วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สติปัฏฐานสี่ การรู้ตนเอง (ตอนที่ 2 )


จากตอนที่แล้ว ที่ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า เราควรรู้จักกับ คำว่า  รู้  คิด  สติ  ก่อน  ตอนที่ 2 นี้ ก็ขอขยายความดังกล่าว

ปกติชีวิตที่เราดำเนินอยู่ทุกวันนี้ การ รู้ กับ การคิด มันแทบเป็นสิ่งเดียวกัน แยกไม่ออก ทุกครั้งที่เราเห็น ทุกครั้งที่เราได้ยิน ทุกครั้งที่เราชิม หรือดม หรือสัมผัส มันรวดเร็วดังสายฟ้า แค่เห็นก็คิดและตัดสินใจ แค่ได้ยินก็คิดและคิดเรื่อยเปื่อย เหมือนภาษาที่เราชอบใช้กันว่า ชอบมโน

เพราะกระบวนการทางจิตมันรวดเร็วนัก เพียงกายที่ทำหน้าที่ ประสาทสัมผัสต้องกับสิ่งเร้า การ รู้ เกิดขึ้นดังนั้น ความจำเก่าก็ก่อตัวออกมา ความคิดก็ก่อเกิด ทันที ชอบไม่ชอบ มีเรื่องราวที่ประกอบออกมาทันทีเดี๋ยวนั้น เช่นเดินไปเห็นเสื้อผ้า เหลือบไปเห็นป้ายลดราคา ความคิดอยากซื้อมันเกิด ทั้งหมดนี้เกิดภายในไม่เกินสองวินาที  เปิดดูเฟสบุ๊ค  เจอข้อความ(การรู้ ที่เกิดจากการเห็น และมีการรู้ที่เป็นความจำว่า เส้นสายนั้นๆที่เห็น มีความหมายว่าอะไร) เป็นข้อความจากคนที่เราไม่ชอบ  เกิดขุ่นเคืองขึ้นมาทันที(การรู้ ที่เป็นความคิด) ขบวนการเหล่านี้เร็วมากๆ เปรียบเหมือน กาย เวทนา จิต ธรรม ไม้สี่ก้าน ถูกรวบเข้ามาในคราวเดียวแยกกันไม่ออก  ดังนั้นเขาถึงมีการเตือนเสมอว่า ทำอะไรให้มีสติ สติในที่นี้ คือการระมัดระวังอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามไม่รอบคอบ คือจะทำอะไรให้ใจเย็นๆ คนที่มีสติเยี่ยงนี้ทำอะไรก็ไม่เสียงาน ไม่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ นี่คือความหมายของคำว่า สติ โดยทั่วไป

แต่สติปัฏฐาน คือ สติ ที่ย้ำลงไป ที่ตนเอง คือที่ กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งก็คืออัตภาพนี้ ให้รู้ชัดลงไป แยกไม้สี่ก้านนี้ออกจากกัน จนเห็นที่มาที่ไปชัดเจน เมื่อนั้น จิตจึงเป็นอิสระ ไม่ผูกมัดกับสิ่งที่เป็น กาย เป็นเวทนา เป็นธรรม ที่มาประกอบจิต

 รู้ชัดว่า ทั้งสี่นี้ต้องประกอบกัน ทำหน้าที่ของมันแต่ไม่มามัดรวมกัน ดังนั้น คำว่า สติ ในสติปัฏฐาน จึงหมายถึง การรู้  ไม่ใช่  การคิด

 

ยกตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ ในตอนนี้  ท่านกำลังอ่านข้อความเหล่านี้ใช่หรือไม่ ข้อความเหล่านี้ ประกอบด้วยเส้นสาย กลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า อักษร  เส้นพวกนี้ มีคนมาบอกเราด้วยเสียงตอนเด็กๆ ว่ามันคืออะไร เราจึงจำเส้นสายเหล่านี้ได้ ดังนั้น จากการเห็นเพียงแวบเดียว ขบวนการจำการคิดมันออกมาทันที เราเข้าใจที่อ่าน ถ้าไม่เข้าใจก็ใช้วิธีการเทียบเคียง ความคิดก็ก่อเกิด เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ตามมาเป็นชุด ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ อาจพูดได้ว่า เราหลุดออกจากการรู้ตนเอง เราไม่รู้ว่าเรากำลังนั่ง ไม่รู้ว่าเรากำลังยืน หรือนอน เราไม่รู้ว่าเรากำลังหายใจ เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเห็นทางตา ที่เป็นอักษรนี้ เป็นเพียงคลื่นแสงที่เข้ากระทบตาของเรา แต่เราคิดไปถึงบุคคล มีตัวมีตนมายืนพูดอยู่ในใจท่าน นี่คือ  การคิด

หลวงปู่ดุลย์   จึงย้ำนักหนาว่า  ยิ่งคิด ยิ่งไม่รู้  ถ้าจะรู้ต้องไม่คิด  แต่ก็ต้องคิด ถึงจะรู้

ฟังดู งงดี ไหมครับ  อธิบายง่ายๆแบบนี้  ท่านหมายถึงว่า สติปัฏฐาน สี่ สติที่เข้ามารู้ที่ตนเองนั้น ต้องปฏิบัติให้เป็น   การรู้   ให้เกิดขึ้นให้ได้  เพราะถ้ามานั่งคิดเอา  มันไม่เห็นจริง มันเป็นเปลือกที่มาหุ้มอีกที  แต่ก็เพราะการอ่านการคิด แล้วทำความเข้าใจนั่นแหละถึงลองไปทำดู นี่คือที่มาของคำว่า แต่ก็ต้องคิด ถึงจะรู้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเพียรในการปฏิบัติ ใช้เวลาไม่น้อย ยิ่งในเพศฆราวาสที่มีภาระพัวพันมากมายยิ่งลำบากทวีคูณ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ได้ ขอเพียงมีลมหายใจ ยังมีชีวิตอยู่ทุกคนสามารถทำได้ทั้งสิ้น เป็นวิธีการทำให้จิตเกิดการรู้ขึ้นมา เพื่อปล่อยวางในสิ่งที่จิตหลงยึดถือมาตั้งแต่จำความได้ ยามใดที่ปฏิบัติจนมีสติปัฏฐานที่แก่กล้า มรสุมชีวิตที่ถาโถมเข้ามา ก็ไม่หวั่นไหว แม้กายจะต้องพบกับความทุกข์ แต่จิตใจหลุดพ้นจากการผูกติด เหมือน เรือนที่มุงด้วยหลังคาอย่างดี ย่อมสามารถต้านลมต้านฝนไม่ให้รั่วเข้ามาเปียกปอนได้

 

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสในเบื้องต้นของการปฏิบัติ สติปัฏฐานสี่ว่า ต้องมี

1. สติ การระลึก

2. มีสัมปชัญญะ  การตามระลึก และ

3. อาตาปี ความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อ ประกอบกัน

 จึงมีโอกาสประสบผลที่มาจากการปฏิบัติเหตุ

เคยมีคำถามว่า การปฏิบัติเยี่ยงนี้ จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นหรือ ผมถามกลับว่า ความหมายดีขึ้นของเขาหมายถึงอะไร เขาบอกว่าทำให้การงานดีขึ้น มีเงินมากขึ้น โชคดีขึ้น ประมาณนั้น

ผมตอบเขาว่า อย่าเข้าใจผิด สติปัฏฐานสี่ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ใดๆ ที่จะมาพลิกฟ้าพลิกดิน ดลบันดาลอย่างที่เขาเข้าใจ คนที่เคยจน อย่างไร ก็ยังจนเช่นเดิม  คนที่เคยรวยอย่างไร ก็รวยเช่นนั้น เพราะความรวยความจนอยู่ที่โอกาส และการงานที่ตนเองทำอยู่  ส่วนคนที่ถูกสามีทอดทิ้งหรือภรรยาไปมีสามีใหม่  หรือคนที่ถูกเจ้านายตำหนิ คนที่ไม่มีเพื่อน คนที่ชีวิตอ้างว้างไร้คนเหลียวแล  คนที่สุขภาพไม่ดี

ทั้งหลายเหล่านี้ พวกเขายังต้องประสบเรื่องเช่นนั้นเป็นปกติ เขาต้องหาทางแก้ไขเรื่องทางโลกเหล่านั้นตามวิถีทางที่ควรจะเป็นต่อไป แต่ถ้าพวกเขารู้จัก ตัวตนของตนเองมากขึ้น พวกเขาจะสามารถอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ทุกข์ร้อนทุรนทุรานมากเกินไป เสมือนหนึ่งจิตใจเขาได้เสริมใยเหล็ก ทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยปฏิบัติ ผมชอบเปรียบคนที่ปฏิบัติ สติปัฏฐานสี่นี้ว่า เป็นคนที่ใจดั่งเป็นใบบัว น้ำจะกระเด็นเปรอะเปื้อน ฝนฟ้าจะตกลงมาท่วมใบบัวมากแค่ไหน  ใบบัวนั้นก็ไม่ดูดซับน้ำที่ตกค้าง

 

ผิดกับคนที่ไม่รู้ตนเอง เหมือนกระดาษซับ ที่ซับเอาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ คอยเกลือกกลั้ว เก็บสะสม จนจิตใจตนเอง หมองมัว ขุ่นข้น มองไม่เห็นความเป็นจริงของชีวิต สุดแท้แต่ว่าอะไรจะมาย้อมมาซับขณะนั้น แล้วก็เก็บสะสมเอาไว้ จนยากที่จะชำระให้หมดจดได้

ผู้ที่ปฏิบัติ สติปัฏฐาน อย่างต่อเนื่องทุกที่ทุกเวลาที่อำนวย โดยใช้กายนี้ที่ต้องประกอบอาชีพการงาน เป็นสถานที่ปฏิบัติ

ขอให้เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขอให้มีศรัทธาในคำสอนนี้โดยไม่คลอนแคลนหวั่นไหว

ขอให้มีความเพียร ความอดทน ใช้เวลาที่นานมากมาย ซึ่งไม่ค่อยถูกจริตคนสมัยนี้ ที่ชอบอะไร ที่เห็นผลเร็วๆ 

ขอให้ค่อยๆทำไป ยามใดที่เพียงเสี้ยวเวลา ณ.เวลาใดเวลาหนึ่ง ที่จิต เกิด สิ่งที่เรียกว่า การรู้ ขึ้นมาจริงๆ สิ่งนั้นจึงเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ  ตนรู้เองเห็นเอง สิ่งนั้นพ้นจากการอธิบายด้วยภาษาที่ใช้กันอยู่

ดังนั้น กาย เวทนา จิต ธรรม ของผู้ปฏิบัติสติปัฏฐาน จึงต่างจากผู้ที่ไม่ปฏิบัติดังนี้

รู้  กายที่ทำหน้าที่(กาย)  มีเครื่องรับ รับสิ่งเร้าภายนอก

รู้  ความรู้สึก(เวทนา) ที่เกิดขึ้น และตามรู้เช่นนั้น

รู้  จิตใจที่ยึดติดกับความรู้สึก(เวทนา) ว่า จิตขณะนั้นมีลักษณะเช่นไร เร่าร้อน ช่ำเย็น

รู้  เรื่องราว(ธรรม) ที่จิตพัวพันอยู่

เรื่องราวและการกระทำมีอยู่ พฤติกรรมที่แสดงออกและการรับรู้จากภายนอก ก็เป็นดังปกติ แต่ไม่ข้องติดทั้งเรื่องที่ยินดี ยินร้าย สรุปให้สั้นๆดังนี้  ขอยกไปตอนต่อไปครับ  ที่จะกล่าวถึงเรื่องของจิต

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net