วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Scene at the sea ภาพยนตร์รักที่มีเพียงสองเรา


Scene at the sea หรือ สองหัวใจโต้คลื่น

       ผมนำความคิดเห็นมาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์จากมุมมองของผู้ที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์คนหนึ่ง เพราะถ้าจะให้เขียนวิเคราะห์ถึงเทคนิคหรือวิธีการถ่ายทอดผ่านภาพของผู้กำกับแต่ละท่าน ก็ขอยอมรับว่าคงไม่มีความรู้อะไรที่จะไปเขียนถึงได้ ผมเพียงแต่กล่าวถึงเนื้อเรื่องของภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ได้นำเสนอในรูปแบบต่างๆที่หลากหลายรวมทั้งใช้เทคนิคนาๆชนิดผ่านมายังสายตารวมทั้งการรับฟัง ซึ่งทำให้เมื่อได้ชมภาพยนตร์แต่ละเรื่องแล้วนั้นจะได้ความรู้สึกอย่างไรบ้าง สิ่งที่นำมาถ่ายทอดผ่านตัวอักษรนั้นเป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น ไม่ได้ใช้สิ่งใดหรือมาตราฐานใดมาเป็นบรรทัดฐานในสิ่งที่เชียน ที่สำคัญเมื่อเป็นความคิดเห็นส่วนตัวก็จะมีอคติเจือปนเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มากบ้าง น้อยบ้าง คละกันไป

     ตัวอย่างที่ชัดเจนที่ผมใช้ความรู้สึกก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Scene at the ที่เคยดูแล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปกับกลายมาเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ประทับใจ ผมไม่แน่ใจว่าดูเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่น่าจะเกินกว่า 10 ปีมาแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังมีแต่แผ่น CD ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี 1991 กำกับโดย Takashi Kitano แต่หลังจากได้กับมาชมอีก ผมบอกได้แต่เพียงว่าหลงเสน่ห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแล้ว

      ดาราและผู้กำกับชาวญี่ปุ่น Takashi Kitano คนนี้น่าจะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยจากรายการ โหด มัน ฮา หรือ จากภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่เขาแสดงนำ อย่างเช่น Battle Royale นอกจากเป็นนักแสดงมากฝีมือแล้วชายผู้นี้เป็นผู้กำกับที่ได้รับการยอมรับว่าการทำหนังที่มีเอกลักษณ์แปลกแหวกแนวไม่มีใครเหมือน ถ้าจะหาใครที่สามารถทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์ เขียนบท แสดงนำ รวมทั้งตัดต่อด้วย เท่าที่ผมพอจะรู้มา ก็คงจะเป็น ทาเคชี คิทาโน่ ผู้นี้นี่เองละขอรับ

     หนังส่วนมากที่ คิตาโน่ กำกับนั้นจะเป็นแนวเกี่ยวกับยากูซ่าหรือไม่ก็ตำรวจ แต่ Scene at the sea นั้นแตกต่างไป จากพล็อตเรื่องที่ดูเรียบง่าย เริ่มจากที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หัดเล่นกระดานโต้คลื่น โดยมีแฟนสาวคอยเป็นกำลังใจให้ ถึงแม้คนรอบข้างจะขำขันกับการกระทำของเขา แต่เขาก็พยายามจนสามารถเล่นกระดานโต้คลื่นได้ จนในที่สุดก็ได้เข้าแข่งขันจนได้รับรางวัล

     แต่เมื่อเป็นคิตาโน่เป็นผู้เขียนบทเอง เขาก็ได้เติมรสชาติให้เนื้องเรื่องในแบบของเขา โดยเริ่มที่ Shigeru แสดงโดย (Kurodo Maki) เป็นชายหนุ่มซึ่งเป็นพนักงานเก็บขยะ วันหนึ่งเมื่อเขาเห็นกระดานโต้ที่หักแล้วถูกทิ้งอยู่ เขาจึงเก็บกระดานกับไปซ่อมและเริ่มหัดเล่นกระดานโต้คลื่นโดยมีแฟนของเขา Takako (รับบทโดย Hiroko Oshima) ที่คอยติดตามไปให้กำลังใจอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา

  

     ผู้คนที่เห็นชิเกรุหัดเล่นกระดานโต้คลื่นก็พากันขำขันกับการกระทำของชายหนุ่ม เพราะเห็นเขาใช้กระดานโต้คลื่นพังๆ อีกทั้งยังไม่มีอุปกรณ์ที่ครบถ้วนเหมือนคนอื่นๆ บางคนก็ขำขันเพราะว่าเขาเป็นใบ้และหุหนวกแต่ยังจะหัดเล่นกระดานโต้คลื่นอีก ใช่แล้วครับ หนังเรื่องนี้ให้ตัวเอกทั้งชิเกรุและทากาโกะแฟนของเขา เป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้  ทั้งชิเกรุและทากาโกะไม่ใส่ใจในท่าทีของคนอื่นๆ เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาหัดเล่นกระดานวันแล้ววันเล่าโดยมีทากาโกโกะมานั่งดูอยู่ตลอด  เมื่อบอร์ดที่เก็บมาได้นั้นพังไป ชิเกรุก็รอจนเงินเดือนออกเพื่อได้ซื้อบอร์ดใหม่ที่ดีขึ้น และ เขายังคงหัดเล่นกระดานโต้คลื่นจนสามารถโต้คลื่นได้จากที่เล่นไม่เป็นเลย เจ้าของร้านกระดานโต้คลื่นที่ขายของให้แก่เขา ได้สังกตการเล่นของเขาดีขึ้นจึงแนะนำให้เขาลงแข่งขัน ในวันแข่งขันชิเกรุเดินทางไปกับทากาโกะเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันแต่ตกรอบเพราะไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงประกาศเรียกชื่อ ชิเกรุยังคงตั้งหน้าตั้งตาเล่นกระดานโต้คลื่นโดยมีแฟนสาวอยู่ให้กำลังใจในตลอดเวลา จะเห็นเธออยู่กับชิเกรุในทุกที่ จนในที่สุด ชิเกรุก็ได้เข้าแข่งขันพร้อมกับได้รับรางวัล

  

     คิตาโน่ใส่ครบทุกรสชาติให้กับผู้ชม เขาเติมความรุนแรงลงในภาพยนตร์ผ่านความเงียบ นอกจากจะอัดความรันทดให้กับตัวเอกที่นอกจากจะเป็นใบ้หูหนวกแล้วยังมีอาชีพเป็นคนเก็บขยะ การที่เขามาหัดเล่นกระดานโต้คลื่นจึงเหมือนการมาอยู่ผิดที่ผิดทาง ฉากเด่นๆที่หนังแสดงถึงความเหยียดหยันต่อตัวเอก อย่างเช่นที่ปรากฎในหลายๆฉาก กลุ่มนักเล่น surf broad ที่พากันหัวเราะเยาะเย้ยชิเกรุเพียงเพราะตัวเอกมีอุปกรณ์ไม่ครบ ตรงกันข้ามกับคนที่มีอุปกรณ์ครบถ้วนถึงเล่นไม่ได้เรื่องอย่างไรก็ไม่มีใครมาหัวเราะเยาะ การทำร้ายกันแบบนี้มันก็ไม่แตกต่างจากภาพที่คนเราใช้อาวุธทำร้ายซึ่งกันและกันแต่อย่างใด

     แต่ในความรุนแรงนั้นบทหนังก็สอดแทรกความเอื้อเฟื้อ ความโอบอ้อมอารี ไว้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งไม่ลืมที่จะใส่อารมณ์ขันผ่านตัวละครอย่างคู่หูคิมูระ (ซึ่งเป็นการแสดงตลกแบบคู่หูญิ่ปุ่น)ผู้กำกับคิตาโน่เดินเรื่องโดยให้ตัวละครสมทบคนอื่นๆเข้ามาเสริมเติมแต่งรสชาติให้กับเนื้อเรื่องหลักได้เหมาะสมลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

     เขาเลือก Location สถานที่ที่ดูธรรมดา ไม่มีฉากวิวที่สวยงามกับภาพยนตร์เรื่องนี้แต่อย่างใด ทั้งๆที่ใช้ทะเลเป็นฉากหลัก ใช้ Costume แบบที่ผู้คนทั่วไปสวมใส่ (ในสมัยนั้น)เพื่อให้ได้ภาพที่ดูเรียบง่าย

  

     ส่วนสำคัญซึ่งเป็นพล๊อตหลักของหนังคือ ตัวเอกชิเกรุทึ่ลุ่มหลงการเล่นกระดานโต้คลื่น กับ ทากาโกะที่คอยสนับสนุนคนรักของเธอโดยตลอด การที่เขาต้องการให้ตัวเอกเป็นเหมือนม้านอกสายตาแต่ด้วยความมุมานะและการสนับสนุนจากคนรัก ก็ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับจากคนอื่นๆ ทุกๆฉากที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันนั้นไม่มีบทสนทนา เมื่อได้ชมแล้วกับได้อรรถรสของความรู้สึกที่ทั้งคู่มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง แค่ฉากที่ทากาโกะวิ่งกับมาหาชิเกรุที่ต้องเดินกับบ้านเพราะไม่สามารถนำบอร์ดที่ซื้อใหม่ขึ้นรถได้ ก็กินใจแบบหวานซึ้งแต่ไม่เลี่ยน

  

     อีกส่วนที่จะขาดไม่ได้ก็คือดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ประพันธ์โดย Joe Hisaishi (ยอดนักทำเพลงประกอบภาพยนตร์ชั้นครู) ที่ให้ความรู้สึกสอดคล้องกับภาพยนตร์ เมื่อไม่มีฉากสนทนาทำให้ดนตรีประกอบเป็นส่วนแสดงความรู้สึกของแต่ละฉากออกมาอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะ Main Theme เพลง "Silent love" (ไม่ใช่ เพลง silent love ของ สิงห์โต นำโชค นะครับ ของแท้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องของ Joe Hisaishi เท่านั้น)   

     หนังเดินเรื่องจนถึงตอนท้ายๆ ด้วยภาพที่ชายหนุ่มเดินโดยมีหญิงสาวติดตามไปด้วย ภาพหญิงสาวที่คอยเฝ้าดูเพื่อให้กำลังใจ จนมาถึงภาพหญิงสาวมองถ้วยรางวัลอย่างมีความสุข น่าจะเป็นการบอกถึงความเข้าอกเข้าใจกันของคนสองคนที่คอยเติมเต็มให้กันและกัน ถ้าผมเลือกเพลงไทยสักเพลงมาใช้กับหนังเรื่องนี้คงจะเป็นเพลง "เพียงเรา" ของเบิร์ดกับฮาร์ท แต่เมื่อเป็นผลงานของผู้กำกับอย่างคิตาโน่ ตอนจบก็จะหักมุมในแบบฉบับของตัวเขาเช่นกัน

      Scene at the sea อาจจะทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัดและไม่ชอบเลยก็ได้ เช่นเดียวกันกับที่บอกไว้ตอนต้นแล้ว การที่ผมรู้สึกชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงเป็นเพราะวัยและประสพการณ์ ทำให้รับรู้และเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น เมื่อได้ชมแล้วอาจจะเพิ่งตีความสิ่งที่ Takashi Kitano ต้องการจะสื่อผ่านภาพยนตร์ได้ แล้วก็ทำให้รู้สึกคลิกหนังเรื่องนี้แล้วมันก็ใช่เลย

ขอยก quote ที่ผมชื่นชอบ จาก The little prince อีกครั้ง

“The most beautiful things in the world cannot be seen or touched, they are felt with the heart.” 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

http://www.imdb.com/

https://en.wikipedia.org/

http://www.kitanotakeshi.com/

http://www.rottentomatoes.com/

http://asianwiki.com/

โดย MephistoWitchy

 

กลับไปที่ www.oknation.net