วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พ่อกับ..รอยสัก


                 พ่อเคยพูดให้ได้ยิน สมัยที่ยังเรียนอยู่ม.ปลายว่าอย่าไปสัก  สักแล้วเหมือนพวกติดคุก  สักแล้วหางานยาก เห็นไหมอย่างคนนั้นน่ะ...(พอดีในซอยที่บ้านมีคนเพิ่งออกมาจากคุก)  ตอนนั้นก็เฉยๆเพราะไม่คิดจะสักอยู่แล้ว กลัวเจ็บ และไม่รู้จะสักอะไร  อีกอย่างก็เคยอ่านตามหนังสือเจอเรื่องผู้ใหญ่กับรอยสักนี่แหละ  หลายๆคนพ่อ - แม่ก็รับไม่ได้ที่ลูกสัก อายคนบ้าง  แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็สักมาแล้ว  สุดท้ายเค้าก็ปล่อยเลยตามเลย  เพราะมันก็ทำอะไรไม่ได้  มีเพื่อนที่สัก  แต่ที่บ้านไม่รู้ ก็มีหลายคนเหมือนกัน

                สิ่งรอบข้าง แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทำ

                จนเกิดขึ้นกับตัวเอง    ตอนที่ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย มีเพื่อนที่เรียนด้วยกันก็สัก เวลาเดินไปไหนในเมืองก็เห็นคนสัก  ยิ่งไปเที่ยวในผับ ได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ประมาณว่าเหมือนได้เปิดหูเปิดตา  แต่ในเมืองนอกมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เค้าสักกัน  อยู่กับโฮสมาหลายวัน  ก็เพิ่งได้เห็นลูกสาวโฮสสักตรงเท้า และก็หลัง  ก็ยิ่งชอบ ก็ไม่ได้เอาวัฒนธรรมอะไรของเมืองนอกเค้ามาหรอก เพราะในเมืองไทยคนสักก็เยอะแยะ เพียงแค่มันยิ่งเกิดกิเลส

                กลับมาเมืองไทย ก็มีคุยกับเพื่อนสนิทสมัยเรียนม.ปลาย  เรื่องรอยสัก  แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร   จนผ่านไปไม่กี่วันเพื่อนมันก็ไปสักที่แขนเป็นตัวหนังสือ   ความอยากที่จะสักก็เลยเกิดขึ้นทันที  ก็หาในgoogle ว่าจะสักคำว่าอะไร  ก็เลยไปเจอคำว่า Too fast too live  Too young too die แบบ G-Dragon  (ไม่รู้หรอกว่า G-dragonสักอะไรบ้าง ณ ตอนนั้น) เออความหมายก็ดีว่ะ อันนี้แหละ ก็ไปสักร้านเดียวกันกับเพื่อน  สักที่หลัง เพราะมันต้องอยู่ในร่มผ้าอยู่แล้ว

                สักครั้งแรก

                สักเมื่อปี 4 พ.ย. 2013  ตอนสักก็ไปกับพี่สาว มีพี่สาวที่รู้ เพราะทุกเรื่องก็จะบอกพี่สาวปรึกษากันหมด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ที่เป็นความลับและไม่เป็นความลับ คือ บางเรื่องที่พ่อแม่รู้ไม่ได้ แต่พี่สาวก็จะรู้หมด  ตอนสักก็คิดว่าเจ็บอยู่นะ แต่ก็ผ่านมาด้วยดี  จนคิดว่าอยากได้อะไรเพิ่มอีกฝั่งนึง มันโล่งๆไป  เลยหารูปใน google ก็รูปตามพวกเซเลบสักกัน เนี่ยล่ะ  แต่ก็ต้องเลือกหน่อย เพราะบางคนก็สัก ชื่อคน ชื่อแฟน ครอบครัว  ลูก ฯลฯ  

                สักครั้งที่สอง

                สักเมื่อ 18 พฤษภาคม 2014  รูปหน้าอินเดียนแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทีมไอซ์ฮอกกี้  Stratford, Ontario, Canada ตาม Justin Bieber hahaha จะว่าไร้รสนิยม หรืออะไรก็ว่ากันไปก็ชอบแบบนี้อ่ะ  ไปสักร้านใหม่   ร้านอยู่แถวบางพลี  (ร้านที่เคยสักอยู่บางกะปิ )    พอดีเพื่อนแนะนำมา ว่าเป็นร้านของพี่สาว+แฟนของเพื่อนเค้าอีกที   ก่อนจะมาสักนั้น   เมื่อคืนไปดื่มมา แล้วก็มาสักเลย  รู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อม100% รู้สึกแฮงค์ๆ   แต่นัดพี่เค้าไว้แล้ว และมาอ่านเจอหลังสักไปแล้ว ว่าไม่ควรมาสัก หลังจากวันที่เราดื่ม เพราะร่างกายไม่พร้อม ประมาณว่าร่างกายอ่อนแอมั้ง   หลังจากนั้นการสักก็ยุติ   ไม่คิดที่จะสักอีกเลย   จนถึงตอนนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว   ก็คิดเองว่ามันพอดีแล้ว

                เมื่อพ่อเห็น (น่าจะปี2015)

                ปิดมาได้ก็นานอยู่  แต่วันหนึ่งใส่เสื้อยืด  (เสื้อย้วยด้านหลังไง แต่เราไม่รู้ ) จะออกไปข้างนอก  พ่อก็ยืนอยู่แถวๆนั้นแหละ  ไอ้เราก็รีบๆวิ่ง  แต่สักพักพ่อเรียกเดี๋ยวก่อน   เราก็หันกลับไปว่าอะไรเหรอ  พ่อบอกว่าอะไรข้างหลังอ่ะ  ป้ายเสื้อเหรอ  เลยบอกว่าใช่ๆ คิดในใจว่าป้ายเสื้ออะไรวะ ตอนนั้นยังคิดถึงรอยสัก   ก็หันหน้าเตรียมจะไป พ่อก็บอกไหนมาดูสิ คราวนี้เต็มตาเลยจ้า   แต่ก็เห็นแค่ตัวหนังสือนะ ไม่ได้เห็นอินเดียนแดง   พ่อบอกว่า ไปสักทำไม บรา บรา บรา................แต่เห็นหน้าพ่อแล้ว คือ หน้าเสียอ่ะ  หน้าแบบว่าไม่ชอบที่เราไปสัก   ได้แต่ภาวนาว่าอย่าบอกแม่เลย แต่เค้าก็ไม่ได้บอกจริงๆนะ

                พ่อยังคงบ่น

                จากนั้นก็มีบ่นๆ ถึงคนที่เคยติดคุกในซอยบ้าน พูด ซ้ำๆ แล้วบอกอย่าสักเพิ่มนะ  แล้วพี่สาวเสริมมาว่า มันก็ไม่ได้ไปติดยา หรือทำอะไรไม่ดีสักหน่อย  จนเราทนไม่ไหวเขียนใส่กระดาษไปว่า  พ่อที่สักเนี่ย  มันก็อยู่ในร่มผ้า  ไม่ได้จะโชว์ใคร  ไม่ได้สักเยอะอะไรเลย  แล้วที่สัก ก็ไม่ได้ทำใครเดือดร้อน  มีคนสักมากมาย เค้าก็ไม่ได้ติดคุก คนที่สักไม่ใช่คนที่ติดคุกทุกคน   เค้าก็ทำมาหากินได้ปกติ อย่างดารา-นักร้อง พ่อแม่บางคนเค้าก็ไม่ได้ชอบเหมือนกันที่ลูกตัวเองสัก  ก็อยากให้พ่อเปิดใจบ้าง มันสมัยใหม่แล้ว  บางคนก็คิดว่ามันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ลูกเพื่อนแม่ก็ยังสักเลย  จากนั้นพ่อก็เงียบ แล้วก็ไม่พูดเรื่องนี้อีก           เพราะมีวันหนึ่งญาติพี่น้อง มาบ้าน กำลังดูทีวีกันอยู่ มีข่าวนักร้องคนหนึ่งที่สักเต็มแขน เต็มขา พ่อก็พูดขึ้นว่า สักเต็มตัวเลย เหมือนเราเลย เราก็ไปสัก ไม่รู้จะสักทำไม (พี่สาวเราบอก วันนั้นเราไม่ได้อยู่บ้าน ) พี่พูดว่า บอกพ่อไปว่า เราก็สักอยู่ในร่มผ้า ก็ไม่ได้ต้องการจะให้ใครเห็นอยู่แล้ว แล้วพ่อมาประกาศให้ญาติพี่น้องรู้อีก

                ปัจจุบัน

                  เมื่อคืน  4/7/2559 เป็นครั้งแรกที่เราใส่เสื้อกล้าม ลงมาข้างล่าง ต่อหน้าพ่อ  ซึ่งตอนไม่สักก็ใส่เสื้อกล้ามที่บ้านอยู่แล้วเป็นปกติ  เพราะว่าอากาศมันร้อน  แต่พอสักมาก็ไม่ใส่เสื้อกล้ามอีกเลย    แล้วอีกอย่างคือ แม่ก็ไม่อยู่  ไม่งั้นคงไม่ใส่  เห็นว่าพ่อ ก็มองๆนะ แต่เค้าก็ไม่ได้ถามอะไร 

                 สรุป คือ เค้าก็ยังเป็นอยู่ คือ ไม่ชอบ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เค้าไม่ชอบผู้ชายที่เจาะหูด้วย

โดย hob

 

กลับไปที่ www.oknation.net