วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สติปัฏฐานสี่ การรู้ตนเอง (ตอนที่ 1 )


บทความนี้ค่อนข้างยาวหลายตอน ผมพยายามเขียนให้ง่ายเท่าที่ความสามารถจะพึงมี จากการศึกษาและปฏิบัติมาระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นผู้อ่านพึงอ่านด้วยการพิจารณาไตร่ตรอง

ศาสนาพุทธเป็นคำสอนที่พระบรมศาสดาสอนให้เรารู้ตัวเราเอง ไม่ต้องอาศัยพึ่งพิงปัจจัยภายนอก ให้พัฒนาตัวเราเองจนสามารถเป็นที่พึ่งของตนเองได้  ปฏิบัติจิตใจเราจนรู้ตื่นรู้แจ้งด้วยตนเอง จนเป็นพุทธะ  ด้วยคำสอนที่พระองค์ชี้แนะ จนเราเข้าใจและเห็นคำสอนนั้นด้วยจิตที่เห็นแจ้งด้วยตัวเราเอง นี่คือ ธรรมะ  ตัวผู้ปฏิบัติที่เดินตามทางพุทธองค์ คือสังฆะ  นี่คือ ไตรสรณคมณ์ที่เกิดขึ้นในตัวเราเอง  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้  การยึดไตรสรณคมณ์ภายนอก เช่น พระพุทธรูป ตำราพระไตรปิฏก  พระสงฆ์  เหล่านี้เป็นเพียงเครื่องช่วยเท่านั้น สุดท้ายทางเหล่านั้นเราต้องเป็นผู้เดินไปเอง  ต้องเห็นเอง

ดังนั้นการปฏิบัติจึงสำคัญ การอ่าน การเข้าใจถ้อยคำตัวอักษร เรียนจบนักธรรมชั้นใด จบเปรียญไหน ถ้าไม่ปฏิบัติที่กายและใจตนเองนี้  ก็ได้เพียงว่าเรียนจบตามหลักสูตรเท่านั้น เป็นเครื่องแสดงชั้นภูมิว่ารู้ตำรามากกว่ากันแค่ไหน

การปฏิบัติ มีสองลักษณะ คือ แบบเป็นพิธีการในสำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ข้อดีคือ ตัดภาระเรื่องราวที่พันพัวออก การปฏิบัติเช่นนี้ เหมือนการมีครูสอนว่ายน้ำ ให้เราหัดว่ายในสระน้ำ มีตัวแปรน้อย จนจิตใจแข็งแรง พอที่จะออกไปรับสภาพความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติดังนี้  จำต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ มาใช้ในชีวิตประจำวันด้วย  มิเช่นนั้นก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติ

อีกแบบคือ การปฏิบัติที่พยายามฝึกในชีวิตประจำวัน ใช้แบบฝึกหัดที่ต้องเจอในแต่ละวันเป็นที่ฝึก ข้อดีคือ  เหมือนคนว่ายน้ำในทะเล เจอปัจจัยหลากหลาย  ถ้าผ่านไปได้ จิตใจก็แข็งแกร่ง ข้อเสียคือ  ปฏิบัติยาก

บทความต่อไปนี้ ถือเสียว่า เป็นการเล่าสู่กันฟัง ในเรื่องการปฏิบัติธรรม  ขอเริ่มในตอนแรกเลยครับ


คงได้ยินได้ฟังกันมามากสำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม ที่ยึดแนวทาง สติปัฏฐานสี่   ทุกคนต่างจำได้ว่า

 มี กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และ ธรรมานุปัสสนา กล่าวโดยย่อก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งหมดสี่ฐาน
คนที่ไม่ศึกษาธรรม หรือไม่ได้นับถือพุทธ หรือคนที่นับถือพุทธเพียงชื่อ คนที่ไม่ชอบเข้าวัด เพียงได้ยินชื่อเท่านี้ ก็โบกมือลา และคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เอาไว้ตนเองว่างจากการทำมาหากินก่อน แก่ตัวแล้วค่อยมาศึกษาปฏิบัติ หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวในชีวิตนี้ ตอนที่อ่านอยู่นี้ก็มีอยู่ มีตลอดเวลา คำถามคือ มันอยู่ตรงไหน

ในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมนี้แก่ชาวกุรุ เป็นการแสดงแก่ชาวบ้านด้วย นั่นแสดงว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของคนที่เป็นนักบวชเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ ชาวบ้านก็จำเป็นเช่นกัน เพราะนี่เป็นทางสายเอกเพียงสายเดียวที่จะทำให้ล่วงพ้นจากความทุกข์ ความเศร้าโศก ที่มีเป็นประจำในผู้คนทั้งหลาย

กาย เวทนา จิต ธรรม การที่จะอธิบายด้วยภาษาพระแบบนี้ ผู้ที่ไม่เคยร่ำเรียนธรรมศึกษามาย่อมยากที่จะเข้าใจ เพราะเคยมีคนมาเล่าให้ฟังว่า ชอบไปวัดไปฟังพระเทศน์ แต่เขาเล่าว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องได้แต่พนมมือร้องสาธุไปอย่างนั้นเอง และรู้สึกว่ามันดี เพราะได้ใกล้พระ เป็นสิริมงคล เวลาไปปฏิบัติธรรมก็ไปกับเขา เขาให้เดินก็เดิน ให้นั่งก็นั่ง ให้ปิดปากก็ปิดปากไม่พูดอะไร เลยถามต่อว่ารู้ไหมที่ให้ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เขาก็ตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน ทำตามๆกันไป
ลักษณะเช่นนี้ มีไม่น้อย เหมือนดังคาถาหนึ่งในธรรมบท ที่ว่า คนพาลแม้นั่งใกล้บัณฑิต ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนทัพพีที่จุ่มอยู่ในน้ำแกง แต่ไม่รู้รสน้ำแกง

 


กาย เวทนา จิต ธรรม ถ้าพูดแบบที่เข้าใจง่ายๆก็หมายถึง ร่างกายเรานี้ที่ยังมีชีวิต เพราะยังหายใจได้ เคลื่อนไหวไปมา มีอิริยาบท ยืนเดินนั่งนอนเป็นปกติ มีความรู้สึกที่เป็นการตอบรับกับสิ่งแวดล้อมทั้งการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส ได้นึกคิด ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้จิตใจตนเองยินดี ยินร้าย ชอบ ไม่ชอบ รัก ไม่รัก บางทีก็เฉยๆ ออกไปต่างๆนานา โดยมีเรื่องราวที่มาประกอบทำให้จิตใจเราหวั่นไหวไปกับสิ่งเหล่านี้

ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ คงตอบตนเองได้แล้วใช่ไหมว่ามันเป็นชีวิตตนเองทุกเมื่อทุกวัน ยามที่ตื่นอยู่

ดังนั้น กายเวทนา จิต ธรรม จึงเป็นสากลของคนทุกคนบนโลก ที่ทุกคนมีอยู่ประสบอยู่ แต่ไม่รู้ตนเอง 
เปรียบเหมือน ไม้สี่อัน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม มันรัดติดกัน ด้วยหนังยางที่มีชื่อว่า อวิชชา
พระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่มีอยู่ สามารถเห็นเองได้ พระองค์สอนวิธี ที่จะแยกไม้ สี่อันนี้ออกจากกัน


และวิธีการแยกไม้สี่อันนี้ออกจากกัน  ก็คือ การปฏิบัติ สติปัฏฐาน สี่ 

ชีวิตเราที่ตั้งแต่ยังจำความได้ หรือทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ส่วนที่เป็น กาย เวทนา  จิต และ ธรรม ทั้งสี่นี้ มันถูกผูกมัดติดกันทุกครั้ง จนทั้งสี่นี้เป็นตัวตน มีเรา ขึ้นมา เราจึงทำอะไรต่ออะไร โดยมีสิ่งนี้เป็นผู้รับเป็นผู้กระทำ สิ่งใดที่ให้ความรู้สึกว่าสุข  สิ่งใดที่ให้ความรู้สึกว่าทุกข์  ก็จดจำ และคิดปรุงแต่งในการที่จะแสวงหาหรือผลักไสออกไป อธิบายอีกนัยหนึ่งก็คือ

กายทำหน้าที่  มีเครื่องรับ รับสิ่งเร้าภายนอก  (กาย )

แปลออกมาเป็นความรู้สึก  (เวทนา)

จิตใจยึดติดความรู้สึกที่ได้รับ รู้สึกสุขก็อยากได้ รู้สึกทุกข์ก็อยากหนีหรือผลักไส รู้สึกเฉยๆก็ยังไม่มีอะไรต่อไปเพราะสิ่งเร้านั้นยังไม่แรงพอที่จะทำให้สุขหรือทุกข์  (จิต )

จิตก็พัวพันกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ( ธรรม )

 ซึ่งก็มักหนีไม่พ้นจาก ความอยาก ความโลภ ความขุ่นเคืองชิงชัง ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความซึมเซาหดหู่ ความลังเลสงสัย ตัดสินใจไม่ได้  (ทั้งหลายเหล่านี้ ภาษาพระท่านเรียก นิวรณ์ เป็นกิเลสที่กลุ้มรุมจิตมีในคนทุกคน)

คนที่เป็นคนดี คนชั่ว ก็มีกันทั้งนั้น ไม่มีเว้น  เพียงแต่บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เขาไม่ล่วงออกมา ทาง กาย วาจาจนผู้อื่นต้องเดือดร้อน  และเขามี จิตที่ประกอบด้วย หิริ โอตัปปะ คือความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป จึงไม่ผิดศีล

ส่วนคนที่ได้ชื่อว่าชั่ว นิวรณ์ ที่ประกอบจิต ก็พาให้กายนี้ แสดงอาการออกมาทางการกระทำ ทั้งกายและวาจา ซึ่งย่อมนำความเดือดร้อนแก่ตนและผู้อื่น

เพราะนิวรณ์ที่มีประจำจิตนี้ จึงทำให้คนทุกผู้คน ยังต้องพบกับความทุกข์ โดยเสมอกัน แม้ว่าบางคนดูแล้วน่าจะมีแต่ความสุข ทั้งร่ำรวย ทั้งมียศศักดิ์ฐานะ มีผู้ยกย่องสรรเสริญ มีผู้เคารพกราบไหว้ เราจึงพบว่า คนจนก็ทุกข์แบบหนึ่ง คนรวยก็ทุกข์แบบหนึ่ง ฆราวาสก็ทุกข์แบบหนึ่ง บรรพชิตก็อาจทุกข์อีกแบบหนึ่ง

 

ทั้งนี้ก็มาจาก เราไม่รู้จักตนเอง คนเราเรียนรู้วิชามามากมาย จนไปถึงดาวอังคารได้ วิชาความรู้เหล่านั้นเป็นวิชาทางโลก มีประโยชน์เพื่อเกื้อกูล กายนี้ให้ได้รับความสะดวกสบาย วิทยาการสมัยใหม่ การแพทย์ที่เจริญสิ่งเหล่านี้ทำให้เรายึดติด และแสวงหามากขึ้น เราเรียกปัญญาเหล่านี้ว่า ปัญญารู้ติด

แต่ความรู้อีกชนิดหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน เป็น ความรู้ ที่เป็นปัญญาที่รู้พ้น เป็นความรู้ที่สอนให้รู้จักตนเอง  ยิ่งรู้ยิ่งเบาสบาย ยิ่งรู้ยิ่งประสบความสงบสุข ยิ่งรู้ยิ่งปล่อยวาง ยิ่งรู้ตนเองมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้จักผู้อื่นมากขึ้นเท่านั้น  ผิดกับความรู้ที่รู้ติด รู้แต่ภายนอก แต่กลับไม่รู้ตนเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่มักจะโทษผู้อื่นเสมอ ไม่เห็นกิเลสตนเอง เห็นแต่กิเลสผู้อื่น

ก่อนที่จะเข้าไปทำความเข้าใจกับสติปัฏฐานสี่ คงต้องเข้าใจความหมายของคำว่า รู้ กับ คิด และคำว่า สติก่อน

 ขอยกไปตอนต่อไปครับ

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net