วันที่ พุธ มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธรรมคือสิ่งทั้งปวง เป็นอนัตตา (๗/จบเนื้อความ)


 พุทธบูชา  ธรรมบูชา  สังฆบูชา

 

ธรรมคือสิ่งทั้งปวง เป็นอนัตตา

 

 

ทรงแสดงอนัตตาในขันธ์ ๕

"ภิกษุทั้งหลาย

รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ  เป็นอนัตตา"

(ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นสังขาร จึงล้วนเป็นอนัตตา

ไม่มีตัวตนเป็นแก่นแท้ หรือไม่เป็นของตัวของตนแท้จริง

ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย)

หากรูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ 

เป็นอัตตา(มีตัวตน หรือเป็นของตัวของตนแท้จริง)แล้วไซร้

มันก็จะไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ(ความขุ่นข้อง แปรปรวน เจ็บป่วย  อันล้วนเป็นทุกข์)

ทั้งยังจะได้ตามใจปรารถนาในรูป....ในเวทนา....ในสัญญา....ในสังขาร....ในวิญญาณ ว่า

"ขอรูป....ขอเวทนา....ขอสัญญา....ขอสังขาร....ขอวิญญาณ 

ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย"

แต่เพราะเหตุที่รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ เป็นอนัตตา

ดังนั้น รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ

(กล่าวคือ ย่อมไม่สามารถไปบังคับบัญชาไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วยได้ดังใจปรารถนา

ดังแสดงไว้ในอาทีนวสัญญา)

และใครๆก็ไม่อาจได้ตามความปรารถนาใน

รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ ว่า

"ขอรูป....ขอเวทนา....ขอสัญญา....ขอสังขาร...ขอวิญญาณ 

ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย"

"ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมีความเห็นเป็นไฉน ?"

"รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง?"

(พระพุทธเจ้า ตรัสถามทีละอย่างในรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ)

"ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า" (ภิกษุทั้งหลายตอบ)

"สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข?"

"เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า"

"ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ควรหรือที่จะเฝ้าเห็นสิ่งนั้นว่า

นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ?"

"ไม่ควรเห็นเป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า"

"ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล

รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทั้งภายในและภายนอก

หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ ทั้งหมดนั้น

เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้อง ตามที่มันเป็นว่า

"นั่นไม่ใช่ของเรา  เราไม่ใช่นั่น  นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา"

(อย่างเป็นแก่นแกนแท้จริง เพราะล้วนอนัตตา)

(สํ.ข. ๑๗/๑๒๗-๑๒๙/๘๒-๘๔ , พุทธธรรม น.๖๙)

พุทธพจน์

"ภิกษุทั้งหลาย 

เราจักแสดงขันธ์ ๕  และอุปาทานขันธ์ ๕    เธอทั้งหลายจงฟัง"

"ขันธ์ ๕  เป็นไฉน ?   

รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ    อันใดอันหนึ่ง  

ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  ปัจจุบัน,    เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม,  

หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม,   ทรามก็ตาม ประณีตก็ตาม,  ไกลหรือใกล้ก็ตาม 

เหล่านี้ เรียกว่า  ขันธ์ ๕"

"อุปาทานขันธ์ ๕  เป็นไฉน ?   

รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ    อันใดอันหนึ่ง  

ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  ปัจจุบัน,    เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม,  

หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม,   ทรามก็ตาม ประณีตก็ตาม,   ไกลหรือใกล้ก็ตาม  

ที่ประกอบด้วยอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน(ถูกอุปาทานครอบงำนั่นเอง)เหล่านี้ 

เรียกว่า  อุปาทานขันธ์ ๕"

(สํ.ข. ๑๗ / ๙๕-๙๖ /๕๘-๖๐)

"ภิกษุทั้งหลาย 

เราจักแสดงธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน  

และตัวอุปาทาน   เธอทั้งหลายจงฟัง.”

"รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ  

คือ ธรรม(สิ่ง)อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน   

ฉันทราคะ(ตัณหา)ในรูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ 

นั้นคือ  อุปาทานในสิ่งนั้นๆ"

(ฉันทราคะ ความชอบใจจนติด หรืออยากอย่างแรงจนยึดติด คือตัณหา 

อันเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทานครอบงำ

อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม)

(สํ.ข. ๑๗ / ๓๐๙ / ๒๐๒)

 

ติลักขณาทิคาถา

(สามัญญลักษณะ ๓  อันนำไปสู่นิพพาน)

สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ       

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา  

เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง

นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด

สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,           

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา  

เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง

นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ          

เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา  

เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง

นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด

อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน  

ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย, ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก

อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานาวะติ           

หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี่เอง

เย จะโข สัมมะทักขาตา ธัมเม ธัมมานุวัตติโน   

ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว

เต ชะนาปา ระเมสสันติ มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง  

ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน; ข้ามพ้นบ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก

กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต          

จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว

โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง    

จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ จงละกามเสีย, เป็นผู้ไม่มีความกังวล

ตัตราภิระติมิจเฉยยะ หิตวา กาเม อะกิญจะโน

จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพานอันเป็นที่สงัดซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยาก

คัดลอกมาจาก

http://www.nkgen.com/735.htm

 

 

ขอบพระคุณ

ท่านผู้เขียน  ท่านเจ้าของลิงค์  ท่านเจ้าของภาพทางอินเตอร์เนต

ท่านเจ้าของคลิปเพลง

ภาพ-คำ  จากอาโป เวลาสวัสดิ์ ก้อนหินยิ้ม

และ

อาโป...ที่กรุณาส่งลิงค์นี้มาให้

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net