วันที่ พุธ พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พิภพพงษ์ เขตบรรต: ประชาธิปไตยคนจน กับประชาธิปไตยศักดินา


ประชาธิปไตยของคนจน กับ ประชาธิปไตยศักดินา

                                                                                                      ผศ ดร ทิวากร แก้วมณี อาจารย์ที่ปรึกษา

บทนำ

            หากพูดถึงประชาธิปไตยของไทยคนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงการต่อสู้สู่การเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตยเพียงเท่านั้นและอาจจะมีบางส่วนที่อิงไปถึงการต่อสู้ของประชาธิปไตยในช่วง 6 ตุลาและ 14 ตุลา ที่เป็นการลุกฮือของประชาชนไทยขับไล่กลุ่มเผด็จการทหาร ในการจะตีความประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยไทยสามารถมองได้ในหลายมุมมอง

ซึ่งผู้เขียนจะพยายามสานต่อมุมมองของอาจารย์ธงชัย วินิฉจะกูล ที่ได้แบ่งกระแสของประชาธิปไตยออกเป็น 3 กระแส คือ กระแสที่หนึ่ง ยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย การต่อสู้ระหว่างอำนาจนิยม เผด็จการทหาร กับพลังต่างๆ ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ และต่อมาคือการต่อสู้ของการเมืองว่าด้วยพลังของทุนกับประชาธิปไตยรัฐสภาแบบที่ควรจะเป็น

โดยผู้เขียนจะขออธิบายถึงแต่ละกระแสในแบบคร่าวๆ เพื่อทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจถึงบทบาทการต่อสู้ของประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์ และผู้เขียนจะพยายามเขียนในส่วนที่ผู้เขียนพยายามจะทำความเข้าใจในส่วนของการเมืองไทยในปัจจุบันตามทัศนะคติที่ผู้เขียนเข้าใจโดยสานต่อความคิดของอาจารย์ธงชัย วินิจะกูล ซึ่งเป็นเรื่องของพรรคการเมือง สองพรรค กล่าวคือ พรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มคนที่สนับสนุน สองพรรคนี้ว่ามีความคิดเห็นในทางใดและทำไมถึงได้ชูพรรคนี้เป็นหลัก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเข้าใจที่ผู้เขียนพยายามจะเข้าใจ ซึ่งจะกล่าวในบทต่อๆ ไป

 

กระแสที่หนึ่ง ยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย

เป็นยุคการเปลี่ยนผ่านของประชาธิปไตย (ระบอบการเมืองการปกครองของสามัญชนภายใต้รัฐธรรมนูญ) ที่ถึงแม้การรัฐประหาร 2475 จะเป็นการรัฐประหารที่ไม่มีการนองเลือด แต่หลังจากรัฐประหารในระยะ 6 – 7 ปีแรก กลับมีความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิยมเจ้าและฝ่ายคณะราษฎร อาทิเช่น กบฏบวรเดชที่มีสงครามการเมือง ในการปฏิวัติ 2475 ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดระบอบอำนาจนิยมโดยผู้นำทหาร ซึ่งถือเป็นการเกิดคณาธิปไตยและเผด็จการทหารของไทยในเวลาต่อมา ปัญหาหลักของใจกลางกระแสที่หนึ่งคือ บทบาทของกษัตริย์ในกับการเมือง

ซึ่งจุดจบในกระแสที่หนึ่งคือการที่ผู้นำฝ่ายนิยมเจ้าและผู้ต่อต้านรัฐบาลกลุ่มอื่นๆ ถูกประหารชีวิต และ ถูกจับกุม ในขณะที่บทบาทของฝ่ายนิยมเจ้ากำลังหมดลง ความขัดแย้งของจอมพล ป.กับปรีดีได้รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ปรีดีได้ทำความสัมพันธ์กับฝ่ายนิยมเจ้าเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลจอมพล ป. จนสำเร็จในปี 2487 และอำนาจของกลุ่มปรีดีได้หมดลงหลังจากเกิดรัฐประหาร 2490 ซึ่งฝ่ายนิยมเจ้าที่กำลังฟื้นตัวได้รับนำเอาวาทกรรมใหม่ที่เกิดจากการกดดันของอำนาจคณะราษฎร โดยที่พระมหากษัตริย์จะต้องไม่ยุ่งกับการเมือง หรือ อยู่เหนือการเมืองนั่นเอง[1]

 

กระแสที่สอง การต่อสู้ระหว่างอำนาจนิยม เผด็จการทหาร กับพลังต่างๆ ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยที่พึงประสงค์

          ในกระแสนี้อาจารย์ธงชัย ได้พูดถึงยุคที่อำนาจของเผด็จการทหารเป็นใหญ่ เป็นยุคที่เผด็จการทหารปรากฏตัวเด่นชัด มีอำนาจที่เปิดเผย ทั้งรัฐธรรมนูญแบบเผด็จการ รัฐบาลทหาร และสภาแต่งตั้ง ปัญหาของกระแสที่สองคือปัญหาที่ว่าประชาธิปไตยที่จะเหมาะสมกับประเทศไทยควรจะเป็นอย่างไร คณะเผด็จการนั้นถือว่าตนเป็นประชาธิปไตยเนื่องจาก ในขณะนั้นประเทศไทยอยู่ในช่วงสงครามเย็นที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ รัฐบาลทหารจึงคิดว่ารัฐบาลประหารเป็นประชาธิปไตยจากการต่อต้านกลุ่มคอมมิวนิสต์ ซึ่งในกระแสที่สองนอกจากตัวแสดงที่เป็นทหารนั้น ยังมีอีกสองตัวแสดงสำคัญคือ พลังประชาชนที่เป็นผลผลิตจากการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลทหาร และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รื้อฟื้นตัวขึ้นมาในฐานะเหนือการเมืองผ่านการทำพระราชกรณียกิจที่ไม่ถือว่าเป็นกิจกรรมทางการเมือง

โดยจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของกระแสที่สองนี้คือการเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เกิดการปฏิวัติการปกครองโดยทหารโดยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอำนาจรัฐและนอกจากการสิ้นสุดของเผด็จการทหาร ถือเป็นก้าวแรกของการื้อฟื้นอำนาจของสถาบันกษัตริย์ โดยเกิดการโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐบาลสัญญาธรรมศักดิ์ ที่เป็นรัฐบาลแต่งตั้งและนับจาก 16 ตุลา ประเทศไทยได้เข้าสู่ระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากัษตริย์ทรงเป็นประมุข(ในที่นี้คือการที่พระมหากษัตริย์อยู่เหนือระบบการเมือง) และเหตุการณ์พฤษภา 2535 ถือเป็นการตอกย้ำถึงความสิ้นของรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างสิ้นเชิง[2]

 

กระแสที่สาม การต่อสู้ภายในปริมณฑลการเมืองว่าด้วยพลังของทุนกับประชาธิปไตยรัฐสภาที่ควรจะเป็น

          กระแสที่สามของอาจารย์ธงชัย ได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญของประชาธิปไตยรัฐสภาในช่วงนั้นคือ ธนานุภาพ คือ อำนาจของทุนในกระบวนการทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง การทำงานของรัฐสภา ที่ตีตรานักการเมืองว่าเป็นผู้คดโกง การเลือกตั้งไม่ใสสะอาด มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่ร่ำไปจึงทำให้ปริมณฑลที่อยู่เหนือการเมืองได้รับความนิยมที่มากขึ้น การต่อสู้ของกระแสนี้เป็นการต่อสู้ที่พยายามจะขจัดแก้ไขปัญหาเรื่องของพลังทุนในกระบวนการทางการเมือง ซึ่งอาจารย์ธงชัยยังได้ทิ้งท้ายเกี่ยวกับสังคมไทยกลับเกลียดรัฐสภาที่ถูกครอบงำโดยทุนท้องถิ่น แต่สังคมไทยกลับชอบพลังทุนระดับนานาชาติ[3]

 

 

 

ประชาธิปไตยของคนจนหรือคนเสื้อแดง

ประชาธิปไตยของคนจนหรือคนเสื้อแดง คือกลุ่มคนที่มีทัศนะคติทางการเมืองที่มีพื้นเพพื้นฐานมาจากกลุ่มคนชนบทโดยเฉพาะ กลุ่มชนชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งท่าทีของผู้นำกลุ่มคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายนักเลงหัวไม้ หัวดื้อ หัวรั้น หยาบกร้าน มีความเป็นลูกทุ่ง มีความเป็นคนบ้านนอก ถูกคนกรุงฯมองว่าเป็นคนชนชั้นต่ำ เปรียบเสมือนพวกไพร่ และบางพวกเข้ามาในลักษณะนักการเมืองท้องถิ่น ที่เข้ามาชุมนุมในเมืองกรุงฯที่มาเรียกร้องถึงผลประโยชน์ของชนชาวชนบทในหลายๆด้านที่ว่าการสนับสนุนคุณทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง[4]

กลุ่มคนเสื้อแดงนั้นมองว่าประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกๆคน มิใช่เพียงของกลุ่มคนเมืองบางกลุ่มที่ออกมาใช้สิทธิทางการเมืองในการชุมนุมเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตน 1 เสียงของชนชทนั้นมีค่าเท่ากับ 1 เสียงของคนเมือง ดังนั้นวาทะกรรมที่ว่า “ควายแดง” จึงไม่อาจใช้กับการตีตราตีหน้าคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างได้

กลุ่มคนเสื้อแดงมีความคิดที่จะมีความคาดหวังในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น เป็นกลุ่มคนที่สงสัยในความต่างด้านรายได้ ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ไพร่” และเรียกคู่ตรงกันข้ามว่า “อำมาตย์” เพื่อเป็นการเสียดสีทางการเมืองที่พยายามเสียดสีกลุ่มข้าราชการและนักการเมือง ชนชั้นนำ ที่มีทัศนคติว่าเป็นนายคน กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการเปลี่ยนรัฐบาลมากกว่าการล้มล้างซึ่งดูได้จากการพยายามให้มีการจัดการเลือกตั้ง เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะผลประโยชน์จากการกระจายอำนาจทางการเมืองในด้านของนโยบายที่จะเอื้อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตน โดยที่พวกเขาเข้าใจกันว่า การเลือกตั้งจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรภาษีของประเทศ[5]

 ซึ่งตัวผู้เขียนนั้นมีความเห็นด้วยที่ว่าเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์จะเลือกในสิ่งที่ดีที่มีประโยชน์สำหรับตน เนื่องจากในหลาย ๆ นโยบายของคุณทักษิณ สามารถกระจายลงไปอย่างท้องถิ่นที่ห่างไกลเมืองกรุงฯได้ นโยบายที่คุณทักษิณได้ออกมาประชาชนสามารถเข้าถึงได้ อาทิเช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทำให้คนชนบทสามารถเข้าถึงสิทธิ์การรักษาโรงพยาบาล ซึ่งแต่เดิมเรารู้กันดีว่าค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลนั้นมิใช่ประชาชนทุกคนที่จะเข้าไปใช้บริการได้ นโยบายนี้ถือเป็นนโยบายชูโรงของคุณทักษิณ ก็ว่าได้ ผู้เขียนมีความคิดที่ว่าในเมื่อคุณทักษิณ มีการหยิบยื่นนโยบายที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ประชาชนจึงมีความต้องการที่จะเลือกคุณทักษิณโดยแน่แท้ ซึ่งรวมไปถึงในคนเสื้อแดงในยุคของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นก็มีนโยบายที่ชูโรงเพื่อชาวนาอย่างโครงการจำนำข้าว ที่ถามชาวนาคนไหนก็บอกว่าดี ข้าวสามารถขายได้ราคา ไม่ถูกกดจากโรงสี

นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำไมชนชาวชนบทถึงมีความประสงค์ที่จะเป็นคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยในแบบของตน แบบที่ตนจะสามารถเข้าไปมีส่วนกับการเมืองมากกว่าการถูกกล่อมจากคำพูดของนักพัฒนาชาวกรุงฯที่พร่ำบอกถึงการพัฒนาจากส่วนกลางจะกระจายไปยังชุมชนในไม่ช้า ซึ่งหากพูดกันตามตรงแล้วนั้น การที่ชนชาวกรุงฯสร้างแม่น้ำทำเขื่อนเพื่อนำน้ำจากชนชาวชนบทเพื่อไปผลิตไฟฟ้าเพื่อไปยังเมืองหลวงก็นับว่าไม่ยุติธรรมกับชนชาวบทซึ่งจะเห็นได้จาก เขื่อนปากมูลในปี 2537 ที่การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งไปยังเมืองหลวง ทำให้วิถีชาวบ้านของคนสองฝั่งแม่น้ำมูลที่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเคยอาศัยอาชีพประมงเป็นหลัก เมือเกิดการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำปลาไม่สามารถว่ายทวนน้ำขึ้นมาเพื่อวางไข่ได้ อาชีพที่เคยมีก็ต้องเปลี่ยน

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบกับอาชีพของเช้าบ้านแล้วยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิการลดลงของพันธุ์ปลา ความเสื่อมโทรมของแก่งธรรมชาติ และการสูญเสียพืชผักริมน้ำ ป่าธรรมชาติและป่าชุมชม ซึ่งผลการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลนั้นก็ไม่ได้มาตราฐานตามที่กำหนดไว้และยังคงทำลายวิถีชีวิตของชนชาวชนบทอีกเสียด้วย[6]

ซึ่งประชาชนชาวชนบทล้วนมีบทเรียนจากการพัฒนาที่มาจากส่วนกลางแล้วไม่เกิดผลดีต่อตนมานักต่อนัก แต่ทว่าในยุคหนึ่งที่กลุ่มพรรคการเมืองที่มีความเป็นนักธุรกิจได้เข้ามาและสามารถทำให้ประชาชนชาวชนบทสามารถมีสิทธิ์สีเสียงในการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับและนี้ถือเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมชนชาวชนบทหลายๆคนในภาคเหนือและภาคอีสานเลือกที่จะกลายเป็นคนเสื้อแดง ที่ออกมาสนับสนุนกลุ่มคนที่จะสามารถมอบอำนาจทางการเมืองให้กับตนได้ (อำนาจในการใช้ประโยชน์จากนโยบายต่างๆที่ออกมา) เช่น การออกมาชุมนุมเพื่อสนับสนุนรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในวันที่15 มีนาคม พ.ศ. 2549  กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางมาจากภาคเหนือและภาคอีสานเพื่อมาชุมนุมกันที่สวนจตุจักรปี

 

เหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง

          การชุมนุมของคนเสื้อแดง ในปี 2552 เดือนเมษายนต์ เป็นเหตุการณ์การเดินขบวนทางการเมือง ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมีการสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหารจากคำสั่งของรัฐบาล และมีเหตุการรุนแรงอย่างมากในช่วงนั้น

            การชุมนุมครั้งต่อคือการชุมนุมในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งเป้าหมายยังคงเดิมคือการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภา และให้มีการจัดการเลือกตั้งจนรัฐบาลได้ใช้ทหารเข้าสลายการชุมนุมจนเกิดการปะทะกันและมีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีกหลายคน[7]

            ผู้ชุมนุมส่วนมากเป็นผู้ชุมนุมที่มาจากต่างจังหวัดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยโดยในช่วงแรก การชุมนุมเกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศบนถนนราชดำเนิน และเป็นไปโดยสงบ การชุมนุมมีกิจกรรมบางประการ เช่น การเดินขบวนรอบกรุงเทพมหานคร การรวบรวมเลือดไปเทที่หน้าประตูทำเนียบรัฐบาล หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แล้วจึงมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมสองครั้ง ได้ข้อสรุปว่าจะมีการยุบสภา แต่ไม่อาจหาวันสรุปได้ และได้เกิดเหตุสลายการชุมนุมขึ้นอีกครั้งที่แยกราชประสงค์ จนมีผู้เสียชีวิต รวมไปถึงช่างภาพชาวต่างชาติ และผู้บาดเจ็บอีกหลายคน ซึ่งศูนย์รวมการชุมนุมได้ย้ายไปรวมกันที่แยกราชประสงค์และเกิดเหตุการ์ปาระเบิดขึ้น จนเกิดการบุกเข้าไปในโรงพยาบาล

ต่อมารัฐบาลสั่งการให้กำลังทหารเข้าล้อมพื้นที่แยกราชประสงค์ ในระหว่างวันที่ 14-18 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 41 ศพ และบาดเจ็บกว่า 250 คน ซึ่งกองทัพอ้างว่า พลเรือนถูกยิงโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือไม่ก็ถูกยิงเพราะติดอาวุธ หรือถูกผู้ก่อการร้ายยิง และชี้ว่าผู้ก่อการร้ายบางคนแต่งกายในชุดทหาร

วันที่ 19 พฤษภาคม กำลังทหารเข้ายึดพื้นที่เป็นครั้งสุดท้าย จนถึงแยกราชประสงค์ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุม และยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นผลให้ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจ จากนั้น เกิดการก่อจลาจลและวางเพลิงสถานที่หลายแห่งทั่วประเทศ ในช่วงค่ำ รัฐบาลประกาศห้ามออกจากเคหสถานในหลายจังหวัด[8]

ในวันที่ 27 มีนาคม เกิดการชุมนุมเนื่องจากวันครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 2549 มีการชุมนุมขึ้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีกลุ่มคณะนิติราษฎร์ได้ออกมาแถลงถึงการเรียกร้องให้มีการล้มเลิกการตัดสินคดีความของศาลจะเหตุการณ์รัฐประหาร

ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 มีการชุมนุมร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม 2553

วันที่ 10 ธันวาคม 2554 มีการชุมรุมรำลึกวันรัฐธรรมนูญของคนเสื้อแดง และรำลึกการเสียชีวิตของแนวร่วมคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต

19 พฤษภาคม 2555 เป็นการชุมรุมรำลึก ครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์ชุมนุม ณ แยกราชประสงค์ ในปี 2553

19 พฤษภาคม 2556 กลุ่ม นปช. ได้จัดรำลึกการครบรอบการชุมนุม 3 ปี การสลายการชุมนุมในบริเวณแยกราชประสงค์ และในครั้งนี้มี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ติดต่อมายังกลุ่มผู้ชุมนุม[9]

          ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงผู้เขียนมีความคิดว่า เป็นกลุ่มทางการเมืองที่มีทุนท้องถิ่นเป็นตัวนำให้ชนชาวชนบทมีโอกาสได้เข้าถึงสิทธิ์ของความเป็นพลเมืองชาวไทยได้มากกว่าทุนที่มาจากกลุ่มคนเมืองเป็นหลัก จึงทำให้ตัวผู้เขียนไม่แปลกใจเลยกับการที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงจะเป็นกลุ่มชาวบ้านชาวนาที่เป็นชนชั้นรากหญ้าของประเทศไทยและกลายเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยและส่งทอดมายังนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งใหญ่หลังการวิกฤตการเมืองที่มีการสลายการชุมนุม ปี 2553[10]

 

ประชาธิปไตยศักดินาหรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง

          ประชาธิปไตยศักดินาหรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง ในยุคแรกคือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่คนที่ส่วนใหญ่มีพื้นเพของความเป็นชนชั้นกลางในเมืองกรุงฯและชนชั้นนำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิยมเจ้า โดยบางส่วนเป็นการรวมตัวจากหลายองค์กรทั่วประเทศ โดยที่จุดประสงค์ในการขับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแสดงความต้องการให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีแกนนำที่สำคัญ คือ สนธิ ลิ้มทองกุล และพลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งในช่วงแรกของการออกมาชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลืองทำเพื่อต้องการขับไล่ทักษิณ ชินวัตรออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดยสาเหตุที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองทำการชุมนุมเนื่องจากพฤติกรรมการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลทำให้เกิดความไม่พอใจต่อในประเทศและการใช้อำนาจที่มากเกินความจำเป็นรวมไปถึงการมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบันที่สำคัญของประเทศ[11]

กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ต่อต้านทักษิณ มักจะเป็นกลุ่มสถาบันเก่าๆและชนชั้นกลางของไทย ที่รู้สึกได้ถึงภัยคุกคามจากการกระทำของทักษิณ โดยเฉพาะเมื่อทักษิณโจมตีวัฒนธรรมและความเป็นใหญ่ของข้าราชการ และในขณะที่ทักษิณได้รับความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะนโยบายที่ทำให้เกิดความนิยม ส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มรังเกียจทักษิณที่ไร้จรรยาบรรณ และจากการใช้อำนาจที่ทำให้พรรคพวกของตนได้รับอำนาจโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ที่ครอบครัวชินวัตรเป็นเจ้าของ เช่น บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ขายให้กับบริษัทเทมาเส็กจากสิงคโปร์ โดยไม่เสียภาษีใดๆ เลย

จากการที่รัฐบาลแก้กฏหมายในหลายๆจุด และการกลับคำตัดสินคดีความเพื่อไม่ให้บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ต้องเสียภาษี ทำให้กลุ่มคนหลายๆกลุ่มที่ไม่พอใจ ออกมารวมตัวกันเป็น กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกล่าวอ้างถึง ทักษิณ พยายามจะล้มล้างสถาบัน และเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นสาธารณะรัฐ ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข

 จากกลุ่มคนหลายคนที่สนับสนุนทักษิณได้แปรเปลี่ยนมาต่อต้านทักษิณที่มีปฏิกิริยาออกมาในแนวอนุรักษ์นิยม

ซึ่งขบวนการคนเสื้อเหลืองได้ พยายามหาประโยชน์จากกลุ่มอนุรักษ์ศักดินา[12]

ดั่งที่ อาจารย์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้กล่าวว่า ชนชั้นกลางต้องการยึดโยงกับสถาบันดั้งเดิมคือกองทัพและสถาบันโครงสร้างเทวราชาเพื่อทดแทนกับจำนวนอันน้อยนิดของกลุ่มตนเมื่อเทียบกับมวลชนระดับล่างและกลาง ที่สนับสนุนทักษิณ[13]

ชนชั้นกลาง ในประเทศไทยเริ่มก่อตัวขึ้นมาจากผลของทุนนิยมอุตสาหกรรม โดยกลุ่มคนเหล่านี้มิได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับทัศนะคติทางการเมืองมากหนัก เนื่องจากกลุ่มคนชนชั้นกลางนั้นมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของชนชั้นต้น มากกว่าระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะผันแปรเป็นระบอบใดก็ตาม  ก็จะไม่กระทบผลประโยชน์ของคนชนชั้นกลาง[14]

ชนชั้นกลางไทยในปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย และแต่ละกลุ่มมีทัศนะคติต่อการเมืองที่แตกต่างกัน เราจึงไม่สามารถที่จะนำอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ มาจับกลุ่มชนชั้นกลางอย่างตายตัวได้[15]

ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มคนชนชั้นกลางมีพฤติกรรมหนึ่งที่มองว่าไม่ว่าจะเป็นการปกครองในรูปแบบใดก็ตามถ้าหากไม่มาขัดผลประโยชน์กระทบต่อตน ซึ่งจะเห็นได้จากในภาวะการณ์การชุมนุมครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ที่มีกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติเพื่อโค่นล้มรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยที่ไม่ได้สนใจกับระบอบเผด็จการจะทำให้ประเทศชาติมีทิศทางไปในทางใด มองเพียงว่ากำจัดสิ่งที่ตนคิดว่าผิดหรือไม่ใช่ผลดีกับตนออกเสียเท่านั้น ดั่งที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระ ได้พูดถึงเรื่องการปล้นเอาทรัพยากรจากชนชาวชนบทมาพัฒนาในภาคส่วนตัวเมือง เพื่อไฟฟ้าถูก ประชาธิปไตยแบบศักดินาที่กดขี่กลุ่มชนชาวชนบทต่างๆนาๆ

 

 

เหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อเหลือง

การชุมนุม พ.ศ. 2549 เป็นการประท้วงขับไล่นายกทักษิณ ชินวัตร จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2547 ในช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ 1 เมื่อมีการรวมตัวของกลุ่มคนในนาม กลุ่มประชาชนเพื่อชาติและราชบัลลังก์ และมีการชุมนุมปราศรัยเพื่อขับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2547 เป็นครั้งแรก กลุ่มผู้ร่วมกันขับไล่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีหลากหลายความคิด แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม

2 กันยายน พ.ศ. 2549 เกิดการเสวนาโต๊ะกลมเรื่องการร่วมกันแก้ไขวิกฤตปัญหาของบ้านเมือง ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และได้มีกลุ่มเครือข่ายแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และอาจารย์มหาวิทยาลัย 43 องค์กร 11 มหาวิทยาลัย ล่าชื่อกว่า 92 คน ออกมาต่อต้านทักษิณ ให้ยุติบทบาทจากการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีทันที ถือเป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของแกนนำเครือข่ายการต่อต้าน

19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ยุติการประท้วงชุมนุมกันขึ้นจากการก่อรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตรกลิน

การชุมนุม พ.ศ. 2551 หลับจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 25 พรรคพลังประชาชนได้เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกมาเรียกร้อง ต่อต้านพรรคพลังประชาชน

การชุมนุมครั้งต่อมาคือ การชุมนุมในวันที่ 25 พฤษภาคม มีจุดประสงค์ในการขับไล่รัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์

และในเดือน พฤศจิการยน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อกดดันรัฐบาลในขณะนั้น  และมีการยุติในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ในปี 2554 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลับมาชุมนุมอีกครั้งจากเหตุการณ์กรณีความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติการชุมนุมในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18.00 น.[16]

และต่อมาได้กลายเป็นกลุ่ม กปปส. มีชื่อเต็มว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีบทบาทในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องอำนาจคืนจากรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมาคืนสู่ประชาชน ผ่านการปฏิรูปประเทศโดยสภาประชาชน นำทีมโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย อาทิเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนิยมทหาร

โดยวิธีการของกลุ่ม กปปส. คือ การออกมาขับไล่นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กลุ่ม กปปส. อ้างว่าเป็นเครื่องมือของนายกทักษิณ ชินวัตร และเรียกร้องให้เกิดการรัฐประหารโดยกลุ่มทหารเพื่อขจัดรัฐบาลในขณะนั้น โดยการชุมนุมเริ่มจากการไม่ยอมรับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมและเปลี่ยนมาเป็นการขับไล่รัฐบาลที่เป็นเครื่องมือของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ออกมาเรียกร้องให้ข้าราชการทั่วประเทศกระทำการหยุดงานเพื่อออกมาร่วมกันต่อต้านรัฐบาลและทำการกระจายผู้ชุมที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ดาวกระจาย เดินขบวน ไป 13 เส้นทาง เพื่อยึดหน่วยงานสำคัญของรัฐบาล อาทิเช่น สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 นายสุเทพ ได้ประกาศจัดตั้ง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อย่างเป็นทางการ

วันที่ 9 ธันวาคม 2556 นายสุเทพได้ยกระดับการชุมนุมด้วยการยกมวลมหาประชาชนไปปิดล้อมพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 13 มกราคม 2557 ได้ประกาศยุบเวทีชุมนุมและทำการชัทดาวน์กรุงเทพฯ กระจายไป 7 จุดสำคัญรอบๆกรุงเทพฯ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 เกิดเหตุการณ์นองเลือดจากการที่เจ้าที่ตำรวจพยายามจะขอคืนพื้นที่คือ สะพานพระผ่านฟ้าลีลาศ จนเกิดการปะทะกันของเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุม

วันที่ 29 มีนาคม 2557 เกิดการชุมนุมใหญ่เพื่อเดินขบวนรณรงค์เพื่อให้เกิดการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

จนกระทั่งวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญประกาศให้นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี และในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ได้ประกาศใช้กฏอัยการศึกและยึดอำนาจต่อมาในภายหลัง[17]

 

สองสีที่แตกต่าง สองทางของประเทศไทย

ประเด็นปัญหาของการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาคงไม่มีใครที่ไม่นึกถึงช่วงของการชุมนุมครั้งใหญ่ในประเทศไทย สมัย พ.ศ.2548 - 2553 และ พ.ศ.2556 – 2557 ซึ่งเป็นการชุมนุมที่กลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน เข้ามาชุมนุมในเมืองหลวงเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของแต่ละกลุ่ม

 ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันและต่างเชิดชูกลุ่มชนชั้นนำคนละกลุ่ม เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่กลุ่มผู้นำมีอำนาจทางการเมือง กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็จะเข้ามาเรียกร้อง ขับไล่ กดดัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวของรัฐบาล อาทิเช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีเจตนาโดยตรงในการขับไล่ทักษิณ ชินวัตรให้ออกจากฐานะของนายกรัฐมนตรีและต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ก่อให้เกิดการชุมนุมอีกหนึ่งการชุมนุมขึ้นเพื่อเข้ามาตอบโต้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือกลุ่ม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่เข้ามาแสดงถึงจุดยืนทางการเมืองด้วยการสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทั้งสองกลุ่มเป็นกลุ่มตัวแทนของกลุ่มคนชนชาวไทยที่ได้แก่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ คือกลุ่มของคนที่สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการให้ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องจากการที่ทักษิณ ชินวัตรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นทำให้กลุ่มของตนได้รับผลประโยชน์ในฐานะที่ตนเป็นคนชนบทเสียส่วนใหญ่ที่มาจากภาคเหนือและอีสาน เป็นกลุ่มคนที่ห่างไกลกลับความเจริญในรูปแบบของเมืองกรุงฯ

จุดประสงค์หลักของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ คือการเข้ามาขับไล่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติกับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มีการรัฐประหารโดยพลเอก สนธิ บุญรัตกลิน ในการโค่นล้มรัฐบาลรักษาการนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นเป็นนายกแทน และเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และยังมีบทบาทในการชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2552 จนเกิดการสลายการชุมนุมครั้งใหญ่ ซึ่งภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อเป็นจาก แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เป็น "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน" เพื่อการดำเนินงานและการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกภาพยิ่งขึ้น

ในส่วนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นอีกกลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองฝักใฝ่ในฝั่งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีตัวชูโรงอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ชูตัวหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่เป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนใหญ่กับกลุ่มคนชนชั้นกลางและชนชั้นนำที่อยู่ในเมืองหลวง ซึ่งมองว่าการกระทำของทักษิณ ชินวัตรเป็นการกระทำที่ทำให้ผลประโยชน์ของตนสูญเสีย ซึ่งชนชั้นกลางรักชาติในรูปแบบที่ไฟฟ้าถูก และที่ไฟฟ้าถูกเพราะนำมาจากนโยบายที่เน้นพัฒนาส่วนกลางที่ปล้นแม่น้ำ ปล้นสิ่งแวดล้อมของคนชนบท [18]

ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับการกระทำของทักษิณ ชินวัตรที่พยายามผลักดันนโยบายให้ไปสู่ระดับท้องถิ่น อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค จัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จึงทำให้คนชนชั้นกลางหันเข้ามาร่วมประท้วงทักษิณ ชินวัตรที่กำลังทำให้ผลประโยชน์ของตนต้องหมดไป

พรรคการเมืองที่ได้ฐานเสียงจากกลุ่มคนทั้งสองสี

          ในกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มนั้นมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันและต่างชูเอาพรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบเป็นตัวตั้งในการสนับสนุนการกระทำของพรรคการเมืองนั้นๆ และจะเป็นพรรคใดไปไม่ได้นอกจากพรรคไทยรักไทย(พรรคเพื่อไทย) และ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคที่สามารถกวาดที่นั่งในรัฐสภาได้มากที่สุดสองพรรคในประเทศไทย

            พรรคไทยรักไทย ได้ตั้งต้นพรรคด้วยการจดทะเบียนในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 ถือเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่ ก่อตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 จัดตั้งโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร   ที่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสามารถสั่งสมความมั่งคั่งได้ถึงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐโดยใช้ระยะเวลาเพียง 5 ปี[19] โดยไทยรักไทยในขณะนั้นพยายามชูโรงด้วยคำขวัญที่ว่า คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน โดยสัญญาว่าจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและได้ติดต่อกับกลุ่มเอ็นจีโอและนักเคลื่อนไหวตามชนบทเพื่อที่จะทำนโยบายที่สามารถกระจายได้ถึงประชาชนชนบท[20]

            ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มคนรากหญ้าเป็นพิเศษ จึงทำให้กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นเริ่มเข้ามาให้การสนับสนุสกับพรรคไทยรักไทย โดยผลการเลือกตั้งในปี 2544 พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส. ถึง 248 คน และได้ดึงอีก 2 พรรคเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทยจนกลายเป็นเสียงข้างมากในสภา

            และจากนโยบาย 30 บาท ที่เข้าถึงชาวชนบท และนโยบายปราบปรามยาเสพติดทำให้ชาวบ้านต่างจังหวัดพากันชื่นชม แต่ในขณะที่ชนชั้นนำที่ทรงอิทธิพลในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆกลับลดลง เนื่องจากการที่ทักษิณ ใช้อำนาจในการส่งเสริมธุรกิจแก่ตนและโดนข้อหาซุกหุ้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าไม่ผิด แต่คำพิพากษาแปลกและไม่โปร่งใส และนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจส่งผลแก่เฉพาะนักธุรกิจที่ใกล้ชิดกับทักษิณและมูลค่าทรัพย์สินของครอบครัวทักษิณเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว และเหตุผลที่ชี้ชัดถึงการที่กลุ่มชาวบ้านต่างจังหวัดได้ให้การต้อนรับทักษิณ แต่กลุ่มคนชนชั้นนำในเมืองกรุงฯลดลงคือ ผลการเลือกตั้งปี 2548 ที่พรรคเพื่อไทยชนะแบบถล่มทลาย โดยได้ ส.ส. ทั้งหมด 377 คน จาก 500 คน ส่วนใหญ่เป็น ภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคกลาง แต่ในตัวเมืองกรุงเทพฯกลับเป็นประชาธิปัตย์ที่ชนะ[21]

            บทบาทของชนชั้นกลางกลับพรรคการเมืองไทยรักไทยนั้นในช่วงแรก มีท่าทีที่จะตอบรับกับนโยบายของทักษิณที่มุ่งจะพัฒนาให้เศรษฐกิจดีขึ้นแต่ทว่าเมื่อทักษิณเริ่มการกระจายนโยบายประชานิยมออกไปในวงกว้างทำให้กลุ่มคนชนชั้นกลางเริ่มมีความที่ว่าตนจะสูญเสียอำนาจ[22] ทำให้กลุ่มคนชนชั้นกลางเริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทักษิณ ชินวัตร จนกลายมาเป็นกลุ่มคนเสื้อเหลืองนั้นเอง

            ด้วยความที่เป็นหน้าใหม่ทางการเมืองและเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นนักธุรกิจไฮเทค ทำให้ประชาชนที่ผิดหวังกับระบบการเมืองเก่าๆที่มีเพียงชนชั้นนำที่ปกครองและการกระจายของนโยบายที่ไม่ถึงประชาชนรากหญ้าทำให้กลุ่มประชาชนคนรากหญ้าได้หันหน้าเปลี่ยนทิศมายังกลุ่มนักธุรกิจที่มีนโยบายที่สามารถนำมาปฏิบัติในชนบทได้ และได้กลายเป็นพรรคที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนชนบท จากภาคเหนือ อีสาน นั้นเอง

            โดยเฉพาะการที่ทักษิณ ชินวัตรได้กลายเป็นตัวแทนของพลเมืองระดับล่างและกลางในบางส่วนที่ไม่ต้องการการเลือกปฏิบัติ จากพลังพลเมืองนี้เองที่ผลักดันให้ทักษิณ ชินวัตรกลายเป็นนักการเมืองประชานิยม กลายเป็นนักการเมืองที่มีความชอบธรรมจากแรงสนับสนุนของประชาชน เปรียบเสมือนคบไฟให้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการส่องแสงในการเลือกตั้ง ที่จะปรับปรุงให้วิถีชีวิตดีขึ้น[23]

            ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2489 เป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนนานที่สุดในประเทศไทยที่ยังคงเนินการอยู่ มีชื่อภาษาอังกฤษคือ "Democrat Party" โดยใช้ตัวย่อคือ ปชป.[24]

            โดยจุดตั้งต้นของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ก่อตั้งโดยนายควง อภัยวงศ์ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2489 เพื่อกระทำการในการคานอำนาจกับนายปรีดี พนมยงค์ ที่ในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นเผด็จการ โดยชื่อของพรรคมาจาก หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ซึ่งมีความหายว่า ผู้บำเพ็ญประชาธิปไตย [25]

            หลังจากการก่อตั้งพรรค พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เข้าสู่สนามเลือกตั้ง และได้รับเสียงข้างมากทันที ซึ่งประชาธิปัตย์เป็นต้นกำเนิดการหาเสียงแบบปราศัย [26]

             ในปี พ.ศ. 2533 พรรคประชาธิปัตย์ได้ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากไม่ต้องการให้รัฐสภาในขณะนั้นเป็นเผด็จการรัฐสภา เนื่องจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีจำนวนมากกว่าฝ่ายค้ายหลายเท่า[27]

โดยฐานเสียงส่วนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคนภาคใต้ที่การเลือกตั้งส่วนใหญ่จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ในการกวาดเก้าอี้ในรัฐสภาในส่วนของคนภาคใต้  อาทิเช่น ในปี 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้กวาดที่นั่งในพื้นที่ภาคใต้มาถึง 52 ที่นั่งจาก 54 ที่นั่ง[28]

            กลุ่มนักการเมืองประชาธิปัตย์ในอดีตนั้นส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำทางการเมืองมาตลอด ที่มีบทบาทและอำนาจในรัฐสภามาตลอดจนกระทั่งใน 20 ปีหลังที่ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้เลย[29]

 

บทสรุปของผู้เขียน

ประเด็นที่ผู้เขียนคิดว่าต้องทำความเข้าใจกันคือยอมรับในสิ่งที่แต่ละกลุ่มเป็น ทุกๆกลุ่มมักจะมีผลประโยชน์ส่วนตนที่ได้จากนโยบายของแต่ละพรรคที่ตนเชิดชู แต่ทว่าในปัจจุบันสังคมไทยในขณะนี้กำลังกลายเป็นสังคมที่ตีตราให้ร้ายป้ายสีอีกฝั่งให้ผิดไปจาก ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี เพื่อที่ตนจะได้ถูกต้องและสูงส่งกว่าคนอื่น

จากงานของอาจารย์ธงชัย ได้กล่าวถึงเนื้อหาของเชื้อร้ายสีแดง ที่กลุ่มคนชนบทที่มาในขบวนการกลุ่มคนเสื้อแดง มักจะถูกตีตราว่า สกปรก นักเลง หยาบกร้าน ไม่น่าคบหา จากกลุ่มคนชนชั้นกลางในเมืองหลวง[30]

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจในค่าของคนที่ไม่ว่าจะชนบทหรือเมืองกรุงฯต่างมีสิทธิ์ 1 เสียงเท่าๆกัน ไม่มีเสียงผู้ใดที่มากกว่าเสียงผู้อื่น ไม่สามารถวัดค่าของคนผ่านจากรูปลักษณ์ภายนอก นักวิชาการที่ชูกลุ่มคนเสื้อแดงก็มี มิใช่ว่าจะมีแต่เพียงคนชนบทเท่านั้น เราต้องมองถึงเหตุและผลที่เขามี มิใช่การด่วนสรุปเพียงเพราะคิดต่าง เราควรที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างสันติแม้ว่าจะมีความคิดต่างทางการเมือง ปัญหาควรแก้ด้วยการถกเถียงและตัวองค์รัฏฐาธิปัตย์ ก็จะต้องฟังความเห็นของคนที่คิดต่าง มิใช่การฟังแต่คนที่คิดร่วม มิเช่นนั้นประเทศชาติจะไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้จะเกิดเป็นวัฏจักรวงจนอุบาทว์ซ้ำไปเรื่อยๆ

เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยปราศจากความรุนแรง คิดต่างได้แต่ไม่คิดแตกแยก การต่อสู้ควรจะเป็นการต่อสู้ในเวทีการเลือกตั้ง ตัวผู้เขียนนั้นเชื่อในระบบการเลือกตั้ง ที่หากนักการเมืองที่สมัครลงเลือกตั้งไม่ดีจริงๆ ตัวประชาชนจะเป็นผู้เลือก ควรให้ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้แทนของตนด้วยตัวเองมากกว่าการชักจูงจากกลุ่มชนชั้นนำในพรรคต่างๆ ประชาชนต้องไม่ตกเป็นหมากเบี้ยของกลุ่มนักการเมือง

หากครั้งนี้ไม่สามารถล้มอีกฝั่งได้ในการเลือกตั้งนั้นเป็นการบ้านของกลุ่มพรรคที่แพ้การเลือกตั้งในการทบทวนถึงความพ่ายแพ้ของตน ที่จะนำมาพัฒนาทำให้ประชาชนหันมาเลือกตนมากกว่าการตีคำเล่าความในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม

การต่อสู้ของกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงตัวผู้เขียนมองว่าเป็นตัวแสดงที่เป็นตัวต่อสู้ตัวแทนของกลุ่มผู้นำพรรคทั้งสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งที่จูงใจประชาชนด้วยนโยบายที่เอื้อเฟื้อแก่ชาวชนบทกับอีกกลุ่มที่พยายามคัดค้านอำนาจใหม่อย่างกลุ่มนักธุรกิจการเมือง ด้วยการโหนเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง

ซึ่งเรารู้กันดีว่าสถาบันโครงสร้างเทวราชาไม่ควรเข้ามามีบทบาททางการเมือง และไม่ควรถูกนำเข้ามาอ้างหรืออิงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของใครก็ตาย สถาบันสามารถอยู่ได้ด้วยการอยู่เหนือการเมือง เป็นสถาบันสูงสุด เป็นสถาบันกลาง เพื่อการยึดถือ เคารพบูชา[31]มากกว่าการนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์

การสร้างความสมานฉันท์ปรองดรอง จำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะระหว่างชนชั้น คือ กลุ่มชนคนรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนภาคใด กับกลุ่มชนคนชั้นนำที่มักจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและตามเมืองใหญ่ให้เกิดการประนีประนอมด้านผลประโยชน์ให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นธรรมแก่ส่วนรวมไม่ใช่เพียงแค่ ชนชั้นนำในเมืองกรุง[32]

การอ้างสิทธิ์ที่ไม่เท่าเทียมกันย่อมไม่เกิดผลประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยเป็นของชนชาวไทยทุกคนหากต้องการให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ต้องให้ความเคารพในสิทธิ์ของแต่ละคนไม่ควรก้าวก่ายสิทธิ์ของผู้อื่น หากทุกคนมีความเคารพในสิทธิ์อันพึงมีของแต่ละบุคคลเมื่อนั้นผู้เขียนคาดหวังว่าประเทศไทยก็จะพบเจอกับประชาธิปไตยโดยแท้จริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

หนังสือ

คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์กรุงเทพฯ:
         มติชน. ปีที่พิมพ์ 2557.

ธงชัย วินิจจะกุล, ประชาธิปไตยที่มีประมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ว่าด้วยประวัติศาสตร์
       การเมืองสมัยใหม่.
พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน. ปีที่พิมพ์ 2556.

พระสุเทพ ปภากโร, คำให้การพระสุเทพ ปภากโร กรณีการก่อเหตุร้ายในการชุมนุม ของนปช ปี 2553. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ตะวันออก. ปีที่พิมพ์ 2558.

เว็บไซต์

 

การก่อตั้งของพรรคประชาธิปัตย์. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/SU1sJw. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

การประท้วง การชุมนุมโดยสงบ และการเดินขบวนในระบอบประชาธิปไตย ตอนที่ 3. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จากhttps://www.gotoknow.org/posts/544821. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2558

เกษียร เตชะพีระ : "ความอิจฉาเป็นบ่อเกิดแห่งความเสมอภาค". (ออนไลน์) . เข้าถึงได้จาก http://www.prachatai.com/journal/2006/02/7286. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

ชนชั้นกลางไทย เสื้อแดง-เสื้อเหลือง โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/6mKMal. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

ทางออก-ทางตัน ของ (สยาม) ประเทศไทยหรือ เราจะหลีกเลี่ยง กาลียุคได้อย่างไร. เข้าถึงได้จาก http://www.charnvitkasetsiri.com/KaliYugaForTUrangsit.htm. สืบค้นเมื่อ 14 ธันวาคม 2558

บทสรุปผลการศึกษากรณีเขื่อนปากมูลของคณะกรรมการเขื่อนโลก. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/T7HCxM. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2558

พธม.แถลงการณ์ยุติชุมนุม ชูชัยชนะปกป้องอธิปไตยไทย. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/i4uCDX. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

พรรคประชาธิปัตย์. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จากhttp://goo.gl/70FXQt. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

ย้อนรอยการชุมนุมของกปปส. 6 เดือน 9 วัน. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://www.dailynews.co.th/article/236182. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

เสื้อแดงชุมนุม 19 พฤษภาคม 2556 ทักษิณโฟนอินเวทีเสื้อแดง. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://hilight.kapook.com/view/86175. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

เหลือง-แดง การต่อสู้ที่ไม่ใช่เฉพาะชนชั้นนำอีกต่อไป ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ต่อ). (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://www.citizenthaipbs.net/node/618. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558



[1]ธงชัย วินิจจะกุล, ประชาธิปไตยที่มีประมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ว่าด้วยประวัติศาสตร์

       การเมืองสมัยใหม่. 2556. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.

[2]ธงชัย วินิจจะกุล, ประชาธิปไตยที่มีประมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ว่าด้วยประวัติศาสตร์

       การเมืองสมัยใหม่. 2556. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.

[3]เรื่องเดียวกัน

 

[4]คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. 2557. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์กรุงเทพฯ:

 มติชน.

 

[5]คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. 2557. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์กรุงเทพฯ:

 มติชน.

 

[6]บทสรุปผลการศึกษากรณีเขื่อนปากมูลของคณะกรรมการเขื่อนโลก. เข้าถึงได้จากhttp://goo.gl/T7HCxM. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2558

[7]การประท้วง การชุมนุมโดยสงบ และการเดินขบวนในระบอบประชาธิปไตย ตอนที่ 3 . เข้าถึงได้จากhttps://www.gotoknow.org/posts/544821. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2558

[8]การประท้วง การชุมนุมโดยสงบ และการเดินขบวนในระบอบประชาธิปไตย ตอนที่ 3 . เข้าถึงได้จากhttps://www.gotoknow.org/posts/544821. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2558

[9]เสื้อแดงชุมนุม 19 พฤษภาคม 2556 ทักษิณโฟนอินเวทีเสื้อแดง. เข้าถึงได้จากhttp://hilight.kapook.com/view/86175.สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

[10]การก่อตั้งของพรรคประชาธิปัตย์. เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/SU1sJw. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

[11]พระสุเทพ ปภากโร. คำให้การพระสุเทพ ปภากโร กรณีการก่อเหตุร้ายในการชุมนุม ของนปช ปี 2553. 2558 พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ตะวันออก

[12]คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. 2557. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์กรุงเทพฯ:

 มติชน.

[13]เหลือง-แดง การต่อสู้ที่ไม่ใช่เฉพาะชนชั้นนำอีกต่อไป ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ต่อ).เข้าถึงได้จากhttp://www.citizenthaipbs.net/node/618. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

[14]ชนชั้นกลางไทย เสื้อแดง-เสื้อเหลือง โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ. เข้าถึงได้จากhttp://goo.gl/6mKMal. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

[15]ชนชั้นกลางไทย เสื้อแดง-เสื้อเหลือง โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ. เข้าถึงได้จากhttp://goo.gl/6mKMal. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

[16]พธม.แถลงการณ์ยุติชุมนุม ชูชัยชนะปกป้องอธิปไตยไทย. เข้าถึงได้จากhttp://goo.gl/i4uCDX. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

[17]ย้อนรอยการชุมนุมของกปปส. 6 เดือน 9 วัน. เข้าถึงได้จาก http://www.dailynews.co.th/article/236182. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558

[18]เกษียร เตชะพีระ : "ความอิจฉาเป็นบ่อเกิดแห่งความเสมอภาค". เข้าถึงได้จากhttp://www.prachatai.com/journal/2006/02/7286. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

[19]คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. 2557. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์กรุงเทพฯ:

         มติชน.

 

[20]เรื่องเดียวกัน

 

 

[21]คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. 2557. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์กรุงเทพฯ:

         มติชน.

 

[22]เรื่องเดียวกัน

[23]เหลือง-แดง การต่อสู้ที่ไม่ใช่เฉพาะชนชั้นนำอีกต่อไป ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ต่อ).เข้าถึงได้จากhttp://www.citizenthaipbs.net/node/618. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

[24]พรรคประชาธิปัตย์.เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/70FXQt. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

[25]การก่อตั้งของพรรคประชาธิปัตย์. เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/SU1sJw. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

[26]เรื่องเดียวกัน.

[27]เรื่องเดียวกัน.

[28]การก่อตั้งของพรรคประชาธิปัตย์. เข้าถึงได้จาก http://goo.gl/SU1sJw. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558

[29]เรื่องเดียวกัน.

[30]ธงชัย วินิจจะกุล, ประชาธิปไตยที่มีประมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ว่าด้วยประวัติศาสตร์

       การเมืองสมัยใหม่. 2556. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.

[31]ทางออก-ทางตัน ของ (สยาม) ประเทศไทยหรือ เราจะหลีกเลี่ยง กาลียุคได้อย่างไร . เข้าถึงได้จากhttp://www.charnvitkasetsiri.com/KaliYugaForTUrangsit.htm. สืบค้นเมื่อ 14 ธันวาคม 2558

[32]ทางออก-ทางตัน ของ (สยาม) ประเทศไทย หรือ เราจะหลีกเลี่ยง กาลียุคได้อย่างไร. เข้าถึงได้จากhttp://www.charnvitkasetsiri.com/KaliYugaForTUrangsit.htm. สืบค้นเมื่อ 14 ธันวาคม 2558

โดย ดร.รัสเซีย

 

กลับไปที่ www.oknation.net