วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องรักๆ หนักใจมั้ย (บทที่ 3 จากตกหลุมรักถึงตกลงปลงใจ)


บทที่ ๓ จากตกหลุมรักถึงตกลงปลงใจ

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “คนที่ใช่” ใช่ไหมคะ

ทำไม? เราจึงเห็นว่า ใครบางคนเป็นคนพิเศษ เป็นคนที่ใช่สำหรับเรา

ก็เพราะเขามีความผูกพันกับภาวะ คุณสมบัติ หรือมีสิ่งต่างๆคล้ายๆกับเรา มีบางคุณสมบัติหรือบางภาวะที่เรามีหรือเป็นในความเป็นจริงไม่ได้ เราจึงใฝ่ฝันถึงการมีการเป็นอย่างนั้นไงคะ เช่นเราชอบการพูดคุยสนุกสนาน แต่เรากลับเป็นคนขี้อาย พูดไม่เก่ง ไม่กล้าพูดคุยมากนัก เราจึงอยากได้คนรักที่มีคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับเราไปเลยคือคุยเก่ง คุยสนุก เมื่อเขาก็มีในทั้งสิ่งที่เราทั้งมีและไม่มีเหล่านั้น เขาจึงเป็นคนที่ตรงตามความใฝ่ฝัน จึงเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา

เนื่องจากในทางเดินชีวิต เราต้องพบอุปสรรคมากมาย บางครั้ง คนที่ใช่ ก็คือคนที่สามารถช่วยหาทางแก้ไขอุปสรรคในขณะนั้นๆแก่เราได้

หรืออาจเป็นที่เราเองเปลี่ยนเป้าหมายชีวิต เช่นเดิมอาจอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนที่เข้าใจเรา รักและห่วงใยเรา เราจึงพร้อมฟันฝ่าอุปสรรค ผจญความยากลำบากไปกับคนที่เราคิดว่าใช่ แต่ต่อมา เราอาจเปลี่ยนเป้าหมายเป็นอยากมีความสามารถที่จะดูแลบุคคลรอบข้างหรือสังคมได้อย่างเต็มที่ อยากมีชื่อเสียง คนที่ใช่ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีหรือสามารถทำให้เรามีในสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้

ดังนั้น หากเราเอาความรู้สึก ความต้องการ อุปสรรค เป้าหมายชีวิตของเราเป็นตัวตั้ง ในชีวิตเราก็อาจพบคนที่ใช่ได้หลายต่อหลายคน เพราะคนที่ใช่คือคนที่เหมาะกับเราในช่วงเวลาหนึ่งๆเท่านั้น ไม่มีใครเป็นคนที่ใช่สำหรับเราตลอดเวลา คนที่ใช่ในวันนี้ จะกลายเป็นคนที่ไม่ใช่ในวันหน้า

เราก็อาจต้องแสวงหาคนที่ใช่ หรือก็คืออยู่กับการ “เลือก”  ได้ตลอดเวลา

น่าเหนื่อยมั้ยคะ ที่ต้องเดินวนเวียนอย่างนี้ตลอดชีวิต

แล้วจะหาโอกาสที่ได้ใช้ชีวิตแบบร่วมรับทุกข์สุขกับใครสักคนตลอดชีวิตมาจากไหน

การแสวงหาคนที่ใช่อยู่ตลอดเวลา อาจหมายถึงการที่เรารักตัวเองมากเกินไป จนไม่สามารถยอมรับได้ความพร่องของคนอื่นๆได้ จนลืมตระหนักว่าเราเองก็มีความพร่อง ทุกคนมีข้อจำกัด มีความดี มีสิ่งที่ควรปรับปรุงอยู่ในตัว ไม่ใช่เพียงเราเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับเขา เขาเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะพยายามยอมรับเราเช่นกัน

ได้เรียนไว้แล้วว่าความรักคือความผูกพันของใจกับคุณสมบัติและสภาวะต่างๆอันเป็นแรงขับในการแสวงหา การสร้าง การรักษา การทำให้มากยิ่งขึ้นของความสุข อันทำให้เราแสวงหาผู้ที่มีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดความสุขดังกล่าว ฯลฯ ดังนั้นเมื่อจู่ๆหญิงชายพบคุณสมบัติที่ตนผูกพันในตัวสักคนที่เป็นเพศตรงข้าม คุณสมบัติที่เขาผูกพันหรือติดใจนั้นก็ทำให้เขาผูกพันเข้ากับคนคนนั้นด้วยเช่นกัน และเพราะการแสวงหาคุณสมบัติที่ทั้งเหมือนและต่างจากเราไปนี้ จึงนำมาสู่อาการที่เรียกว่า “ตกหลุมรัก”

เมื่อเราตกหลุมรัก ในช่วงแรกๆเราพร้อมจะโยนเหตุผลทั้งหมดแม้กระทั่งกฎเกณฑ์ทางสังคมและจริยธรรมทิ้งไปค่ะ ในโลกของความรักทุกอย่างกลายเป็นสีชมพู ไม่ว่าคนรักจะทำอะไร ล้วนดีงาม ถูกต้อง จนดูราวกับว่าคนที่เรารักช่างสมบูรณ์แบบ ไม่สามารถหาที่ติได้เลย ต่อให้ความรักที่เกิดไม่คล้อยตามคติโลก ขัดกับความดีงามที่ยอมรับกันในสังคม แม้มีใครมาตักเตือนเราอย่างไร เราก็ยอมรับความจริงได้ยากจนถึงไม่ยอมรับ แต่อาจจะกลับพยายามหาเหตุผลสนับสนุนให้ความรักของเราให้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

คงเพราะเหตุนี้นะคะ เลยมีคำพูดว่า ความรักทำให้คนตาบอด

แต่ชีวิตไม่อาจอยู่รอดโดยไม่มีเหตุผลได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เราจะไม่มีเหตุผลเพราะรักนี้จึงไม่ได้มีอยู่ตลอดไป ตำราว่าระยะนี้มักเป็นเวลาอยู่ประมาณ ๖  เดือนค่ะ หลังจากนั้น เราก็จะเริ่มกลับมาอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน

เราจะเริ่มเห็นข้อบกพร่องของคนรักที่เรามองข้ามในช่วงแรก เริ่มเห็นว่าในความต่างนั้น ความต่างบางอย่างไม่ใช่ความต่างที่เราใฝ่ฝันหา บางอย่างเรารับไม่ใคร่จะได้

อาจจะเริ่มเห็นว่าแท้จริงแล้วเราสองคนอาจไม่สมควรเป็นคนที่รักกันในรูปแบบนี้ ความรักนี้เป็นรักที่ผิดธรรมเพราะต้องแอบซ่อน เป็นรักซ้อน ต้องแย่งชิง รักอย่างนี้ไม่ควรสานต่อเพราะเป็นเหตุให้ทุกข์ใจตามมา

หรืออาจเริ่มมองเห็นว่าความรักของเราสามารถเป็นไปได้หากได้มีการขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคของความรักออกไป เช่น การลดความต้องการในบางเรื่องลงเพื่อให้มีความสมดุลกัน การแก้ไขบางพฤติกรรมเช่นการพยายามลดทอนสิ่งที่ไม่ดีงามของตนลง หรือ เพิ่มพูนในความดีงามในตนให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ดูงดงามพอเหมาะแก่กัน

เมื่อเราอยากผูกพันกับเขามากยิ่งขึ้น เพราะความคิดที่อยากผูกพันตัวเราเข้ากับอีกคน เราก็จะเดินหน้าในเรื่องของความรักเลยค่ะ เราจะเกิดความรู้สึกตื่นเต้นอย่างรุนแรง ไม่ค่อยอยากอาหาร ไม่อยากนอน ไม่อยากทำกิจกรรมที่ชอบ หัวใจเต้นแรง ดื่มด่ำกับความคิดฝันหรือกับการหาหนทางที่จะได้อยู่ใกล้ชิด ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน

ซึ่งความรู้สึกตั้งแต่ตกหลุมรักจนถึงช่วงเวลาอย่างนี้สามารถดำรงอยู่ได้นานตั้งแต่ปีครึ่งถึง ๓ ปี

มีเพียงไม่กี่คนหรอกค่ะ ที่พอรู้ตัวว่าเริ่มรักใครเข้าแล้ว มีสติพอที่จะเห็นความเป็นจริงได้ในทันทีว่าความรักควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ ฝ่าฝืนจริยธรรมในสังคมหรือไม่ หรือเมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ก็พยายามหาเหตุผลมาสั่งสอนใจตนให้แปรความรักแบบหนุ่มสาวนี้ไปสู่ความรักในแบบเพื่อนร่วมโลก ก่อนที่รักจะฝังลึกจนทำร้ายทั้งตน บุคคลที่ตนรัก และบุคคลรอบข้างของทั้งสองฝ่าย

ความรักอย่างหญิงชายจึงแยกได้เป็น ๓ ระดับ ในระดับแรก ความผูกพันกับคุณสมบัติต่างๆทำให้เราแสวงหาคนที่ใช่ ในระดับที่ ๒ เมื่อพบแล้วก็พยายามสร้างความผูกพัน เรียนรู้ มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความดื่มด่ำอย่างที่เราเรียกว่า โรแมนติก มีการติดตาม การปรับปรุงพฤติกรรม การลดความเป็นตัวตนลงเพื่อให้เกิดหรือรักษาความพึงพอใจระหว่างกัน ทั้งหมดก็เพื่อการนำไปสู่การอยู่เป็นคู่ร่วมชีวิตหรือความรักในระดับที่ ๓

ความผูกพันในสองระดับแรกนั้นมีอยู่ชั่วคราว แต่ความผูกพันในระดับที่ ๓ อันเป็นความผูกพันที่พัฒนามาจากความผูกพันในสองระดับแรกนั้นคงทนกว่า และสามารถดำรงอยู่ได้นานหลายสิบ เพราะเป็นความผูกพันของการอยู่ร่วมกันที่รู้ว่า ต่างมีภาระหน้าที่ต่อกันอย่างไร มีการผูกมัด มีการปกป้องแก่กัน มีการกระทำร่วมกันอันก่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย มั่นคง มีทายาทและการร่วมกันอบรมดูแลทายาทผู้สืบสกุล

แม้ความผูกพันทั้งสองระดับต้นเป็นสิ่งที่มีอยู่เพียงชั่วคราว ไม่ถาวร ความผูกพันในระดับที่ ๓ จะคงทนถาวรกว่า แต่ทุกอย่างก็ตกอยู่ใต้ลักษณะอันเป็นธรรมดานะคะ คือไม่เที่ยง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามปรารถนา

คงเพราะเหตุนี้นะคะ ในชีวิตเรา เราจึงสามารถตกหลุมรักได้มากกว่า ๑ ครั้ง

และโลกก็ไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมด บางครั้ง การตกหลุมรักของเราอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนักเพราะความรักของเราอาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมทางสังคมก็ได้ เช่น เขาหรือเรามีคู่อยู่แล้ว ดังนั้นหากไม่มีสติพอที่จะระลึกได้และคอยควบคุมใจ การขจัดอุปสรรคในความรักในบางครั้งจึงอาจหมายถึงการกระทำที่เบียดเบียนทั้งตนเองหรือผู้อื่น เช่น ทำการแตกแยกให้เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะทำให้เกิดการแตกแยกระหว่างเรากับคู่ของเราเอง หรือ ทำให้เขาแตกแยกกับคู่ของเขา เป็นต้น

การสร้างความแตกแยกเพราะแบกรับความรักที่ไม่สมควรไว้ในใจล้วนเกิดจากความไม่รู้ค่ะ คือไม่รู้ว่าแท้ที่จริงเราควรอบรมใจตนอย่างไร ไม่รู้ว่าควรสร้างกำลังใจแก่ตนอย่างไร ไม่รู้ว่าเมตตาตนและบุคคลอื่นอย่างไร ไม่รู้ความผิดปกติทางกายวาจาใจตนเพราะความที่ไม่หมั่นตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใจกายและวาจา เช่น ทำไมเราจึงเหลียวมองไปทางเขาบ่อยๆ(กาย) ทำไมพอเห็นอะไร(กาย)แล้วก็มักคิดโยง(ใจ)สิ่งที่เห็นไปถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเขา ทำไมจึงพูดถึงเขาบ่อยๆ(วาจา) จนทำให้ความผิดปกติที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย พัฒนาเป็นความรู้สึก ความต้องการ ที่แรงกล้าจนไม่สามารถถูกเก้บกักไว้แต่เพียงในใจได้ 

 

หรือหากไม่ประสงค์จะสร้างความแตกแยกด้วยยังมีความยับยั้งชั่งใจ เมื่อมีอุปสรรคในความเป็นจริงที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ในความนึกฝันย่อมไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรค ดังนั้น ประโยคที่ว่า “ขอมีเธออยู่แต่เพียงในใจ ขอแค่ฝันไปว่าในใจเธอมีฉัน” จึงเกิดขึ้นได้ การกระทำอย่างนี้ก็มาจากความไม่รู้เช่นกัน คือ ไม่รู้ว่าความนึกฝันอันไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าการมีสุขในความฝันแต่ต้องอดกลั้นในความเป็นจริงนั้นจะเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมในภายหลัง

อย่างนี้เป็นต้น

กลับมาที่ความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้และราบรื่นต่อค่ะ เมื่อความสัมพันธ์มาถึงขั้นที่มีการแต่งงานกันแล้ว ในระยะแรกของการแต่งงานจะเรียกว่าระยะโปรโมชั่นก็ได้ ระยะนี้จะกินเวลาประมาณ ๒  ปีครึ่ง

เมื่อเริ่มต้นระยะนี้จะมีการปรับตัวเข้าหากันเป็นอย่างมาก มีการพยายามทำความเข้าใจในกันและกัน พยายามทำแต่สิ่งดีๆให้กันจนบางครั้งยอมตัดความต้องการของตนลง มีความอดกลั้นสูงกว่าปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นตัวของตัวเองของเราที่ทำให้ขัดแย้งกัน ที่เราเคยปรับให้ลดลง หากไม่มีสติคอยกำกับ ให้ระลึกถึงสิ่งที่ควรและไม่ควร ความเป็นตัวของตัวนั้นก็จะกลับค่อยๆคืนกลับมาเป็นอย่างเดิม

เพราะการปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเราเองให้ดีขึ้นอาจลดต่ำลง หากเราไม่เห็นประโยชน์คือความดีงามที่จะเกิดกับตัวเอง จึงเป็นเหตุให้ความอดกลั้น อดทน การฝึกฝนตน ลดลงตามไปด้วย

คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ความอดทนของคนมีวันสิ้นสุด” ใช่ไหมคะ ที่มา “ส่วนหนึ่ง” ของประโยคนี้มาจากความที่เราไม่สามารถทำความเข้าใจ หรือหาเหตุผลมาอธิบายได้ ว่าทำไมเราต้องทน ต้องกลั้น ไม่เห็นประโยชน์ว่าการหาเหตุผลที่ทำให้เราทนได้โดยไม่ต้องกลั้น ทนได้ด้วยรู้เห็นความเป็นไปอย่างถูกต้องนั้น คือการเพิ่มพูนของปัญญา ที่นอกจากจะทำให้ชีวิตคู่คงอยู่ได้นานแล้ว เรายังอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และสั่งสมกระบวนการคิดอันน้อมไปสู่การคลายความเห็นว่าเป็นตนลงไปเรื่อยๆ

แล้วเคยได้ยินประโยคที่ผู้ใหญ่มักบอกบ่าวสาวว่า “พอแต่งงานแล้วเดี๋ยวนิสัยก็จะเปลี่ยนไปเอง” ด้วยไหมคะ ประโยคนี้มักใช้คาดหวังในการเปลี่ยนแปลงความประพฤติของผู้ชาย แต่พออยู่ๆกันไป ฝ่ายหญิงกลับเห็นว่ายากที่จะเป็นไปได้ตามที่หวัง

ดังนั้น เมื่อเราตัดสินใจร่วมชีวิตกับใคร จึงควรยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ทั้งสองฝ่ายควรมีความพยายามปรับปรุงตนและสนับสนุนให้อีกฝ่ายปรับปรุงในสิ่งที่เห็นว่าไม่สมควร หรือต่างสนับสนุนในความดีงามที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มพูนขึ้น แต่ก็ไม่ควรคาดหวังว่าตนหรืออีกฝ่ายจะเป็นไปตามที่ต่างฝ่ายต่างพยายามสนับสนุน

เราไม่ควรหวังผล ควรทำเพียงเหตุคือพยายามน้อมไปสู่การปรับปรุง ของเราเอง และในส่วนของคนอื่นยิ่งไม่ควรหวัง เพราะนั่นคือการหวังในสิ่งที่เกินกำลังเรา ในสิ่งที่ไม่อยู่ในความควบคุมของเรา

เพราะสิ่งที่ทำตามความคุ้นชินแล้วนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลงหากเจ้าตัวไม่เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนด้วยตนเอง หรือ เห็นแล้วแต่ยังไม่อยากเปลี่ยน หรือ อยากเปลี่ยนแต่ยังขาดความตั้งใจมั่นในการกระทำ หรือ อยากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่ยังหลงใหลในผลของการกระทำในแบบเดิม หรือ อยากเปลี่ยนแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้ด้วยวิธีไหน

ความคุ้นเคยกันก็เป็นอีกเหตุที่ทำให้ความโรแมนติกค่อยๆลดลงค่ะ จนบางทีก็อาจถึงกับจางหายไปเลยก็ได้ แล้วก็ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าความโรแมนติกนี้ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องที่ควรมีตลอดระยะเวลาในการครองชีวิตคู่นี้ คู่ชีวิตส่วนใหญ่มักโยนทิ้งไปเมื่อแต่งงานผ่านระยะโปรโมชั่นไปแล้ว ดิฉันเคยอวยพรให้บ่าวสาวคู่หนึ่งค่ะ ว่าขอให้รักษาเหตุปัจจัยที่ทำให้อยากอยู่ร่วมกัน อยากทำสิ่งดีๆให้กัน (ซึ่งหมายรวมถึงการแก้ไขพฤติกรรมไว้แล้วด้วย) ไว้ให้ได้ตลอดไป ให้พยายามสำรวจตนว่าทำอะไรเป็นอุปสรรคต่อความรักหรือไม่ ที่อวยพรอย่างนั้นก็เพื่อการครองคู่อยู่กันไปนานๆนั้นเองค่ะ ก็อย่างที่เรียนไว้แล้วนะคะ ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามปรารถนา

มีเรื่องใหญ่สองเรื่องค่ะที่คู่รักเมื่อเปลี่ยนฐานะเป็นคู่ครองแล้ว ต้องระวังเป็นอันดับแรก นั่นคือ ธรรมชาติของความรัก และ ธรรมชาติของตัณหา

ขอยกไปเล่าในบทหน้านะคะ

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net