วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

์New York, New York กับ Trip อันแสนไกล


                     

New York , New York  กับ Trip อันแสนไกล

         เพิ่กลับจากไปตามฝันที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดามาอย่างหมาด ๆ  พอจะมีเวลาว่างก็รีบนำเสนอนิวยอร์คเป็นตอนแรกไว้ก่อนเลยใช่แล้วครับ  Trip นี้ไกลสุด ๆ   สำหรับสว. อย่างผมที่ต้องทนทรมานอยู่บนเครื่องบิน สิริรวมทั้งเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงกับแวนคูเว่อร์แล้ว 18 ชั่วโมง   เล่นเอาเส้นสายในลำตัวไม่ยอมจะช่วยเราเดินเลยเมื่อลงจากห้องขังลอยฟ้า    แถมได้เวลาหลับนอนตามปกติไกด์ทัวร์ก็ไม่ยอมให้เข้าที่พักอีก   พาไปตะลุยนิวยอร์คทั้ง ๆ ที่ง่วงและไม่ได้อาบน้ำซะงั้น   แต่เราทั้งหลายก็จำยอม  เพราะความอยากเที่ยวเป็นทุน  เมื่อย ก็เมื่อย  ง่วงก็ง่วง  แต่ก็... มาเถอะครับเดี๋ยวผมเล่าให้ฟังแบบที่เรียกว่าหลงจ้ง ( รวม ๆ )  ก็แล้วกัน 

              ผ่านการตรวจเข้มจากตม.( ตรวจมาก) ที่สนามบิน JFK   เป็นครั้งที่ 2 นับแต่ที่สนามบิน แวนคูเว่อร์  ก่อนเปลี่ยนเครื่องมานิวยอร์ค  ก็เพราะภัยจากผู้ก่อการร้ายในปัจจุบันนี่แหละ ที่ทำให้เราต้องถูก X- ray หลายรอบ   จากนั้นก็ขึ้นไปหลับ ๆ ตื่นในรถบัสตามความง่วงที่หลงเหลือ  ประมาณชั่วโมงครึ่งถึงเมืองแมนฮัตตัน   เพื่อที่จะลงเรือที่สวนสาธารณะแบตเตอรี่พาร์ค   อ้าว..เผลอข้ามไปละ  ขอย้อนไป  ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีเราได้ข้ามสะพานแขวนอันสวยงามและมีประวัติอันยาวนาน  คือสะพานแขวนบรู๊คลิน ( Brooklyn  Bridge )  ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก ทอดข้ามแม่น้ำอิสต์รีเวอร์ เชื่อมระหว่างเกาะแมนฮัตตันและย่านบรูคลิน ฟังไกด์ Brief อย่างรวดเร็ว ถึงความยาว ประวัติการสร้างอันน่าทึ่งเมื่อ 130 ปีก่อน  แต่ไม่ยักกะบอกว่าเกี่ยวกับหนังเรื่อง Brooklyn  หนัง Romantic Vintage ที่เราอยากดูหรือไม่  แต่ก็เอาเหอะ อย่างน้อยก็ได้นั่งรถผ่านเห็นวิวอันงดงามสองฝั่งสะพาน  รวมทั้งเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่บนสะพานก็พลอยได้บรรยากาศไปด้วยละ     ไปชมเทพีเสรีภาพ ( Statue of Liberty ) คนสวยกันดีกว่า

                 ไฮไลท์วันแรกของเราอยู่บนเกาะลิเบอร์ตี  เกาะเล็ก ๆ กลางอ่าวนิวยอร์ค    เราถือตั๋วราคา $ 18คนละใบ ลงเรือ Ferry  2 ชั้น  แต่ก่อนที่เท้าเราจะได้สัมผัสเรือ  พวกเราก็ได้รับการดูแลร่างกายกันทุกคนอีกรอบ   ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ    เจ้าหน้าที่เขาทำ Security Screening ทีละคน อีกแล้ว  เฮ้อ..น่าเบื่อ    แล้วเรือขนาดจุผู้โดยสาร 130 คนก็ วิ่งเอื่อย ๆ ขยายภาพเทพีเสรีภาพที่มองเห็นไกล ๆ ตอนเราอยู่ที่ท่าเรือให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามความตื่นเต้นของเรา  พอเรือห่างฝั่งอยู่กลางอ่าว เราก็ร้อง “ Oh my God “  เปล่าหรอกนะ  เสียงฝรั่งบนเรือรำพึงตะหาก  อันลาวอย่างเราก็ได้แต่ชวนชี้ ชวนชมกับศรีภริยาให้มองย้อนกลับไปทางด้านฝั่งแผ่นดินใหญ่ เห็นเมืองนิวยอร์คที่มีตึก New World Trade และตึก Empire State แทรกตัวอยู่

 

                                                 (    มุมมองเกาะแมนฮัตตันจากกลางอ่าวนิวยอร์ค )

                  

                     มองไปด้านหน้าเรือก็เห็นเทพีเสรีภาพชัดเต็มตาด้วยขนาดใหญ่โตเมื่อเทียบกับขนาดของนักท่องเที่ยวมากมายที่อยู่ด้านล่างตรงทางเดินรอบเกาะ

และส่วนหนึ่งที่ตีตั๋วราคาพิเศษได้ขึ้นบันไดเลื่อนที่อยู่ภายในตัวอนุสาวรีย์ขึ้นไปอยู่ด้านบนที่เป็นฐานสี่เหลี่ยมของอนุสาวรีย์  ทำให้เห็นภาพเปรียบเทียบระหว่างผู้คนกับความสูงใหญ่ของตัวเทพีเสรีภาพซึ่งสูงจรดปลายคบเพลิงถึง 93.3 เมตรได้อย่างชัดเจน     นับเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจของผู้มาเยือนเสียนี่กระไร   และแล้วก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่กล้องนิคอนคู่ใจเราทำงานหนัก  รวมทั้ง Samsung S6 ก็ไม่น้อยหน้าที่เราต้องเอาความทรงจำมาใส่ไว้แล้วส่งไลน์ไปอวดชาวบ้านที่กรุงเทพฯทันที 

              แม้เป็นวันศุกร ก็ปรากฎว่านักท่องเที่ยวพากันมาชมอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่านี้อย่างมากมาย  เรือเฟอรี่ผลัดเวียนกันมาและกลับออกไปอย่างไม่ขาดสาย  มองไปบนท้องฟ้าเห็นเฮลิคอปเตอร์บินวนไปมาไม่ต่ำกว่า 3 ลำ   ทีแรกผมก็คิดว่าเขารักษาความปลอดภัยกันเข้มเหลือคณา  แต่ถามไปถามมาได้ความว่า  นั่นมันเป็นบริการระดับ First Class โฉบไปร่วมชมอนุสาวรีย์ฯและสถานที่สำคัญๆ ในบริเวณนั้นเช่น เกาะ Ellis หรือตึกสูงอันมีชื่อเสียงของคนระดับเศรษฐี  พร้อมกับก้มลงมามองพวกเราอย่างเย้ยหยัน  ฮ่า ๆ   รวยซะอย่าง (  พวกเขาคงคิด)   แต่เอาเหอะ  พวกเราก็นินทาเขาและเปรียบเทียบว่า  คนที่บินอยู่ข้างบนก็ดีแต่ได้มองมุมสูง  สู้เราไม่ได้ที่ได้มีโอกาสแหงนคอตั้งบ่าเพื่อถ่ายรูปมุมสูงเสียดฟ้าแบบเห็นตั้งแต่เท้าที่มีโซ่ตรวนถึงคบเพลิงที่เทพีฯถืออยู่ตามสไตล์มาตรฐานของไทยเรา   “ นี่เห็นมั้ย... เป๊ะเลย ”  ผมโชว์ฝีมือถ่ายภาพให้ภรรยาดู  อิๆ  

                        

              ชื่นชมเทพียักษ์สีเขียว ๆ อยู่ได้ไม่นาน  เราถูกต้อนลงเรือเพื่อกลับขึ้นฝั่ง  นกนางนวลสิบกว่าตัวบินโฉบมาส่งเราดูเจี๊ยวจ๊าว เหมือนจะบอกว่า “ แล้วกลับมาอีกน้า "  อ้าวเริ่มเพ้อซะแล้วเรา  ยังไม่ทันไรเลย ... แล้วเราก็โบกมือลาเทพีคนงามให้เธอยืนถือคบเพลิงต่อไปอย่างอาลัย อาวรณฺ์

                    

                                                                     (   เรือ Ferry  ที่รับส่งนักท่องเที่ยว )

     ก่อนเวลาอาหารกลางวัน  เราไปต่อกันที่อนุสรณ์สถาน 9/11( National September 11 Memorial)   ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน โดยนั่งรถบัสต่อไปประมาณ 15 นาที  คราวนี้ได้มายืนอยู่ใกล้ ๆ อาคาร World Trade Center หลังใหม่  เป็นอาคารที่ถูกสร้างทดแทนตึกแฝด World Trade Center เดิมทั้งสองตึกที่ถูกเครื่องบินที่ผู้ก่อการร้ายขับพุ่งชนโดยเจตนาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544  เรียกใหม่ว่า New World Trade Center ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่ 5 หลัง  แต่ตึกที่โดดเด่นสวยงาม และสูงที่สุดคือ ตึก One  World Trade Center  ที่ผู้คนถือว่าหลังนี้แหละเรียกว่าตึก New World Trade  โดยมีรูปทรงโมเดอร์นที่ดูแล้วเหมือนแท่งแก้วปริซึมสีเงินวาววับปลายเรียวแหลมขึ้นไป แต่แท้จริงแล้วโครงสร้างเป็นอาคารคอนกรีตสี่เหลี่ยมด้านเท่าที่ถูกห่อหุ้มด้วยสเตนเลสสตีลสะท้อนแสงเห็นชัดแต่ไกล มีความสูง 541 เมตร  บนพื้นที่ใช้งานจำนวน  104 ชั้น

               

        

                 ตรงนี้จึงเหมือนเป็นสัญญลักษณ์ที่ใครต่อใครต้องมายืนถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แบบว่าช่างภาพต้องตะแคงคอถ่ายให้เห็นถึงยอดตึกตามฟอร์มเดิมอีก  และต้องไม่ลืมที่จะไปยืนตรงที่ฐานของตึก World Trade เดิมทั้ง 2 ตึก ที่เขาไม่ได้สร้างอาคารใหม่คร่อม  แต่ได้ทำเป็นสระคอนกรีตสี่เหลี่ยมด้านเท่าขนาดใหญ่ ภายในมีน้ำตกไหลจากขอบสระลงไปในสู่หลุมสี่เหลี่ยมตรงกลางทุกด้าน ประหนึ่งจะหลอมรวมจิตใจคนที่ยืนรายล้อมนั้นให้ระลึกถึงดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตที่ถูกทับถมจมอยู่ใต้นั้น  เรียกว่า South Pool  และ North Pool แทนที่ แล้วจารึกชื่อผู้เสียชีวิตบนแผ่นแกรนิตรอบ ๆ ขอบสระ ซึ่งแม้ปัจจุบันก็ยังเห็นมีช่อดอกไม้วางอยู่ตรงชื่อเหล่านั้นอยู่ประปราย

                                                 (   สระน้ำคอนกรีตสร้างแทนที่ตึก World Trade Center  )

               

                 

   พวกเราวนเวียนถ่ายรูปและอ่านป้ายคำอธิบายต่าง ๆ อยู่ตรง South Pool  อย่างระรื่น   แต่ที่จริงเราก็ลืมไปว่าควรจะตีหน้าราบเรียบให้เข้ากับบรรยากาศแทนที่จะยิ้มโชว์ตีนกาถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เพราะเป็นสถานที่ไว้อาลัย กระทั่งเรียกบริเวณนี้ว่า Ground  Zero  ไม่ใช่มาแสดงความยินดีเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป   Oh.. I ‘m sorry  ผิดไปแล้วจ้า ( ได้แต่นึกอยู่ในใจ)   

            แล้วก็ได้เวลาที่ท้องเราเรียกร้องให้เติมของอร่อย ๆ   มื้อแรกบนแผ่นดินอเมริกาเป็นบุฟเฟท์อาหารญี่ปุ่น   บ๊ะนี่ฉันไม่ถนัดอาหารประเภทนี้ซะด้วย   แต่พอย่างเท้าเข้าไปในร้าน  โห... ฉันต้องเปลี่ยนใจตัก ๆ  ๆ  แล้วก็ตักอาหารบนถาดที่หลากหลายเสียจนไม่สามารถชิมได้หมด   และเราก็พากันชมว่า  “ เออของเขาเยอะอย่างชนิดที่ไม่เคยเห็นในเมืองไทยมาก่อน  “ 

              อิ่มท้องแล้วไปขึ้นตึกเอ็มไพร์สเตท [Empire State Building] กันดีกว่า

                  

             ใครที่เคยขึ้นตึกเบิร์ดคาลิฟาที่ดูไบแล้ว อาจจะร้อง  “ เชอะ ตึกนี้สูงไม่เท่าไหร่หรอก ”    แต่สว.อย่างเรายังไงก็ตื่นเต้นที่จะได้ขึ้นตึกที่คิงคองเคยขึ้นมาขย่มในหนังฮอลลีวูดดังเมื่อตอนเรายังเป็นวัยรุ่น ฮ่า ๆ แล้วเราก็จะได้ชมเมืองนิวยอร์คแบบพาโนราม่าด้วย  และแล้วหลังจากแต่ละคนถือตั๋วราคา $ 22 ( แพงจัง ) เพื่อต่อคิวยาวเหยียด และผ่าน Security Screening ตามธรรมเนียม  เราก็ปรื๊ดขึ้นมาถึงชั้นที่ 86 จากความสูง 102 ชั้นของตึก  ได้เห็นวิวตึกสูงจำนวนมากเบียดเสียดกัน  เห็นตึกสำคัญ ๆรวมทั้งตึก World Trade Center  ไกลออกไปหน่อยเป็นทะเลที่สามารถมองเห็นเทพีเสรีภาพอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ไกลลิบลับ   และบางมุมที่เราสามารถเดินเป็นวงกลมรอบตึกก็จะเห็นแม่น้ำซึ่งเป็นสีน้ำเงินเชื่อมต่อจากทะเล

              

           

                สรุปว่าเราได้เก็บเกี่ยวอาหารตาบนมุมสูงลิ่วแบบ 360 องศาของเมืองดังระดับโลกจนอิ่มเอมเลยทีเดียว

Times Square  &  Central Park

         บ่ายแก่ ๆ แล้ว หลังจากเราดื่มด่ำกับศิลปะในตึกเอ็มไพร์สเตทกับวิวของเมืองนิวยอร์คแล้ว  เราก็ไปต่อกันที่ ย่านการค้าที่โด่งดังและเจริญที่สุดของอเมริกา นั่นคือ Times Square  ที่อยู่ตรงจุดตัดระหว่างถนนบรอดเวย์กับถนนเซเว่นเอเวนิว กลางมหานครนิวยอร์ค  ไกด์ทัวร์ให้เวลาเราชิล ๆ กับหนุ่มสาวชาวอเมริกันและนักท่องเที่ยวนา ๆ ชาติบนทางเท้า 2 ฟากถนน 1 ชม.เต็ม กับการชมสถานที่ ๆ เราเคยพบเห็นในภาพยนต์หลายเรื่อง  อีกทั้งเคยเห็นการ Count Down สู่ปีใหม่ที่ตระการตาทุกปี

                  

                                                          (   สองสาวท้าลมหนาวที่ Time Square )

                                                           ( Naked Cowboy คนนี้จะโชว์อะไรกันแน่  ไม่ยักจะมีหมวกวางไว้ )

 เออ  ก็ดูจะเฮฮาปาร์ตี้  คึกคัก ไปกับบรรยากาศของตึกสูง  ฝูงชน  ปนแหล่งบรรเทิง  ของนครที่มีชื่อเสียงระดับโลก  บางครั้งก็แอบถ่ายรูปกับฝรั่งที่แต่งแฟนซีแปลก ๆ เพื่อรอค่าทิปจากเรา ทำให้เราลืมคำว่าสว.ของเราไปพักหนึ่งเหมือนกัน

            เมื่อยนักก็ซื้อกาแฟไปนั่งจิบบนอัฒจรรย์คอนกรีต ( ทำไว้ทำไมก็ไม่รู้  ) เหล่ผู้คนปะปนกับวัยรุ่นให้เท่ ๆ เสียงั้น  มิใช่อะไร  เมื่อยมากครับ และเดินมาเจอที่นั่งพอดี

                

               เราก็ได้เพียงแต่นั่งเมียงมองสาว ๆบ้าง ตึกสำคัญ ๆ อย่างตึกนิวยอร์คไทม์บ้าง  โรงละครบรอดเวย์ทั้งหลายบ้าง    และก็รวมทั้งป้ายไฟขนาดมหึมาเต็มท้องฟ้าบ้าง พอที่จะเก็บเกี่ยวไว้ใน SD Card ของกล้องเรา   กระทั่งกาแฟรสจืดชืด หมดแก้วก็พอดีได้เวลาไปต่อที่ Central Park  สวนสาธารณะที่ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

              แต่แล้วก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรงที่ได้เข้าไปสูดอากาศภายใน Central Park  ได้เพียง 20 นาที ไม่ทันจะได้สัมผัสกับบรรยากาศอันแท้จริงของความอลังการณ์แห่งธรรมชาติของสวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่มีเนื้อที่ถึง 2132.79 ไร่ ( 843 เอเคอร์)   “  ก็เวลาเรามีแค่นั้น “  เป็นคำพูดปลอบใจกันเองของลูกค้าทัวร์ของบริษัทนี้   แต่เอาละอย่างน้อยเราก็ได้ทำเนียนไปนั่งอยู่กลางกลุ่มของหนุ่มสาวที่เขาพากันมานั่งเล่น นอนเล่นอาบแดดกันที่สนามหญ้าอันเขียวขจี

             

            

     “ แค่นี้เองแย่จัง นึกว่าจะได้เดินไปถึงทะเลสาปกลางสวน “  ผมบ่นให้คนข้าง ๆ ฟัง   แล้วก็มีเสียงสะท้อนกลับว่า  “ อยากมากับชะโงกทัวร์ก็เป็นงี้แหละ “  เออ  จริงของเธอ    แล้วก็เป็นอันว่าพวกเราต้องทิ้งความเสียดายที่ไม่ได้เดินไปชมส่วนต่าง ๆ ของสวนสาธารณะที่วางแปลนไว้สุดจะหลากหลาย  อาทิมีทะเลสาปขนาดใหญ่  สนามเด็กเล่น สวนสัตว์  ลานกีฬา  ส่วนแสดงรูปปั้นแกะสลัก   สถานบันเทิง  สวนดอกไม้ ฯลฯ  เพราะได้เวลาอาหารเย็นที่ร้านอาหารจีน และเข้าที่พัก( โรงแรม ฮิลตัน ) 

                 ก็เป็นอันว่าเรื่องเล่านิวยอร์คแบบย่อ ๆ ของผมก็คงต้องเอวังลงด้วยประการที่จะให้มีสาระพอประมาณ  ไม่ยืดยาวดั่งสารคดีท่องเที่ยว  ก่อนจบผมอยากจะบอกท่านเหมือนเพลงที่คุณลุง Frank Sinatra แกร้องเพลง New York , New York ช่วงหนึ่งว่า“ I want to wake up in the city that  never sleeps “

              ครับวันนั้น ผมคิดในใจตามนั้นเลย  แล้วพบกันใหม่ภาค 2 ครับ  

โดย สาครงค์

 

กลับไปที่ www.oknation.net