วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บล๊อกต๊อง (6) ประชามติประวัติศาสตร์ ชี้ขาดอนาคตประเทศไทย....รับแล้ว อย่างไร ไม่รับแล้วอย่างไร(updateผลไม่เป็นทางการ12.24น.)... ღ


<>

กรุงเทพฯ เวลา 5:00น. 20 สค.2550

ตะวันออกเฉียงเหนือ เวลา 5:00น. 20 สค.2550

ภาคกลางเวลา 5:00น. 20 สค.2550

ภาคเหนือเวลา 5:00น. 20 สค.2550

ภาคใต้เวลา 5:00น. 20 สค.2550

รวมทุกภาคเวลา 5:00น. 20 สค.2550

แหล่ง จากเนชั่น

ประมวลภาพเก็บตก ประชามติรัฐธรรมนูญ คลิกที่ปุ่มได้เลยค่ะ

พล.อ.สนธิใช้สิทธิลงประชามติ 

จาตุรนต์ พร้อมครอบครัวสวมเสื้อแดง 

อภิสิทธิ์ เดินทางมาลงประชามติ 

เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย เดินทางมาใช้สิทธิ์ 

นายเนวิน ชิดชอบ เดินทางมาใช้สิทธิ์ 

“แพทองธาร” เข้าคูหาลงประชามติ สวมชุดดำ

พร้อมคนดัง....และผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายท่าน

ชมการรณรงค์ ก่อนการลงประชามติทั้ง ฝ่านสนันสนุนและ คัดค้าน

ประชามติประวัติศาสตร์ ชี้ขาดอนาคตประเทศไทย

19 ส.ค2550 ประชาชนจะได้ไปใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติตั้งแต่ เวลา 08.00-16.00 น. ด้วยการเข้าคูหากาบัตรว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ท่ามกลางความแตกแยกทางความคิดของสังคม

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการออกเสียงประชามติระดับชาติครั้งแรกของประเทศไทย อย่างไรก็ดี คำว่า “ประชามติ” ได้บัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 ในมาตรา 174 ที่กำหนดว่า “การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นว่า อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียสำคัญของประเทศชาติหรือประชาชน อาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ได้” จากนั้นรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาอีก 5 ฉบับ บัญญัติเรื่องการลงประชามติไว้เช่นกัน โดยมีเนื้อหาสาระที่คล้ายและแตกต่างกันบางประการ

หยุด 1 วันเพื่อประชามติ

ผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติมีจำนวนประมาณ 46 ล้านคน โดยกฎหมายไม่ได้บังคับให้เป็น “หน้าที่” ซึ่งต้องไปใช้สิทธิเหมือนการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ที่หากไม่ไปจะเสียสิทธิทางการเมืองบางประการ กระนั้นรัฐบาลได้รณรงค์ให้ไปใช้สิทธิมากที่สุด จึงออกมาตรการจูงใจให้มีวันหยุดเพิ่มอีก 1 วัน คือ 20 ส.ค. เพื่อให้ประชาชนต่างจังหวัดเดินทางกลับไปลงคะแนนยังภูมิลำเนาตนเอง สำหรับงบประมาณที่ใช้ประมาณ 1.5 พันล้านบาท มีหน่วยออกเสียง ประชามติทั่วประเทศ 8.8 หมื่นหน่วย

ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้อ่านถึงบ้าน

เป็นครั้งแรกที่ประชาชนทั่วประเทศมีร่างรัฐธรรมนูญไว้ศึกษากันถึงบ้าน โดย ส.ส.ร.ได้จัดส่งยังครัวเรือนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคเพื่อให้เป็นข้อมูลตัดสินใจก่อนลงประชามติ โดยมอบให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จัดส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม 309 มาตรา ให้กับครัวเรือนที่มีสิทธิลงประชามติ แม้จะมีปัญหาความล่าช้าเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝน และตกหล่นในบางจุดที่ไกลปืนเที่ยง รวมทั้งพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แต่ส่วนใหญ่ก็ได้รับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะมีเสียงร้องเรียนตามมาถึงข้อผิดพลาดหลายจุด ตลอดจนความไม่โปร่งใส ในการจัดพิมพ์ จน ส.ส.ร.ต้องตั้งกรรมการสอบสวน

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18

หากร่างรัฐธรรมนูญ 50 ผ่านความเห็นชอบ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 แต่หากไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ระบุว่า ให้ คมช.และคณะรัฐมนตรี หยิบเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งในอดีตมาปรับแก้เพื่อบังคับใช้ต่อไป

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีขึ้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2475 ก่อนจะมีการตั้งอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และมีพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475

ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 คือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ประกาศใช้โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

ยาวที่สุดกว่าทุกฉบับ

หากร่างรัฐธรรมนูญ 50 ผ่านประชามติเห็นชอบ ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหารายละเอียดมากที่สุดในประเทศ แม้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 จะขึ้นชื่อเรื่อง “ความยาว” เพราะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง มีเนื้อหามากถึง 336 มาตรา วัดจำนวนคำด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด พบว่า รัฐธรรมนูญ 40 มี 38,479 คำ ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ 50 มีถึง 45,392 คำ

ที่น่าสังเกตคือ ร่างรัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งมีทั้งหมด 12 หมวด 309 มาตรา น้อยกว่ารัฐธรรมนูญ 40 แต่ความยาวในบางมาตรามีมากกว่า อีกทั้งมีการจัดหมวดหมู่ขึ้นมาใหม่ เช่น สิทธิชุมชน สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ลงลึกในแต่ละด้าน หมวดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น

สำคัญคือคนไทยไม่รู้เนื้อหา

หลังส่งร่างรัฐธรรม นูญให้ประชาชนถึงบ้าน โพลล์หลายสำนักพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้อ่าน หรือแม้อ่านแล้วก็บอกว่าไม่เข้าใจ ขณะเดียวกัน ระยะเวลาที่ให้ประชาชนได้ศึกษาเพียง 19 วัน นับจากวันสุดท้ายที่จัดส่งให้คือ 30 ก.ค. ค่อนข้างกระชั้นชิด แต่ประชาชนส่วนใหญ่ต่างยืนยันว่า จะไปใช้สิทธิลงประชามติแน่นอน

เดิมพันอนาคตการเมืองไทย

การลงประชามติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศขัดแย้งในสังคม การคัดค้านไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญยึดสโลแกน “โค่น-ล้ม-คว่ำ” เพื่อคัดค้านการรัฐประหาร กลุ่มนี้ประกอบด้วยนักการเมืองกลุ่มอำนาจเก่า นักวิชาการบางสำนัก สื่อทางเลือกที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

ในส่วนของ “รัฐบาล-คมช.” และ ส.ส.ร. ได้ระดมเครือข่าย โครงการอาสาสมัครพัฒนาประชาธิปไตย หรือ “วิทยากรแม่ไก่” ของกระทรวงมหาดไทย ใช้ผู้นำองค์กรท้องถิ่นสร้างเครือข่ายประชาชนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง “รัฐบาล- คมช.” ประสานเสียงว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ จะช่วยลดบรรยากาศอึมครึมในบ้านเมือง นำไปสู่การเลือกตั้งในเดือน ธ.ค.นี้

“เขียว-เหลือง”-“แดง-ดำ” รับไม่รับ

การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายใช้ยุทธวิธีหลากหลาย เช่น กลุ่มคัดค้าน ใช้ “สีแดง” และ “สีดำ” เป็นสัญลักษณ์ของการไม่รับ และเลือกกลยุทธ์ขับเคลื่อนแบบดาวกระจาย ใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางเคลื่อนไหว ทั้งยังสร้างประเด็นข่าว แจกโปสเตอร์ สติกเกอร์ แผ่นพับ ตลอดจนเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ รวมถึงการขึ้นบิลบอร์ด โฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์ไม่แพ้การเลือกตั้ง ส.ส.

ขณะที่ฝั่ง “รัฐบาล-คมช.” และ ส.ส.ร. ใช้ “สีเขียว-เหลือง” เป็นสัญลักษณ์รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยสีเขียวเป็นสีที่ใช้รณรงค์รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 ส่วนสีเหลืองคือการเทิดทูนองค์พระประมุข กลุ่มนี้พร้อมสรรพทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ ที่อัดสปอต เผยแพร่จุดเด่นร่างรัฐธรรมนูญแทบทุกวัน โดยช่วงโค้งสุดท้าย รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศเน้นการเดินรณรงค์ ทั้งยังจัด “มหกรรมรวมพลังประชาธิปไตย” ดึงดารา นักร้อง เรียกความสนใจอีกหลายเวที

พลังประชาธิปไตยเคลื่อน

การร่างรัฐธรรมนูญ คือ การเขียนกติกา โครงสร้างการปกครองประเทศ เพื่อจัดแบ่งอำนาจให้เกิดดุลยภาพที่เหมาะสม ระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นกลุ่มต่างๆ ในสังคม ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องบทบัญญัติต่างๆ เพื่อคุ้มครองหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มแรงงาน กลุ่มเกย์ กลุ่มชาติพันธุ์ เยาวชน กลุ่มรัฐวิสาหกิจ คนพิการ กลุ่มผู้พิพากษา พรรคการเมือง และองค์กรชาวพุทธที่ปักหลักหน้ารัฐสภา เรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ที่น่าสนใจคือ มีการจัดเสวนาวิพากษ์ข้อดีข้อเสียในร่างรัฐธรรมนูญ หลายเวทีมากมาย จากการตื่นตัวของพลังต่างๆ ในสังคม

ดีเบตคึกคักจนเปลืองงบประมาณ แต่ชาวบ้านยังมึน

แม้การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะมีการรณรงค์จากสองฝั่งอย่างเข้มข้นว่าควรรับหรือไม่รับด้วยเหตุผลต่างๆ นานา การอธิบายความหมายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละฝั่งจึงแตกต่างกันสุดโต่ง ขณะที่ความเข้าใจของคนไทยยังพร่ามัว ประกอบกับรัฐธรรมนูญเป็นภาษากฎหมาย ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่แม้ได้ฟังเหตุผลสองด้านก็ยังสับสน

ประชามติที่ดุเดือด

การต่อสู้ในเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งดุเดือดเข้มข้นยิ่ง จนน่าวิตกว่าอาจนำไปสู่ความวุ่นวาย ทำให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติขึ้นเป็นการเฉพาะ ช่วงโค้งสุดท้าย มีกระแสล้มร่างรัฐธรรมนูญในหลายพื้นที่ ผู้นำกองทัพ กกต. วอร์รูมรัฐบาลประโคมข่าวการแจกเงิน แจกใบปลิว ซีดีบิดเบือนเนื้อหาเพื่อล้มรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายคัดค้าน ตอบโต้ว่า มีข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง ซึ่งจนถึงขณะนี้ มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พ.ร.บ.ประชามติฯ ไปแล้วในบางจังหวัด เช่น ขอนแก่น กำแพงเพชร และ บุรีรัมย์

1 คะแนนที่มีความหมายยิ่ง

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ซึ่งเขียนกติกาในการทำประชามติ ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของคะแนนเห็นชอบเอาไว้ ทำให้กลุ่มคัดค้านออกมาเรียกร้องให้ “รัฐบาล-คมช.” ระบุเกณฑ์ขั้นต่ำ เหมือนการเลือกตั้ง ส.ส.-ส.ว. หากมีผู้สมัครในพื้นที่เพียงคนเดียว จะต้องได้คะแนนเสียงขั้นต่ำอย่างน้อย 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น มิฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญ 50 แม้จะผ่านประชามติ แต่หากมีจำนวนผู้ออกเสียงเห็นชอบน้อยเกินไป ก็อาจมีความหมายต่อ “ความชอบธรรม” ในอนาคต

ผลประชามติทั่วโลก

ข้อมูลของ กกต.ระบุว่า นับแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบันมี 12 ประเทศทั่วโลกที่ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียง 9 ประเทศเท่านั้นที่เห็นชอบ ซึ่งประกอบด้วย เวเนซุเอลา 71% เซเนกัล 94% คอโมโรส 76% กาตาร์ 98% อิรัก 78% สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 84% เซอร์เบีย 97% บุรุนดี 92% และลักเซมเบิร์ก ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรป 56%

ส่วนอีก 3 ประเทศ คือ ซิมบับเว รวมทั้งฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรป

วันนี้ข้าพเจ้าได้ออกไปแสดงประชามติเรียบร้อยแล้ว และทุกๆคนในครอบครัวที่มิสิทธิ์ก็ไปหมดทุกคน ไม่ว่า รับ/ไม่รับ

ต่อไปจะเป็นอย่างไร นั้นทุกคนคงมุ่งหน้าการเลือกตั้งอย่างเต็มร้อย และที่ รับ นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญ2550 นั้นดีหรอก เป็นแต่ภาคประชาชนคิดว่า การรับ น่าจะมีความเสียหายน้อยกว่าการไม่รับ ท่านเห็นเป็นอย่างไร?

กกต.แถลงผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการแล้วก่อนที่ส่งต่อให้ทาง ส.ส.ร.เย็นนี้เพื่อดำเนินการต่อ เผยตัวเลขใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 57.61 เห็นชอบ 57.81 ไม่เห็นชอบ 42.19        
      
เมื่อเวลาประมาณเที่ยง วันที่20 ส.ค. 2550 คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้แถลงสรุปผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการก่อนรายงานคะแนนให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ว่า มีผู้มาใช้สิทธิลงประชามติ 25,978,954 คน คิดเป็นร้อยละ 57.61 จากจำนวนผู้มีสิทธิลงประชามติ 45,600,000 คน โดยมีผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญร้อยละ 57.81 หรือคิดเป็น 14,727,407 คน และไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 42.19 หรือ 10,747,310 คน
       
       
สำหรับผลการลงประชามติครั้งนี้ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด ขณะที่จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด คือ จ.ลำพูน 75.35 เปอร์เซ็นต์ ส่วนจังหวัดที่มีผู้ใช้สิทธิน้อยที่สุด คือ จ.สุรินทร์ 49.66 เปอร์เซ็นต์ มีบัตรเสียสูงสุดที่ จ.ปัตตานี ร้อยละ 6 จังหวัดที่มีผู้เห็นชอบมากที่สุด คือ จ.ชุมพร ร้อยละ 92 จังหวัดที่เห็นชอบน้อยที่สุด คือ จ.นครพนม ร้อยละ 22.41
       
       
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. ยอมรับว่า จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ น้อยกว่าเป้าหมายที่ กกต.ตั้งไว้ เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศที่มีฝนตกในบางพื้นที่ การรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญของผู้ไม่เห็นชอบ และความเบื่อหน่ายทางการเมือง
       
    

 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000097779

แหล่งภาพ   เนชั่น   ผู้จัดการออนไลน์ 

http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=185888

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net