วันที่ อังคาร มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

10ล้านเสี่ยงตาย'ซูเปอร์บั๊ก'เชื้อมหากาฬ


 

            ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลทั่วโลกต่างผวากับข้อมูลจากอเมริกาที่พบ “คนไข้” ติดเชื้อโรคปริศนาชนิดแปลกใหม่ไม่มียาตัวไหนรักษาได้

ทีมแพทย์โหมกระหน่ำใส่ยาปฏิชีวนะทุกชนิดแม้กระทั่งยาออกฤทธิ์รุนแรงสุดยังใช้ไม่ได้ผล !?!...

 

 

            ย้อนไปวันที่ 26 เมษายน 2559 คนไข้หญิงรายนี้ไปรักษาตัวคลินิกแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียด้วยอาการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection) อาการแบบนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 75-95 เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอีโคไล (E.coli) หมอจึงรักษาตามปกติ ด้วยการส่งเชื้อตรวจที่ห้องแล็บและให้ “ยาปฏิชีวนะ” หรือยาแก้อักเสบ คนไข้ทั่วไปอาการจะดีขึ้นหรือหายภายใน 2-3 วัน

แต่ปรากฏว่า อาการของรายนี้ไม่ดีขึ้นหมอเลย เปลี่ยนไปใช้ “ยาปฏิชีวนะกลุ่มโคลิสติน” ตัวออกฤทธิ์แรงที่สุด ผลปรากฏว่าเอาไม่อยู่ เชื้อยังไม่ลด ทำให้เกิดความสงสัยว่าคนไข้ติดเชื้ออะไรมาแน่ และประวัติของคนไข้ไม่ได้เดินทางออกนอกสหรัฐอเมริกาเลยในช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา

 

           

 

เมื่อผลตรวจจากห้องแล็บมาถึง คณะแพทย์ถึงกับตกตะลึง เพราะเป็นเชื้อ “ซูเปอร์บั๊ก” หรือโรคที่เกิดจาก “แบคทีเรียสายพันธุ์ดื้อยาปฏิชีวนะทุกชนิด” และไม่เคยมีรายงานในวงการแพทย์มาก่อน โดยพบยีนชื่อ “mcr-1” ทำให้เกิดอาการดื้อยา “โคลิสติน” ถือเป็นครั้งแรกที่พบเชื้ออีโคไลดื้อยาโคลิสตินในอเมริกา แต่หลายประเทศในยุโรปรวมถึงแคนาดาเคยพบมาบ้างแล้ว

            โชคดีที่คณะแพทย์ตัดสินใจใช้ยากลุ่มอื่น และใช้แบบผสมหลายชนิดทำให้คนไข้หญิงรายนี้รอดจากการเสียชีวิตไปได้ หากเป็นโรงพยาบาลทั่วไปที่ไม่ได้ส่งเชื้อตรวจและปรับยาให้ถูกวิธี คนไข้อาจเสี่ยงชีวิตได้...

            “ซูเปอร์บั๊ก” คือเชื้ออะไร ? คนไข้เสี่ยงเสียชีวิตแค่ไหน ?

            ซูเปอร์บั๊ก (Superbug) หมายถึง เชื้อโรคที่รุนแรงและแข็งแรง ปกติหมอจะเรียก “เชื้อโรค” สั้นๆ ว่า “บั๊ก” ดังนั้นถ้าคุณหมอเรียกว่า “ซูเปอร์บั๊ก” ก็หมายถึงเชื้อโรคซูเปอร์รุนแรงไม่สามารถใช้ยาปกติทั่วไปรักษาได้นั่นเอง

 

 

            ซูเปอร์บั๊กเป็น “เชื้อแบคทีเรียดื้อยา” ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาที่แพทย์ใช้รักษาหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั่วไปจัดการได้ ในอดีตเชื้อพวกนี้ไม่รุนแรงมากนักสามารถใช้ยาทั่วไปรักษาได้ผล แต่ในระยะหลังเชื้อแบคทีเรียมีการปรับตัวหรือปรับสายพันธุ์สร้างพันธุกรรมให้แข็งแรงหรือที่เรียกกันว่าเชื้อดื้อยา

            ซูเปอร์บั๊กตัวแรกที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการแพทย์ทั่วโลกนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2009 ชื่อ “นิวเดลฮี เมทัลโล บีตา แลคตาเมส” ตัวย่อคือ “เอ็นดีเอ็ม-วัน” (NDM-1 : New Delhi Metallo-beta-lactamase) เนื่องจากพบที่เมืองนิวเดลฮีของอินเดีย เชื้อตัวนี้เกี่ยวพันกับแบคทีเรีย อี.โคไล สาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและทางเดินปัสสาวะ เมื่อนำมาศึกษาเพิ่มเติมจึงรู้พวกซูเปอร์บั๊กตัวหนึ่งสามารถแพร่ติดต่อไปยังเชื้ออีกตัวหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

            ปัจจุบันเชื้อโรคซูเปอร์บั๊กแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ด้วยกัน ได้แก่

            “เชื้ออีโคไล” ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไตอักเสบ ท้องเสียรุนแรง

            “เชื้อเครบซีลลา นิวโมเนีย (Klebsiella pneumonia)” ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ แพทย์เรียกโรคนิวโมเนีย หรือชาวบ้านเรียก โรคปอดบวม โรคปอดอักเสบ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเชื้อแบคทีเรียทุกชนิดสามารถกลายพันธุ์เป็นซูเปอร์บั๊กได้หมด และเชื้อดื้อยาแบคทีเรียทั้งสองชนิดสามารถลุกลามเข้าไปติดเชื้อในกระแสเลือดและกระจายติดเชื้อในอวัยวะอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

            เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคการเดินทางแสนสะดวกสบาย นักท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลกในพริบตานั้น ทำให้กลายเป็นพาหะนำโรคไปแพร่ระบาดได้รวดเร็วเช่นกัน เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียสามารถติดต่อได้ทางปาก หรือผ่านการดื่มกินอาหารและน้ำ การหายใจ เช่น ไอ จาม

 

            ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงสุด คือ การแพร่ระบาดทางการสัมผัสจากบาดแผล เชื้อซูเปอร์บั๊กมักแพร่กระจายในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ หรือจากการผ่าตัด โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง

            กรณีที่เกิดขึ้นทำให้วงการแพทย์ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงพิษร้ายของซูเปอร์บั๊ก และวิเคราะห์กันว่าอาจก่อให้เกิดยอดจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโรคดื้อยาและเสียชีวิตหลักสิบล้านคนขึ้นไปในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ข้อมูลจากเว็บไซต์ amr-review.org รายงานตัวเลขว่า ปัจจุบัน คนไข้ในสหรัฐและอเมริกาเสียชีวิตจากดื้อยาเพิ่มถึง 5 หมื่นคนต่อปี หากเป็นตัวเลขทั่วโลกอาจมากถึง 7 แสนคนต่อปี

            และถ้าปล่อยให้การดื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายในปี ค.ศ.2050 จะมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านคนต่อปี หรือประมาณชั่วโมงละ 1 ,000 คน ชนะตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งที่เสียชีวิตปีละ 8 ล้านคน โรคเบาหวานปีละ 1.5 ล้านคน โรคท้องร่วงปีละ 1.4 ล้านคน อุบัติเหตุท้องถนนปีละ 1.2 ล้านคน

 

 

 

 

            ในทวีปเอเชียอาจมีผู้เสียชีวิตจากซูเปอร์บั๊กไม่ต่ำกว่า 4.7 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ระบุว่า ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยากำลังเข้าขั้นวิกฤติ

เพราะคนไทยปัจจุบันติดเชื้อแบคทีเรียประมาณ 8.8 หมื่นคนต่อปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึง 3.8 หมื่นคนต่อปี

และเป็นตัวเลขจากการเก็บข้อมูลของโรงพยาบาลบางส่วนเท่านั้น หรือประเมินว่าเสียชีวิตวันละ 100 คน ซึ่งเชื่อกันว่าตัวเลขจริงอาจมีมากกว่านี้หลายเท่า เนื่องจากคนไทยยังไม่เข้าใจปัญหาการใช้กินยาต้านแบคทีเรียที่ถูกวิธี

            ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี อธิบายว่า เชื้อที่พบในตัวผู้ป่วยชาวอเมริกา “mcr-1” นั้น เคยพบในไส้หมู แต่ไม่เคยมีรายงานพบในมนุษย์ ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามาจากไหนกันแน่ ต้องใช้เวลาศึกษาอีกสักพัก

            “ปกติในร่างกายคนมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ตามอวัยวะต่างๆ แต่จะปรับสมดุลทำให้เราไม่ป่วยไข้ การกินยาปฏิชีวนะ หรือแอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) โดยไม่ถูกวิธีทำให้เชื้อแบคทีเรียบางตัวหายไปจากร่างกาย เชื้อใหม่ที่รุนแรงกว่าก็เข้ามาอาศัยอยู่แทนที่ตัวเดิม คนไทยซื้อยาปฏิชีวนะหรือที่เรียกกันว่ายาแก้อับเสบกินโดยไม่จำเป็น เท่ากับเปิดทางให้เชื้อโรคที่ไม่ดีเข้ามาในร่างกาย เช่น ถ้ากินน้อยไปก็ฆ่าเชื้อไม่หมดแบคทีเรียจะทำลายส่วนที่ไม่ดื้อยาและเหลือส่วนที่ดื้อยา เชื้อพวกนี้จะเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น หรืออาจเป็นกรณีที่เชื้อโรคเจอยาบ่อยๆ มันก็ปรับเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแรง ทำให้ยาตัวเดิมจะไม่สามารถกำจัดมันได้”

            แพทย์ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นให้ข้อมูลว่า การสั่งยาให้คนไข้ผิดวิธีหรือกรณีที่คนไข้ไปซื้อยาปฏิชีวนะกินเองจากร้านขายยานั้น เป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดเชื้อดื้อยาในประเทศไทย  หลายคนไม่รู้ว่า เป็นไข้หวัดเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสไม่จำเป็นต้องกินยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน เพราะเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ฆ่าไวรัส หรืออาการท้องเสียบางครั้งก็ไม่เกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นทั้งหมอและคนป่วยต้องช่วยกัน แก้ปัญหาไม่กินยาอย่างผิดวิธีและไม่กินโดยไม่จำเป็น

 

 

            สำหรับยาแก้อักเสบที่คุ้นชื่อกันนั้น ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) อ็อกเมนติน (augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (azithromycin) ฯลฯ พ่อแม่ผู้ปกครองมักซื้อยาเหล่านี้ตามร้านขายยาให้เด็กที่เป็นหวัดกิน ทั้งที่อาการ 8 ใน 10 ครั้งเกิดจากเชื้อไวรัสไม่เกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรีย

            เด็กที่กินยาต้านแบคทีเรียมากเกินไป ทำให้จุลินทรีย์หรือเชื้อโรคดีๆ ที่มีประโยชน์เสียสมดุลไป โดยเฉพาะเชื้อโรคชนิดดีที่เป็นด่านป้องกันในระบบทางเดินอาหาร หากสมดุลเหล่านี้เสียไปทำให้มีอาการภาวะภูมิแพ้ หอบหืดได้ง่าย และ เมื่อถึงเวลาเด็กป่วยติดเชื้อแบคทีเรียจริง ยาแก้อักเสบทั่วไปก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ต้องใช้ยากลุ่มที่ราคาแพงขึ้นเพราะเชื้อโรคดื้อยาราคาถูกเสียแล้ว

 

 

            ทั้งนี้ ซูเปอร์บั๊กนอกจากแพร่ระบาดจากผู้ป่วยที่เป็นพาหะแล้ว ในเมืองไทยยังพบการติดจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลด้วย เช่น ซูเปอร์บั๊กที่ชื่อ อะซินีโตแบคเตอร์ บอมานีไอ (Acinetobacter baumannii) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเรียกกันว่า “เอ บอม” เชื้อร้ายตัวนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบ พบบ่อยในห้องไอซียู เพราะเป็นแหล่งรวมของซูเปอร์บั๊ก ผ่านการติดต่อโดยสัมผัสหรือโดยเครื่องมือแพทย์ ที่สำคัญคือ หากคนไข้เสียชีวิตจากซูเปอร์บั๊ก จะได้รับการรายงานเบื้องต้นตามอาการว่า

 

 
            “คนไข้เสียชีวิต จากปอดบวม ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด”

            โดยไม่ได้สืบค้นว่าเกิดจากเชื้อโรคตัวใด เพราะไม่อยากรายงานว่าซูเปอร์บั๊กระบาดในไทยแล้ว หรือเพราะไม่อยากเสียเวลาอธิบายกับญาติคนไข้ ?

            กลุ่มเครือข่ายต่อต้านการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ถูกต้อง พยายามเรียกร้องให้ทุกโรงพยาบาลในประเทศไทยตรวจสอบเจาะลึกและเปิดเผยข้อเท็จจริง “สาเหตุผู้ป่วยเสียชีวิต” หลังจากนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์แท้จริงว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงไร
  
            ที่สำคัญคือการท้าพิสูจน์ตัวเลขที่ประเมินว่า คนไทยเสียชีวิตจากซูเปอร์บั๊กวันละ 100 คนนั้น จริงหรือไม่ ?

 

 

 ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คมชัดลึก

20 มิถุนายน 2559 

 

 

 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net