วันที่ พุธ มิถุนายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นำเข้าข้าวสาลี และกากข้าวโพด ซ้ำเติมชะตากรรมเกษตรกรไทย


นำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดเอทานอล (DDGS) เพื่อผลิตอาหารสัตว์ กระทบต่อชะตากรรมเกษตรกรไทย ปัจจุบันเกษตรกรผู้ทำไร่มีพืชทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิดคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลังสามารถนำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน แต่ในหลายปีที่ผ่านมาผู้ผลิตอาหารสัตว์กลับหันไปนำเข้าข้าวสาลี และ DDGS (กากข้าวโพดเหลือจากการทำเอทานอล) มาใช้ผลิตอาหารสัตว์แทนการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ทั้งยังลดการสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ โดยดูเหมือนจะไม่ได้คำนึงถึงเกษตรตกรคนไทยด้วยกันให้มีโอกาสทางอาชีพทางการเกษตรที่มั่นคงในระยะสั้น และระยะยาว นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมาผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้นำเข้าข้าวสาลี และกากข้าวโพดเหลือจากการผลิตเอทานอล (DDGS) มาเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศมากขึ้นจาก โดยปี 2556 มีการนำเข้าข้าวสาลี และDDGS เข้ามา 810,424.29 ตัน และ 226,176.11 ตัน มาเป็น 3,467,117.12 ตัน และ 462,347.33 ตันในปี 2558 ตามลำดับ เพียงไตรมาศแรกของปี 2559 มีการนำเข้าถึง 777,276.87 ตัน และ 166,471.02 ตันตามลำดับ(ข้อมูลนำเข้าจากการะทรวงพาณิชย์) ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิต 5.6- 6 ล้านตันต่อปี ในสัดส่วนการใช้ข้าวโพดถึง 45-60% (ข้อมูลจากรายงานการประชุม 13 พ.ค. 59 สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์) แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมี 4-4.5 ล้านตัน ดังนั้นต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่น มาทดแทนการใช้ข้าวโพดประมาณ 2.6 ล้านตัน แต่ความเป็นจริงในปี 2558 ผู้ผลิตอาหารสัตว์นำเข้าข้าวสาลีและ DDGS มารวมถึง 3.9 ล้านตัน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ผลิติอาหารสัตว์ไทยหันไปพึ่งพาวัตถุดิบในการผลิตจากต่างประเทศมากขึ้น มีการลดสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในประเทศเพื่อผลิตอาหารสัตว์ปริมาณไม่น้อย ทำให้มีผลกระทบเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพืชไร่ซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยรวม โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 450,000 ครัวเรือน ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหนีไม่พ้น ความเป็นจริงเราต้องยอมรับว่าต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยมีต้นทุนที่สูงกว่าหลายประเทศ รวมทั้งค่าครองชีพในปัจจุบันของประเทศเราสูงขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศราคาสูง เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศโดยมีการเก็บภาษีการนำเข้าข้าวโพดฯ จากต่างประเทศในอัตราที่สูง เพื่อปกป้องช่วยเหลือเกษตรกรไทย จึงทำให้เกษตรกรขายข้าวโพดได้ในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิตและมีกำไรเพื่อเลี้ยงปากท้องของคนในครอบครัวได้ แต่จากข้อมูลการนำเข้า กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้อ้างกับกระทรวงพาณิชย์ว่าปริมาณข้าวโพดในประเทศไม่เพียงพอต่อการใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ภายในประเทศที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยขอนำเข้าข้าวสาลีและ DDGS (กากข้าวโพดที่เหลือจากการผลิตเอทานอล) มาใช้ชดเชยวัตถุดิบในประเทศที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ผลิตอาหารสัตว์ แต่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ถือโอกาสนี้นำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศมามากเกินจนเริ่มมีผลกระทบต่อความอาชีพและรายได้ของผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทย และมีแนวโน้มจะมีผลกระทบมากและรุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งผลกระทบดังกล่าวยังกระทบไปถึงผู้ผลิตมันสำปะหลัง และข้าวไทยด้วยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการนำรำข้าวสาลีอัดเม็ดจากประเทศอินโดนีเซียมาเพิ่มไม่น้อย แทนที่จะสนับสนุนรำข้าวสารไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ปลูกข้าวไทยอีกด้วย ถ้าภาครัฐยังคงปล่อยให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์นำเข้าข้าวสาลีและ DDGS เพื่อผลิตอาหารสัตว์อย่างเสรีโดยไม่คำนึงถึงเกษตรกรไทย และไม่มีมาตรการใด ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรไทยอย่างจริงจังและจริงใจ อีกหน่อยเกษตรกรคงไม่สามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เนื่องจากราคาต่ำจนประสบภาวะขาดทุน ทำให้เกษตรกรต้องเลิกและหันไปปลูกพืชที่มีอายุยาวกว่าอย่างเช่น อ้อย และมันสำปะหลังซึ่งอาจจะทำให้ผลผลิตเหล่านนั้นล้นตลาดและราคาถูกลงในอนาคตได้เช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้นเกษตรกรคนไทยจะไม่มีทางเลือกในการทำอาชีพปลูกพืชไร่ชนิดใดได้อย่างมั่นคง ก่อนที่จะถึงวันนั้น หวังว่ากลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยจะหันมาใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยในสัดส่วนที่สูงดังเดิม และลดการนำเข้าพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ ร่วมรับผิดชอบต่อสังคมช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน โดยไม่มุ่งเน้นแต่จะสร้างกำไรทางธุรกิจจนลืมเกษตรกรไทยที่เคยมีส่วนผลิตวัตถุดิบให้พวกเขามีธุรกิจที่เติบโตกินดีอยู่ดีได้ทุกวันนี้ สำหรับภาครัฐควรมีมาตรการเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น ป้องกันไม้ให้การนำเข้าข้าวสาลีและ DDGS อย่างเสรีมากจนกระทบต่อชาวไร่ข้าวโพดของไทย โดยการกำหนดโควตาการนำเข้าให้เหมาะสม และกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตวในสัดส่วนอย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตอาหารสัตว์ไทย ส่วนในระยะยาวควรเน้นให้การช่วยเหลือให้ความรู้เกษตรกรในการปลูกข้าวโพดและพืชไร่อื่น ๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นต้นทุนต่อกิโลกรัมต่ำลง ก็จะทำให้เกษตรกรมีอาชีพทางการเกษตรอย่างมั่นคงและแข่งขันได้กับต่างประเทศ ถ้าคนไทยไม่ช่วยกันปกป้องช่วยเหลือสร้างโอกาสทางอาชีพคนไทยด้วยกันแล้ว สังคมไทยคงจะต้องอยู่ยากขึ้นทุกวัน... ส่วนสำหรับการนำข้าวโพดในของตกลงของกลุ่มประเทศ AEC ถ้าต้องนำเข้าจริงต้องระวังไม่ให้ข้าวโพดจากชาติตะวันตก อเมริกา หรือแหล่งผลิตในประเทศนอกเหนือจาก ที่ได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิตข้าวโพดมาแปลงสัญชาติในกลุ่ม AEC แล้วนำเข้าประเทศไทยตามเงื่อนไข AEC ข่าวที่น่าเศร้าที่คือ ก่อนหน้านี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ กลุ่มอาหารสัตว์ได้เสนอให้ลดภาษีข้าวสาลีเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ และภาครัฐได้ลดภาษีข้าวสาลีให้เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ทำให้อาหารสัตว์เลี่ยงไปใช้ข้าวสาลีทดแทนการใช้ข้าวโพดในผลิตอาหารสัตว์มากยิ่งขึ้น ไม่คิดปกป้องเกษตรกรไทยกันเลย หวังว่าในเร็ววันนี้ ราชการ และรัฐบาลไทยจะกำหนดโควตานำเข้าข้าวสาลีและ DDGS เพื่อให้เกษตรกรไทยมีโอกาสทางอาชีพที่ดีขึ้น และไม่ซ้ำเติมเกษตรกรเหมือนกับการไม่เก็บภาษีข้าวสาลีในการนำเข้าอีก

โดย คนกลางทุ่ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net