วันที่ พุธ พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พรทิวา โตสุข : การเมืองการปกครองไทย


 

 

 

นางสาวพรทิวา  โตสุข รหัสนิสิต 58062291

รัฐศาสตร์  ป.โท  ปีที่ 1

 

 

 

 

            การเมืองการปกครองไทยในอดีตหรืออาจจะเรียกว่า “รัฐโบราณ”  เป็นช่วงก่อเริ่มทางอำนาจของรัฐและพัฒนาการของเครื่องมือทางการเมือง แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการเมืองไทย เช่น อำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ เกิดกลุ่มอนุรักศักดินา ที่ซึ่งเป็นมรดกของในช่วงรัฐโบราณ  และศาสนาก็ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งทางการเมือง

รัฐโบราณ

            ในช่วงรัฐโบราณเริ่มจากสมัยอาณาจักรสุโขทัย  เมื่ออาณาจักรขอมเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น อิทธิพลของขอมแผ่ขยายครอบคลุมดินแดนสุวรรณภูมิอารยธรรมหรือวัฒนธรรมของขอมจึงแทรกซึมเข้ามา และผสมคุลกเคล้าเป็นวัฒนธรรมสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน  จากการพระราชพิธีราชาภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวเป็นกษัตริย์ปกครองสุโขทัยทรงพระนามว่า  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  เป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์พระร่วงโดยมีการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด  และสร้างเครือญาติสนิททางการสมรส คือ พระมเหสีของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้นมีเชื้อพระวงศ์เป็นพระขนิษฐาของพ่อขุนผาเมือง ที่มีพระนามว่า นางเสือง ซึ่งต่อมาได้มีโอรสเสวยราชสมบัติปกครองสุโขทัยให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาถึง2พระองค์ คือ พ่อขุนบานเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ในสมัยนี้มีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครอง ในสมัยสุโขทัยจะมีลักษณะการปกครองแบบครอบครัวหรือ “พ่อปกครองลูก”  โดยสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ใกล้ชิดกับประชาชนมาก นิยมเรียกกษัตริย์ว่า “พ่อขุน” นอกจากจะทรงวางรากฐานทางปกครองแล้วในสมัยสุโขทัยยังทรงประดิษฐ์อักษรไทย  เปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ภาษา รู้ธรรม  การปกครองมีรูปแบบธรรมราชา ซึ่งหลักธรรมสำคัญคือ ทศพิธราชธรรม และ จักรวรรดิวัตร 12 ประการ

            การล่มสลายของอาณาจักรสุโขทัย  แม้สุโขทัยจะมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่ภายหลังรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยก็ประสบปัญหาในการปกครองเรื่อยมา จึงทำให้สุโขทัยเสื่อมอำนาจลง คือ การจัดรูปแบบการปกครองไม่เป็นระบบที่รัดกุมและเน้นรูปแบบการปกครองที่ให้ความสำคัญต่อความสามารถของสถาบันกษัตริย์สูง  เมื่อพระมหากษัตริย์ที่ปกครองพระองค์ใดไม่มีพระปรีชาสามารถก็จะทำให้หัวเมืองต่างๆ เกิดการแข็งข้อและไม่ยอมรับอำนาจของราชธานี ภูมิรัฐศาสตร์ของอาณาจักรสุโขทัยที่อยู่ในสภาพรัฐกันชนระหว่างอาณาจักล้านนาและอาณาจักรอยุธยา จึงทำให้สภาพฐานะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคง การเดินทางค้าขายระหว่างรัฐไม่สะดวก เพราะหากจะค้าขายทางน้ำก็ต้องใช้เส้นทางผ่านอาณาจักรอยุธยา หากจะค้าขายทางบกก็ต้องใช้เส้นทางผ่านอาณาจักรล้านนา  จากที่ได้กล่าวมานั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้อาณาจักรสุโขทัยนั้นเสื่อมอำนาจลง

            รัฐโบราณในสมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นเมืองที่ถูกสถาปนาขึ้นจากการรวมกันระหว่างรัฐสุพรรณบุรี และรัฐลพบุรี โดยพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งมีการผสมผสานกำลังทหารและพลเรือน ของทั้ง 2ฝ่ายเข้ากัน ทำให้ในสมัยอยุธยาเป็นเมืองที่เข้มแข็งและมีอำนาจ  การปกครองสมัยอยุธยาใช้ระบบ ศักดินา ซึ่งมีการแบ่งชั้นของเจ้า ขุนนาง พระสงฆ์ ราษฎร ออกเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน มีการเกณฑ์แรงงาน “ไพร่” และการเก็บอากร “ส่วย”   

ในสมัยอยุธยามีการเผยแพร่ของลัทธิฮินดูและขอมเข้ามามีบทบาท สมัยอยุธยาจึงได้รับวัฒนธรรมการปกครองแบบขอมและฮินดูเข้ามาใช้  เรียกการปกครองแบบนี้ว่า การปกครองแบบเทวสิทธิ หรือสมมติเทพ  คือการที่กษัตริย์เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุด  ทรงเป็นเจ้าชีวิต ทรงมีอำนาจเหนือชีวิตของบุคคลที่อยู่ในสังคม และการที่พระมหากษัตริย์ทรงอยุธยาทรงอยู่ในฐานะเป็นสมมติเทพ ตามคตินิยมของพราหมณ์ จึงต้องมีระเบียบพิธีการต่างๆมากมาย แม้แต่ภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ก็ได้บัญญัติขึ้นใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่เรียกว่า “ราชาศัพท์”  เกิดระบบทาสขึ้น คือบุคคลที่ใช้แรงงาน โดยทาสในสมัยอยุธยาอนุญาตให้เสนาบดี ข้าราชบริพารและประชาชนที่ร่ำรวยมีทาสได้และผู้ที่ใช้แรงงานเมื่อตกเป็นทาสก็ถือว่านายเงินเป็นเจ้าของ เจ้าของอาจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนหรือยกทาสให้ผู้อื่นได้ จึงนำมาสู่การเกิดชนชั้นทางสังคม  อาจจะกล่าวได้ว่าประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองมีฐานะไม่เท่ากันจากการที่ได้รับแนวคิดทางการเมืองการปกครองจากเขมรมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการปกครองและในด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทวราชหรือเทวดาโดยสมมติ  การเกิดระบบศักดินาขึ้นครั้งแรกในสังคมไทย  การเกิดการปกครองแบบนายกับบ่าว  มีการแบ่งชั้นทางสังคมชัดเจน  นอกจากนี้ในสมัยอยุธยายังต้องทำศึกสงครามเกือบตลอดเวลา  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเกณฑ์ไพร่พลเพื่อป้องกันประเทศ จึงทำให้เกิดระบบไพร่และมูลนายด้วยเช่นกัน  โครงสร้างการเมืองการปกครองสมัยอยุธยาจัดการบริหารแบบจตุสดมภ์ คือ การที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองโดยตรงได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นกรม เวียง  วัง  คลัง  นา นอกจานี้อาณาจักรอยุธยายังมีการพัฒนา เอกลักษณ์ วัฒนธรรม ระบบการเมือง และเศรษฐกิจ จนกลายเป็นศูนย์กลางของการค้านานาชาติ  อยุธยามีเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก  แต่ในขณะเดียวกันกับต้องประสบปัญหาการแย่งชิงราชบัลลังก์ของกษัตริย์และขุนนางอยู่บ่อยครั้ง

การล่มสลายของอาณาจักรอยุธยา  ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยาต้องจบสิ้นลงจากการเสียเอกราชให้แก่พม่า และสาเหตุจากแรงภายใน คือ พลเมืองในสมัยอยุธยายอมรับสถาบันกษัตริย์มากกว่าตัวบุคคล คือว่าไม่ว่าจะเป็นใครและมาด้วยวิธีการใดก็ตาม หากสามารถก้าวสู่ความเป็นกษัตริย์ได้ก็จะได้รับการยอมรับจากประชาชน   และเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นรากฐานทางการเมืองที่สำคัญและเป็นที่มาแห่งอำนาจ จึงทำให้เป็นที่ต้องการของขุนนางหรือเจ้านายบางพระองค์ที่จะแย่งชิงบัลลังก์ ส่งผลให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและสั่นคลอนสถาบันกษัตริย์ของอยุธยามาอย่างต่อเนื่อง   ลากรรับคนต่างชาติเข้ามารับข้าราชการ จะเห็นได้ชัดในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  จึงทำให้เหล่าขุนนางและเจ้านายที่รับใช้พระมหากษัตริย์เสียขวัญและกำลังใจ จนทำให้ข้าราชการและขุนนางแตกความสามัคคี แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ  จนทำให้ข้าศึกใช้จุดอ่อนนี้ในการทำสงครามกับอยุธยาจนได้รัยชัยชนะ  ส่วนแรงภายนอกที่ทำให้อาณาจักรอยุธยาเสื่อมอำนาจลง คือสภาพเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเงินตราและระบบตลาดส่งผลให้เกิดการค้าระหว่างประเทศอย่างแพร่หลาย เมื่อระบบการค้าเป็นที่มาของเงินตราและอำนาจทำให้พวกขุนนางและมูลนายพยายามเบียดบังไพร่เพื่อให้ตนเองมีไพร่สมมากยิ่งขึ้น จะได้มีแรงงานเพื่อผลิตสินค้าไปขายต่างประเทศ  ทำให้เกิดภาวะสงครามการระดมไพร่พลเพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานจึงเกิดปัญหาเป็นเหตุให้อาณาจักรอยุธยาอ่อนด้อยในเรื่องกำลังพล และทำให้อาณาจักรอยุธยาเสื่อมอำนาจลง

            รัฐโบราณในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมันนี้ ประเทศไทยใช้รูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามแนวของอาณาจักรอยุธยาไม่มีการเปลี่ยนการปกครอง  เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงก่อร่างสร้างเมืองปราบปรามข้าศึกศัตรูโดยเฉพาะพม่า ทำให้ในเรื่องการปกครองไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงรัชกาลที่ 3มีการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคม  ประกอบกับประเทศไทยมีลักษณะเป็นรัฐกันชนทำให้เป็นที่สนใจของมหาอำนาจ  ดังนั้นจึงส่งผลให้มีการปฏิรูปทั้งในด้านการเมืองการปกครอง  รวมทั้งทางด้านสังคมและวัฒนธรรม  ซึ่งปรากฏผลอย่างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมัยรัชกาลที่5

            สมัยการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5   ผลจากการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมและปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ  ส่งผลให้พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการปกครองและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้ปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน  ในการปฏิรูปการปกนั้นได้ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่4 แล้ว เนื่องจากรัชกาลที่ 4 ได้ทรงตระหนักถึงอำนาจของกลุ่มประเทศในแถบตะวันตก  เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองให้เป็นไปตามมาตรฐาน  โดยลัทธิล่าอารานิคมนั้นเริ่มเข้ามาด้วยการทำการค้า และได้กล่าวว่าประเทศไทยนั้นล้าหลัง  จึงทำการเข้ายึดครอง ซึ่งทำให้ในสมัยรัชกาลที่4ได้เริ่มเตรียมการ เพื่อรับมือกับการเข้ามาของชาติตะวันตก โดยให้รัชกาลที่ 5นั้นไปศึกษาในแบบของตะวันตก และยอมทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง โดยทำให้สยามต้องเปิดประเทศค้าขายกับต่างประเทศ หรือเข้าสู่ทุนนิยมโลกนั่นเอง มีการปรังปรุงระบบในการจัดเก็บภาษี  ผลจากการรัชกาลที่ 4 ได้ค่อยๆปรับปรุงระบบการปกครอง ก็สามารถทำให้สยามประนีประนอมกับลัทธิล่าอารานิคมได้ และเป็นการเตรียมการให้รัชกาลที่ 5พร้อมกับการที่จะผ่านพ้นวิกฤตลัทธิล่าอาณานิคม 

            ในช่วงสมัยรัชกาลที่5 นั้นได้เกิดการต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มตระกูลหนึ่งที่มีอำนาจมาก คือตระกูลบุนนาค ทำให้เป็นเรื่องที่รัชกาลที่ 5วิตกกังวล เพราะอำนาจของตระกูลนี้ในสมัยนั้นถือได้ว่าสามารถที่จะเปลี่ยนตัวผู้ปกครองประเทศได้เลยทีเดียว  ตระกูลบุนนาคขึ้นมามีอำนาจขนาดที่เรียกได้เลยว่าสามารถจะคุมประเทศได้เลย  เพราะตระกูลบุนนาคนั้นมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์จักรีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1  และยังนำคนในตระกูลไปแต่งงานกับตระกูลอื่นๆ จึงทำตระกูลบุนนาคนั้นมีอำนาจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย  รัชกาลที่ 5 จึงได้ปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป  โดยเริ่มจากการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์  เพื่อลดอำนาจของตระกูลบุนนาคลง และดึงอำนาจเข้าสู่พระองค์เอง

            การปฏิรูประบบการบริหารประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อรักษาสยามให้เป็นเอกราชจากลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตกได้นั้น รัชกาลที่จึงได้ปฏิรูประบบการปกครอง  ที่เป็นการยกเลิกการปกครองแบบโบราณ และการปฏิรูประบบราชการที่เป็นการสร้างชนชั้นข้าราชการแล้วนำมาใช้แบบการปกครองแบบโบราณ  และรัชกาลที่ 5 ยังได้ปฏิรูปการปกครอง โยการจัดตั้งกรมขึ้นมา 12 กรม และแบ่งหน้าที่แต่ละกรมกันอย่างชัดเจน ซึ่งใช้รูปแบบการปกครองแบบตะวันตก  แล้วต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนกรมให้เป็นกระทรวง เพื่อให้ชาติตะวันตกนั้นยอมรับในรูปแบบปกครอง และไม่ให้ถูกอ้างว่าเป็นการปกครองแบบหล้าหลังแล้วเข้ามาบุกยึดประเทศ   การปฏิรูประบบราชการ ซึ่งเป็นการใช้ข้าราชการในการบริหารในส่วนต่างๆ ที่ขึ้นตรงต่อกษัตริย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากรัฐอิสระ เป็นรัฐรวมศูนย์ โดยอำนาจนั้นขึ้นอยู่กับกษัตริย์  ระบบราชมี 2 ส่วน คือส่วนกลาง จะเป็นกระทรวงต่างๆ  และส่วนภูมิภาค คือการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งนำมาใช้แทนระบบเจ้าเมือง  โดยรัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องส่งข้าราชการไปตามภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากระบบเจ้าเมืองนั้นเป็นการปกครองแบบอิสระ เจ้าเมืองสามารถเก็บภาษีไว้ด้วยตนเอง จึงทำให้เจ้าเมืองสามารถสะสมอำนาจได้  และยังปกกันการก่อกบฏ และส่วนกลางยังสามารถจัดเก็บภาษีได้มาขึ้น  รัชกาลที่ 5 ยังแยกส่วนภูมิภาค คือ มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน  เพื่อความสะดวกในการบริหารงาน  จากการปฏิรูปทางการเมืองโดยการยกเลิกระบบการปกครองแบบโบราณและปฏิรูประบบราชการ เป็นการสร้างชนชั้นข้าราชการขึ้นมา  โดยการส่งไปศึกษาในต่างประเทศและนำมาใช้บริหารงานในประเทศสยาม  ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในการใช้อำนาจ 

รัชกาลที่ 5 ยังได้มีการปฏิรูปสังคมและปฏิรูปทางด้านกฎหมายอีกด้วย   การปฏิรูปสังคมโดยการเลิกทาส  โดยกระทำอย่างช้าๆ  เนื่องจากการเลิกนั้นไม่สามารถกระทำเลยได้ เนื่องจากสังคมในตอนนั้นยังคุ้นเคยกับสภาพของสังคมเดิมอยู่  จึงได้เริ่มกระทำโดย ออกราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส  ทำให้ทาสนั้นลดลงในทุกๆปี จนได้สำเร็จในการเลิกทาส  รัชกาลที่ 5 ในการเลิกทาสนี้ได้ทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนรัชกาลที่ 5 และส่งผลให้ชาติตะวันนั้นมองสยามดีขึ้นอีกด้วย  ในส่วนของการปฏิรูปด้านศาลและกฎหมายนั้น รัชกาลที 5 จึงได้ตั้งกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีการจ้างนักกฎหมายจากตะวันตกและญี่ปุ่น  และแบ่งศาลออกเป็น 3 ประเภท คือศาลฎีกา ศาลสถิตยุติธรรมกรุงเทพฯ ศาลหัวเมือง  และยกเลกระบบลงโทษที่รุนแรง ป่าเถื่อน  ซึ่งการลงโทษแบบนี้ทำให้ชาตะวันตกนั้นไม่ยอมรับ และยังทำให้สยามนั้นเสียสิทธินอกอาราเขตไป  จึงทำให้มีการปฏิรูปศาลและกฎหมายขึ้น

ประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 5  ประชาธิปไตยถูกเสนอจากกลุ่ม ร.ศ. 103  โดยกลุ่มนี้ได้ยื่นเอกสารในการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้กับรัชกาลที่ 5 เพราะกลุ่ม ร.ศ. 103 ไม่เห็นด้วยกับวิธีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของสถาบันกษัตริย์  โดยกลุ่ม ร.ศ. 103 ได้เสนอ การปกครองแบบมีสภาผู้แทนราษฎร  แต่ในรูปแบบนี้ยังไม่ที่จะใช้ได้ในทันที เนื่องจากสภาพสังคมในสยามนั้นยังไม่เหมาะกับการนำระบบการปกครองของตะวันตกมาใช้  ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสมัยนั้น อาจทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศแน่นอน  เพราะจะไปขัดผลประโยชน์กับพวกขุนนาง และอาจจะทำให้เกิดจลาจลได้  และยังทำให้ต่างชาตินั้นเข้ามาแทรกแซงประเทศได้อีกด้วย  ในสมัย ร.ศ. 103 ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตยได้  แต่ก็ยังได้เสนอรัชกาลที่ 5 ในการแก้ไขธรรมเนียมโบราณ และให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตย  และในเวลาต่อมาเริ่มมีการปฏิรูปทางด้านบริหาร  โดยการจัดตั้ง รัฐมนตรีสภา การปฏิรูปการศึกษา โดยการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาเพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนทางด้านการศึกษา  ดังนั้นในการที่กลุ่ม ร.ศ. 103 ยื่นเอกสารเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้น ก็ได้ถูกนำมาใช้ในบางส่วนในการปฏิรูปประเทศ เพื่อป้องกันลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก

ในการเกิดการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นเป็นเพราะแรงภายนอกที่มีผลอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย และการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ เพราะแรงภายนอกนั้นเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าแรงภายใน โดยเพราะว่าไทยนั้นไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับกฎในสังคมโลก ซึ่งในกรณีของรัชกาลที่ 5 นั้นได้ถูกลัทธิล่าอาณานิคมเข้ามา จึงทำให้เกิดการปฏิรูปหลายๆอย่าง  รูปแบบทางการเมืองของรัฐที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีรูปแบบรวมศูนย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยให้ระบบทุนนิยมพัฒนาในประเทศไทย  และถึงแม้ว่ารัฐของรัชกาลที่ 5 จะเป็นในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองก็ตาม  แต่ผู้นำรัฐดังกล่าวได้ปฏิวัติสถาบันกษัตริย์จากสถาบันในระบบศักดินามาเป็นสถาบันการปกครองสมัยของระบบทุนนิยม  สรุปแล้วระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทยนั้นคือระบอบการปกครองแบบทุนนิยมภายใต้พระเจ้าแผ่นดินผู้ซึ่งเป็นนายทุนคนสำคัญของไทยในยุคนั้น

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24มิถุนายน พ.ศ. 2475-2500

            การปฏิวัติเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชาติไทย  เพราะเป็นการล้มเลิกระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่หยั่งรากลึกและมีเสถียรภาพมั่นคงในไทยมาเป็นเวลาช้านาน  แม้ว่าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยในอดีตจะมีรัฐประการเกิดขึ้นหลายครั้ง  แต่ก็เป็นเพียงการยึดอำนาจเปลี่ยนราชวงศ์ปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นเดิมเท่านั้น  ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475-2500 นั้นเป็นการต่อสู้ของกลุ่มคณะราษฎรกับกลุ่มอนุรักศักดินา

            ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญโดยคณะราษฎร นำโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาและพันเอกพระยาทรงสุรเดช  แต่ในการก่อการครั้งนี้พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาหัวหน้าคณะราษฎรไม่ได้เป็นหัวหน้ารัฐบาล ได้มอบหมายให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นผู้นำรัฐบาล  ทั้งนี้โดยหวังว่าคณะรัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นขุนนางเก่าจะเป็น ตัวเชื่อมหรือกันชนระหว่างระบอบใหม่กับระบอบเก่า  

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

            สาเหตุทางสังคมคือความเหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิต่างๆระหว่างสามัญชนซึ่งไม่มีสิทธิอะไรกับกลุ่มพระราชวงศ์ที่มีสิทธิพิเศษอย่างมาก โดยเฉพาะยิ่งพระบรมวงศานุวงศ์และอภิรัฐสภาสามารถใช้อภิสิทธิ์ที่มีอยู่เหนือบุคคลทั่วไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนและหมู่คณะ จะเห็นได้ชัดในเรื่องของการศึกษา  เพราะแม้จะมีการกำหนดการศึกษาภาคบังคับโดยการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา แต่ในความเป็นจริงมีเฉพาะลูกเจ้านายเท่านั้นที่มีโอกาสเรียนได้อย่างเต็มที่  หรือระบุว่าบุคคลที่สามารถเข้าศึกษาเป็นนักเรียนนายร้อยได้ต้องเป็นบุคคลที่เป็นเชื้อพระวงศ์เท่านั้น  ผลที่ตามมาก็คือข้าราชการและประชาชนรู้สึกว่าตนเป็นกลุ่มหรือชนชั้นที่แตกต่างไปจากชนชั้นของพระราชวงศ์  และพร้อมที่จะเข้าร่วมสนับสนุนการเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิแห่งความเสมอภาค

            สาเหตุทางเศรษฐกิจคือ ภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศอยู่ในสภาพไม่มั่นคง ที่เกิดการขาดดุลอย่างมากในบัญชีรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน  ทั้งยังประสบอุทกภัยและภัยแล้งในปี พ.ศ.2452-2453 และ พ.ศ.2460-2462   และปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก “เศรษฐกิจตกต่ำทศวรรษ 1930”  เป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขปัญหาโดยการปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมากเพื่อลดรานจ่ายของรัฐ  ซึ่งข้าราชการที่ถูกปลดส่วนใหญ่คือทหารโดยเฉพาะทหารบก  อีกทั้งยังมีการเพิ่มภาษีอากร  ซึ่งสร้างความเดือนร้อนและไม่พอใจแก่ข้าราชการและราษฎรโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก  จึงเปิดโอกาสให้เกิดแนวร่วมที่พร้อมจะให้การสนับสนุนการปกครองในรูปแบบใหม่ที่คาดว่าน่าจะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่า

            สาเหตุทางการเมืองคือ พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ คือ อภิรัฐมนตรีสภา ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการของพระมหากษัตริย์  แต่สมาชิกส่วนมากเป็นพระบรมวงศานุวงศ์  ทำให้อภิรัฐมนตรีสภาเป็นเสมือน เสนาบดีวงใน  ที่มีอำนาจและอิทธิพลในการปกครองค่อนข้างสูง  จึงเป็นสาเหตุของการแตกแยกในหมู่เสนาบดีและขุนนาง  และยังทำให้ข้าราชการทั่วไปรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์ทรงส่งเสริมให้พวกราชวงศ์ผูกขาดอำนาจทางการเมือง

            สาเหตุจากปัจจัยภายนอกประเทศคือ  กระแสความนิยมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ได้รับการศึกษาหรือมีประสบการณ์ในประเทศตะวันตก แนวคิดของบุคคลกลุ่มนี้เห็นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า ด้วยความปรารถนาให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ จึงเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยเป็นหนทางที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 

ผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

            ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 และรัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475   เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมีผลบังคับใช้  ความขัดแย้งและการแข่งขันที่แฝงอยู่ในคณะบริหารชุดใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้น  มีกลุ่ม 5 กลุ่มที่มุ่งแสวงหาอำนาจในระบอบใหม่  ฝ่ายอนุรักศักดินารุ่นเก่าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพลเรือนอาวุโส  และกลุ่มกษัตริย์นิยมแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทหารอาวุโส ของนายพักเอก พระยาพหลพลพยุหเสนาที่มีพระยาทรงสุรเดชมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง  กลุ่มทหารบกและทหารเรือรุ่นหนุ่ม นำโดยหลวงพิบูลสงคราม  และกลุ่มพลเรือน นำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม  และได้นำไปสู่วิกฤตการณ์ 3 ครั้งคือ

วิกฤตการณ์แรก รัฐประหารโดยพรราชกฤษฎีกา 1 เมษายน 2476

            วิกฤตการณ์นี้คือ  ผู้นำในคณะรัฐบาลสนับสนุนให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมร่างเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ  เค้าโครงเศรษฐกิจนี้มีส่วนหนึ่งมาจากคำบรรยายที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมที่ได้ร่ำเรียนจากฝรั่งเศส  เป็นอุดมคติและลักษณะเป็นสังคมนิยม  ในเรื่องการจัดระบบที่ดินและแรงงานให้เป็นของรัฐ  เรื่องให้ราษฎรทั้งหมดของสยามอยู่ในระบบราชการทุกคนเป็นข้าราชการ  แม้แต่กลุ่มชาวนาก็เป็นข้าราชการ  และมีโครงการให้รัฐประกอบอุตสาหกรรม  กลุ่มอนุรักศักดินาซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร  โจมตีเค้าโครงเศรษฐกิจว่าเป็นคอมมิวนิสต์  และเข้าชื่อกันกราบทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯให้ทรงยกเลิกเค้าโครงเศรษฐกิจ  จึงทำให้สภาผู้แทนราษฎรกลุ่มพลเรือนรุ่นหนุ่มและหัวรุนแรง  นำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมรู้สึกไม่พอใจ รัฐบาลจึงออกพระราชกฤษฎีกา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ต่อมาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์  หลวงประดิษฐ์มนูธรรมถูกบีบให้ออดไปลี้ภัยการเมืองนอกประเทศระยะหนึ่ง นอกจากนี้รัฐบาลห้ามรวมกลุ่มสมาคมการ ทั้งนี้เพื่อขัดขวางความพยายามในการจัดตั้งพรรคการเมืองที่มีฐานของข้าราชการที่อาจท้าทายรัฐบาลได้

            วิกฤตการณ์ครั้งที่ 2  รัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476

            วิกฤตการณ์ครั้งนี้เริ่มปรากฏเมื่อมหาอำมาตย์โท พระยามโนปกรณ์นิติธาดา  และนายพันเอก พระยาทรงสุรเดช  เคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มนายทหารหนุ่ม นำโดยนายพันโท  หลวงพิบูลสงครามและนายพันโท หลวงศุภชลาศัย  ไม่ให้นายทหารหนุ่มได้เลื่อนตำแหน่งเข้าควบคุมกำลังทหารโดยตรง  หลวงพิบูลสงครามได้เลื่อนเป็นผู้รักษาการณ์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกฝ่ายยุทธการแทนพระทรงสุรเดช  ซึ่งขอลาออกจากตำแหน่ง  เพื่อให้กลุ่มอนุรักศักดินายังมีอำนาจเต็มในกองทัพ  กลุ่มนายทหารหนุ่มพบกับความยากลำบากในการขอความร่วมมือจกนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา และแล้วในวันที่ 20 มิถุนายน 2476 เกิดการรัฐประหารที่ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ  ทำให้รัฐบาลของมหาอำมาตย์โท พระยามโนปกรณ์นิติธาดาสิ้นสุดลง  และนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี  สมาชิกในกลุ่มผู้ก่อการ 7 คนอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่  และให้ข้าราชการอาวุโสที่ไว้ใจได้ดูแลกระทรวง  เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมอีกครั้ง  ได้ผ่านกฎหมายให้อำนาจคณะรัฐประหารเปลี่ยนแปลงคณะบริหาร  และแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์  ในเวลา 4 เดือนต่อมาราชอาณาจักรอยู่ในภาวะใกล้เกิดสงครามกลางเมืองอย่างไม่เคยมีก่อน

               วิกฤตการณ์ครั้งที่ 3  กบฏบวรเดช

            วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ตั้งแต่การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดความไม่พอใจ  การต่อสู้  หรือเกิดการวางแผนต่อต้านระบอบใหม่  จากเหตุจูงใจหลายประการจากความยึดมั่นในลัทธิราชาธิปไตย   ในเดือนตุลาคม 2476  ภาพเหตุการณ์ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจาก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช  พระราชนัดดาในพระบาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเคยดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ  ในฐานะแม่ทัพได้นำทหารจากต่างจังหวัดก่อการกบฏ  โดยปลุกระดมกองทหารรักษาการณ์จังหวัดนครราชสีมาให้ก่อการกบฏ  ได้รับกำลังเสริมจากกองกำลังทหารจากสระบุรีและอยุธยา เข้ายึดสนามบินดอนเมือง  ผู้ก่อการที่เรียกว่าคณะกู้บ้านกู้เมือง  ยื่นคำขาดให้รัฐบาลลาออก  เนื่องจากรัฐบาลปล่อยให้มีคนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  และส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์  นายพันโท หลวงพิบูลสงคราม  รับผิดชอบการรบของทหารฝ่ายรัฐบาล ได้ตอบโต้กลับ  มีการรบอย่างรุนแรง  และมีผู้บาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย   ฝ่านกบฏล่าถอยไปทางจังหวัดนครราชสีมา  ขณะที่กองทหารรัฐบาลยึดนครราชสีมา  เมื่อการก่อการของพระองค์นั้นแน่ใจแล้วว่าไม่สำเร็จอย่างแน่นอน  พระองค์เจ้าบวรเดชจึงลี้ภัยไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส  รัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมากในช่วงวิกฤตการณ์นี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯมีอาสาสมัครเข้าร่วมในกองทหารของรัฐบาล  ในเวลาต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ กับระบอบใหม่เกิดความตึงเครียดมากขึ้น  และพระองค์ก็ได้ทรงสละราชสมบัติในเวลาต่อมา

            การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มิได้เป็นการสถาปนา ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในสังคมไทย จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เห็นได้ชัดว่า การเมืองไทยหลังปี 2475 มีการรัฐประหาร กบฏ บ่อยครั้งทำให้อำนาจทางการเมืองไทยถูกครอบงำโดยทหารเป็นส่วนใหญ่  พลังประชาธิปไตยนอกระบบราชการ เช่น พรรคการเมือง ประชาสังคม มีบทบาทน้อยมาก นายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือนขาดเสถียรภาพ อยู่ได้ไม่นานก็ถูกรัฐประหาร เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประชาธิปไตยไม่พัฒนา กลับถอยหลัง และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา ดังกรณี 14 ตุลา 2516

ระบอบอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic  Polity)

            ระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นระบบการเมืองที่ระบบราชการทั้งทหารและพลเรือนครอบงำระบบการเมืองอย่างสำคัญในกระบวนการตัดสินใจผู้นำทางการเมืองมาจากระบบราชการเป็นส่วนใหญ่  และฐานอำนาจอยู่ที่ระบบทหาร  ลักษณะของระบบการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยที่ข้าราชการเป็นใหญ่  ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยพุ่งขึ้นสุดยอดในสมัยจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์  และเริ่มเสื่อมลงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อกลุ่มนอกระบบราชการเริ่มมีบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองมากขึ้น

            ระบบการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยที่ข้าราชการเป็นใหญ่พุ่งขึ้นสุดยอดในสมัยจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์   เพราะการรัฐประหารของจอมพล สฤษดิ์ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501  มีความหมายที่สำคัญคือ  จอมพล สฤษดิ์สามารถยึดอำนาจได้อย่างเด็ดขาด หลังจากที่ได้รวบอำนาจจากระบบราชการที่แบ่งแยก  และต่อสู้กันในการรัฐประหารก่อนหน้านี้  และเงื่อนไขพัฒนาเศรษฐกิจประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารก็เปิดโอกาสให้จอมพล  สฤษดิ์ขยายอำนาจลงไปถึงชนบทอย่างกว้างขวาง

            กล่าวได้ว่าการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501  ดังกล่าว  ทำให้จอมพล สฤษดิ์  สามารถสถาปนาระบบราชการขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างที่ระบบราชการไม่เคยทำได้มาก่อนทั้งด้วยเหตุที่มีกลุ่มพลังนอกระบบราชการบางกลุ่มคอยทัดทานอยู่ อาทิ กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีบทบาทในสภาเป็นระยะการแตกแยกแย่งความเป็นใหญ่ในระบบราชการเองและการมีกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มในท้องถิ่นเป็นต้น

            ดังนั้นถ้าหากนิยามว่ารัฐไทยหรือระบบการเมืองไทยเป็นรัฐระบบราชการหรือเป็นระบบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือของระบบราชการที่ระบบราชการเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างแท้จริง  ก็คงจะต้องเน้นย้ำว่าเกิดขี้นอย่างชัดเจนในสมัยของจอมพล สฤษดิ์นี้เอง

 

สมัยจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์   (การเมืองของทหาร 2500-2516)

            จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์  เคยเป็นทหารคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเวลา  แล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นศัตรู  และผู้นำการรัฐประหาร พ.ศ. 2500  จอมพล สฤษดิ์เกิดวันที่ 16 มิถุนายน 2451  เป็นบุตรของนายพันแห่งกองทัพบก  จอมพล สฤษดิ์ใช้ชีวิตวัยเด็กกับครอบครัวลาวของมารดาที่จังหวัดมุกดาหาร  แล้วย้ายมาพำนักที่กรุงเทพฯ  เพื่อรับการศึกษาในโรงเรียน จึงเลือกอาชีพทหารและเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก  จอมพล สฤษดิ์ได้เกี่ยวพันกับพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ และจอมพลผิน  ชุณหวะ และนำไปสู่เส้นทางการเมือง

            การทำรัฐประหาร 17 กันยายน 2500 (1957)  โดยยกเลิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีสมาชิกมาจาก “การเลือกตั้งที่สกปรก”  และตั้งรัฐบาลรักษาการนำโดย นายพจน์ สารสิน  แล้วในเวลาต่อมาจอมพล สฤษดิ์เดินทางเร่งด่วนไปสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาโรคตับแข็ง  ได้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นหลังการเลือกตั้งพรรครัฐบาลคุมเสียงข้างมาก แต่นายพจน์ปฏิเสธการเป็นนายยกรัฐมนตรีอีกสมัย  โดยให้มือขวาของจอมพล สฤษดิ์คือ พลเอก ถนอม กิติขจร รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของจอมพล สฤษดิ์ ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่อยู่ในประเทศ  หลังจากนั้นจอมพล สฤษดิ์  ก็ได้ทำการรัฐประหาร รัฐบาลพลเอก ถนอม ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501  ซึ่งเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพล สฤษดิ์ แต่นับเป็นการรัฐประหารครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะการรัฐประหารครั้งนี้มีผลทำให้การเมืองการปกครองไทยต้องเข้าสู่รูปแบบของเผด็จการอำนาจนิยม  ผลที่เกิดขึ้นผู้วิจารณ์รัฐบาลถูกจับกุมกว่าร้อยคน มีกลุ่มปัญญาชน  นักหนังสือพิมพ์  และสื่อมวลชนถูกควบคุมอย่างเข้มงวด  ประเทศไทยปกครองโดยประกาศของ “สภาปฏิวัติ”

            จอมพล สฤษดิ์สถาปนารูปแบบการควบคุม  เรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบ  การซ่อมถนนหนทา  จับกุมเหล่าวัยรุ่นกวนเมืองทำให้การลักเล็กขโมยลดน้อยลง  กิจการโสเภณีถูกควบคุม  สั่งยกเลิกการใช้รถสามล้อ เนื่องจากถูกมองว่าล้าสมัย  ประกาศให้การสูบฝิ่นและจำหน่ายฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย  ใช้มาตรการเฉียบขาดกับผู้วางเพลิง ด้วยการสั่งประหารชีวิตมือวางเพลิงในจุดเกิดเหตุ  จอมพล สฤษดิ์ยัดเหยียดความเป็น คอมมิวนิสต์ ให้กับศัตรูทางการเมืองทั้งหมดของรัฐบาลไม่วาจะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือนักวิจารณ์การเมือง  แล้วจัดการกักตัวบุคคลเหล่านี้ไว้เป็นเวลานาน  โดยไม่ให้ประกันตัวและไม่มีการดำเนินคดีใดๆ  หลายภาคส่วนของสังคมไทยยอมรับผู้นำ  และการปกครองแบบเบ็ดเสร็จดังกล่าว  เนื่องจากคนเหล่านี้มีความกังวลว่าประเทศตกอยู่ใต้ภาวะทรราชย์มากเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน  ในช่วงเดียวกัน  คนส่วนน้อยที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์  โดยเฉพาะในเขตเมือง  รวมทั้งผู้สนับสนุนนักการเมืองจากภาคอีสานจำนวนไม่น้อย ไม่ทำการเคลื่อนไหวเป็นเวลานับ 15 ปี

            จอมพล สฤษดิ์สร้างความชอบธรรมทางอำนาจบนพื้นฐานของอุดมการณ์แบบดั้งเดิมที่ร่วมคิดค้นกับหลวงวิจิตรวาทการ  โดยการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ให้กลับมามีบทบาทในสังคม นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีการปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะ  และสร้างความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์โดยการที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่บัณฑิตใหม่ทุกมหาวิทยาลัยด้วยพระองค์เอง และการเสด็จพระราชดำเนินไปต่างจังหวัด  รัฐบาลได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นจากการโยงตนเองเข้ากับสถาบัน นอกจากนี้ยังได้รับการเชื่อถือจากการใช้ผู้เชี่ยวชาญและนักเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญสูง  ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นหัวกะทิของคนไทยรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ  และกลับมารับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญในรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐบาล  และรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ยังพยายามหาความชอบธรรม  ให้กับการปกครองของตนเองตามวิถีประชาธิปไตย  ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม

            รัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ตอบสนองความต้องการในชนบท  โดยการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เริ่มจากการสร้างทางหลวง ระบบการชลประทาน และระบบไฟฟ้าในชนบท รวมทั้งวิจัยทางการเกษตรและงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  ปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรัฐบาลใช้มาตรการหลายอย่างเพื่อปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยตั้งเป้าหมายขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 4 ปี เป็น 7 ปี  ส่งผลให้จำนวนนักเรียนระดับมัธยมเพิ่มขึ้น และการศึกษาระดับอาชีวะ จำนวนครูที่ผลิตออกมาในช่วงนี้เพิ่มขึ้น  มีการขยายตัวครั้งสำคัญของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย คือการเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ละขอนแก่น  ในช่วงเวลาดังกล่าว  คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นและยากจนที่สุดในประเทศ  โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่จอมพล สฤษดิ์แสดงตนว่าเป็นคนพื้นถิ่นที่มีเทือกเถาเหล่ากอเป็นลาว  การยึดแนวทางเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จในการสร้างโครงสร้างสังคมใหม่  ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มข้าราชการและขุนนางรุ่นเก่า และพวกกษัตริย์นิยม  และการที่จอมพล สฤษดิ์ส่งเสริมการพัฒนา  และมุ่งมั่นให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบเสรี  ทำให้ได้รับแรงสนับสนุนจากผู้นำทางเศรษฐกิจอีกด้วย  นอกจากนี้  จอมพล สฤษดิ์ยังก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ของกลุ่มเท็คโนแคร็ต  ที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก  ด้วยการสนับสนุนให้บุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่กำลังขยายตัว

           

สาเหตุของการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501

            ความไม่พอใจต่อระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก  โดยบอกว่าไม่เหมาะสมกับประเทศไทย คงปล่อยให้ดำเนินการตามแบบเดิม  ฐานะการคลังของรัฐบาล อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุด พลเอก ถนอม กิตติขจร ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านการคลัง กล่าวคือ งบประมาณประจำปี 2500 ขาดดุลอยู่ถึงกว่า 2000  และในช่วงนั้นจอมพล สฤษดิ์มองว่าภัยจากคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ  และอาจเป็นไปได้ว่า การอ้างการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ได้ถูกใช้เป็นเครื่องในการปราบปรามนักการเมืองตลอดจนปัญญาชนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม  และสภาพการณ์โยทั่วไปของสังคมไทย เช่นการอพยพเข้าสู่เมืองหลวงของชาวชนบทจากภาคอีสานอันเนื่องมาจากภาวะฝนแล้งอย่างหนัก  โดยที่รัฐบาลก่อนคือ จอมพล ป. ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ผู้ที่อพยพเข้าสู่เมืองได้มีส่วนทำให้เกิดปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายจากชนบทส่วนมากเข้าเมืองและประกอบอาชีพถีบสามล้อ  ซึ่งจอมพล สฤษดิ์มองว่าทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อภาวะเศรษฐกิจ  เนื่องจากไม่ทำให้เกิดผลผลิตและสร้างความเสื่อมโทรมไม่เป็นระเบียบ  จากปัญหาที่ได้กล่าวมาทั้งหมดเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้น

            พัฒนาการพัฒนาการทางการเมืองไทยสมัยจอมพล สฤษดิ์

            มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์ลาวระหว่าง พ.ศ. 2503-2504 (1960-1961)  ซึ่งไทยเข้าไปเกี่ยวข้องและมีส่วนในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  และแรงจูงใจหลักที่ทำให้เกิดการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ1950  มีการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การซีโต้  ทำให้ประเทศไทยใช้ความอดกลั้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับข้อตกลงที่แน่นอนของสหรัฐอเมริกาในการปกป้องไทย ไม่ว่าซีโต้จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม  และยัง ให้มีฐานทัพอเมริกันในประเทศไทย  และรับความช่วยเหลือทางการทหารและเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น

            สุขภาพของจอมพลทรุดลงอย่างรวดเร็วใน พ.ศ. 2506 (1963) และเสียชีวิตในวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากนั้นไม่นาน ทางครอบครัวก็ทะเลาะแย่งมรดกกัน  จนทำให้ความแตกว่า จอมพลทิ้งทรัพย์สมบัติไว้จำนวนมหาศาล  ทั้งหุ้นธุรกิจต่างๆจำนวนมาก  ที่ดินจำนวนมากและบ้านอีกหลายหลัง  ชื่อเสียงของจอมพล สฤษดิ์ตกต่ำลงอย่างมาก  เมื่อจอมพล สฤษดิ์เสียชีวิตลงอำนาจทางทหารตกเป็นของ พลเอกถนอม   กิติขจร ในเวลาต่อมา

            จะเห็นได้ว่าในสมัยจอมพล สฤษดิ์นั้น เกิดการต่อสู้ทางการเมืองของผู้นำ  และบทบาทของแรงภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาและสงครามเย็น  การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเศรษฐกิจ เพราะอิทธิพลของทุนนิยมและมหาอำนาจโลก การที่ประเทศนั้นมีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น ก็เพื่อป้องกันการแทรกแซงอำนาจทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจ  ในสมัยนี้ยังใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง  การพัฒนาด้านการศึกษายังทำให้เกิดนักศึกษาฝ่ายซ้ายที่มีความคิดก้าวหน้าอีกระดับของความคิดการเมือง ทำให้เกิดการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมือง  ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ยังก่อให้เกิดชนชั้นกลางมากขึ้นเนื่องจากการศึกษา และความกดดันของอเมริกาเพื่อให้ตอบสนองความเป็นประชาธิปไตยจึงนำระบบทุนนิยมเข้ามาในไทย โดยการสนับสนุนเงินทุนให้แก่รัฐบาลของจอมพล สฤษดิ์ ในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ  

ยุคถนอม – ประภาส

            จอมพลถนอม  กิติขจร  ผู้เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีของจอมพล สฤษดิ์ มาเป็นเวลานาน  โดยทั่วไปจอมพลถนอมถูกมองว่าเป็นคนสมถะ  ค่อนข้างซื่อสัตย์  และเป็นผู้นำไม่ก้าวร้าว  แต่ขาดบุคลิกและความเป็นผู้นำแบบจอมพล สฤษดิ์   จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี  โครงสร้างทางการเมืองหรือปรัชญาแบบจอมพล สฤษดิ์ มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ในช่วงเวลานี้ มีพลเอกประภาส จารุเสถียรในฐานะรองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ยืนหยัดข้างจอมพลถนอม  ยุคถนอม – ประภาส  มีลักษณะเด่น 3 ประการคือ

  1. ไทยเกี่ยวพันกับสหรัฐอเมริกาและสงครามอินโดจีนเพิ่มมากขึ้น

  2. มีการดำเนินนโยบายการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ถือว่าเป็นการสานต่อความริเริ่มของจอมพล สฤษดิ์ ในการเร่งทำให้ประเทศทันสมัย

  3.  การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ยากจะหลีกเลี่ยง

การพัฒนาประเทศไทยในช่วงสองทศวรรษของ  1960 และ 1970 (2503-2522)  ทำให้ประชากรของประเทศเพิ่มมากขึ้น  กรุงเทพฯมีขนาดใหญ่ การจราจรติดขัดและอากาศเป็นพิษ  มีโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว หน่วยงานรัฐบาล   อพาร์ทเมนต์ และบริษัทการค้า  มีโรงงานในเขตชานเมือง ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงผลิตงานฝีมือหัตกรรมออกมาเป็นสินค้าแบบโรงงาน พัฒนาการของเมืองแบบนี้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงต่างจังหวัดที่สงบเงียบ เช่น พิษณุโลกและหาดใหญ่ หรือโคราช ขอนแก่น และอุดรธานีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ในหมู่บ้านก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เช่นกัน   มีการพัฒนาการศึกษา ส่งผลให้ชนชั้นกลางเป็นคนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย

            การเติบโตของชนชั้นกลางทำให้เกิดลักษณะอนุรักนิยมทางการเมืองแบบประเพณี สมาชิกของชนชั้นนี้มีผลประโยชน์ชัดเจน ในการรักษาสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างพิเศษ พร้อมกันนั้นค่านิยมยึดถือเช่น
               -  แนวคิดเรื่องเสรีภาพที่ได้รับจากระบบศึกษาและเสริมด้วยการเข้าถึงวิถีการเมืองแบบตะวันตก
               -  ทำให้ชนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้รู้สึกอึดอัดกับระบอบเผด็จการทหาร ความไม่พอใจของภาคชนบทอาจเป็นส่วนเสริมความชอบธรรมให้แก่นักศึกษา  และชนชั้นกลาง  ในการยืนหยัดเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

            รัฐบาลจอมพลถนอมประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ. 2511  ซึ่งมีความคล้ายกับฉบับ พ.ศ. 2475 ที่เอื้อให้องค์กรของสภาสองส่วน ประกอบด้วย  สภาผู้แทนราษฎรที่ไดรับการเลือกตั้ง  วุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้ง  การเลือกตั้งที่จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 พรรครัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จอมพลถนอมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป 

            ในเวลาต่อมาจอมพลถนอมรัฐประหารตัวเองในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2514  โดยการยุบสภายกเลิกพรรคการเมือง  และปกครองด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ช่วย ให้กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาล  นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516  โดยนักศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มทางสังคมที่ยึดติดกับโครงสร้างสังคมปัจจุบันน้อยที่สุด และสนใจอนาคตที่สุด ได้ทำให้ระบอบถนอม-ประภาสยุติลง นักศึกษารู้สึกถูกทรยศ หลังจากที่ได้รับการชี้นำให้คาดหวังต่อวิวัฒนาการทางการเมือง  เกิดการเดินขบวนประท้วง  โดยเปิดฉากการประท้วงในเดือนมิถุนายน เนื่องจากมีการไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยออกด้วยสาเหตุทำการตีพิมพ์เอกสารวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล  เหตุการณ์เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม  เมื่อนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เดินแจกใบปลิวเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับกุม  เกิดการประท้วง มีคนเข้าร่วมจำนวนระหว่าง 200,000 ถึง 500,000 คน  ซึ่งมีทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนมัธยมและอาชีวะ  และสมาชิกรุ่นใหม่ของชนชั้นกลาง  ต่างเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้วิจารณ์รัฐบาลและให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  ซึ่งนำไปสู่การปะทะกับตำรวจ  และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น  เมื่อมีการบุกสถานีตำรวจและหน่วยงานรัฐบาล  จอมพล ถนอมไม่ได้การสนับสนุนจากกองทัพได้อย่างต้องการ  ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จอมพล ถนอม และจอมพล ประภาสถูปบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง และต้องรีบหนีออกนอกประเทศเพื่อลี้ภัยทางการเมือง

ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

            รัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้เป็นนักวิชาการด้านกฎหมายที่โดดเด่น มีความใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์เคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาก่อนและเป็นประธานองคมนตรี  และ มีรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐสภามีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด   มีการกำหนดการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2519 ในการเลือกตั้งไม่ส่งผลให้พรรคใดมีเสียงข้างมากในรัฐสภา  แรกเริ่มนักการเมืองอย่าง ม.ร.ว. เสนีย์  ปราโมช  ผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากนายควง  อภัยวงศ์ และประเพณีทางการเมืองฝ่ายซ้ายสองพรรค  แต่ความพยายามล้มเหลว  หน้าที่การตั้งรัฐบาลจึงตกมาอยู่ที่น้องชายของ ม.ร.ว. เสนีย์ คือ ม.ร.ว.   คึกฤทธิ์  ปราโมช  ผู้ใช้กลยุทธ์แยบยลในการตั้งรัฐบาลผสม  แรกเริ่ม ม.ร.ว. ศึกฤทธิ์ได้ประสบความสำเร็จทั้งการให้สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นสัญญาอย่างแน่นอนว่า  จะถอนกองทัพออกจากประเทศไทย  และเจรจาต่อรองให้มีการสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับสาธารณรัฐประชาชนจีน  ความสำเร็จทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ได้รับความนิยมจากสังคมในช่วงเวลานั้น

            ความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของไทยในการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลผสมแบบสบายๆ แต่ค่อนข้างวุ่นวาย การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ลาออก พร้อมประกาศให้มีการเลือกตั้ง  แล้วการเลือกตั้งในเดือนเมษายน พ.ศ. 2519 ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช  กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง
            ไม่กี่เดือนต่อมาอดีตนายกรัฐมนตรีถนอมกลับมาไทย ใน พ.ศ. 2519  เกิดการประท้วงโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯตีพิมพ์ภาพนักศึกษาล้อเลียนการแขวนคอองค์รัชทายาท  จึงมีการปลุกระดมผู้รักชาติมารวมตัวกัน เพื่อต่อต้านนักศึกษา “ในวันที่ 6 ตุลาคม”  และต่อต้าน คอมมิวนิสต์  เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างหนักในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มีลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง ตำรวจและอื่นๆ ต่างรวมในพิธีกรรมความรุนแรง  นักศึกษาถูกฆ่าแขวนคอ เผาทั้งเป็น และถูกทุบตี  เป็นการปิดฉากการทดลองทางประชาธิปไตยอย่างเหี้ยมโหด

            กองทัพเข้ามามีบทบาทอีกครั้งรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก และการแสดงออกทางการเมืองถูกปิดกั้น คนไทยจำนวนมากรังเกียจความป่าเถื่อนของฉากการเมืองที่เกิดขึ้น หวาดหวั่นกับอนาคตที่ดูเหมือนจะมืดมนของประเทศไทย  อันเกิดจากการถูกสั่นคลอนด้วยความรุนแรงทางการเมือง

 

การเริ่มต้นใหม่ พ.ศ. 2519 -2545

Semi Democracy 1980-1990   เป็นการเมืองที่ระบบการเมืองอำนาจไม่ได้อยู่ในเมืองของประชาชน แต่เป็นการแชร์อำนาจของทหารกับนักการเมือง   ทหารใช้อำนาจผ่านระบบราชการ และโดยนักการเมืองใช้อำนาจผ่านโครงสร้างประชาธิปไตยที่พิการ ช่วงเวลานี้ภาพก่อนความขัดแย้ง เหลืองแดง ทหารนั้นลดบทบาท ประชาธิปไตยดูเบ่งบาน โดยแรงภายนอกที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงเวลานี้นั้นคือ การเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ทำให้นักธุรกิจเข้ามามีบทบาทในรัฐมากขึ้น เป็นแรงผลักดันบทบาทของรัฐธุรกิจอย่างคุณทักษิณขึ้นมา

ภายหลังเหตุการณ์ การรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้าบริหารประเทศ
ไม่นาน ได้เกิดการรัฐประหารรัฐบาลธานินทร์ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งและช่วง
ชิงอำนาจกันในกลุ่มผู้นำทหารภายในคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ กับพล เอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และกลุ่มทหารอื่น ๆ เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นอกจากกลุ่มภายในคณะรัฐประหารแล้วยังมีกลุ่มนายทหารระดับนายพันที่กุมกำลังให้การสนับสนุน คือ “กลุ่มยังเติร์ก” หรือ จปร.7  นำโดยพันเอกมนูญ รูปขจร พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร และพันเอกจำลอง ศรีเมือง เป็นต้น กลุ่มยังเติร์ก  สนับสนุนให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขณะนั้นเป็นเลขาธิการคณะปฏิรูป ฯ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนพลเรือเอก สงัด หัวหน้าคณะปฏิรูป ฯ ขณะนั้น หลังการทำรัฐประหารรัฐบาลนายธานินทร์แล้ว นายเกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกขนานนาม  ว่าเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” คือ เป็นการจัดวางดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลัง  กองทัพ ให้กองทัพสามารถควบคุมทิศทางการเมืองได้ เช่น ข้าราชการประจำสามารถควบตำแหน่งทาง  การเมืองได้ และสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง

กบฏเมษาฮาวาย

ในปีพ.ศ. 2523- 2531 เป็นช่วงสมัยพลเอกเปรม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มยังเติร์กและถอนการสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์  โดยใน พ.ศ. 2523 ได้มีความพยายามในการต่ออายุราชการพลเอกเปรม เนื่องจากเหตุเกษียณอายุราชการ ให้สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้อีก 1 ปี แต่ถูกคัดค้านจากกลุ่มยังเติร์ก หลังจากนั้นพลเอก เปรมได้เรียกประชุมพรรคร่วมรัฐบาลทำให้ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนไปเป็นการให้การสนับสนุน

นอกจากนี้เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนอย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในกลุ่มทหารเองและกับประชาชน  มีนาคม 2524 พลเอกเปรม ได้ปรับคณะรัฐมนตรีและมีข่าวว่ามีการต่ออายุราชการอีก 1 ปี ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มยังเติร์ก ส่งผลให้กลุ่มยังเติร์ก ก่อการรัฐประหารในวันที่ 1 เมษายน 2524 เรียกว่า “กบฏเมษาฮาวาย” แต่ไม่สำเร็จ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการของ  กองบัญชาการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้อำนาจของพลเอกเปรมมี ความมั่นคง       

อย่างไรก็ตามในวันที่ 9 กันยายน 2528 กลุ่มยังเติร์ก ได้พยายามก่อรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม
อีกครั้ง ต่อก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลพลเอกเปรมยังคงเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและสื่อมวลชนในปีที่ 8 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกเปรมเป็นองคมนตรีและประธานองคมนตรีในเวลาต่อมา

เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535

            หลังจากพลเอกเปรมยุติบทบาททางการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พลเอกชาติชาย ชุณหะ
วัณ ได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดมา ( 2531- 2534) การเมืองไทยไร้เสถียรภาพอีกครั้ง เมื่อเกิดรัฐ
ประหาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยกลุ่มผู้นำทางทหารที่เรียกตัวเองว่า “ คณะรักษาความสงบ
เรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” นำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสระพงษ์ หนุนภักดี พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ฯลฯ ได้เข้าทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย โดยอ้างว่า รัฐบาลทุจริตแทรกแซงข้าราชการ เผด็จการรัฐสภา ทำลายสถาบันทหาร กับการลอบสังหารบุคคลสำคัญและคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
  หลังจากการยึดอำนาจเสร็จแล้ว รสช. ได้สัญญาว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว ต่อมาเมื่อ รสช. ยึดอำนาจสำเร็จแล้วได้ประกาศใช้ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้โปรดเกล้าให้นายอานันท์ ปันยารชุน  เป็นนายกรัฐมนตรี ( 2534 - 2535) การบริหารประเทศและดำเนินการ่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. 2534 จนสามารถเลือกตั้งทั่วไปได้ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคสามัคคีธรรมได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมิได้ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น พรรคสามัคคีธรรมได้เชิญพลเอกสุจินดา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรคการเมืองฝ่ายค้านและประชาชนคัดค้าน เนื่องจากก่อนหน้านี้พลเอกสุจินดา เคยกล่าวว่า การรัฐประหารที่ได้ทำไปนั้นหาได้มีความต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี

            การยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจมากและเริ่มชุมนุมกัน ซึ่งมีพลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำสำคัญ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้นายกรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนจำนวนหลายแสนคนได้เข้าร่วมชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน การประท้วงและเหตุการณ์ได้ลุกลามจนกลายเป็นเหตุจลาจลเกิดความเสียหายทั่วกรุงเทพ ฯ และมีท่าทีเสียหายอีกมากและนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพและกลุ่มผู้ชุมนุม  ในช่วง 17 – 20 พฤษภาคม 2535 จนนำไปสู่ความรุนแรง มีประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกสุจินดา นายกรัฐมนตรี กับพลตรี จำลอง ผู้นำการประท้วง เข้าเฝ้า ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 หลังการปะทะกัน  ระยะหนึ่ง เหตุการณ์การเข้าเฝ้า ฯ ได้รับการเผยแพร่ภาพและเสียงทางวิทยุโทรทัศน์ทั่วประเทศ หลังจากนั้น 

ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 พลเอกสุจินดา ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคสามัคคีธรรมได้เสนอ พลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังคงมีกระแสต่อต้าน สุดท้ายวันที่ 10 มิถุนายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ  ให้นายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามการเสนอชื่อโดยนายอาทิตย์ อุไรรัตน์  ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสร้างความปรองดองในสังคมการเมือง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนชาวไทย อันนำไปสู่กระบวนการปฏิรูปการเมืองที่เริ่มต้นจากการริเริ่มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2535 เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในเวลาต่อมา

การปฏิรูปการเมือง พ.ศ. 2540

            ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีความเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง จนนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 และการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 (รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)  ซึ่งมีสาระประกอบไปด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมนักการเมือง ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจขององค์กรการเมือง การจัดตั้งองค์กรอิสระ การทำให้องค์กรการเมืองมีประสิทธิภาพ และการทำให้องค์กรของฝ่ายบริหารสามารถบริหารนโยบายได้โดยมีความเป็นผู้นำที่มีความเข้มแข็ง

            ในเดือนพฤศจิกายน 2540 รัฐบาลพลเอกชวลิตถูกสื่อและสาธารณะขึ้นป้ายวิพากษ์วิจารณ์อย่าง จึงทำพลเอชวลิตต้องลาออก  และนายชวน  หลีกภัย  กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง  หลังจากมีการเจรจาต่อรองอย่างหนัก  รัฐบาลของนายชวน  หลีกภัยสามารถสร้างข้อตกลงกับ IMF  ในการให้ความช่วยเหลือเศรษฐกิจไทย  ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทคืนกลับมา

            ปัญญาชนไทยบางคนวิพากษ์ข้อตกลงนี้กับ IMF  ว่านี่เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมา  และบางกลุ่มมองว่า IMF เป็นกองทุนช่วยเหลือคนรวย  มีการให้ความสนใจเพียงเล็กน้อยต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวง และความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการเศรษฐกิจในประเทศไทย

            รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่สามารถมีผลบังคับได้ จนกว่าการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายครั้งใหม่จะผ่านไป  การทะเลาะกันทางการเมืองถูกลดบทบาทลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงการดิ้นรนทางเศรษฐกิจ  สภานิติบัญญัติวิจารณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง  มีรัฐมนตรีหลายคนถูกจับเพราะขาดคุณสมบัติ  ไร้ความสามารถ  รวมทั้งการเห็นแก่ประโยชน์ของญาติพี่น้องและพวกพ้อง  การฉ้อราษฎร์บังหลวงและการทำผิดกฎหมายการปกครองที่มาจากรวมตัวของหลายพรรคเริ่มแตกแยกก่อนมีการจัดการเลือกตั้ง  แต่ก็ได้มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกเป็นครั้งแรก

            การเลือกตั้งมีขึ้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2544  พรรคการเมืองที่มีนักธุรกิจที่มั่งคั่งร่ำรวยของพันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตรซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น  พันตำรวจโท ทักษิณเริ่มยุคสมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง เช่นการต่อต้านนักข่าวและสื่อต่างชาติที่วิพากษ์วิจารณ์เมืองไทย  พรรคไทยรักไทยเสนอสิ่งจูงใจให้คนเอาใจออกห่างจากพรรคอื่นๆ มาร่วมกับพรรคไทยรักไทย  ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการต่อสู้ทางการเมืองไทยอันยาวนาน ที่หลายๆ คนต้องหลุดออกไปจากวงโคจรเพราะไร้ความสามารถ  การติดสินบน  และการเล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งเป็นแบบโบราณ  ได้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้อาจลดลงได้ ถ้าหากมีผู้นำใหม่ที่ร่ำรวยมากเพียงพอ  จนไม่จำเป็นต้องฉ้อราษฎร์บังหลวงอีก แรงภายนอกที่ทำให้พันตำรวจโท ทักษิณ ได้มามีอำนาจคือ “แนวคิดเสรีนิยมใหม่”

 

 

 

สรุป

            การเปลี่ยนแปลงของรัฐไทยนั้นเกิดจากกระแสทุนนิยมโลก  รัฐไทยมีแนวนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาการเมืองแบบตะวันตกก็คือความทันสมัยทางการเมือง  จึงส่งผลให้รัฐไทยมีการพัฒนาเน้นไปที่ระบบราชการและจากจากเข้ายึดอำนาจการปกครองของกลุ่มทหาร  จึงทำให้สถาบันทางการเมืองอื่นๆ ของไทยไม่มีโอกาสได้พัฒนาองค์ของตนเองอย่างต่อเนื่องได้  เป็นเหตุให้สถาบันทางการเมืองของไทยที่นอกเหนือจากสถาบันทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ  ซึ่งปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงการบริหารปกครองตามหลักการกระจายอำนาจ

            การเมืองการปกครองไทยในรูปแบบประชาธิปไตยยังคงผูกติดกับวัฎจักรแบบล้มลุกสลับกันไป  และปัญหาการเมืองไทยที่ยังไม่สามารถก้าวผ่านได้คือ ความขัดแย้งของระบบอุดมการณ์ทางการเมืองในสังคม  และประชาชนยังอ่อนแอไม่ตระหนักในทิศทางของอุดมการณ์ทางการเมืองของตนว่าเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์กับตนอย่างไร จึงไม่สามารถที่จะสร้างความมีเสถียรภาพในประชาธิปไตยตามวิถีของคนไทย

            ดังนั้น สิ่งที่จะทำได้ก็คือ  การสร้างจิตสำนึกในกับประชาชนในเรื่องประชาธิปไตย  ให้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ในความเป็นประชาธิปไตย  ตามหลักรัฐธรรมนูญ  ยอมรับในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนต้องรับผิดชอบ  แต่ประชาชนบางส่วนในประเทศไทยที่บางคนก็ชอบทหารเข้ามาบริหารประเทศเพราะทำให้เกิดความสงบสุขดี  เพราะคนพวกนั้นเขาไม่ได้รับความรู้สึกถึงการถูกบังคับ  เป็นการถูกครอบงำโดยไม่ให้รู้สึกแต่รู้ตัว  พวกเจาจึงไม่ใส่ใจถึงสิทธิและหน้าที่

            กล่าวโดยสรุปแล้ว รัฐไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขากแรงภายนอก ตามทฤษฎีแรงภายนอกของ ดร. ทิวากร แก้วมณี และการเปลี่ยนแปลงนั้นยังเกิดขึ้นจกการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ  และแรงภายนอกที่มาในรูปแบบของทุนนิยม  จักรวรรดินิยม  อาณานิคม  โลกาภิวัติ  ซึ่งทำให้โครงสร้างของรัฐไทยนั้นเปลี่ยนแปลง

โดย ดร.รัสเซีย

 

กลับไปที่ www.oknation.net