วันที่ พุธ กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่ที่ดีคือแม่ที่มีความสุข


 

         "แม่ที่ดีคือแม่ที่มีความสุข" มีใครคนหนึ่งเคยพูดประโยคนี้ไว้และแม่หมีก็เห็นด้วยค่ะ  "ความสุข" ในความรู้สึกของแม่หมีมันบรรยายได้มากมาย  แม่เป็นผู้ก่อกำเนิดชีวิตน้อยๆในครรภ์แม่ทนุถนอมลูกน้อยในครรภ์เป็นเวลาถึง 9 เดือน  สำหรับพี่หมีใหญ่เขาอยู่ในท้อง 8 เดือนกว่าๆขาดเพียงไม่กี่วันก็จะครบ 9 เดือนพี่หมีใหญ่ก็รีบออกมาก่อนวันนัด  แต่เจ้าหมีน้อยเขารีบประกาศตัวเป็นอิสรภาพจากท้องแม่แค่ 8 เดือนเศษๆ ความจริงหมอจะผ่าเอาเขาออกมาตั้งแต่ 7 เดือนเพราะมีภาวะรกเกาะต่ำและภาวะแท้งคุกคาม  แต่ถ้าเรานำเขาออกมาเร็วไปอวัยวะของเขาจะยังคงทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์  ทั้งแม่หมีและหมอจึงพยายามประคับประคองหมีน้อยมาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์  เพื่อไม่ให้เขาจากเราไป  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แม่หมีทั้งกังวลเพราะห่วงว่าเขาจะไม่อยู่กับเรา  แต่ในช่วงนั้นก็มีความสุขที่รู้ว่ามีเขาอยู่ในท้องและรับรู้ว่าเขาก็พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ (และมีความสุขที่พี่หมีใหญ่ในวัยอนุบาลที่ช่วยดูแลแม่หมี  จะไปไหนก็คอยจูงมือแม่ปากก็บอกว่า "คุณแม่เดินช้าๆนะครับ" เพราะเราบอกเขาว่า  น้องอาจจากเราไปได้ทุกเมื่อ) แม่หมีบอกได้อย่างเต็มปากเต็มหัวใจว่า  การมีลูกอยู่ในท้องเป็นความสุขและอิ่มเอมใจ  แต่ก็กังวลอยู่ลึกๆว่า  ลูกจะแข็งแรงมั๊ย  ตอนมีพี่หมีใหญ่เขาไม่ยอมกลับหัวแต่นั่งขัดสมาธิมาโดยตลอดตั้งแต่ 7 เดือน   หมอก็ลุ้นว่า  เขาจะกลับหัวในตอนท้ายๆของการตั้งครรภ์  แต่เขาก็ไม่กลับหัวแผนการณ์ที่จะคลอดเองจึงต้องเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดและก็ลุ้นอีกว่า  ถ้าเขาออกมาแล้วจะมีปัญหากับช่วงขาหรือไม่เพราะอยู่ในท่านั่งมาตลอด  ส่วนหมีน้อยนั้นเมื่อผ่าออกมาแล้วก็นอนเฉยๆไม่ค่อยร้องกวนเอาแต่หลับ  จนหมอสูติฯต้องตามหมอเด็กมาเช็คพัฒนาการของหมีน้อย  ซึ่งขณะนั้นหมอบอกว่า  เขาก็ดูปกติดีแต่อาจจะเป็นเพราะคลอดก่อนกำหนดจึงยังคงนึกว่าตัวเองยังอยู่ในท้องเลยนอนเพลิน   มีร้องไห้บ้างแต่ก็ไม่มากนัก   ได้เวลากินนมก็ต้องคอยปลุกคอยกระตุ้น  ซึ่งแม่หมีมาคิดดูแล้ว บางทีนั่นคืออาการของเด็กออทิสติก  แต่นั่นเมื่อ20กว่าปีที่แล้ว   ออทิสติกยังไม่เป็นที่รู้จัก  แต่ปัจจุบันนี้หมอจะสังเกตเด็กในวัยทารกได้เลยว่า  เด็กคนนี้น่าจะมีแนวโน้มที่จะเป็น  ซึ่งนับว่าเด็กรุ่นหลังโชคดีกว่าหมีน้อยมากนัก  ยิ่งรู้เร็วเราก็จะพัฒนาเขาไปได้เร็วและได้ผลดี

         เมื่อมองย้อนหลังไปครั้งที่หมีน้อยเข้าไปรักษาที่รพ.ยุวประสารทไวทโยปถัมภ์ใหม่ๆ  แม่หมีได้เจอแม่ของเด็กออทิสติกหลายคน  ทุกคนล้วนมีสีหน้าอมทุกข์  บางคนเป็นแม่ที่ดูเกรี้ยวกราดอารมณ์เสีย  ตวาดหรือดุลูกออทิสติก  บางคนก็ตีลูก   บางคนพ่อแม่ไม่มาเลยแต่ปล่อยให้คุณย่าคุณยายมาพบหมอแทน   ส่วนแม่หมีเองก็ใช่ว่าจะมีความสุข   การมีลูกเป็นออทิสติกทำให้เรากังวลและเครียดมากเหมือนกัน  แต่สิ่งหนึ่งที่ฉุดรั้งแม่หมีไม่ให้อารมณ์เสียใส่หมีน้อย   เพราะ "ความรัก" แม่หมีรู้ดีว่า หมีน้อยไม่ใช่คนผิดเขาไม่ได้อยากเกิดมาเป็นแบบนี้นี่นา

        "แม่ที่ดีคือแม่ที่มีความสุข"  แม่หมีพบความจริงข้อนี้เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องประชุมเล็กๆที่คุณหมอให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กออทิสติกไปนั่งคุยกัน  คุณหมอเปิดประวัติเด็กแต่ละคน ให้ผู้ปกครองได้พูดระบายถึงปัญหาและเล่าวิธีแก้ไขที่ผู้ปกครองปฏิบัติกับลูก   หลายคนเล่าไปร้องไห้ไป  แม่หมีนั่งฟังก็รู้สึกอินไปด้วย  กล่องกระดาษทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะประชุมถูกส่งต่อให้กัน  ทุกคนต่างมีความทุกข์สุมอยู่ในหัวใจต่างระบายปัญหาไปร้องไห้ไป   แม่ทุกคนรักลูกแต่แสดงออกแตกต่างกัน  หมอให้ทุกคนเล่าวิธีแก้ไขพฤติกรรมของลูกน้อย  บางคนก็ตามใจไปเสียทุกเรื่องเพราะกลัวลูกอาละวาด  บางคนบอกเขาทนไม่ไหวที่ลูกอาละวาดงอแงก็เลยตีลูก  ลูกก็ตีแม่   ผู้อ่านลองนึกภาพดูนะคะแม่ลูกตีกันไปมาแล้วมันได้ประโยชน์อย่างไร   เมื่อถึงคราวที่คุณหมอถามแม่หมีถึงปัญหาของหมีน้อย   ซึ่งก็คือหมีน้อยยังพูดไม่ได้  สื่อสารกันไม่ได้  เมื่อไม่ได้อย่างใจหมีน้อยทั้งทุบ ตี หยิก กัด  ร้องไห้บางทีก็กระชากผมของแม่หมี   คุณหมอถามว่า  "คุณแม่ทำอย่างไรที่หยุดยั้งพฤติกรรมของลูก" 

                แม่หมีตอบว่า  "เราใช้วิธีให้เขาหยุดนิ่งด้วยการกอด   จับมือเขาจับหน้าของเขาให้เขามองสบตากับเราและพูดช้าๆชัดๆว่า  ถ้าลูกอยากได้อะไรพาแม่ไปดูแล้วชี้ว่าสิ่งใดที่ลูกต้องการ  อย่าร้องไห้อย่าทำร้ายคุณแม่  ทำแบบนี้คุณแม่เจ็บนะครับ"  เราไม่ตีเขาเพราะเรารักเขาและเข้าใจดีว่า  เป็นเพราะเราสื่อสารกันไม่ได้เขาจึงแสดงพฤติกรรมนี้ออกมา  ซึ่งคุณหมอบอกเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด  การใช้ความรุนแรงจะยิ่งทำให้เขาก้าวร้าว  อันนี้แม่หมีต้องขอบคุณที่เรียนจบคณะศึกษาศาสตร์และได้เรียนวิชาจิตวิทยาเด็กมาบ้าง  จึงทำให้เราเข้าใจและใช้วิธีที่ถูกต้องและที่สำคัญเรายอมรับในตัวตนของเขา   เข้าใจอาการของเขา   เราจึงระงับอารมณ์ไม่โกรธเขาได้   คุณหมอบอกผู้ปกครองท่านอื่นๆว่า  ให้นำวิธีนี้ไปใช้  แต่มีผู้ปกครองท่านหนึ่งบอกว่า   "มันทนไม่ไหวสิคะคุณหมอ  ลูกตีมาฉันก็ตีกลับไป "  หมอย้อนถามว่า  "แล้วมันหยุดพฤติกรรมลูกได้มั๊ย"  คำตอบจากปากคุณแม่ท่านนั้นคือไม่ได้  คุณหมอบอกว่า  ถ้าคุณแม่มีอารมณ์โกรธก็เพราะเครียด  ดังนั้นคุณแม่ควรจะต้องมาพบจิตแพทย์ด้วยเพื่อปรับพฤติกรรมของคุณแม่   ถ้าคุณแม่ไม่มีความสุข   คุณก็จะไม่สามารถพัฒนาลูกของคุณให้ดีขึ้นได้ 

        วันนั้นแม่หมีได้ข้อคิดและได้รับฟังปัญหาจากคุณแม่ท่านอื่นมากมาย   การประชุมกลุ่มทำให้เรารู้ปัญหาและรู้วิธีรับมือกับปัญหา  โชคดีที่แม่หมีมองทุกอย่างอย่างเป็นจริงและยอมรับ  ลูกเป็นออทิสติกเราก็เครียดเราก็กังวล   ลูกถึงวัยที่ควรจะพูดก็ยังพูดไม่ได้   แต่แม่หมีก็พยายามทำใจตั้งรับกับปัญหาและพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหา  โดยมีคุณหมอแนะนำ  หาความรู้ด้วยตัวเองบ้าง  ค้นหากิจกรรมและวิธีการที่จะทำให้หมีน้อยดีขึ้น   ยอมรับและเข้าใจเมื่อมันเกิดปัญหาเราก็ต้องแก้ไข   ถ้ามันหนักหนานักก็แอบไปร้องไห้ในห้องน้ำระบายความทุกข์กับสายน้ำ   เมื่อรู้สึกดีขึ้นก็มาอยู่ข้างๆหมีน้อยและพี่หมีใหญ่   เล่นไปด้วยกัน  ทำกิจกรรมไปด้วยกันส่งเสียงหัวเราะไปด้วยกัน   พี่หมีใหญ่และพ่อหมีเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยกันพัฒนาหมีน้อย

        ปัจจุบันนี้เวลาที่ไปพบหมอ  เราเจอผู้ปกครองที่มีสีหน้าอมทุกข์และผู้ปกครองที่นั่งเล่นสมาร์ทโฟนส่วนลูกก็เล่นแท๊บเล็ตไป  บางครั้งเราอาจทุกข์ได้แต่เราต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของเรา  ถ้าคนเป็นแม่มีแต่ความทุกข์แล้วจะเอาจิตใจที่ไหนมาพัฒนาลูก  แม่ของเด็กออทิสติกจึงต้องพยายามหาวิธีการเพื่อให้ตนเองมีความสุข  และเอาพลังแห่งความสุขที่เกิดจากความรักนั้นมาพัฒนาลูก  แต่ไม่ใช่แม่เอาเวลาไปอยู่กับสมาร์ทโฟนแล้วบอกว่าฉันมีความสุข  วางสมาร์ทโฟนแล้วหาวิธีอื่น  วิธีที่มีความสุขไปพร้อมๆกับลูก   เล่นกับเขาพูดคุยกับเขาแม้ว่าเขาจะพูดไม่ได้   แม่ต้องมีความสุขจึงจะพัฒนาลูกได้   กว่าจะถึงวันนี้แม่หมีก็มีความทุกข์ความเครียดมาตลอดเหมือนแม่ท่านอื่นๆ   แต่เมื่ออยู่กับลูกๆแม่หมีจะทิ้งความทุกข์แล้วเป็นแม่ที่ยิ้มเบิกบาน   พร้อมที่จะทำกิจกรรมกับลูก   เด็กๆเขารับรู้ได้จากการแสดงออกของเรา  มีอยู่ครั้งหนึ่งหมีน้อยอยู่ชั้นประถม  ส่วนแม่หมียืนล้างชามอยู่ในครัว  เขาเข้ามากอดแม่หมีแล้วถามว่า  "คุณแม่โกรธหมีน้อยหรือเปล่า"                     

                แม่หมีตอบเขาว่า  "คุณแม่ไม่ได้โกรธหมีน้อยเลยครับ "

                หมีน้อยถามมาอีกว่า  "แล้วทำไมคุณแม่ไม่ยิ้ม"  

                แม่หมีตอบว่า  "แม่กำลังตั้งใจล้างชาม  แล้วแม่คิดอะไรเพลินๆเลยไม่ยิ้ม"  นั่นเป็นอีกหนึ่งครั้งที่หมีน้อยทำให้แม่หมีดีใจ  เขาออกมาจากโลกส่วนตัว  ประตูนั้นได้เปิดออกและเขาก้าวออกมาห้องลับนั้น  เขาเริ่มสนใจคนรอบข้างแล้ว  จำได้ว่าแม่หมีรีบเช็ดมือแล้วทรุดตัวนั่งลง   กอดเขาไว้  นี่ไง...ความสุขของแม่หมี

         ทุกวันนี้แม่หมีก็ยังคงเป็นแม่ที่ไม่ดีสักเท่าไหร่  ถ้านึกถึงประโยค "แม่ที่ดีคือแม่ที่มีความสุข"  เพราะลึกๆในใจแม่หมีตั้งแต่รู้ว่าหมีน้อยเป็นออทิสติก  แม่หมีจะมีความสุขได้อย่างไร  ใครจะเป็นสุขได้ที่เห็นลูกมีปัญหาใครจะสุขได้เพราะยังมองไม่เห็นอนาคตของลูกรัก  และตลอดเวลาที่เลี้ยงดูหมีน้อยมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย   แต่จากการที่เราคุยกับหมอเราจึงต้องใช้ "ความพยายามอย่างยิ่งยวด  ที่จะหาหนทางให้เรามีความสุข"  เข้าใจอารมณ์ของเราเอง  เข้าใจปัญหาของลูก  เพื่อจะนำความสุขที่เราพยายามที่จะมีเพื่อพัฒนาลูก   ดังนั้นเมื่ออยู่กับลูกแม่หมีจึง "พยายามเป็นแม่ที่มีความสุข"  และเมื่อเรามีศรัทธามีความรักและเชื่อว่าเราจะพัฒนาลูกให้ก้าวหน้าได้   แม่หมีไม่ได้เป็นแม่ที่มีความสุขแต่เป็นแม่ที่พยายามจะหาวิธีที่ทำให้ตนเองมีความสุข

        ตอนนี้แม่หมีไม่ห่วงเรื่องหมีน้อยเท่าใดนัก  เพราะตระหนักดีว่า  เขาพัฒนาและก้าวหน้ามาเป็นลำดับ  อีกทั้งแม่หมีมีกำลังใจจากเพื่อนๆชาวบล็อก  หมีน้อยก็เช่นกันเขาได้รับความรัก ได้รับความช่วยเหลือความเมตตาจากเพื่อนๆชาวบล็อก   เขาเป็นหมีน้อยญาติเยอะ  มีลุง ป้า น้า อาในโอเคเนชั่นเป็นกำลังใจตลอดมา  แม่หมีขอส่งสารไปยังเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านและยังคงยืนยันว่า  "แม่ที่ดีคือแม่ที่มีความสุข"  แต่ถ้ามันจะทุกข์บ้างก็ยอมรับมันและแก้ไขปัญหาก้าวผ่านไปให้ได้   อย่างน้อยแม่อย่างเราๆต้องมีวิธีการจัดการความทุกข์ของตนเองก่อน   ก่อนที่จะไปพัฒนาลูก   สู้ๆนะคะ  มันยากแต่ไม่เกินกำลัง  พลังแห่งรักทำได้ทุกอย่างนะคะ  พยายามที่จะมีความสุขให้ได้นะคะ

       ความสุขและความทุกข์มันจะมาในเวลาใกล้กัน   ถ้าเราไม่เคยทุกข์เราก็จะรู้จักความสุขได้อย่างไร   ดูเหมือนย้อนแย้งกับชื่อเอ็นทรี่ "แม่ที่ดีคือแม่ที่มีความสุข"  แต่ถ้าเรารู้จักชีวิตมากขึ้นและอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไปเราก็มีความสุขได้เสมอ   ทุกวันนี้แม่หมีกอดหมีน้อยกับพี่หมีใหญ่ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง   และรอคอยว่าอีกสักครู่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นและเสียงของหมีน้อยดังมาจากปลายสายว่า

             "คุณแม่ครับ  หมีน้อยถึงที่บริษัทเรียบร้อยแล้วนะครับ "  

             และแม่หมีจะตอบกลับไปว่า  "เก่งมากครับลูก  ถึงที่ฝึกงานแล้ว  ก็ต้องตั้งใจฝึกงานให้เต็มที่นะครับ  พี่ๆให้ทำอะไรก็ต้องทำ  เป็นน้องที่ดีและทำตัวเป็นแก้วเปล่าๆ   รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆในทุกวัน  ขอพระเจ้าคุ้มครองลูกนะครับ"  คำพูดเดิมๆที่แม่หมีรับฟังจากหมีน้อย  และแม่หมีก็พูดกลับไปเหมือนเดิมทุกครั้ง   นี่ล่ะค่ะ  ความสุขที่มันเกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลยสักนิดเดียว

       มีสุขบ้างทุกข์บ้างอย่างแม่หมี  อาจใช้ไม่ได้กับประโยค "แม่ที่ดีคือแม่ที่มีความสุข"   แต่อะนะ....ลูกๆของแม่หมีทำให้แม่หมียิ้มได้ในทุกวัน   เวลาที่มีทุกข์แม่หมีก็จะคิดว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป หรือ พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว  เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอหรือถ้ามีความทุกข์ในช่วงกลางวัน  แม่หมีก็จะคิดว่า เดี๋ยวก็ใกล้ค่ำได้เวลานอน  เราก็จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วพอเราตื่นเราจะมีพลังมาสู้ต่อไป   และเดี๋ยวนี้เวลาที่มองหน้าลูกๆแม่หมีบอกตัวเองว่า  " เรานี่...แมร่งงงโคตรจะมีความสุขเลย    เรามีลูกที่เป็นเด็กดีและทำให้เราภาคภูมิใจมากจริงๆ"


                   เปิดเผยความในใจโดย   แม่หมี  (แม่ผู้มีความสุขเล็กๆกับลูกตัวใหญ่ๆ)

 

 

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net