วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นินทามาเลย์...เร่เข้ามา ตอนที่ 1


มองมุมสูง ในเมือง KL. ย่าน L.U.G.

หน้าร้านอาหารเพื่อสุขภาพ (ของนักท่องเที่ยวและการพนัน)บนเมืองเกนติ้ง

บรรยากาศร้านขายล็อตเตอรี่ ทั่วไป

ร้านขาย CD,VCD มีทุกชาติทุกภาษา ในย่านลิตเติ้ลอินเดีย ปีนัง

สามล้อบริการนักท่องเที่ยว ในเมืองปีนัง ย่าน คูกงสี

เครื่องบูชา แบบฮินดู

เครื่องบูชา แบบพม่า

วัดจีน หรือศาลเจ้า

ขออภัย ที่รูปทั้งหลายไม่ตรงกับเนื้อหา

(ตอนที่ 1)

ฉันเคยเข้ามาทำเปิ่นๆในมาเลย์หลายครั้ง ครั้งแรกสุด ราวๆเกือบสิบปี ฉันและเพื่อนอีกสองคน ตั้งใจแค่ขับรถเข้ามาในตลาดมาเลย์ฝั่งตรงข้ามกับสุไหงโกลก ซึ่งอยู่ชนแดนกัน แต่พลาดท่าหลงทาง ขับรถเลยด่าน(ทั้งที่ทำใบผ่านแดนเท่านั้น) ออกมาไกลจนถึงโกตาบารู ดูในแผนที่น่าจะประมาณ 50 กว่ากิโลเมตร ไปถึงเมืองนั้น จะจอดรถก็ไม่ได้ เพราะเราไม่มีเหรียญมาเลย์จะหยอดเป็นค่าจอด หิวข้าวหิวน้ำอีกต่างหาก ขากลับก็หลงวนไปทางอื่นเพราะถนนหนทางของเขาตัดสานเป็นตาข่าย จนกระทั่ง มาเจอเขตหมู่บ้านคนไทย(สัญชาติมาเลย์) ที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อราวๆเกือบสองร้อยปี (ถ้าจำไม่ผิด) จึงได้จอดรถลงไปกราบพระนอน ที่ป้ายหน้าวัดเป็นภาษาไทย เขียนชื่อวัดแบบไทยๆ และบอกว่า เป็นวัดที่อยู่ในการดูแลของคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย

กราบพระเสร็จ มากินขนมจีนรสชาดไทยๆ คุยกับแม่ค้าที่พูดไทย(แบบโบราณน่าฟังมาก) และได้จ่ายเงินไทย เฮ้อ...หนนั้น คิดขึ้นมาทีไร หวาดเสียวปนสุข ปนขำทุกทีเลย


แต่หนนี้เข้าเมืองถูกต้องตามกฏหมาย มาทำมาหากินสุจริต ที่จริงเล่าไว้เป็นตอนๆ ในเวบประชาไท แต่ตอนที่เอามาลงที่นี่ ไม่คิดจะลงที่โน่นเพราะมันดู กระจุ๋มกระจิ๋ม ส่วนตัวเกินไป น่าจะเหมาะกับบล็อกส่วนตัว (แม้เปิดเผยต่อสาธารณะก็ตาม)
จึง ตั้งชื่อเรื่องว่า นินทามาเลย์ เร่เข้ามา...เพราะสวมบทบาทแม่ค้า..ในงานแสดงสินค้าไทย ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ เรียกย่อตามประชาชนที่นั่นว่า เคแอล


วันนั้น เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ชาวเมืองเคแอลจะหอบลูกจูงหลาน หนุ่มควงสาวมาเดินซื้อสินค้าไทยๆกันคึกคัก ที่ห้างซันเวย์ปิระมิด ตรงโต๊ะขายต้มยำกุ้งเนืองแน่น มุมขายกล้วยไม้ประดิษฐ์ ที่สวยงามเหมือนของจริง ก็กำลังขายดี หรือแม้แต่มุมขายของแห้งประเภทบะหมี่สำเร็จรูปก็ขายดี

สินค้าในส่วนของฉัน ส่วนใหญ่เป็นผ้าไหมราคาสูง ลูกค้าที่มาดูมาลูบมาคลำ มักจะสูงวัย และตัดสินซื้อไปทีละหลายหลา ส่วนสาวๆจะเลือกผ้าพันคอผ้าไหมหรือไม่ก็ประเป๋าสานจากหลากวัสดุที่ล้วนแล้วแต่เป็นงานทำมือ สิ่งหนึ่งที่เราไม่รู้และขนไปพอประมาณคือเสื้อผ้าสำเร็จรูปทอมือจากทางเหนือ มีลวดลายปักเป็นรูปคนหรือสัตว์ เมื่อลูกค้าที่เป็นชาวมุสลิมมาพลิกดู เห็นลวดลายปุ๊บก็วางปั๊บ มารู้ความจริงเมื่อลูกค้าคนจีนที่กลายมาเป็นเพื่อนในเวลาต่อมา มาลูบๆคลำๆแล้ววางมันลง จึงถามด้วยความสงสัย เธอจึงบอกว่าคนอิสลามเขาห้ามเอารูปสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มาประดับเสื้อผ้า และเธอเองก็เลยรู้สึกคล้อยตามไปด้วย จึงไม่กล้าใส่เช่นกัน

แต่มีอีกกระจาดหนึ่ง ที่หลายคนมักจะแวะมายืนอ่านสรรพคุณสินค้าที่เราเขียนแปะเอาไว้ ผู้ชายผิวขาวหน้าตี๋ อายุร่วมสี่สิบคนนี้ก็สนใจ จากหางตาฉันเห็นว่าเขาแอบมองฉันอยู่ แล้วก้มมองที่สินค้าอย่างเงียบๆ เหมือนสนใจ

“น้ำมันสปา ลองทาบนผิวหนังได้นะคะ” ฉันเปิดขวดทดลองให้เขาดมกลิ่น แต่เขากลับหยิบเอาสบู่สมุนไพรที่มีส่วนผสมของว่านรักษาสิวฝ้าขึ้นมาดม โดยไม่พูดอะไร ฉันจึงพยายามจะขายต่อไป ภาษาที่ใช้สื่อสารคืออังกฤษ

“สบู่สมุนไพร เหมาะสำหรับผู้หญิง ซื้อไปฝากภรรยาสิคะ ซื้อสามก้อนแถมหนึ่งก้อน” ฉันเห็นเขาชะงักมือ มองหน้าฉันแล้วยิ้มอายๆใบหน้าแดงซ่าน พลางตอบเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า

“ผมยังไม่ได้แต่งงานครับ”

“อ้าว ! ขอโทษค่ะ” อ้าวของฉันหลายความหมายเหมือนกัน

“คนไทยเหรอคะ ขอโทษค่ะ” ฉันกลับเป็นฝ่ายเขิน

“มาเลย์ครับ”

“ทำไมพูดไทยได้ชัดมาก”

“ผมจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ”

“อ้าว....เหรอ” อาการหน้าแตกของฉันคงทำให้เขาขำ เพราะฉันรู้สึกว่าเขาแกล้งยืนดูสินค้าเพื่อดูลีลาการขายสินค้าของฉันมากกว่า แต่ในที่สุดฉันก็ขายสบู่ให้เขาได้ และก่อนจากไปเขายื่นนามบัตรมาให้ ในนั้นเขียนว่า “ผู้จัดการบริษัท” เกี่ยวกับพลังงานอะไรสักอย่าง ที่สำคัญเขาบอกว่า ในนามบัตรนั้นมีเบอร์มือถือที่ใช้ในเมืองไทยอยู่ด้วย มีอะไรให้ช่วยก็โทรฯหาเขาได้

จนแล้วจนรอด ฉันไม่มีเรื่องต้องรบกวนเขาสักที ชื่อและเบอร์โทรฯในนามบัตรพลัดหายไปจากความทรงจำ สิ่งที่จำได้ก็คือ คำพูดภาษาไทยที่นุ่มหูชวนฟัง จากชายต่างแดนคนหนึ่งเท่านั้นเอง

อีกครั้ง...ในสถานที่เดิม

หญิงสาววัยรุ่นสองคน ผิวขาวๆตัวเล็กๆ หน้าตาคล้ายคนไทย แต่แต่งตัวเหมือนพนักงานขายของในห้าง เธอสองคนมายืนมองดูฉันขายสินค้าแล้วยิ้มให้ ฉันยิ้มตอบ คิดว่าเธอคงสนใจสินค้าแต่ยังไม่ตั้งใจจะซื้อ จึงแค่มาสำรวจ แต่เมื่อเธอเอ่ยขึ้น ฉันกลับงงอีกแล้ว

“ขายดีมั้ยคะพี่” นั่นคือภาษาไทยชัดเจน

“เป็นคนไทยเหรอคะ” เธอพยักหน้า

“มาทำงานที่นี่เหรอค่ะ” เธอบอกว่าใช่ เธอสองคนขายของในห้างนี้

“อ้าว เหรอ... มาทำได้ยังไงคะ แล้วได้กลับบ้านบ่อยไหม มาอยู่นานแล้วหรือยัง”
ฉันถามยาวเป็นขบวนรถไฟ จนเธอสองคนหัวเราะชอบใจ สงสัยคงตอบไม่ทัน

“หนูสองคนเป็นคนไทยมาเลย์ค่ะ บ้านอยู่ที่เคด้าห์นี่เอง”

“อ้าว........” 


อ้าวคำสุดท้าย แล้วเราก็หัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข

               ..................

ขอบอบคุณดนตรีประกอบ "วงอัสลีมาลา"

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net