วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศึกบัลลังค์เลือด Macbeth


     Justin Kurzel เป็นหนึ่งในหลายๆคนทำหนังที่นำบทละครของ Wllaim Shakespeare มาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ โดยเขาเลือก Macbeth มาดัดแปลงสู่จอเงินอีกครั้ง ได้นักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีอย่าง  Micheal Fassbender  มาสวมบทนำ Macbeth และ Marion Cotillard แสดงเป็น Lady Macbeth ส่วนบทบาทของตัวละครสมทบคนอื่น มี David Thewlis รับบท King Duncan, Paddy Considine เป็น Banquo และ Jack Reynor เป็น Macduff

     เนื้อหาของบทประพันธ์เรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงมาเป็นบทภาพยนตร์ โดยยังคงสื่อถึงความทะเยอทะยานของตัวละคร Macbeth นักรบผู้หาญกล้า ผู้ซึ่งช่วย King Duncan ปราบกบฏในการแย่งชิงราชบัลลังค์ แต่ด้วยคำทำนายเคลือบยาพิษจากเหล่าแม่มดที่บอกว่านอกจากเขาจะได้ตำแหน่ง Thane of Cawdor นี้แล้ว (ทำนายเรื่องได้แม่นยำยังกับตาเห็น) ในอนาคตเขาจะได้เป็น King of Scotland ในไม่ช้า แถมยังทิ้งคำพยากรณ์ว่า บุตรชายของ Banquo ผู้เป็นทั้งสหายคนสนิทและผู้ช่วยของ Macbeth จะได้เป็นราชาในอนาคต เมื่อ King Duncan แต่งตั้ง Macbeth เป็น Thane of Cawdor ทำให้ Macbeth เริ่มคิดถึงคำทำนายต่อจากนั้น ยิ่งเมื่อภรรยาของเขา Lady Macbeth ได้รับรู้ถึงคำพยากรณ์ด้วย ทำให้ทั้ง ความทะเยอทะยาน ความมักใหญ่ใฝ่สูงของคู่เป็นแรงผลักดันห้นักรบผู้ห้าวหาญกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ควรนั่นคือลอบสังหาร King Duncan และสถาปนาตัวเองเป็น King of Scotland

     แต่เมื่อได้ตำแหน่งแล้วก็มีแต่ความหวาดระแวงที่เข้าครอบงำจิตใจของ Macbeth ทำให้เขากำจัดทุกๆคนที่เขาคิดว่าจะเป็นภัยต่อราชบัลลังค์แม้แต่คนใกล้ชิดอย่าง Banquo ก็ไม่ละเว้น ยิ่งสังหารก็ยิ่งระแวง ยิ่งหวาดหวั่นก็ยิ่งกำจัด การสังหารผู้ต้องสงสัยจึงการเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ Macbeth ต้องทำเพื่อรักษาความมั่นคงเอาไว้ พฤติกรรมของเขาทำให้ผู้คนพากันจากไป และในที่สุด Macduff ที่ได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษก็ได้เดินทัพมาเพื่อโค่นล้ม Macbeth ผู้เหี้ยมโหด

        

     Micheal Fassbender สวมบทนักรบผู้เหี้ยมหาญในตอนต้นและต่อมาก็เป็นทรราชย์ผู้หวาดระแวง การแสดงทางกายที่สื่อถึงจิตใจที่บิดเบี้ยว การแสดงอารมณ์ผ่านทางใบหน้าและดวงตาที่แสดงถึงความหวาดหวั่นได้ดีจนจำไม่ได้ว่านี่คือ Magneto จาก x-men

     

     ขณะที่ Marion Cotilard แสดงเป็นภรรยาที่ยุยงส่งเสริมให้สามีก่ออาชญกรรมเพื่อสนองความปารถณาของทั้งคู่ เธอสามารถทำให้คนดูรู้สึกสิ่งที่อยู่ในจิตใจของ Lady Macbeth ได้ทั้งตอนที่ความทะยานยากครอบงำจิตใจและเมื่อจิตใจที่ต้องทนทุกข์จากการสังหาร ทั้งคู่สวมบทบาทได้สอดคล้องกับการนำเสนอของผู้กำกับ Kurzel ที่ต้องการถ่ายทอดความบิดเบี้ยวของจิตใจตัวละครออกมาให้ผู้ชมรับรู้อย่างชัดเจน

     

     

     แต่ละฉากที่ผู้ชมได้เห็นนั้นคงเป็นความตั้งใจที่ผู้กำกับถ่ายต้องการทอดอารมณ์ของภาพยนตร์ให้ออกมาเป็นบรรยากาศที่อึมครึม มืดมน หดหู่ ชวนให้อึดอัดได้ตลอด ภาพราชาและราชินีที่ดูแล้วไร้สง่าราศรี ท้องพระโรงที่ขาดความอลังการ ไม่สมฐานะของผู้ปกครองประเทศ ถึงไม่เคยอ่านบทละครเรื่องนี้มาก่อนแต่การถ่ายทอดทางแผ่นฟิล์มก็น่าจะทำให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาที่ผู้กำกับต้องการสื่อได้อย่างชัดเจน

     เมื่อได้ชมเรื่อง Macbeth ผมก็คิดถึงเรื่อง The Curse of the golden flower ขึ้นมา เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบัลลังค์เลือดเช่นเดียวกัน ถึงแม้เนื้อหาของภาพยนตร์เป็นเรื่องภายในราชสำนักจีน ผู้กำกับจางอี้โหมว่ได้นำนักแสดงแถวหน้าอย่าง โจวเหวินฟะ และ กงลี่ มาร่วมงาน สมทบด้วย โจว เจียหลุน หรือ ที่เรารู้จักในชื่อ เจย์ โชว, หลิวเย่ และชิน จุนเจีย

  

  

     เฮียโจว (พระเอกขวัญใจของผมอีกคน) สวมบทฮ่องเต้ผู้ยื่งใหญ่ได้เนียนตาและดูเท่ห์ทุกๆฉาก จากทหารผู้ทะเยอทะยานจนได้มาถึงตำแหน่งฮ่องเต้ อาศัยการสมรสกับฮองเฮาเพื่อหวังผลทางการเมือง ฮ่องเต้ที่กำจัดคนที่บอกว่ารักได้อย่างหน้าตาเฉยถึง 2 ครั้ง 2 ครา วางแผนสังหารคนที่เป็นแม่ของลูก 2 คนด้วยการวางยาอย่างเลือดเย็น ปิดปากคนสนิทที่รับใช้ข้างกายมานานเพราะรู้เรื่องมากเกินไป จนสุดท้ายแม้แต่ลูกชายแท้ๆก็ยังสังหารได้ด้วยมือตัวเอง

   

     กงลี่เป็นฮองเฮาที่ทนกับสภาพของแม่ที่พ่อของลูกไม่ใสใจ ไม่มีความรัก ต่อไปไม่ได้ ก็ลักลอบเป็นชู้กับลูกเลี้ยง จนในที่สุดถึงกับต้องวางแผนยึดอำนาจจากฮ่องเต้ เธอดูเหมือนนางพญาที่ซ่อนความร้ายไว้ด้วยจริงๆ

      

     ส่วนบทรองๆ หลิวเย่เป็นองค์ชายรัชทายาทที่อ่อนแอจนลักลอบเป็นชู้กับแม่เลี้ยง เจย์ โชว รับบทองค์ชายรองที่ต้องตัดสินใจเลือกข้างแม่เพราะไม่รู้ถึงเรื่องอันน่าบัดสี ส่วนชิน จุนเจียเป็นองค์ชายสามบุตรที่พ่อแม่ไม่สนใจแต่ก็ยังหาญกล้าที่จะก่อการได้

เมื่อความขัดแย้งมาถึงจุดที่ไม่อาจปกปิดไว้ได้อีกต่อไป การตัดสินใจใช้กำลังเพื่อเป็นการการตัดสินหาผู้ชนะจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเหลี่ยงได้

   

   

     ผู้กำกับจางอี้โหมวถ่ายทอดความขัดแย้งของคนที่มีอำนาจออกมาผ่านความอลังการได้อย่างน่าติดตาม ขอชมเรื่องเครื่องแต่งกาย และสีสรรของแต่ละฉากจริงๆ ทำให้คิดไปว่าภายใต้ภาพที่ดูสวยงามยิ่งใหญ่อลังการนั้น ภายใต้การใส่หน้ากากเล่นละครเข้าหากัน ได้ซ่อนโศกนาฎกรรมความอำมหิตเลือดเย็นเอาไว้อย่างแนบเนียน

     สองนักแสดงกับฝีไม้ลายมือซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าไม่ธรรมดา เมื่อโจวเหวินฟะรับบทบาทฮ่องเต้ที่ดูเปี่ยมไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ มีท่าทางที่เด็ดขาดแต่ก็แฝงไปด้วยความอำมหิตผ่านคำพูดและแววตา เขามาประชันบทบาทกับกงลี่ ที่เธอสวมบทนางพญาที่ดูสง่างามแต่ก็ซ่อนความร้ายกาจได้อย่างเหมาะเจาะ นอกจากนี้ผู้กำกับยังเฉลี่ยบทไปยังองค์ชายทั้ง 3 ได้ยังเหมาะสม ถึงแม้การแสดงของทั้ง 3 นักแสดงจะยังคงเป็นรอง คงจะนำไปเทียบกับสองดารานำไม่ได้ แต่บทบาทของทั้ง 3 องค์ชายก็ไม่ได้ถุูกกลืนหายไปไหน ขณะที่บทรองๆลงไปอีกอย่างครอบครัวของหมอหลวงนั้น ถึงแม้จะน้อยแต่ก็มีความหมายมาก

     Macbeth นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ดีอีกเรื่องหนึ่งเพียงแต่ว่าต้องใช้ความพยายามในการชม ผู้กำกับถ่ายทอดความโหดร้ายของภาพยนตร์ออกมาได้อย่างอึดอัด หดหู่ จากภาพที่ขมุกขมัวโดยตลอด (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นฟิล์มนัวร์มั้ย) ขณะที่การแสดงของ Fassbender ทำให้รู้สึกว่า Macbeth เป็นราชันย์ผู้เหี้ยมโหดในสภาพของผู้บกพร่องทางจิต ส่วน Marion Cotillard ทำให้เรารู้สึกว่า Lady Macbeth มีแต่ความรันทดเพราะเสวยทุกข์จากการเป็นราชินี

     ส่วน The Curse of the golden flower ก็มีเนื้อหาที่อำมหิตเช่นกัน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ผู้กำกับก็เลือกที่จะสื่อผ่านภาพที่ดูอลังการและสวยงามจึงทำให้รู้สึกว่าชมได้สบายตาและน่าติดตามมากกว่า ถึงจะมีฉากบู๊ตามแบบฉบับหนังจีนก็ไม่ได้มีมาก (มีฉากต่อสู้หรือฉากรบกันแค่ในตอนท้ายแล้ว แต่ก็เป็น High Light ของเรื่องได้เลย) ถ้าเปรียบเป็นอาหารก็คงมีรสชาติหลากหลายและถุกปากมากกว่า    

     มีหนังเกี่ยวกับกับช่วงชิงอำนาจมากมายหลายเรื่อง แต่ที่นำ 2 เรื่องนี้มาเขียนในเอนทรี่นี้ก็เพราะอยากจะเปรียบเทียบให้เห็นว่าการจะนำเสนอภาพยนตร์นั้นขึ้นอยู่กับทิศทางที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจตามแบบฉบับและสไตลส์แต่ละคน เรื่องหนึ่งมีสีสรรออกแนวมืดมน อีกเรื่องหนึ่งสีสดใสสวยงาม สำหรับผมแล้วทั้ง 2 เรื่องเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่มีสาระ กำกับได้ดี ผู้แสดงนำได้โชว์ความสามารถกันอย่างเต็มที่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะถูกจริตหรือถุกใจกับการนำเสนอแบบไหน สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองแล้วก็คงยอมรับว่า The Curse of the golden flower ดูง่ายกว่า ดูแล้วมีครบทุกรสชาติ ดูแล้วไม่เหนื่อย ขณะที่ Macbeth อย่างที่บอก ต้องใช้ความพยายามและความอดทนในการชม (บางครั้งต้องมีเรื่องยากๆบ้างครับ) ไม่ว่าเรื่องไหนก็น่าสนใจสำหรับคนชอบเนื้อหาเรื่องการช่วงชิงอำนาจและการทรยศหักหลังครับ

ปล. ขอสารภาพในตอนท้ายนี้ว่า ที่ดู Macbeth เพราะเห็นชื่อดารานำคือ Micheal Fassbender คิดว่าเป็นหนังพีเรียดธรรมดา ไม่รู้ว่านำบทประพันธ์ของ Wllaim Shakespeare มาดัดแปลงเป้นบทภาพยนตร์ (รู้จักหนังจากบทประพันธ์ของ Shakespeare อยู่แค่ 3 เรื่อง) สำหรับเรื่องนี้พอดูไปได้สักพัก ก็ปิดขอเบรกแล้วก็มาเปิดดูใหม่ กว่าจะรู้เรื่องก็เปิดๆปิดๆกันอยู่หลายวันหลายๆรอบเลยนะ ในบางฉากมีการยกบทพูดจากบทละคร ที่ถือว่าเป็นภาษาที่ไพเราะมาใส่ในภาพยนตร์ แต่ผมไม่เข้าใจความงดงามของภาษา ต้องถือว่าเป็นข้อบกพร่องของตัวเองข้อหนึ่งครับที่ทำให้อรรถรสของการดูหนังเรื่องนี้น้อยลงไป         

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

http://www.imdb.com/

https://en.wikipedia.org/

https://www.washingtonpost.com/

http://www.rogerebert.com/

http://asianwiki.com/

 

โดย MephistoWitchy

 

กลับไปที่ www.oknation.net