วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ค่านิยมที่ผิดๆ ในการเลือกสาขาเรียนในมหาวิทยาลัยของเด็กไทย (?)


 

เอนทรี่นี้ควรได้ใช้ชื่อเต็มๆ ว่า ค่านิยมที่ผิดในการเลือกเรียนสาขาอาชีพของเด็กไทยและการผลิตบัณฑิตที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ด้วยมีข่าวเล็กๆ ในแวดวงการศึกษาอยู่ 2 ข่าวที่ดูแล้วไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่ากับข่าวกระแสหลักมากนัก 

ข่าวแรกคือ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ปธ.ทปอ.) กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันนี้มีบัณฑิตตกงานมากขึ้น
ส่วนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)ก็ได้ออกมาขานมรับว่า มีบัณฑิตส่วนหนึ่งตกงานจริง ส่วนใหญ่จะเป็นบัณฑิตในสายสังคมศาสตร์  ซึ่งสถาบันการศึกษาผลิตบัณฑิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ ในขณะที่ความต้องการบัณฑิตในสายวิทยาศาสตร์มีจำนวนมากกว่าแต่กลับมีผู้เลือกเรียนน้อย  ทั้งที่ผ่านมามหาวิทยาลัยพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน คือ ลดจำนวนรับเด็กในสายสังคมลง และเพิ่มจำนวนรับในสายวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากค่านิยมของนักเรียนในปัจจุบันนิยมเลือกเรียนในสายสังคมศาสตร์มากกว่า

ถ้าเรายังจำกันได้ ตอนที่ประเทศกลุ่มอาเซียนรวมตัวกันเข้าสู่การเป็น AEC กันใหม่ๆ บางมหาวิทยาลัยก็ปรับตัวเพื่อให้ทันต่อสภาพตลาดแรงงาน เนื่องจากบัณฑิตในสายสังคมศาสตร์กำลังล้นตลาดแรงงาน และตลาดแรงงานในประเทศกลุ่ม AEC มีความต้องการใน 7 วิชาชีพที่จะสามารถโยกย้ายตลาดแรงงานข้ามประเทศกันได้ ซึ่งได้แก่ สาขาแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การสำรวจ และการบัญชี  จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ประยุกต์  (แต่บัณฑิตบ้านเราก็ยังมีจุดอ่อนด้านภาษา)
แต่เวลาผ่านเลยมาได้ระยะเวลาหนึ่ง มหาวิทยาลัยของไทยก็ยังไม่ได้ปรับตัวกันเท่าที่ควร เห็นได้จากบัณฑิตที่ยังล้นตลาดแรงงาน ปัญหาการตกงานหรือหางานมากที่สุดก็คือ สาขาสังคมศาสตร์
นี่คือปัญหาใหญ่ของสถาบันระดับอุดมศึกษาบ้านเราทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนที่ยังคงผลิตบุคลากรออกมารองรับการพัฒนาประเทศได้ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทิศทางการพัฒนาประเทศ และตลาดแรงงานในประเทศกลุ่มอาเซียน
เราจึงเกิดความสูญเสียในการลงทุนทางการศึกษาอย่างมากมาย ไม่ว่าทั้งในระดับมหภาค คือการลงทุนในภาครัฐ และระดับจุลภาคหรือในระดับครัวเรือน นั่นหมายความว่า เรากำลังใส่ปัจจัยการผลิต (Input) เข้าไปในระบบการศึกษาไม่คุ้มกับที่เราได้บัณฑิตออกมาทำงาน (Output) 
เรื่องราวนี้ ลำพังจะโทษแต่ระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียวก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก หากภาครัฐยังไม่สามารถขยายโอกาสงานหรือสร้างอาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นได้มากกว่านี้ ปัญหานี้ก็จะยังคาราคาซังอย่างนี้ไปอีกเรื่อยๆ

 

อีกข่าวหนึ่งจาก MGR Online คือ “อึ้ง! เด็กลำปางเมินเรียนต่อ “เซรามิก”ทั้ง จว.สมัครแค่คนเดียวแม้มีโรงงานเพียบ”
ซึ่งสืบเนื่องจากสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางได้เปิดสาขาวิชาเทคโนโลยีเซรามิก เพื่อให้นักศึกษาในจังหวัดลำปางได้เรียนในสาขาวิชาที่ภาคธุรกิจในจังหวัดลำปางมีจำนวนมากคือ โรงงานเซรามิก 
โดยนายชัยณรงค์ จุมภู นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง ได้เปิดเผยว่า  จังหวัดลำปางมีโรงงานเซรามิกกว่า 200 โรงงาน เป็นอุตสาหกรรมหลักของจังหวัด  เป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างธุรกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้แก่ผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่จังหวัดลำปาง เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท และสร้างชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ทว่าบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ยังคงขาดแคลน  จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางเปิดรับสมัครนักศึกษาในสาขาเทคโนโลยีเซรามิก แต่ปรากฏว่ามีนักศึกษาสนใจมาสมัครเรียนเพียง 1 คนเท่านั้น
นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปางกล่าวว่า ถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากนักศึกษาไม่ให้ความสนใจ 
จึงจะเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะรับเพียง 10 คนเท่านั้น โดยนักศึกษาจะได้รับทุนการศึกษาจากสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง มีทุน กยส.ให้ยืมเรียน  จะได้ร่วมทำงานวิจัยกับอาจารย์และสถานประกอบการเซรามิก ได้ศึกษาดูงานเรียนรู้ ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ มีรายได้พิเศษระหว่างเรียน และที่สำคัญเมื่อเรียนจบมีงานไว้รองรับมากมายอีกด้วย
นี่ขนาดว่ามีเงื่อนไขต่างๆ ที่น่าสนใจอย่างมากมาย ทั้งในแง่อนาคตของตัวบุคคลที่ได้เข้าเรียนในสาขานี้และอนาคตชาติ แต่ก็ยังไม่สามารถโน้มน้าวดึงดูดความสนใจจากนักเรียนและผู้ปกครองได้ จึงเกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาและภาคแรงงานของบ้านเมืองนี้ ...?

นอกเสียจาก การมีค่านิยมที่ผิดๆ ในระบบการศึกษาและการเลือกเรียนในสาขาอาชีพของนักเรียนและผู้ปกครอง

สองเรื่องที่ผู้เขียน (จขบ.)นำเปิดประเด็นด้วยความเป็นห่วง เพื่อร่วมกันหาทางออกให้แก่สังคมเราที่ดูท่าทางจะมืดมนมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากมหาวิทยาลัยยังผลิตบัณฑิตออกมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ มุ่งเน้นแต่ในด้านปริมาณ เช่น ผลิตบัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์มากจนเกินความต้องการตลาดแรงงาน ทำให้มีบัณฑิตไม่ได้ทำงานในวุฒิการศึกษาที่ตนเรียนมา และเกิดความไม่คุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรของประเทศชาติทั้งในขั้นตอนการผลิตบัณฑิต และด้านผลลัพธ์ที่ประเทศชาติจะได้รับ

 

 

ล่าสุด(วันที่ 13กรกฎาคม) ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2559 ใช้อำนาจตาม ม.44แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากมีข้อเท็จจริงว่าสถาบันอุดมศึกษาบางแห่ง ได้เปิดการสอนและจัดการศึกษาทั้งในและนอกสถานที่ โดยใช้หลักสูตรที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ผลิตบัณฑิตที่มีปัญหาด้านคุณภาพ และไม่สอดคล้อกับความต้องการของประเทศ ซึ่งสภาสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งอาศัยอำนาจและช่องว่างทางกฎหมายดำเนินการในลักษณะที่ส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อให้คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป มีการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งเกิดปัญหาร้องเรียนและฟ้องร้อง ทางคดีเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา  ... ฯลฯ


ดังนั้น คำสั่งนี้ย่อมมีผลกระทบถึงการปรับตัวของสถาบันการศึกษาทั่วทั้งประเทศและนอกจากนี้ให้มีผลบังคับใช้กับ “มรภ.สุรินทร์-มรภ.ชัยภูมิ” ในทันทีอีกด้วย

นี่จึงไม่ต่างไปจากประเด็นหรือปัญหาที่ผู้เขียนได้นำมาขึ้นมากล่าวอ้างในครั้งนี้แต่อย่างใด


……………………………

 


หมายเหตุ เอนทรี่นี้เขียนก่อนที่จะมีคำสั่ง คสช.ที่ 39/2559 จะถูกประกาศเผยแพร่ขึ้น

 

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net