วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การดูแลสุขภาพตนเอง (ตอนที่ 1ความสำคัญ )


ชีวิตคนเรานั้น แม้จะหลีกเลี่ยงความตายไม่พ้น แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงความยากลำบากจากการเจ็บป่วยและความทุพพลภาพรวมทั้งผลพวงจากความชราได้ แม้จะไม่เต็มร้อยก็ตาม วิชาการความรู้เกี่ยวกับการชะลอวัย ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้เราแสวงหา เพียงแต่เราพร้อมที่จะก้าวเข้าไปหาและทดลองกับตนเองหรือยัง 

นับเป็นเวลานานนับหลายๆสิบปี ที่เราต่างเรียนมาหรือที่ได้ยินมาว่า สุขภาพดี ต้อง ออกกำลังกาย ต้องทานอาหารครบ ห้าหมู่  แต่เวลาผ่านไป ทำไมเราจึงพบคนที่ป่วยเป็นโรคที่ไม่ติดเชื้อ ไม่ติดต่อ มากขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้รัฐต้องเสียค่าดูแล โรคที่คนเราหามากันเอง เพราะความประมาทในชีวิต เพราะการไม่ดูแลตนเอง ปล่อยให้ชีวิตอยู่กับความเคยชิน ที่ให้ความสุขเพลิดเพลิน ได้กินของอร่อยตามที่ใจอยาก ได้อยู่ที่สบายไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยยาก โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือ ขนมที่เคลือบด้วยยาพิษ กว่าจะรู้ตัว ก็แทบถึงวาระสุดท้าย แก้ไขอะไรได้ยาก

มองดูผู้คนในสังคม  เราจะเห็นว่า ทำไมคนที่ยังเดินเหิน ออกแรงได้ ออกกำลังกายได้ แต่กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตที่สบายไม่ต้องออกแรง แต่ครั้นป่วยเป็นอัมพาต กลับขยันขันแข็งอยากที่จะเดิน เดินสองขาไม่ชอบเดิน ชอบรอตอนที่ต้องใช้ ไม้เท้าค้ำยัน

อาหาร ห้าหมู่ กับการออกกำลังกาย มันช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง เราจึงยังเป็นคนปกติ ที่อมโรคอยู่ จึงเห็นบ่อยๆว่าคนนี้ ออกกำลังกาย แต่ทำไมมาป่วย  คนนี้ก็กินแต่ของดีๆ ทำไมเป็นโรค ทั้งนี้เพราะว่า เรายังไม่เข้าใจ คำที่ว่าอาหาร ห้าหมู่ และ การออกกำลังกาย อย่างถ่องแท้นั่นเอง

สุขภาพที่ดี ไม่ได้หมายถึง น้ำหนักลด ตัวผอม แต่หมายถึง องค์รวมในร่างกายสมดุลทั้งอัตราส่วน ของกล้ามเนื้อ ไขมัน น้ำ กระดูก และระบบหลอดเลือด ที่มีความยืดหยุ่นตัวสูง

 

ปัจจัยที่ทำให้สุขภาพดีนั้นประกอบด้วยตัวแปรหลายตัว  ส่วนที่เป็นปัจจัยภายใน คือผลจากพันธุกรรม อาจเป็น 1ใน3 ส่วนอีก 2ใน3 นั้นมาจาก ปัจจัยภายนอก นั่นคือความเชื่อของเราที่มากำหนดวิถีชีวิตของเรานั่นเอง  ความเชื่อชุดหนึ่ง ย่อมเป็นเหตุให้เรามีชุดความจริงอยู่ชุดหนึ่ง เพราะความจริงคือสิ่งที่เราเชื่อ นี่คือความจริงได้เพราะความเชื่อ แต่ยามใดที่เราลองกล้าที่จะเปลี่ยนความเชื่อ เราก็จะได้ความจริงอีกชุดหนึ่ง

ทอดตาไปยังผู้คนทั้งหลายในโลกนี้ เราอาจแบ่งคนที่เรียกว่าปกติจำนวนหนึ่ง กับแบบไม่ปกติจำนวนหนึ่ง แบบปกติ มีอยู่ 94%  คือพวกเราทั้งหลายที่ยังกินอยู่หลับนอนกันได้ กับพวกที่ไม่ปกติ มีอยู่ 6%

 3% คือพวกที่ป่วยแบบเห็นได้ชัดเจน คือใครเห็นก็ต้องรู้ว่านี่คือคนป่วย  กับอีก 3% ที่เป็นคนที่มีสุขภาพระดับดีเยี่ยม ชนิดย้อนวัย คือ อายุเซล มันน้อยกว่า อายุ ปฏิทิน

คนที่สุขภาพดีเยี่ยม คือคนที่มีอายุเซล อ่อนกว่า อายุปฏิทิน

คนที่มีสุขภาพเสื่อมหรือคนป่วยเรื้อรัง คือคนที่มีอายุเซล  มากกว่า อายุปฏิทิน

สองกลุ่มนี้ชัดเจนในตัวเอง  คนที่สุขภาพดีเยี่ยม เขาก้าวมาถึงตรงนี้ เขาย่อมรู้ถึงความสดใสของร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เขาจึงมีความตั้งใจที่จะประคองสภาวะเหล่านี้ให้อยู่นานเท่าที่จะทำได้ การใช้ชีวิตของเขาจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง คนกลุ่มนี้จึงมีวินัยกับตนเอง

คนที่มีสุขภาพถึงขั้นป่วย เขาย่อมรู้ถึงความทุกข์ที่ประสบ และก็หวนคิดถึงสาเหตุที่ผ่านมา และก็พยายามที่จะปฏิบัติเพื่อให้หวนคืนสภาพปกติ เช่นคนอัมพาตที่พยายามจะเดิน และมีวินัยอดทนกับการต้องเดิน คนที่สูบบุหรี่จนปอดพัง ก็สามารถเลิกได้เด็ดขาด เพราะหายใจไม่ไหว ซึ่งก่อนหน้าที่ยังหายใจได้ ก็ไม่สามารถเลิกได้ คนกลุ่มนี้ก็ไม่น่าห่วง เพราะเขาต้องมีวินัยเพื่อที่จะฟื้นฟูความปกติกลับมา

สรุปคือ คนที่สุขภาพดีเยี่ยม มีวินัยเพราะต้องรักษาความปกติ  คนป่วยมีวินัยเพราะต้องการคืนสู่ความปกติ

คนที่น่าห่วงที่สุดกลับอยู่ที่ คนปกติซึ่งคือคนส่วนมาก  94% ที่คิดว่าตนเองยังแข็งแรงดูดี ตรวจสุขภาพก็ปกติทุกครั้ง บางวันอาจมีอาการอ่อนเพลียเวียนหัวบ้าง อาหารไม่ย่อยบ้าง ท้องผูก ท้องเสียบ้าง เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว คันตามร่างกาย เล็บเป็นคลื่น  กล้ามเนื้ออ่อนแรงบ้าง ปวดบวมตามข้อต่างๆบ้าง มีแผลเรื้อรังหรือแผลร้อนใน ในปากบ่อยๆ  เดินเหินปีนป่ายขึ้นบันไดไม่ไหว รู้สึกเหนื่อย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความปกติ ว่า ถ้าอายุขนาดนี้ ก็เป็นแบบนี้แหละ จากนั้นก็ใช้ชีวิตเดิมๆ ขึ้นบันไดเหนื่อย ก็ใช้ลิฟ เดินขึ้นภูกระดึงไม่ไหว ก็สร้างกระเช้าแทน จอดรถก็ต้องวนหาที่ที่ใกล้ที่สุด เพื่อที่จะได้เดินน้อยๆ อาหารที่รับประทานก็เลือกที่รสชาติ สีสันและกลิ่นที่ยวนใจเป็นหลัก ไม่ได้มองทะลุไปถึงสารอาหารที่รับเข้าไป  ทั้งหมดนี้คือวิถีของคน  94% อาจกล่าวได้ว่า นี่คือกระแสโลก

การที่เราจะทวนกระแสโลกได้นั้น เราต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีศรัทธาต่อสิ่งที่เราจะปฏิบัติ

เรื่องการดูแลร่างกายและใจเรานี้ ผมขอยกคำกล่าวของ โยซัง อูเอซึงิ เขาว่าดังนี้

“หากทำก็สำเร็จ หากไม่ทำก็ไม่สำเร็จ การใดก็ตามที่ไม่สำเร็จ นั่นเป็นเพราะไม่ลงมือทำ “

สาเหตุที่คนเราไม่ลงมือทำอะไรมาจากสามเรื่อง คือ

1.ขาดแรงจูงใจ คือไม่ได้ต้องการผลที่เกิดจากการกระทำอย่างแท้จริง หรือไม่รู้ซึ้งถึงความสำคัญของการกระทำนั้น

 (ข้อควรระวังคือ   คนเรามักตอบสนองอย่างรวดเร็วกับสิ่งที่เห็นด้วยตา  โดยเปรียบเทียบความเสียเปรียบได้เปรียบ ถ้าสิ่งใดที่ไม่สามารถตอบสนองออกมาแบบเห็นชัดๆ หรือต้องใช้เวลานาน เรามักไม่ค่อยทำ  จำไว้ว่า ถ้าการกระทำนั้นมีผลเป็นการพัฒนาตนเองทั้งกายและใจ หรือเป็นการให้ความรักความเมตตาต่อผู้อื่น ขอให้ทำเถิด  แม้จะไม่สามารถมองเห็นด้วยตา แต่มันจะกลายเป็นผลดีกับตัวเราอย่างมาก)

ตัวอย่างที่ชัดคือ หาวิธีที่สั้นที่สุดในการลดความอ้วน ถ้าเห็นผลทันทีก็จะเลือกวิธีนั้น โดยไม่ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายหลัง หรือไปดูดไขมัน หรือกินยาลดน้ำหนัก เพื่อเห็นผลเร็วๆ เป็นต้น

2.ที่ไม่ทำเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มจากจุดไหน ขอบอกว่าทำเถิด จะเริ่มจุดไหนก็ช่าง ให้มีก้าวแรกขึ้นมาก่อน ก้าวต่อๆไปมันตามมาเอง

3.การรอเพื่อเตรียมใจ หรือรอเพื่อให้พร้อมก่อนทุกเรื่องแล้วค่อยทำ คิดแบบนี้ไม่มีวันได้ทำแน่ เพราะเราจะรอแล้วก็รอต่อไปเรื่อยๆ  เราต้องทำไปพร้อมกับความกลัวและก็แก้ไขปรับปรุงกันไปพร้อมกับแบบฝึกหัดที่เข้ามาเรื่อยๆ  ไม่ต้องรอให้หายกลัวหรือพร้อมเต็มที่แล้วค่อยทำ  ความกลัวไม่มีวันหายตราบเท่าที่ยังไม่ได้ลงมือ  และในเมื่อยังไม่ลงมือ เราจะเอาแบบฝึกหัดมาเปลี่ยนตนเองจากไหน

จิตใจนั้นมีอิทธิพลต่อกาย คือมีอิทธิพลต่อเซลทุกเซลในร่างกายเรา ดังนั้นจิตใจเราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงความเสื่อมหรือความชราให้ชะลอหรือกลับฟื้นความเยาว์วัยขึ้นมาได้ เพราะจิตใจนี้เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา

หลายสิ่งหลายอย่างที่เรารู้เห็นได้ยินจนเป็นปกติ ดังเช่นการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติในมนุษย์เรา เด็กๆกินอิ่ม วิ่งเล่น นอน โตขึ้นเรียนให้หนัก หางานหาเงิน สะสมทรัพย์สมบัติให้มากๆ แก่ตัวจะได้สบาย ไม่ต้องออกแรงทำงาน มีเงินไว้ซื้อกินของดีๆอร่อยๆ ไว้รักษาโรค

ภาพลวงตาเหล่านี้ กลายเป็นความจริงชุดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ว่านี่คือสิ่งที่ต้องเป็นไป อายุมากขึ้นต้องงองุ้ม ต้องเจ็บไข้ ต้องไม่มีแรง ต้องลงพุง ต้องสะโพกย้อย ถ้าไม่อ้วน ไม่ลงพุงถือว่าผิดธรรมชาติ ดูไม่ดี ไม่สมฐานะ ต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องกินยา ต้องกายภาพบำบัด

เวลาโตเป็นผู้ใหญ่ จะวิ่งเล่นอย่างเด็กไม่ไหว จะนอนเร็วแบบเด็กเล็กไม่ได้ กลับจากงานก็ขอเสพสุขกับการกิน นอนดูทีวีเพื่อความบันเทิง หาอะไรดื่มเพื่อคลายเครียด พอนอนดึกก็ตื่นเช้าไม่ไหว จะออกกำลังกายก็ไม่มีแรง เพราะเดี๋ยวต้องเจอสภาพรถติด ถึงที่ทำงานใช้ลิฟแทนบันไดดีกว่า ไม่เหนื่อยดี

นี่คือชุดความจริงที่เราเห็นและเราสรุปว่าคนเราต้องเป็นอย่างนี้แหละ ไม่ผิดหรอกที่คิดเห็นอย่างนี้ เพราะความคิดเห็นแบบนี้อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมโลกที่เห็นด้วยกับเราเกือบจะทั้งโลกก็ว่าได้

 

(ภาพที่เห็นเป็นการเปรียบเทียบ สภาพร่างกายที่ห่างกัน ถึง 20 ปี ผมเริ่มดูแลตนเองหลังจากที่เริ่มป่วยช่วงอายุ 47-50ปี ก็ประมาณ พศ.2548-2551  เริ่มรู้ตัวว่าแย่ จึงออกกำลังกายตามแบบที่จำๆกันมา ร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น แต่ตนเองรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่จุดที่น่าจะเป็น ผลเลือดมีหลายตัวที่ไม่น่าพอใจ จนมาศึกษาเรื่องของอาหารและการออกกำลังด้วยนำตัวเข้าทดลอง ประมาณสองสามปีก่อนหน้านี้)

ผมได้ใช้ชีวิตผม เข้ามาลองผิดลองถูกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายกับการกินอาหาร อยู่ระยะหนึ่ง จนมั่นใจ ที่จะถ่ายทอด องค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ วัดได้ ประเมินผลได้ นี้ออกไป  ขอให้มีความเพียร ในการปฏิบัติ จนปรากฏผลที่ตนเอง เป็น ปัตจัตตัง รู้เองเห็นเอง ต้องฝืนกิเลสที่เราตามใจมันมาตลอดชีวิต มันไม่ง่าย แต่ยามใดที่เราเห็นแจ้งแล้ว เราจะไม่อยากกลับไปเป็นแบบเดิมอีก

ผมจะทยอยลงเป็นตอนๆ ในเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การลดน้ำหนัก ไม่ใช่การออกกำลังกาย ไม่ใช่เวทเทรนนิ่ง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา มันเป็นองค์ประกอบที่มาประสมประสานในการบริหารร่างกายนี้ให้สมดุลย์  ผู้ที่สนใจและลองปฏิบัติดู จะพบว่า อายุปฏิทินเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้มันเป็นไป แต่อายุร่างกาย เราสามารถควบคุมมันได้จริงๆ

ในเรื่องการดูแลสุขภาพ ผมขอประมวลข้อสงสัยที่ส่วนมากชอบถามกัน ดังนี้

1.กินข้าวน้อยลงแล้ว ทำไมยังอ้วนอยู่อีก

2.ออกกำลังกายเช้าเย็น น้ำหนักไม่ลดสักที

3.รูปร่างผอมแต่ทำไม ไขมันในเส้นเลือดยังสูง

4.เพื่อนกินเก่งมาก ทำไมไม่อ้วน

5.เข้าครอสลดน้ำหนัก ได้ผลดี แต่มีอาการเพลียไม่สดชื่น ไม่มีกำลัง

6. จะกินเฉพาะวันที่ออกกำลังกาย วัยไหนไม่ออกกำลังกาย จะกินน้อยมากๆ

และอื่นๆ  คำตอบของคำถามเหล่านี้ มีตัวแปรที่ต้องอธิบายมาก เราจำเป็นต้องเข้าใจกระบวนการการทำงานของร่างกายเราก่อน เมื่อเข้าใจแน่ชัดแล้ว เราจึงเลือกวิธีการหรือการใส่ปัจจัยที่เหมาะสมในการบริหารร่างกายของเราได้

เรื่องที่อยากจะพูดเป็นเรื่องแรก คือเรื่อง B M R คืออะไร สำคัญต่อเราอย่างไร ทำไมเราต้องรู้ ค่าตัวนี้  เอาไว้เป็นตอนหน้าครับ

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net