วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แด่กวีศรีสยาม


photo ชาย สามหยด

มิ่งมิตร 
เธอมีสิทธิ์ที่จะล่องแม่น้ำรื่น
ที่จะบุกดงดำกลางค่ำคืน  
ที่จะชื่นใจหลายกับสายลม
ที่จะร่ำเพลงเกี่ยวโลมเรียวข่าว  
ที่จะยิ้มกับดาวพราวผสม
ที่จะเหม่อมองหญ้าน้ำตาพรม
ที่จะขมขื่นลึกในหมึกมน
ที่จะโลดเริงเล่นเซ่นหงส์ร่อน  
ที่จะถอนใจทอดกับยอดสน
ที่จะหว่านสุขไว้กลางใจคน  
ที่จะทนทุกข์เข้มเต็มหัวใจ

ที่จะเกลาทางกู้สู่คนยาก  
ที่จะจากผมนิ่มปิ้มเส้นไหม

ที่จะหาญผสานท้านัยน์ตาใคร  
ที่จะให้สิ่งสิ้นเธอจินต์จง

ที่จะอยู่เพื่อคนที่เธอรัก  
ที่จะหักพาลแพรกแหลกเป็นผง

ที่จะลุจุดหมายปลายทะนง  
ที่จะคงธรรมเที่ยงเคียงโคลา

เพื่อโค้งเคียวเรียวเดือนและเพื่อนโพ้น  
เพื่อไผ่โอนพลิ้วฟ้อล้อภูผา

เพื่อรวงข้าวพราวแพร้วทั่วแนวนา  
เพื่อขอบฟ้าขลิบทองรองอรุณ.



บทกวี "ขอบฟ้าขลิบทอง" ของกวีศรีสยามผู้ใช้นามปากก่าว่า "อุชเชนี" ดังเรืองรองในใจผมมายาวนานแล้วตั้งแต่ยังหนุ่ม ยังจำได้ว่าขณะทำกิจกรรมนักศึกษา ได่อ่านในวารสารของสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บนหน้าปกฉบับหนึ่งราวปี 2543 ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจแก่นักแสวงหาคุณค่าและความหมายของชีวิตของนิสิตนักศึกษาไม่มากก็น้อย

อุชเชนีเป็นนามปากกาของ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (2536) ผู้ซึ่งลาจากเราไปเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยวัย 96 ปี ผู้เป็นกวี นักเขียนและนักแปลคนสำคัญของเมืองไทย

หนังสือรวมบทกวีเรื่อง "ขอบฟ้าขลิบทอง" ได้รับเลือกให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน มีคุณค่าทางศิลปวรรณกรรมตามแนวทางวรรณกรรมสากุล ที่มีเนื้อหาสาระแสดงออกถึงความริเริ่มสร้างสรรค์ ดลบันดาลใจให้ผู้อ่านอย่างเรามีทัศนะต่อชีวิตและต่อโลกกว้างขึ้นอย่างปฎิเสธไม่ได้น้อยก็หนึ่ง

ยังไม่นับรวมถึงหนังสืออีกหลายเล่มของเขา "อัษมา" เป็นผลงานการแปลจากบทกวีนิทานพื้นบ้านของจีน "ดาวผ่องนภาดิน" เป็นผลงานรวมบทกวี "เพียงแค่เม็ดทราย" เป็นผลงานการประพันธ์ประเภทร้อยแก้ว และ "หิ่งห้อย" เป็นผลงานการแปลร่วมกับ ศาสตราจารย์ระวี ภาวิไล จากบทกวีของ รพินทรนาถ ฐากูร ปราชญ์ชาวอินเดีย

ขออาลัยเคารพต่อการจากไปของอุชเชนีศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้

การจากไปของกวีในห้วงยามสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ผมนึกถึงพวกเขาทั้งสอง ผู้เป็นกวีศรีสยามอีกหนึ่งนั้น บุคคลสำคัญของวงการประวัติศาสตร์และวรรณกรรมไทย "จิตร ภูมิศักดิ์"

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาเพิ่งผ่านพ้นครบรอบ 50 ปีจากการจากไปของเขา กวีหนุ่มผู้ได้รับสมญานามสารพัดให้จดจำในประวัติศาสตร์ที่ชำรุด ไม่ว่าจะเป็นนักคิด นักเขียน นักประวัติศาสตร์ นักต่อสู้ นักปฎิวัติ และกวี

เขาเสียชีวิตในปี 2509 ริมชายป่าจากกระบอกปืนของอาสาสมัครรัฐบาลทหารในช่วงสงครามกลางเมือง จากอุดมการณ์ที่แตกต่างระหว่างสังคมนิยมคอมมิวนิสต์และเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศในขณะนั้น แต่หลังเขาจบชีวิตจากไป คุณค่าและความหมายของชีวิตเขาได้รับการยกย่องอย่างสูงต่อคุณูปการทั้งหลายของสังคมไทย



"ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าสูงเล่มหนึ่งของเมืองไทยในวันนี้ เพื่อให้ลูกหลานได้ศึกษา เรียนรู้ เข้าใจสังคมไทยและรากเหง้าของเราเอง

แต่รัฐได้พิพากษาเข่นฆ่าเขาไปก่อนวัยอันควรที่จะได้รับใช้แผ่นดินที่งดงามของมาตุภูมิ

ศิลปิน กวี มีคุณค่ายิ่งกว่านักกีฬาที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต้องส่งเสริม สนับสนุนเสียอีก เพื่อพัฒนาอารยธรรมของตนเองให้ก้าวหน้าไปสู่สังคมอุดมสุข

แต่ชีวิตและผลงานของพวกเขาทั้งสองในฐานะกวี ศรีสยาม ไม่ได้รับการให้ความสำคัญและเผยแพร่สืบสานเท่าที่ควรนักจากรัฐหลายยุคสมัยที่ผ่านมา ที่ไม่รู้ว่า "กวี" มีความสำคัญกับสังคมอย่างไร

อุซเซนีจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ และยังเป็นอดีตอาจารย์ที่นั่น จิตร ภูมิศักดิ์ ก็เช่นกัน ความสามารถในด้านภาษาศาสตร์และนิรุกติศาสตร์ของเขาเป็นระดับปรมาจารย์ของสังคมไทย ก่อนจะจากไปเพราะความขัดแย้งทางการเมือง

จะว่าไปแล้ว เราผลักดันให้ราษฎรมีการศึกษาจนเกิดการศึกษาภาคบังคับเพื่อให้มีความรู้พัฒนาชาติ เรารณรงค์ให้ผู้คนอ่านหนังสือมากๆ แต่เราสนับสนุนนักเขียนน้อยมากในประเทศไทย

มิไยต้องพูดถึง "กวี" ที่พบพานได้น้อยเหลือเกินในบรรณพิภพ
ขอเชิดชู 2 กวี ศรีสยาม ผู้รังสรรค์สร้างคุณงามความดีแก่แผ่นดินไว้ ณ ที่นี้


บทเพลงที่จิตร ภูมิศักดิ์ แต่งไว้

 

[เผยแพร่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2559]

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net