วันที่ พุธ กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องรักๆ หนักใจมั้ย (บทที่ 4 ตอนที่ 2 - ตัณหาพาเป็น)


ธรรมชาติของตัณหา

แม้เราจะรู้ทันธรรมชาติทั้งธรรมชาติของความรักแล้ว ก็ยังต้องรู้ทันธรรมชาติของตัณหาอีกเช่นกันค่ะ และต้องคอยระมัดระวังใจอย่าให้ไหลตามธรรมชาติทั้งสองนี้ตลอดการครองชีวิตคู่

ซึ่งธรรมชาติของตัณหาก็คือ เมื่อไม่ได้ก็ไขว่คว้า ครั้นได้มา ก็เสพด้วยความพอใจ มีความสุข จากนั้นก็จะเริ่มชาชิน เมื่อเสพจนชินมากๆเข้าก็เบื่อ อยากได้ของใหม่มาเสพแทน

ตัณหาทำให้เรามีรัก และเพราะเราต่างรักสุข เกลียดกลัวทุกข์ เราจึงระแวงว่าจะสูญเสียความรักจนเป็นทุกข์ แต่ตัณหาก็พร้อมจะทำให้เราสูญเสียความรักเดิมไป พร้อมที่จะแสวงหารักใหม่ พร้อมที่จะวนเวียนกับการมีรักแล้วหมดรัก มีรักแล้วหมดรัก อยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต

คงน่าเหนื่อยนะคะ ถ้าชีวิตต้องถูกตัณหาพาไปอย่างไม่สิ้นสุด

ที่ความรักสามารถหมดสิ้นลง หรือมีการปันใจ ก็เพราะเราทุกคนไม่สามารถมีสติระลึกได้อยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรหรือสิ่งใดมีโทษสิ่งใดไม่มีโทษ จนสามารถทำในสิ่งที่ควรและไม่มีโทษอยู่ตลอดเวลาได้ อีกทั้งเราไม่สามารถควบคุมเหตุปัจจัยได้ทั้งหมด และ การยอมพ่ายแพ้แก่ธรรมชาติของทั้งความรักและตัณหา

คงจำได้นะคะ ที่เรียนไว้ในบทที่แล้วว่า ใครคนหนึ่งเป็นคนที่ใช่สำหรับเราก็เพราะเขากับเรามีทั้งความเหมือนและความต่าง

นั่นคือเขามีความผูกพันกับสิ่งต่างๆและมีสิ่งต่างๆที่เหมือนกับเรา มีความผูกพันกับสิ่งต่างๆและมีสิ่งต่างๆที่ต่างไปจากเรา และความต่างนั้นเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญหรือเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมีได้ในปัจจุบัน เมื่อเขามีในสิ่งที่เราทั้งมีทั้งอยากมี เขาจึงเป็นคนที่เราพอใจเพราะตรงกับความใฝ่ฝัน

มีคำตรัสอยู่ในขุททกนิกาย มหาวรรค เกี่ยวกับความพอใจอยู่ค่ะว่า ชนทั้งหลายพูดถึงสิ่งใดๆในโลกว่าสิ่งไหนน่าดีใจ สิ่งไหนน่าเสียใจ ความพอใจของคนเราจึงเกิดขึ้นเพราะเห็นคล้อยตามคำพูดเหล่านั้น ดังนั้นจึงมี 2 เหตุผลใหญ่ค่ะที่เราแสวงหาคนที่ใช่ นั่นคือ ความนิยมในทางโลก และ ความอยากเสพสุขของตัวเราเอง

สังคมมักกำหนดว่าหญิงชายควรเมื่ออายุสมควรก็ควรมีคู่ ควรมีลูกหลานเพื่อสืบวงศ์สกุล หรือ ควรมีหลักพักพิง มีกำลังใจในการสร้างความมั่นคงให้แก่การดำรงชีวิต มีผู้ร่วมช่วยกันทำในบางสิ่งที่อีกคนทำไม่ได้หรือไม่คล่องแคล่ว มีคู่คิด มีที่เหนี่ยวรั้งจากการกระทำผิด ดังนั้นหากเราเป็นพ่อแม่ เมื่อโลกมีความนิยมอย่างนี้เราก็คงอยากให้ลูกๆที่มีวัยพอสมควรแต่งงาน มีครอบครัว

หรือเป็นตัวเราเองที่พอใจ อยากเสพความสุขจากความรัก อยากมีคู่ร่วมชีวิต

ความอยากเสพนี้เป็นความต้องการที่เป็นตัณหา ตัณหานี้เองที่ทำให้เราแสวงหาคนที่ใช่ และเมื่อเราพบใครที่มีคุณสมบัติตรงตามที่เราปรารถนา แม้ว่าเขาจะมีความเหมือนและความต่างที่เราผูกพันไม่ครบตามที่เราต้องการไปหมดในทุกเรื่อง แต่หากเขาทำให้เรามีความสุข อยากอยู่ใกล้ อยากปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น มีเป้าหมายมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากทำสิ่งต่างๆให้เขา อยากใช้ชีวิตร่วมกัน ในขณะนั้น เขาก็เป็นคนที่ใช่สำหรับเรา

เมื่อเราเห็นว่าใครคนหนึ่งเป็นคนที่ใช่ เราจะพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับเขา พยายามไขว่คว้าเขาไว้ตามความต้องการอันเป็นตัณหา

แต่คนเราเมื่อรักกันไปนานๆ อยู่ใกล้กันนานๆเข้า ตัวตนของตนย่อมถูกเปิดเผยมากขึ้น ทั้งความเหมือนและความต่างที่เคยเป็นเหตุให้อยากใช้ชีวิตร่วมกัน ก็อาจค่อยๆแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยจนคล้อยตามธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคของความรัก หรือการเห็นตัวตนที่ไม่น่ารักอย่างแท้จริงของอีกฝ่าย อาจทำให้ความรักค่อยๆลดน้อยถอยลง กลายเป็นความเบื่อหน่าย กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาจนยากที่จะรักษาความเป็นครอบครัวไว้ได้

อย่างไรก็ดี แม้เราต้องทุกข์ใจเพราะความรักสิ้นสุดลง หรือ ทุกข์ที่ต้องพยายามประคองชีวิตรักให้ยืนยาว ความทุกข์ทั้งสองไม่สูญเปล่าหรอกค่ะเนื่องจากเป็นบทฝึกสำหรับตัวเราเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเรานำประสบการณ์ต่างๆมาไตร่ตรองหาเหตุผล ก็จะเป็นการทำให้เรารู้จักตัวตนของเราและบุคคลอื่นได้มากยิ่งขึ้น รู้ข้อผิดพลาดอันเป็นบทเรียนชีวิต รู้วิธีการสาวหาเหตุปัจจัย ได้มุมมองในชีวิตใหม่ๆ อันทำให้ปัญญาค่อยๆงอกงาม ฝึกให้มีความข่มกลั้น อดทน ลดความมักมากในกาม ฯลฯ

ความที่สำคัญคือ รู้ว่าใครมีความตั้งใจ มีกำลังใจ มีความเชื่อ มีกระบวนการคิดอย่างไร มีความเคยชินอย่างไร เขาก็แสดงออกอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เรา “ทุกคน” จึงล้วนเห็นว่าตนเป็นฝ่ายถูก และเราทุกคนจะมีความเห็นอย่างนี้ตราบเท่าที่เรายังไม่ฝึกการคิดแบบแยกแยะ ไม่ฝึกห้ามใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่านตามความดำริผิด ไม่เพียรฝึกตนให้พ้นจากความเห็นผิดจนก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ

ไม่ใช่ความผิดของใครที่มีความเห็นไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด และมีใจตั้งมั่นไม่พอจนหวั่นไหว ปัญหาใหญ่ของเราทุกคนก็คือ เราไม่ได้กัลยาณมิตรที่จะแนะนำและให้กำลังใจเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา

และจะน่าสงสารอย่างยิ่งที่แม้แต่ตัวเราเองก็ยังเป็นกัลยาณมิตรให้ตัวเองไม่ได้

เมื่อมีความรู้อย่างนี้และมีการแก้ไข การโทษคนอื่นจะลดน้อยถอยลงไป ความเข้าใจสภาวะจะเพิ่มพูนขึ้นแทน พร้อมๆกับการให้ความสำคัญในตนเองจะค่อยๆลดลง คลายความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตนลง รวมไปถึงอาจสามารถคลายกิเลสต่างๆ

คงเพราะอย่างนี้มังคะ เลยมีคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดีเสมอ

แต่แม้ความเหมือนจะไม่แปรเปลี่ยนไปหรือจะไม่มีความต่างที่ค้นพบใหม่จนกลายเป็นอุปสรรค  แต่การเสพ “ความใช่” จนชิน ก็เป็นเหตุให้เราเบื่อคนรักได้เหมือนกันค่ะ และเพราะความเบื่อเราจึงมักอยากได้เสพความใช่จากคนใหม่ๆ

ดังที่ได้เรียนไว้แล้วนะคะ ว่าคนรักคนปัจจุบัน แม้จะมีหลายๆอย่างที่เราต้องการ แต่ก็ไม่ได้มีครบไปเสียทั้งหมด คนใหม่ที่เราอยากได้การเสพนี้ อาจเป็นใครที่มีคุณลักษณะคล้ายๆกับคนรักเรา หรือ อาจเป็นใครที่แปลกไปจากคนรักเราอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติของการเสพด้วยตัณหาอีกเช่นกันค่ะ คืออยากได้การเสพสิ่งเดิมๆแต่เลิศกว่าหรือมีปริมาณมากกว่า หรือไม่ ก็อยากได้การเสพจากสิ่งใหม่ๆที่ยังไม่เคยเสพไปเลย เพราะว่าของเดิมนั้นเราเสพจนชาชินแล้ว หมดความตื่นเต้นเร้าใจแล้ว

ความต่างที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญของความสัมพันธ์ หากเปลี่ยนแปรไปตามเหตุปัจจัย ก็เป็นเหตุให้เกิดความต้องการการเสพความใช่ใหม่ๆได้เช่นกันค่ะ เช่น คนหนึ่งมีความรู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล อยากทำในสิ่งที่อีกคนทำไม่ได้หรือทำได้ไม่คล่องแคล่วให้ ฝ่ายอีกคน เมื่อมีผู้มาดูแลในสิ่งที่ตนให้ความสำคัญแต่ทำได้ไม่ดีก็วางใจจึงลดความรับผิดชอบในเรื่องนั้นๆลง จึงเท่ากับปัดความรับผิดชอบไปให้อีกฝ่ายทั้งหมดโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่าตนต้องรับผิดชอบสูงมากขึ้นกว่าเดิมมาก ความรู้สึกอยากดูแล อยากปกป้อง จึงแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นความเบื่อหน่าย หนักใจที่ต้องดูแล ต้องปกป้อง

ความรู้สึกภูมิใจที่ได้จึงค่อยๆทำกลายเป็นรู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องทำ

นานๆเข้าการเสพสุขในชีวิตคู่ก็อาจถูกขัด การเสพสุขจึงถูกขัดนี่เองค่ะ เป็นอีกเหตุทำให้เราเริ่มเห็นความใช่ว่าเป็นความไม่ใช่ เห็นคนที่ใช่ว่าเป็นคนที่เคยใช่

หรือบางที มีการพบความต่างใหม่ๆที่เป็นความประพฤติที่ผิดไปจากจริยธรรมที่ดีงาม คติที่โลกยอมรับ แม้จะมีพยายามสนับสนุนให้เขาปรับปรุงใจให้สอดคล้องกับศีลธรรม มีความอดกลั้นในระยะแรก แต่หากเขาไม่มีการปรับปรุงตามที่เราสนับสนุน เราก็เริ่มเห็นว่านี่ไม่ใช่ความต่างอันเป็นความใช่ที่เราต้องการ

บางที ความต่างที่พบใหม่แม้จะไม่ผิดไปจากจริยธรรมแต่ก็เป็นความต่างที่เราไม่ชอบใจ ไม่อยากยอมรับ หากเราไม่พยายามตามเห็นว่าเราไม่สามารถได้อะไรที่ถูกใจเราไปหมดทุกอย่าง ไม่พยายามหาเหตุผลว่า ความต่างนั้นอาจเป็นเพราะเขาทำในสิ่งที่ขัดกับตัณหาของเราก็ได้ เพราะเขาอาจทำในสิ่งที่ขัดกับความอยากเสพสิ่งที่น่ารื่นรมย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย (กามตัณหา) หรือ ความอยากมี อยากเป็น(ภวตัณหา) หรือ ความอยากให้ไม่เป็น อยากให้ดับสูญ (วิภวตัณหา) ของเราเองก็ได้ หรือ ไม่มีการคิดหาเหตุผลว่าเป็นเพราะตัณหาทั้ง 3 ของเราหรือไม่ที่ทำให้เรามองบุคคลอื่นไปในทางที่ผิด ทำให้เห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น จนมองว่าเขาด้วยความรู้สึกที่แย่ลง

ความต่างในความเหมือนของบางเรื่องก็กลายเป็นเหตุของความไม่ใช่ได้ค่ะ และมักเป็นกุศลที่กลายเป็นปัจจัยให้อกุศล เช่น คนรักที่ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ทั้งสองรักครอบครัวเหมือนกันแต่รักในคนละแนวทาง คนหนึ่งมีความอยากที่จะสร้างฐานะให้ร่ำรวยเพื่อตน คนรัก และทายาทจะได้อยู่อย่างสุขสบายในภายหน้าจึงหักโหมทำงานจนไม่ใคร่มีเวลาอยู่กับครอบครัว แต่อีกคนไม่อยากให้คู่ตรากตรำลำบาก อยากให้คู่ใช้เวลาร่วมกัน ดูแลและอบรมบุตรร่วมกันอย่างมีความสุข เมื่อความเห็นเกี่ยวกับความสุขไม่ตรงกันและหากไม่มีการปรับความเห็นให้เข้ามาใกล้เคียงกันก็อาจเป็นเหตุให้ขัดใจกันบ่อยๆได้ บ่อยๆเข้า การขัดใจก็กลายเป็นเหตุของการบาดหมาง

กุศลที่เป็นปัจจัยให้อกุศลนี้ ก็เพราะขาดสติระลึกถึงความเป็นไปได้ ขาดโยนิโสมนสิการหรือการคิดหาเหตุที่มาผลที่ไป ขาดการปฏิบัติเพื่อให้ค่อยๆเห็นคล้อยตามธรรม ค่อยๆรับฟังซึ่งกันและกันนั่นเองค่ะ เพราะอย่างในตัวอย่างนี้ ยากที่จะบอกว่าใครผิดใครถูกเพราะต่างฝ่ายก็อยากทำด้วยความรัก ทำสิ่งดีๆให้แก่คนรักด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งในเรื่องกุศลที่เป็นปัจจัยให้อกุศลนี้หลายๆคนมักมองข้าม และเมื่อเกิดเรื่องราวขึ้น ความที่ต้นเหตุคือกุศลเราจึงมักเสียใจมากกว่าปกติค่ะ ก็เราอุตส่าห์ตั้งใจทำดีแต่ทำไมกลับกลายเป็นร้าย ทำไมอีกฝ่ายไม่เข้าใจเรา

ยังมีอีกกุศลธรรมหนึ่งที่เราควรระมัดระวังไม่ให้กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศลค่ะนั่นคือความความเมตตา อันที่จริง เมตตาเป็นธรรมหลักในพุทธศาสนา เป็นบ่อเกิดของศีล ความอดทน สมาธิ และ ปัญญา  เป็นธรรมที่เราควรอบรมให้เกิดให้มีขึ้นตลอดเวลา 

เพราะเมตตาผู้อื่นเราจึงอยากให้เขาได้รับประโยชน์ปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) อันประกอบด้วย การมีทรัพย์ ยศ ไมตรี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี การมีสุขภาพที่ดี และประโยชน์ที่สูงขึ้นหรือประโยชน์ภายหน้า (สัมปรายิกัตถะ) อันหมายถึงการเพิ่มพูนของกุศลธรรมในใจ หรือแม้กระทั่งประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ) คือพระนิพพาน แต่การอบรมเมตตาต้องมีการอบรมสติ มีการสำรวมร่วมด้วย เพื่อให้เมตตาเป็นเมตตาที่บริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้ใจเราขาดความเป็นกลางจนเกิดอคติต่างๆ

ทั้งนี้ก็เนื่องจากเมื่อเราเมตตาผู้อื่นเราก็ย่อมอยากจะช่วยเหลือเขา เมื่อเรามีความคิดคอยช่วยเหลือใคร ย่อมต้องมีผู้นั้นเข้ามาตั้งอยู่ในใจ หรือเมื่อช่วยเหลือเขาจนประสบความสำเร็จ เมื่อได้เห็นเขาประสบความดีงาม มีความสุขอย่างที่เราตั้งใจ เราก็ย่อมสุขใจตาม ทั้งการมีเขามาตั้งอยู่ในใจกับทั้งความสุขที่เกิดขึ้นนี้เองเป็นสิ่งที่เราต้องมีสติคอยระลึก เพื่อไม่ให้เกิดความอยากมีตัวเราเข้าไปร่วมรับผลจากความดีงามนั้นๆด้วย เพื่อให้รู้ความเป็นไปในใจ และเพื่อให้ความสุขที่เกิดเป็นเพียงสุขจากการตามอนุโมทนากับสิ่งดีๆที่เขาได้รับเท่านั้น

เพราะถ้าหากเราเผลอ ไม่คอยมีสติสำรวมระวังใจ เราก็อาจเมตตาเขามากเกินไปจนลำเอียงเข้าข้าง หรือหากผู้ที่เรามีเมตตาเป็นเพศตรงข้าม ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดเสี้ยนในเมตตาหรือก็คือเสน่หาแทรกขึ้นมาจนกลายเป็นรักสามเส้าได้

การสำรวมใจนี้ รวมไปถึงในกรณีที่เราเป็นฝ่ายได้รับเมตตาจากผู้อื่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเช่นกันค่ะ ไม่อย่างนั้นอาจมีวันที่อยุ่ดีๆเราก็ต้องตกใจที่รู้ตัวว่าเผลอไปมีใจรักให้เขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของตัณหา

การรู้ทันธรรมชาติของความรัก ธรรมชาติของตัณหา และการรู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ผันแปรไปตามเหตุปัจจัย ให้ประโยชน์กับเราก็ตรงนี้ คือทำให้เราคอยฝึกตนในด้านต่างๆเพื่อรักษาเหตุปัจจัยที่ทำให้เราต่างยังเป็นคนที่ใช่สำหรับกัน ซึ่งเท่ากับเราได้เพียรน้อมสิ่งที่เป็นกุศลเข้ามาในตน เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบเรียบ เป็นธรรมดา

และใช้ความราบเรียบ ความเป็นธรรมดานั้น เพื่อการได้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบันทั้งต่อตน ต่อบุคคลรอบข้าง ต่อสังคมที่กว้างขวางขึ้น และต่อสภาพแวดล้อม หรือเพื่อประโยชน์ที่ยิ่งกว่าประโยชน์ปัจจุบันต่อไป 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net