วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มาต้อสู้ความปวด โรคมะเร็งตับขั้นสุดท้าย....


 

มาต้อสู้ความปวด โรคมะเร็งตับขั้นสุดท้าย....
กับ หมอภาสกร สวัสดิ์รักษ์ 
 ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มช.
ศูนย์การดูแลผู้ป่วยประคับประครอง รพ.มหารารชนครเชียงใหม่

เป็นความรู้ใหม่ของคนโบราณ เรื่องหมอช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่มีทางรักษาหาย.....
”นอนรอความตายที่คืบคลานเข้ามาหา ที่ต้องทนต่อสู้กับความปวด สุดๆ ปลายชีวิต..”
บันทึกชีวิตจริง ที่ได้คุยไว้หลายตอนแล้ว ให้สมาชิกผู้สนใจติดตามได้ศึกษา ปฏิบัติตัว..
ให้ถูกต้องครองชีวิตให้ยาวนานที่สุด........หวังว่าจะเป็นบันทึกที่ให้คุณประโยชน์บ้าง...
สำหรับผู้ประสบปัญหาเดียวกัน..จาก.....ปรารภ ประภาลักษณ์.

   ชีวิตคงไม่เคยเจอกับอุบัติเหตุหนักๆ ที่ต้องมีบาดแผลสาหัส นอนรักษาโรงพยาบาลเป็นเดือนก็เลยไม่รู้จัก
ความเจ็บปวด ทรมานจากพิษบาดแผล บางคนทนไม่ไหวก็ด่วนเสียชีวิตไปก่อน...มาเป็นมะเร็งตับคราวนี้
ได้รับรสชาติความเจ็บปวดไปเต็มๆเลย และก็หลงทางผิดไปรักษาโรคกระเพาะอาหาร กว่าจะรู้ว่าเป็นมะเร็ง
จนได้พบกับหมอภาพกร สวัสดิรักษ์
ถึงได้ซึ้งซึ่งความปวด และอาจจะเป็นคนโบราณและคนรุ่นเก่าแก่มากเกินไป....
เลยเพิ่งจะรู้จักงานบริการด้านการแพทย์-พยาบาล ศูนย์การดูแลผู้ป่วยประคับประครอง รพ.มหาราชนครเชียงใหม่
สมัยนี้ก้าวหน้าในเรื่องดูแลความปวดของคนไข้

 

   ผู้ป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายและอยู่ในระยะสุดท้าย จะต้องเผชิญกับอาการต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความไม่สุขสบาย สมรรถนะของร่างกายจะถดถอยลง จนอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงต้องมีผู้ดูแลช่วยในกิจวัตร
ประจำวันต่างๆ ดังนั้นผู้ป่วยระยะสุดท้ายจึงจำเป็นต้องพึ่งพิงผู้ดูแลที่มีความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ให้สุขสบาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถจากไปอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมาน        

   ยาตัวแรกที่เราได้ใช้พอจะเป็นที่รู้จักกันมาแต่เก่าคือยา Morphine เป็นชนิดกิน ออกฤทธิ์
ราง 30 นาทีหลังการกิน ครั้งละ 3 – 4 ซี.ซี. บรรเทาปวดได้ 5 -6 โมง กินแล้วมันก็ขำดีเหมือนคนขี้ยา
เมายา พี้ยา ซึมเซา-ง่วงเหงา หาวนอน กดประสาทพอควร.....

   

  ส่วนอีกตัวหนึ่งเป็นยาแปะ เราก็เพิ่งจะได้ใช้ ได้รู้จัก Pentanyl ตัวนี้ใช้แปะตามหน้าอก ฤทธิยาจะซึมไปตาม
ผิวหนัง บริเวณหน้าท้องควบคุมความปวดได้ราว 3 วันหรือ 36 ชั่วโมง

  อาการที่มักพบในผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้แก่ ความปวด อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เบื่ออาหาร ร่างกายซูบผอม
หายใจไม่อิ่ม ปากแห้ง ท้องผูก และเมื่อโรคมีการลุกลามมากขึ้น ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีสภาพ
ถดถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อถึงจุดที่ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต การทำงานของอวัยวะในระบบต่างๆ จะเริ่มสูญเสียการทำงาน
ตามหน้าที่

   ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รวมถึงอาการต่างๆ
ที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่สุขสบายและเข้าใจหลักในการดูแลด้วย

   จากประสบการณ์ที่เคยได้พบ คนรู้จักที่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วทนทุกทรมานจากความปวดแสนสาหัส
ชนิดนอนดิ้นโครมคราม ส่งเสียงร้องโหยหวยด้วยความเจ็บปวดสุดๆก่อนจะเสียชีวิต..ตัวเราเองก็อยู่ในรูปแบบ
ที่รักษาไม่ได้-รักษาไม่หาย เพราะไม่มีแรงไม่มีูภูมิต้านทานพอจะทนการผาตัดได้ ไม่สามารถบำบัดแบบ
คีโม เคมี ได้...

    ก็เรียนถามคุณหมอตรงๆว่าแล้วผมจะทรมานขนาดนั้นก่อนเสียชีวิตหรือไม่..?
    หมอภาสกร ก็ตอบมาตามตรงว่า..ตามหลักธรรม คนเราเกิดมาก็เป็นไปตามกรรม ทุกคนไม่ล่วงพ้นความตาย
ส่วนจะตายทุกข์
– ตายทรมานหรือไม่ ก็คงเลือกไม่ได้....แต่ว่าสมัยนี้หมอว่ายารักษาด้านการแพทย์เรา
เจริญก้าวหน้าไปมากมาย ก็คาดว่าคงพอจะช่วยเหลือผู้ป่วยอาการหนักได้ไม่มากก็น้อย ตามมี-ตามเกิด
อาจจะล่วงพ้นความปวด-คามทรมานไปก่อนเสียชีวิต ดีมากขึ้นกว่าเดิม.

     มาคุยกันเรื่องระคับประคองชีวิตให้เดินต่อไปได้ อย่างน้อยก็ให้ยืดอายุไปตามกำหนดเส้นตายเดิมเสียหน่อย
จากข้อเขียน (รศ.พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล)  http://www.budnet.org/peacefuldeath.........

อาการที่มักพบในผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต
            โดยทั่วไปก่อนผู้ป่วยเสียชีวิต การทำงานของอวัยวะรับรู้ต่างๆ จะเริ่มสูญเสียการทำงานตามหน้าที่
ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกหิวอาหารและไม่หิวน้ำ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่รับประทานอาหารเลย การกลืนก็อาจทำได้ลำบาก
ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงอย่างมาก จะนอนอยู่ตลอดเวลา เคลื่อนไหวได้น้อยลง สีผิวดูซีด ปากแห้ง ตาแห้ง
คางตก หายใจติดขัดมีเสียงดัง เริ่มไม่รู้ตัว ผู้ป่วยบางรายอาจจากไปอย่างสงบ แต่บางรายอาจมีอาการปวด
ทุรนทุราย หายใจลำบาก หรือมีกล้ามเนื้อชักกระตุก

การสูญเสียความอยากอาหาร
            ในระยะก่อนเสียชีวิต ผู้ป่วยจะไม่มีความอยากรับประทานอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายไม่สามารถ
ที่จะย่อยสารอาหาร เพื่อเป็นพลังงานที่จะนำไปใช้ได้ต่อไป โดยทั่วไปผู้ดูแลมักจะวิตกกังวลกับการที่ผู้ป่วย
ไม่รับประทานอาหาร เนื่องจากเข้าใจว่าจะทำให้ผู้ป่วยไม่มีเรี่ยวแรง ผู้ดูแลมักขอร้องให้แพทย์ให้สารอาหาร
ไม่ว่าจะให้ทางสายยางหรือให้น้ำเกลือ  การให้อาหารทางสายยาง อาจทำให้มีท้องอืด เนื่องจากระบบการ
ย่อยอาหารไม่สามารถทำงานได้ อาจอาเจียนหรือสำลักอาหารได้ ผู้ป่วยมักไม่หิวน้ำ อาจจิบน้ำเพียงเล็กน้อย
หรือไม่ดื่มน้ำเลย 

            ในระยะสุดท้าย ไตของผู้ป่วยจะเริ่มไม่ทำงาน มีปัสสาวะลดลง การให้น้ำเกลืออาจทำให้มีภาวะน้ำคั่ง
ทำให้มีน้ำท่วมในปอด มีเสมหะมาก ทำให้หายใจลำบาก ภาวะขาดน้ำจึงเป็นผลดีต่อผู้ป่วยมากกว่าการให้
สารน้ำเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการปากและตาแห้ง จึงควรดูแลทำความสะอาดปากและหาสีผึ้งหรือน้ำมัน
ทาปากไม่ให้แห้ง ส่วนตาควรหยอดน้ำตาเทียม



         สำหรับตัวเราเองที่เป็นชาวพุทธ จำต้องพึ่งธรรมะช่วยฝึกสมาธิ ในช่วงว่างประจำเพื่อ
ให้เกิดความสงบ-สุข และเป็นกำลังใจให้สามารถก้าวเดินต่อไปตามแนวทาง จนจะถึงวันสุดท้าย

 

โดย cm_coffee

 

กลับไปที่ www.oknation.net