วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชีวประวัตินบีอีซา


เราจะพูดกันต่อถึงประวัติศาสตร์แห่งความศรัทธาที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ตั้งแต่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์เป็นตัวแทนมาบูรณะโลกนี้ โดยมีกฎเกณฑ์ตามความประสงค์ของพระองค์ มีผู้นำที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติคือบรรดานะบีและร่อซูลที่มาจากอัลลอฮฺ ทำหน้าที่แนะนำประชาคมโลกไปสู่เส้นทางอันเที่ยงธรรมของอัลลอฮฺ

การที่แนะนำให้พี่น้องศึกษาประวัติศาสตร์เพราะมีความประสงค์ที่จะเพิ่มเติมอีมาน ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่เรานำมาพูดคุยเพื่อสร้างความสนุก แต่เพราะเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม อันเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ตามหลักศาสนา ไม่ใช่ศึกษาตามหลักสูตรประวัติศาสตร์สากล[1]

ในการยืนยันข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลามต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความสำคัญและยิ่งใหญ่ในบรรดานะบีและร่อซูล คือ ท่านนะบีมุฮัมมัด เราจะอ้างถึงหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์อิสลามใช้ มีการรับรองจากนักสำรวจข้อมูล ซึ่งมีหลักสูตรด้านการสืบข้อมูลนักรายงานประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย รับข้อมูลปากต่อปากจนถึงผู้รายงานคนสุดท้าย โดยไม่อนุญาตให้มีตอนหนึ่งตอนใดตกไปหรือไม่รู้ว่ามาจากใคร หากมีความสงสัยต้องถูกยกเลิก ไม่นำมาใช้[2] บางรายงานอาจมีข้อตำหนิหรือข้อสงสัยนิดหน่อย ก็ต้องพิจารณาจากเนื้อหาของตัวบทว่าเกี่ยวกับบทบัญญัติเรื่องหะลาลหะรอมหรือไม่ ถ้าเกี่ยวก็ไม่เอา ต้องเอาที่เข้มแข็ง (ศอฮี้ฮฺ) แต่หากไม่เกี่ยวกับหุก่มหะลาลหะรอม นักประวัติศาสตร์ก็อาจบันทึกลงไป

สำหรับข้อมูลที่เรานำมาศึกษานั้น อุละมาอฺได้กลั่นกรองไว้เพื่อให้เรานำไปเล่ากับลูกหลานด้วยความมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่นิยายหรือข่าวที่เล่ากันมาหรือเพียงเรื่องเล่าเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่เป็นข้อเท็จจริง และดังที่กล่าวไปแล้วว่าประวัติศาสตร์ที่เราศึกษาต้องมีผลดีในชีวิต โดยการเก็บบทเรียนมาปฏิบัติด้วย

บรรดานะบีและร่อซูลที่มีระบุในอัลกุรอานประมาณ 25 ท่าน และที่มีอยู่ในซุนนะฮฺ บางท่านเราก็ทราบชื่อ แต่บางท่านเราไม่ทราบ ประวัติศาสตร์ของบรรดานะบีและร่อซูลมีมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องศรัทธาต่อบรรดานะบีและร่อซูลทั้งหมด ส่วนรายละเอียดเนื่องจากต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงต้องสรุปและนำบรรดานะบีและร่อซูลที่มีความสำคัญมากล่าวถึงก่อน โดยเฉพาะท่านนะบีอาดัม ท่านนะบีนูหฺ ท่านนะบีอิบรอฮีม ท่านนะบีมูซา ท่านนะบีอีซา อะลัยกุมุสสลาม

          ประวัติศาสตร์อาหรับก่อนยุคท่านนะบีมุฮัมมัด มาเผยแผ่เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษา เพื่อให้เราเปรียบเทียบระหว่างยุคก่อนที่จะมีแสงสว่างจากอิสลามกับยุคที่มีอิสลามแล้ว ในยุคปัจจุบันก็มีลักษณะบางประการเหมือนยุคญาฮิลียะฮฺ[3] การศึกษาเรื่องนี้จะทำให้เรารู้คุณค่าของศาสนาอิสลาม ได้รู้ว่าความมืดแห่งยุคญาฮิลียะฮฺเป็นอย่างไร และเมื่อมีแสงสว่างแห่งอีมานที่มาจากอัลลอฮฺโดยผ่านการเทศนาของท่านนะบีมุฮัมมัด ทำให้รู้ว่าคุณค่าของอิสลามยิ่งใหญ่เพียงใด

          ท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ กล่าวว่า เกรงว่าจะมีผู้ที่ไม่เคยรู้จักญาฮิลียะฮฺ คือเกิดมาสู่อิสลามโดยไม่เคยเห็นว่าญาฮิลียะฮฺเป็นอย่างไร ทำให้ยุคนั้นไม่รู้คุณค่าของอิสลาม ถ้าลองสังเกตคนที่เข้ารับอิสลามใหม่ ก่อนหน้านั้นเขาอยู่ในชิริกและความมืดของญาฮิลียะฮฺ เมื่อเข้ารับอิสลามแล้วเขาจะเคร่งกว่ามุสลิมแต่กำเนิด ยิ่งกว่านั้น คนที่เคยเกเร ไม่เอาหลักการ เมื่อเตาบะฮฺแล้วเคร่ง เพราะรู้ว่าสิ่งเลวสิ่งดีเป็นยังไง รู้ว่าคุณค่าของความดีมีมากแค่ไหน แต่ไม่ใช่ให้คนที่ไม่เคยเกเรไปเกเรเพื่อให้รู้คุณค่าของความดี ให้ศึกษาว่าเขาอยู่ในความมืดอย่างไร และอิสลามมาสร้างความสว่างในชีวิตของเขาอย่างไร อย่างเช่นคนที่ยังไม่เชื่อว่าบุหรี่อันตราย มันเหมือนคนที่มาจูงเราไปกุบูร ต้องไปอ่านตำราศึกษาประวัติคนที่ประสบความหายนะเพราะบุหรี่ หรือไปโรงพยาบาล

ชีวประวัติท่านนะบีอีซา อะลัยฮิสสลาม

 

          นะบีสุดท้ายก่อนท่านนะบีมุฮัมมัด คือ ท่านนะบีอีซา บรรดานะบีและร่อซูลทั้งหมดมาประกาศเทศนาให้อีมานต่ออัลลอฮฺ ด้วยถ้อยคำอันชัดเจนว่ามีนะบีในยุคสุดท้ายที่จะมาคือ ท่านนะบีมุฮัมมัด ท่านนะบีอีซาเป็นบุคคลหนึ่งในเผ่าตระกูลของบะนีอิสรออีล[4] ท่านเกิดที่เมืองฟิลิสฏีน ประกาศเทศนาเชิญชวนสู่อัลลอฮฺ ด้วยการยืนยันว่าท่านยึดในศาสนาดั้งเดิมของบะนีอิสรออีล ซึ่งคือศาสนาของท่านนะบีมูซา แต่ท่านนะบีอีซามีหน้าที่ในการปรับบทบัญญัติบางส่วนที่มีอยู่ในอัตเตารอต โดยนำอัลอินญีลเป็นคัมภีร์ใหม่สำหรับบะนีอิสรออีล

          พวกยิวส่วนมากไม่ยอมรับท่านนะบีอีซา ได้ประกาศการปฏิเสธว่าท่านเป็นนะบีของชาวบะนีอิสรออีล และกลับไปวางแผนเพื่อฆ่าและร่วมมือกันต่อต้านนะบีใหม่ที่มายังบะนีอิสรออีล ตอนนั้นบะนีอิสรออีลอยู่กับท่านนะบีอีซาที่เมืองฟิลิสฏีนซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมัน[5] ซึ่งในยุคนั้นเป็นประเทศไร้ศาสนา มีการบูชารูปเจว็ดซึ่งนำมาจากวัฒนธรรมกรีก นี่คือสภาพก่อนยุคท่านนะบีอีซา

          เมื่อถึงยุคท่านนะบีอีซา ท่านได้เทศนาสู่อีมานอันเที่ยงธรรมเหมือนบรรดานะบีทั้งหลาย ยิวและโรมันไม่พอใจ พวกยิวด่าและประณามท่านนะบีอีซา แต่ท่านก็ยืนยันในคำบัญชาของอัลลอฮฺที่ต้องเผยแผ่ศาสนา เมื่อพวกยิวไม่ประสบความสำเร็จจึงไปร่วมมือกับโรมัน ชาวยิวซึ่งเป็นเผ่าตระกูลของนะบีอีซาประท้วงและทำทุกวิถีทางเพื่อให้นะบีอีซาพ้นจากชีวิตพวกเขา กษัตริย์โรมันจึงมีคำสั่งให้ฆ่าท่านนะบีอีซาแล้วตรึงบนไม้กางเขน

          เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 มีหนังเรื่องหนึ่งที่ประเทศอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องความเจ็บปวดของพระเยซู เสนอภาพความลำบากของพระเยซูในยุคสุดท้ายก่อนที่ะถูกตรึงบนไม้กางเขน โดยเนื้อหาในหนังบ่งชี้ถึงชาวยิวที่มีอิทธิพลบังคับให้กษัตริย์โรมันสั่งให้ประหารชีวิตท่านนะบีอีซา พวกบาทหลวงยิวโวยวาย สันตะปาปา[6] เมื่อถูกถามถึงทัศนะต่อหนังเรื่องนี้จึงบอกว่า สันตะปาปาไม่ใช่นักวิเคราะห์ ไม่ยอมตอบ เพราะในไบเบิลที่เขาสอนชาวคริสต์มีระบุว่าคนที่วางอุบายฆ่าท่านนะบีอีซาคือชาวยิว ในบรรดายิวที่นำไปก็เป็นลูกศิษย์นะบีอีซาชื่อ ยาฮูซา มีระบุในไบเบิล แต่บัดนี้พวกคริสต์ไม่กล้าเผชิญกับชาวยิว และสันตะปาปาคนนี้เคยประกาศเมื่อประมาณ 4 ปีกว่าว่า ในทัศนะของนิกายคาทอลิกปัจจุบันนี้ ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวหาชาวยิวว่ามีบทบาทในการประหารชีวิตพระเยซู และขออภัยชาวยิวในการที่ชาวคริสต์เคยกล่าวหาชาวยิวตลอดอดีตที่ผ่านมา และขอโทษที่ชาวคริสต์ได้อธรรมชาวยิวสืบเนื่องจากข้อกล่าวหานี้

          หนังเรื่องนี้กำลังมีปัญหาว่าจะฉายหรือไม่ แต่เขาอ้างว่าผู้กำกับจะรับผิดชอบเนื้อหาของหนังเอง ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่มาจากตำรับตำรา แม้กระทั่งไบเบิลทีถูกบิดเบือน เนื้อหาที่ยืนยันว่าบุคคลที่มีบทบาทฆ่าท่านนะบีอีซาคือยิว ในทัศนะของชาวยิวบอกว่าเราไม่ได้ฆ่า เราไม่เกี่ยว ทำไม่รู้ไม่ชี้มาทุกยุค แต่ชาวคริสต์มีทัศนะที่บอกว่ามีการวางอุบายของชาวยิวร่วมมือกับกษัตริย์โรมัน ผลสุดท้ายนะบีอีซาถูกจับ ถูกขังช่วงหนึ่ง แล้วถูกฆ่าตรึงบนไม้กางเขน และถูกฝัง หลังจากฝังไปแล้ว 3 วัน[7] ท่านนะบีอีซาก็ฟื้นคืนชีพและขึ้นบนชั้นฟ้า นั่นคือทัศนะของคริสต์ แต่ของมุสลิมเชื่อว่าท่านนะบีอีซาไม่ได้ถูกฆ่า เพราะอัลลอฮฺบอกว่า

وَمَا قَتَلُوهُ وَمَا صَلَبُوهُ وَلَـكِن شُبِّهَ لَهُمْ

“และพวกเขาหาได้ฆ่าอีซา และหาได้ตรึงเขาบนไม้กางเขนไม่ แต่ทว่าเขาถูกให้เหมือนแก่พวกเขา” [อันนิซาอฺ 4:157]

ชาวมุสลิมเชื่อว่าท่านนะบีอีซาไม่ได้ถูกตรึงบนไม้กางเขนเป็นอันขาด แต่เป็นภาพลวงที่เกิดขึ้นสำหรับชาวยิว เพราะยาฮูซาซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านนะบีอีซาอกตัญญู ไปบอกที่อยู่ของท่านนะบีอีซา ขณะที่ท่านหลบหนีจากยิวและโรมัน จึงมีตำรวจมาจะจับท่านนะบีอีซา ปรากฏว่าอัลลอฮฺทำให้หน้าตาและร่างกายของลูกศิษย์ท่านคนนี้ให้เหมือนท่านนะบีอีซา ตำรวจจึงจับยาฮูซาไปโดยเชื่อว่าเป็นนะบีอีซา แล้วนำไปประหารชีวิตและตรึงบนไม้กางเขน นี่คือทัศนะของชาวมุสลิม หลังจากนั้นท่านนะบีอีซาไปไหน? ตรงนี้ชาวมุสลิมมีทัศนะเหมือนชาวคริสต์ว่าท่านนะบีอีซาถูกยกขึ้นไปบนชั้นฟ้า ในอัลกุรอาน

بَل رَّفَعَهُ اللّهُ إِلَيْهِ

“หามิได้ อัลลอฮฺได้ทรงยกเขา (อีซา) ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก” [อันนิซาอฺ 4:158]

          แต่ก่อนที่อัลลอฮฺจะยกท่านนะบีอีซาขึ้นไป นะบีอีซาตายหรือไม่? ท่านอิหม่ามอิบนิกะซีรบอกว่ามี 2 ทัศนะ ทัศนะที่มีน้ำหนักมากกว่าสำหรับชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺคือ ท่านนะบีอีซาไม่ตาย และอีกทัศนะหนึ่งจากบรรดานักปราชญ์อิสลามเห็นว่าท่านนะบีอีซาเสียชีวิตก่อนถูกยกขึ้นชั้นฟ้า ทัศนะนี้มาจากความสับสนเกี่ยวกับคำศัพท์ในอัลกุรอาน

          ในซูเราะฮฺอาละอิมรอน อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า

 

إِلَيَّ إِذْ قَالَ اللّهُ يَا عِيسَى إِنِّي مُتَوَفِّيكَ وَرَافِعُكَ

“จงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮฺตรัสว่า โอ้อีซา ข้าจะเป็นผู้รับเจ้าไปพร้อมด้วยชีวิตและร่างกายของเจ้า[8] และจะเป็นผู้ยกเจ้าขึ้นไปยังข้า” [อาละอิมรอน 3:55]

          มีนิกายหนึ่งนอกกรอบศาสนา ชื่อนิกายก็อดยานียะฮฺ มีความเชื่อว่าผู้นำของเขา มิรซา ฆุลาม อะหฺมัด เป็นมะซีหฺหรือพระเยซู และได้รับพระอนุญาตจากอัลลอฮฺให้เป็นบุคคลที่รับมรดกของท่านนะบีอีซา หากท่านนะบีอีซาไม่ตาย เขาจะเป็นอีซาไม่ได้ เขาจึงต้องแต่งประวัติศาสตร์ว่าท่านนะบีอีซาตายแล้วถูกฝังที่แคชเมียร์และผู้รับมรดกก็อยู่ใกล้ประเทศอินเดีย ลัทธิก็อดยานียฺอยู่แถวนั้น

เมื่อมีนักวิชาการที่ศึกษาประวัติของก็อดยานียฺและเห็นว่าพวกก็อดยานียฺเชื่อว่าท่านนะบีอีซาตาย จึงฟันธงว่าถ้าใครเชื่อว่าท่านนะบีอีซาตาย คนนั้นเป็นก็อดยานียฺ แต่เรื่องของหลักการศาสนามั่วไม่ได้ ถ้าเชื่อว่านะบีอีซาตายและถูกฝังที่อินเดีย โดยมี มิรซา มุลลา อะหฺมัด รับมรดก อันนี้ก็อดยานียฺ แต่ถ้าเชื่อว่าตายแล้วถูกยกและไม่มีใครรับมรดก อันนี้ไม่ใช่ก็อดยานียฺ ต้องฟังด้วยสติปัญญาและพินิจพิจารณาอย่างผู้มีความรู้

หลังจากที่ท่านนะบีอีซาถูกยกไปแล้ว มียุคหนึ่งชาวคริสต์ลูกศิษย์ท่านนะบีอีซารู้ว่านะบีอีซาไม่ได้ตายและไม่ได้ถูกตรึง รู้กันดี แต่การที่ท่านนะบีอีซาหายไปเฉย ๆ สร้างความสับสนให้ชาวบ้าน คัมภีร์อินญีลที่มีคำสั่งสอนของท่านนะบีก็ยังมีอยู่กับลูกศิษย์ของท่านนะบีอีซา ก็สอนชาวบ้านกัน แต่เนื่องจากมีชาวยิวคนหนึ่งที่เข้าศาสนาคริสต์โดยมีเจตนารมณ์บิดเบือนหลักความเชื่อของชาวคริสต์ บิดเบือนว่าท่านนะบีอีซาถูกตรึงและเสียชีวิตจริง ๆ โดยมีเหตุผลเพื่อลบล้างความผิดของมนุษยชาติ[9]

มุสลิมจึงมาตอบโต้ว่า ถ้าพระบิดาเห็นพระบุตรถูกตบ ถูกฆ่า ถูกตรึงบนไม้กางเขน แล้วยังเฉยอยู่ ใช้ไม่ได้ เชื่อได้เลยว่าชัยฏอนประสบความสำเร็จในการทำให้มนุษย์ส่วนหนึ่งหลงจากทางของอัลลอฮฺ อิบลีสเคยพูดว่า

لَأُغْوِيَنَّهُمْ أَجْمَعِينَ قَالَ فَبِعِزَّتِكَ

“มันกล่าวว่า ดังนั้นด้วยพระอำนาจของพระองค์ท่าน แน่นอนข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาทั้งหมดหลงผิด” [ศอด 38:82]

          จนปัจจุบันนี้ ชาวคริสต์ที่มีการศึกษาสูง แต่ยังเชื่อในข้อมูลที่ไม่มีที่มา แต่คนที่มีสติปัญญา ย่อมจะปฏิเสธข้อมูลที่ไม่กินกับปัญญา ถ้าไปถามชาวคริสต์ว่าเชื่อในอัลลอฮฺอย่างไร เขาจะตอบว่า สามในหนึ่ง หนึ่งในสาม ชาวคริสต์เขาจะสอนวิชาเลข 1+1+1=3 แต่วิชาศรัทธาเขาจะสอนว่า 1+1+1=1 หมายถึง พระบิดา พระบุตร พระจิต สามพระเจ้ารวมเป็นพระเจ้าเดียว และพระเจ้าเดียวแตกเป็นสามพระเจ้า พวกบาทหลวงคริสต์ถูกถามจากมุสลิมว่า สอนให้ฉันเข้าใจหน่อยว่า สามเป็นหนึ่ง หนึ่งเป็นสาม เป็นไปได้ยังไง เขาไม่มีคำตอบ แม้กระทั่งชาวคริสต์ที่ไปถามพวกบาทหลวง เขาก็ตอบว่าเรื่องนี้ได้เพียงแต่ศรัทธา



[1] หลักสูตรประวัติศาสตร์สากลใช้หลักฐานที่มาจากวัตถุ เช่น เมื่อขุดพบว่าประเทศหนึ่งมีขวดเหล้าที่ถูกฝังไว้ จึงบอกว่าประเทศนี้ผลิดสุรา

[2] กรณีเช่นนี้เรียกว่า ฎออีฟ

[3] ยุคก่อนที่ท่านนะบีมุฮัมมัดประกาศอิสลาม جاهلية - ญาฮิลียะฮฺ มาจาก ญาฮิล มาจาก ญะฮัล อัลญะฮฺลุ แปลว่า ความโง่เขลา แต่ศาสนาใช้คำนี้ในการบ่งชี้ถึงยุคที่ไร้ศาสนา ไม่มีกฎเกณฑ์ด้านศาสนา ไม่มีการดำเนินชีวิตด้วยพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า อัลกุรอานเรียกการที่สตรีไม่ปิดบังเอาเราะฮฺว่า ตะบัรรุญัลญาฮิลียะฮ الْأُولَى وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ  “และพวกเธออย่าเปิดเผยเอาเราะฮฺของพวกนางเหมือนยุคญาฮิลียะฮฺในยุคก่อน” [อัลอะหฺซาบ 33:33]

[4] หมายถึงท่านนะบีอีซาสืบเชื้อสายของยะฮูด และอยู่ในตระกูลที่มักจะมีนะบีมา 

[5] ประเทศโรมันถือเป็นประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีอำนาจครอบคลุมเมืองชาม อียิปต์ ลิเบีย โมรอคโค ถึงประเทศยุโรป 

[6] ผู้นำสูงสุดของนิกายคาทอลิก

[7] บางรายงานบอกว่า 4 วัน

[8] คำว่า مُتَوَفِّيكَ (มุตะวัฟฟีกะ) ในภาษาอาหรับแปลได้ 2 ความหมาย ความหมายแรกแปลว่า “ทำให้เจ้าตาย” และอีกความหมายหนึ่งคือ  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย เจ้าชายแห่งโอมาน

 

กลับไปที่ www.oknation.net