วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องรักๆ หนักใจมั้ย (บทที่ 5 ตอนที่ 1 - ตัวเรามีไว้ทำร้าย?)


มีประโยคติดหูอยู่ประโยคหนึ่งว่า ไม่มีอะไรได้มาฟรี คุณเชื่อตามคำกล่าวประโยคนี้ไหมคะ

เป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ กว่าจะได้อะไรมาถ้าไม่จ่ายด้วยไม่เงินตราก็ด้วยความสุขในปัจจุบัน ความพยายาม ความสละ การอดกลั้น ความเสียใจ ความทุกข์ ฯลฯ

การจะประคองชีวิตคู่ให้คงอยู่ไปนานๆก็ไม่ใช่ของง่ายเช่นกันค่ะ แค่พยายามใช้ชีวิตโดยรักษาเหตุปัจจัยที่ทำให้อยากใช้ชีวิตร่วมกันก็เป็นเรื่องยากแล้ว หากมีเรื่องราวชวนให้อึดอัดขัดใจเกิดขึ้น การประคองใจให้ผ่านพ้นเรื่องที่ไม่น่ายินดีไปโดยไม่ซ้ำเติมตัวเองนั้นยากยิ่งขึ้น และหากมีความสุขเพราะรัก การประคองใจไม่ให้หลงใหลในสุขนั้นยิ่งยากเข้าไปใหญ่

พระพุทธเจ้าตรัสถึงส่วนสุดทั้งสองสายอันเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่อาจนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ ว่าคือ อัตตกิลมถานุโยค อันหมายถึงการทำตน (อันประกอบด้วยกายและใจ) ให้ลำบาก ให้เหนื่อยเปล่า และ กามสุขัลลิกานุโยค หรือก็คือการทำตนให้พัวพันด้วยความสุขในกาม เราอาจไม่เชื่อกันนะคะ ว่าในชาวพุทธเราทุกวันนี้ แม้จะได้ชื่อว่ากำลังปฏิบัติตาม มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ทางแห่งปัญญาคือเริ่มต้นด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยปัญญา นำไปสู่ปัญญาที่ยิ่งกว่า ทางที่พอดีแก่การดับกิเลสและความทุกข์ แต่ในชีวิตจริง ในช่วงเวลาของแต่ละวัน เราส่วนใหญ่มักเดินตามทางที่เป็นส่วนสุดทั้งสองอย่างไม่รู้ตัว

อย่างเช่นเมื่อมีเรื่องลำบากใจ ทุกข์ใจ แทนที่เราจะพยายามหาเหตุผลเพื่อทำใจให้ผ่องใส เรากลับซ้ำเติมตนให้ทุกข์มากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นเดินตามทางส่วนสุดสายหนึ่ง หรือเมื่อเรามีความสุขในชีวิตประจำวัน แทนที่เราจะพยายามมองให้เห็นว่าสุขเกิดจากเหตุปัจจัย จรมาแล้วก็ไป ไม่ควรหลงใหลจนเป็นเหตุให้ยึดมั่นจนเกิดทุกข์ตามมา เราก็กำลังเดินตามทางส่วนสุดอีกสายหนึ่ง

เมื่อพูดถึงการทำตน การซ้ำเติมตนให้ลำบาก สิ่งที่ซ้ำเติมเราได้ดีที่สุดคือความคิดของเราเองค่ะ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เคยกล่าวว่า คนสมัยนี้มีทุกข์กันด้วยความคิด

ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ดูนะคะ

สมมติว่าเราแอบรักคนที่มีคู่แล้วและเราเองก็มีจิตใจงดงามพอที่จะอนุโมทนาให้คนที่รักอยู่ดีมีสุขกับคู่ สู้ข่มกลั้นความต้องการของเราไว้ แต่อย่างไรก็ดีเราก็ไม่สามารถตัดใจจากความรักได้ จึงตั้งความหวังไว้ว่าเราจะเป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อเขา คอยช่วยเหลือเขาในยามที่เขาทุกข์ร้อนเท่านั้น แม้จะไม่สามารถแสดงออกถึงความรัก ก็ขอเพียงรักและคิดถึงอยู่แต่ในใจเท่านั้น

และเพราะการอยู่ร่วมในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ จึงใช้ปรุงแต่งไปว่าเราและคนที่เรารักได้อยู่ครองคู่ อยู่ด้วยกันในความคิดฝันเพราะคิดไปว่าการเก็บความรักที่มีไว้ในใจ ไม่คิดแย่งชิง คอยช่วยเหลือ คงไม่ทำร้ายใครๆ

เราจึงใช้จินตนาการว่าเราและคนที่รัก ทำกิจกรรมด้วยกัน กินอยู่หลับนอนด้วยกันเสมอๆ ทำให้เรากับคนที่เรารักแม้จะอยู่ห่างกันก็เหมือนว่าอยู่ด้วยกัน มีกันและกันเสมอ

อะไรจะเกิดขึ้นคะ หากเราเข้านอนโดยคิดว่ามีคนที่รักนอนเคียง แต่เมื่อตื่นมากลางดึกกลับพบว่าในห้องนอนว่างเปล่า ไม่มีแม้เงาคนที่เราคิดถึง

ความเหงา เศร้า คงเข้าจู่โจมจนเรานอนไม่หลับถึงเช้า

หากเป็นอย่างนี้บ่อยๆเข้า เราก็เครียดเรื้อรัง ป่วยเป็นโรคทั้งกายและใจโดยไม่รู้ตัว

ตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คำว่าโรคในที่นี้ ทรงมุ่งเน้นที่โรคทางใจคือตัณหาค่ะ

มาดูในส่วนของกายกันก่อนนะคะ

เพราะความคิดฟุ้งเราจึงนอนไม่ค่อยหลับ ครั้นตื่นมากลางดึก ความเศร้า ความคิดถึง ยังทำให้เราหลับไม่ลงอีก ก็เท่ากับเราพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทรุดโทรมเพราะการซ่อมแซมร่างกายจะมีได้ก็ตอนที่เรานอนหลับสนิทเท่านั้น

เมื่อเราเครียดเรื้อรัง อาการทางใจก็แสดงออกทางกายโดยปรากฏเป็นโรคภัยต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ภูมิต้านทานลดต่ำลง เป็นแผลในปาก ร้อนใน วิงเวียน คลื่นไส้ เป็นโรคกระเพาะอาหาร อ่อนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ พอมีอาการเหล่านี้ เราจะมีกำลังใจทำงานประจำให้มีประสิทธิภาพ มีกำลังใจดูแลร่างกายให้มีสุขภาพดี มีจิตใจแจ่มใส เป็นสภาพแวดล้อมที่ดีให้ใครต่อใครได้อย่างไรกันคะ

บางคนเครียดแล้วทานไม่หยุด แต่บางคนเครียดแล้วทานไม่ลง ร่างกายที่ถูกจินตนาการที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงในปัจจุบันทำร้าย ถ้าไม่ทรุดโทรมจนผ่ายผอม ก็อ้วนจนเกินไป จนนำไปสู่โรคทางกายอื่นๆอีก

เวลาที่เราคิดถึงเขาไปในทางที่ใจเราต้องการ เราก็เพลิดเพลินอยู่กับความคิดนั้น เสพสุขอยู่กับความคิดนั้น หากบังเอิญมีใครมาขัดจังหวะการคิด ความสุขจึงถูกขัด เราก็ย่อมขัดใจเป็นธรรมดาค่ะ และเพราะในขณะที่กิเลสครอบงำใจก็หมายถึงว่าในขณะนั้นเราหลงไป เมื่อขาดสติจึงมีโอกาสที่จะลืมตัวแสดงความขัดใจออกมา ท่าทีของเราจึงส่งผลต่อบุคลิกภาพโดยที่เราไม่รู้ตัว คนรอบข้างจึงอาจมองว่าเราเป็นคนฉุนเฉียวง่าย

หากเป็นอย่างนี้บ่อยๆเข้าก็คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้ และหากบุคคลที่เราต้องมีความสัมพันธ์ด้วย เช่น คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เป็นคนที่วางอะไรได้ยากหรือไม่รู้จักวิธีการปล่อยวาง ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขาเหล่านั้นก็อาจค่อยๆเสื่อมทรามลง

และถ้าผู้ร่วมงานเห็นว่าเรามีบุคลิกไม่ดี ความก้าวหน้าในการงานจะมาจากไหนกันคะ

บางที เราก็เผลอแสดงความรู้สึกออกมาโดยไม่รู้ตัว พอมีใครสังเกตได้ เพื่อปกปิดความในใจ เราก็ต้องโกหกเขา การโกหกเพื่อปกปิดความผิดนี้เองค่ะ ตรัสเรียกว่า เครื่องติดใหญ่ การโกหกเพื่อปกปิดจะไม่มีวันสิ้นสุดหรอกค่ะ แต่จะยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ลองนึกถึงพีน็อคคิโอ ที่โกหกทีนึงจมูกก็ยื่นยาวออกมาทีนึงซีคะ

โรคทางใจทำร้ายกายก็ว่าแย่แล้ว ที่ทำร้ายใจเรากลับแย่ยิ่งกว่า

มาดูที่ใจบ้างนะคะ

เมื่อเรามีจินตนาการไปว่าเราและคนที่รักได้อยู่เคียงกัน ความที่เป็นรักที่ไม่สมควร แม้เราจะไม่ประพฤติผิดศีลทางกายวาจา แต่ศีลก็ไม่บริสุทธิ์

ศีลจะบริสุทธิ์ได้ ต้องปฏิบัติครบองค์ประกอบทั้งสามส่วน คือ ไม่ทำเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นทำ และ สรรเสริญการไม่ทำ ในเรื่องนี้เราไม่ใช้ให้คนอื่นทำแน่นอนค่ะ และหากเรากล่าวสรรเสริญการไม่ทำเนืองๆ ศีลเราก็บริสุทธิ์โดยส่วนสอง แต่ในส่วนที่ไม่ทำเองนั้นยังไม่บริสุทธิ์ เราจึงได้ชื่อว่ามีศีลแต่ศีลที่มีไม่บริสุทธิ์

เมื่อศีลไม่บริสุทธิ์ก็ยังไม่สามารถปิดประตูสู่อบายได้ เพราะเมื่อศีลไม่บริสุทธิ์ด้วยการกระทำในใจเนืองๆซึ่งก็คือประพฤติทุจริตทางใจเนืองๆ นานๆเข้าก็ต้องล้นออกมาจนกลายเป็นประพฤติทุจริตเต็มรอบคือทำทั้งทางกาย วาจา ใจ เข้าจนได้ค่ะ ก็เป็นไปตามที่ตรัสค่ะ คือ เมื่อราคะ โทสะ โมหะครอบงำจิต เราก็คิดเพื่อเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย

ในยามที่ยังเป็นเพียงการกระทำในใจ เราก็คิดไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง แต่เมื่อใดที่เราเราคิดไปมากๆจนอยากให้ความฝันกลายเป็นความจริง เรื่องในใจก็ล้นออกมาทางกาย วาจา เราก็จะประพฤติเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ทำให้คนที่รักหวั่นไหว หรือ ทำให้คู่ของเขาเกิดความระแวงในใจ หรือหากเขาและคู่เกิดการแตกแยกเพราะเรา หรือเกิดเรื่องราวชู้สาวขึ้นจริงๆ ความคิดของเราก็ก่อให้เกิดการเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย

มีอย่างน้อย 2 เหตุผลค่ะที่ทำให้เราอยากให้เรื่องราวในฝันเป็นจริง อย่างหนึ่งก็คือ ธรรมชาติของการคิดฟุ้ง คือ เมื่อคิดครั้งหนึ่งก็จำไว้อย่างนั้น คิดครั้งต่อไป ก็นำสิ่งที่เคยคิดไว้มาคิดต่อแล้วก็จำไว้อีก คิดครั้งต่อๆไปก็เป็นอย่างนี้อีก ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งโลกในความคิดก็ยิ่งห่างไกลจากโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันออกไปทุกที ในที่สุดเราก็ยากที่จะข่มกลั้น ยากที่จะคงความงดงามทางกายวาจาไว้ได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ธรรมชาติของตัณหา ค่ะ คือ ต้องการเสพมากขึ้นและเลิศขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อมีเขาอยู่ในใจ ทำอะไรร่วมกันกับเราอยู่ในใจนานๆเข้า ก็เป็นธรรมดาค่ะที่เราจะอยากให้เรื่องราวที่เป็นไปในใจกลายเป็นเรื่องจริงในปัจจุบัน

หากเราเดินตามทางอันเป็นส่วนสุดสายหนึ่งอยู่อย่างนี้ แล้วโอกาสที่จะเกิดความรู้จนพาพ้นจากทุกข์จะมีได้จากไหน

พระพุทธเจ้าตรัสสติปัฏฐานว่าเป็นทางสายเอกที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ การยอมให้กิเลสครอบงำใจและคิดไปต่างๆตามแต่กิเลสจะพาไปจึงได้ชื่อว่าไม่มีสติดีพอที่จะระลึกรู้ความเป็นไปในใจ ไม่รู้ว่าธรรมที่กำลังเกิดดับสืบเนื่องกันอยู่ในใจเป็นธรรมที่เป็นอกุศล ไม่รู้ว่าตนกำลังยึดมั่นในอกุศลธรรม ไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ในที่สุดความคิดก็นำเราไปสู่ทุกข์ที่ยิ่งกว่า

เพราะแค่มีความรักที่ไม่สมควร การพิจารณาเพื่อให้ละคลาย มีการกระทำทางใจที่ขัดกับตัณหา ก็ยุ่งยากและลำบากมากกว่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ยังซ้ำเติมตนเองด้วยความคิดที่ทำให้ยิ่งยึดมั่นในความคิด ในความรู้สึกที่ได้จากการคิด ให้ยิ่งละคลายได้ลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก

บางทีเราก็อาจซ้ำเติมตนหนักขึ้นไปอีกค่ะ เช่น เวลาที่เศร้า เหงา การที่สติไม่ได้ระลึกว่าขณะนั้นธรรมหรือเรื่องราวอะไรกำลังโลดแล่นอยู่ภายใน ความเห็นอะไรกำลังนำใจตนไป เราก็ไปหาเพลงที่มีเนื้อหาบอกความทุกข์ในใจเรา ความสงสัยเกี่ยวกับความรู้สึกของเขามาฟังในยามว่างอีก ฟังไปก็ยิ่งดื่มด่ำ ดำดิ่ง ยิ่งอินกับเนื้อเพลงจนเศร้ามากยิ่งขึ้น ยึดมั่นในความรัก ในตัวคนที่รัก ในกระบวนการคิด ในความทรงจำเกี่ยวกับความรักนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ทุกข์ที่มีจึงมากยิ่งขึ้น และเมื่อใดที่มีสติพอจะรู้ตัวได้ ความที่ถลำลงไปมากการพิจารณาให้จางคลายก็ยากมากเป็นเงาตามตัว

อย่างนี้ ไม่เรียกว่าซ้ำเติมตัวเองให้ยิ่งลำบาก แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะคะ

ดังที่ได้เรียนแล้วว่าความรักแท้ที่จริงก็คือกิเลสประเภทราคะ รักมีทั้งคุณและโทษ  แค่เรายังมีความรักให้ใคร โดยที่สอดคล้องตามสมมติโลกเราก็ยังมีโอกาสตกต่ำ มีโอกาสเป็นทุกข์เพราะธรรมชาติของรักและตัณหาได้อยู่แล้ว เมื่อเป็นรักที่โลกตำหนิจะไม่ยิ่งตกต่ำ ยิ่งทุกข์ กันไปใหญ่หรือคะ

ตรัสว่า สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง เราจึงควรฝึกให้มีสติอยู่เสมอ โอกาสเกิดความลำบาก เกิดทุกข์จะได้ยากขึ้น หรือหากเมื่อเกิดทุกข์ขึ้นแล้วก็ไม่ควรซ้ำเติมตัวเองให้ยิ่งลำบากมากยิ่งขึ้น เราจึงควรตรวจสอบตัวเองด้วยการถามใจตัวเองบ่อยๆ ว่าที่คิด พูด ทำ อย่างนี้เพราะเหตุอะไร ที่เราหวังดีต่อใครๆเพราะอะไร มีความต้องการเสพผลของความดีที่เขามี ที่เขาทำร่วมด้วยหรือไม่ เอาตัวเองเข้าเปรียบว่าหากเราอยากให้ใครปฏิบัติต่อเราอย่างไร เราก็ควรปฏิบัติต่อเขาอย่างนั้น และฝึกสติปัฏฐานบ่อยๆเพื่อให้สติคมกล้า เพื่อที่ว่าในเวลาที่อกุศลธรรมจรมาสู่ใจ สติจะได้มาทันเวลา

จะได้ระลึกได้และละ กำจัด เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ทันท่วงที

จะได้ไม่ยิ่งทำตนให้ยิ่งลำบาก พาตนโอนเข้าหาหนทางปฏิบัติ ที่พอดีแก่การพ้นทุกข์ไงคะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net