไปต่างๆ จนร้อนรุ่มใจ กระทั่งก้าวล่วงออกทางดาน วาจาจนกระทบถึงผู้อื่น) หรือเห็นแต่กิเลสคนอื่น ไม่เห็นกิเลสตน

เมตตาที่แท้ หากอบรมถูกวิธี จึงเป็นที่มาของศีล ขันติ ปัญญารู้เห็นด้วยใจที่วางเป็นกลางหรืออุเบกขา บุคคลจึงควรรู้ถึงวิธีการอบรมให้เกิด ให้เจริญ โดยไม่มีอกุศลเข้าแทรกแซง

เพื่อความสุขในปัจจุบัน สร้างให้กุศลธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เติบโตไปโดยไม่กลับกลายเป็นโทษ เป็นไปตามแนวทางของพุทธศาสนา

จนกว่าเราผู้อบรมตนด้วยเมตตา จะพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงสืบต่อไป   

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net