วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องรักๆ หนักใจมั้ย (บทที่ 6 - ทำไมฉันต้องทน)


การแต่งงานทำให้บุคคลเติบโตขึ้นเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินชีวิตด้วยตนเองที่ต้องเพิ่มความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่นๆขึ้นมาด้วย คนรุ่นดิฉันเคยมองการแต่งงานเกินเลยไปนิดค่ะ เพราะมักมองการแต่งงานว่าเป็นจุดจบของเทพนิยายอันแสนหวาน แต่คนในยุคปัจจุบัน มองการแต่งงานด้วยสายตาที่เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

ปัจจุบัน ดิฉันมองการแต่งงานว่าเป็นการเริ่มต้นของการเดินทางบนทางแห่งการฝึกตนในแง่ต่างๆเพื่อให้เกิดประโยชน์จากการถือกำเนิดและการใช้ชีวิตบนโลก เพื่อให้การดำเนินชีวิตไม่ยากเกินไปเพราะไม่ได้เดินตามลำพัง และในขณะที่ดำรงตนในโลกก็ค่อยๆน้อมเข้าหาความสงบ การปล่อยวาง หาทางพ้นโลกคู่กันไปด้วย ดังนั้นคู่ชีวิตจึงต่างเป็นผู้ฝึก เป็นผู้สนับสนุน และเป็นผู้เป็นปัจจัยในการฝึกของกันและกัน

ดังที่ได้เรียนไว้แล้วว่าเราทุกคนที่ยังอยู่ในโลกล้วนต้องการความสุข การแต่งงานแม้ว่าจะเป็นเหตุให้ได้รับสุขจากสิ่งที่ได้สัมผัสทางตา หู เป็นต้นอยู่บ่อยๆ แต่ก็นำทุกข์มาให้ได้เช่นกัน เพราะการที่คนสองคนอยู่ด้วยกันก็เหมือนลิ้นกับฟัน ยังไงก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง เราจึงควรเรียนรู้ว่าทำอย่างไรการกระทบกระทั่งจึงจะเกิดขึ้นน้อยที่สุด

นอกจากเรื่องธรรมชาติของความรักและธรรมชาติของตัณหาอันเป็นเรื่องใหญ่ที่เราควรระวังแล้ว ยังมีเรื่องเล็กๆที่เราต้องคอยระวังอีกค่ะ และบางที เรื่องเล็กนี้อาจเกิดขึ้นบ่อยกว่าเรื่องราวที่จะเกิดเพราะธรรมชาติทั้งสองนั้นเสียอีก เมื่อมีการกระทบกระทั่งเกิดขึ้นไม่ว่าจากเรื่องอะไร หากต่างคนต่างไม่หาสาเหตุที่แท้จริงแล้วทางไขตนเอง ไม่สนับสนุนอีกฝ่ายให้หาทางแก้ไข ไม่รู้จักปล่อยวาง จนนำเรื่องที่จบไปแล้วมาคิดถึงด้วยความน้อยใจ เสียใจ โกรธ ซ้ำอยู่บ่อยๆ นานๆเข้าก็ถึงจุดที่เรียกว่าฟางเส้นสุดท้ายเข้าจนได้

แล้วในที่สุดก็อาจถึงกับถามตนองว่า “ทนทำไม ทำไมฉันต้องทน” จนนำไปสู่การแยกทางกันในที่สุด

สำหรับเรื่องเล็กน้อยที่เรามักละเลยมากที่สุดคือเรื่องของความเกรงใจ การไม่ข่มกลั้นเพราะขาดความเกรงใจ ขาดเมตตา หรือข่มกลั้นแต่ไม่ได้มีเหตุมาจากเมตตา อันเป็นอีกเหตุที่ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

เนื่องจากการอยู่ใกล้ชิดกันทำให้เกิดการคุ้นเคย ไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน เราจึงมักกล้าที่จะแสดงตัวตนที่แท้แก่คู่ชีวิตมากกว่าคนอื่นๆ และเพราะความคุ้นเคยนี่เอง  บางทีเราก็ลืมที่จะเกรงใจ ละเลยการข่มกลั้น

เคยไหมคะ เวลาที่เราที่อยู่นอกบ้าน อยู่ในที่ทำงาน อยู่ในศูนย์การค้า ถ้าบังเอิญมีใครทำให้เราขุ่นใจขึ้นมา เราก็จะพยายามระงับความโกรธ พยายามข่มกลั้น ไม่แสดงอาการไม่น่าดูออกมาในที่สาธารณะอย่างเต็มกำลัง ก็เรามีภาพพจน์ให้ต้องรักษาในสายตาคนอื่นนี่คะ แต่พอเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นในบ้านของเราเอง ความพยายามในการระงับกลับน้อยลง ลองคิดดูนะคะ คนที่เรารักจะทุกข์ขนาดไหนถ้าต้องคอยเอาใจ คอยรองรับความรู้สึก คอยมองสีหน้าเราอยู่ตลอดเวลา

นักการเมืองท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า ท่านเกรงใจคนทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูก ผู้รับใช้ คนขับรถ เพราะเขาเหล่านั้นเป็นคนที่ท่านต้องอยู่ด้วยตลอดชีวิต

การรักษาความเรียบร้อยทางกายวาจานั้น เราควรทำเพราะนอกจากจะไม่อยากได้รับโทษทางสังคมแล้ว ยังควรทำเพราะเห็นประโยชน์ของการอบรมตนในด้านต่างๆและเพื่อความสุขในปัจจุบันของทั้งเราและผู้ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วย เช่น เพราะเมตตาอีกฝ่าย ไม่อยากเห็นเขาขาดความสุขจึงข่มกลั้นไว้ไม่แสดงอาการให้เขากระทบกระเทือนใจ เพราะเมตตาตนจึงข่มกลั้นด้วยเห็นประโยชน์ตนในด้านต่างๆ อันมีการฝึกตนในการที่จะไม่ปล่อยให้ใจคุ้นชินกับกิเลส จนแสดงออกไปตามแต่กิเลสจะพาไป ไม่ปล่อยใจตนให้ชินกับการเพ่งไปที่ผู้อื่นจนเกิดทุกข์โดยใช่เหตุ ฝึกตนให้ชินกับการไตร่ตรองหาข้อบกพร่องของตนเองหรือการไตร่ตรองหาเหตุผลที่แท้จริงของเรื่องราวต่างๆ

เพราะการฝึกตนจึงทำให้เรามองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น มองเห็นภาวะตรงกับภาวะที่เกิดขึ้นจริงหรือก็คือสามารถเข้าถึงสัจจะนั่นเองค่ะ เมื่อเข้าใจสัจจะ โอกาสที่จะมองภาวะหนึ่งเป็นอีกภาวะหนึ่ง หรือมองไม่เห็นภาวะก็น้อยลง

ทั้งนี้ก็เป็นไปตามที่ตรัสค่ะ ว่า เพราะคายกิเลสแล้วบางส่วนเธอจึงแจ้งธรรม คำว่าแจ้งธรรมนี้ ไม่ได้หมายถึงการบรรลุมรรคผลต่างๆเท่านั้นนะคะ แต่หมายความรวมถึงการเข้าใจแจ่มแจ้งในภาวะที่เกิดกับจิตตนอย่างแท้จริง

ความเข้าใจกันและกันก็จะมากขึ้น

อยากชวนพิจารณาสองตัวอย่างนี้ค่ะ

คุณเอ รู้สึกโกรธลูกค้าคนหนึ่งที่เอาแต่ถามรายละเอียดของสินค้าอยู่นานแต่ก็ยังไม่ตัดสินใจซื้อ คุณเอรู้ว่าถ้าแสดงความโกรธออกไปลูกค้าต้องไม่พอใจจนอาจไม่ตัดสินใจซื้อไปเลย จึงข่มกลั้นไว้ แต่ก็คิดขึ้นว่าจะบวกตัวเลขเพิ่มลงไปในราคาสินค้าเป็นค่าขัดใจ พอคิดได้อย่างนั้นก็หายโกรธ พูดจาโน้มน้าวลูกค้าอย่างมีความสุขขึ้น และเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่าปกติคุณเอก็มีความสุขมาก คุณเอดีใจที่ตนนอกจากจะขายสินค้าได้แล้ว ยังคิดว่าตนสามารถดับความโกรธได้

คุณบีไม่ชอบคนรักของลูก แต่เพราะความรักลูกและเห็นว่าห้ามปรามไม่ได้จึงไม่ขัดขวางการแต่งงาน ต่อมา ลูกประสบความล้มเหลวในการครองชีวิตคู่ ลูกคุณบีขอแยกทางจากคู่ด้วยคิดว่าทำไมต้องทน พอคุณบีทราบว่าลูกหย่าร้างและไม่เสียใจกับการแยกทางเธอก็ไม่เสียใจตามไปด้วย เธอบอกตนเองและใครต่อใคร ว่าชีวิตเป็นของลูก เธอวางเฉยด้วยอุเบกขาในสิ่งที่ตนแก้ไขอะไรไม่ได้

คุณมีความเห็นเกี่ยวกับคุณเอและคุณบีว่าอย่างไรบ้างคะ

สำหรับดิฉัน เห็นว่าคุณเอแม้จะข่มกลั้นไม่แสดงอาการโกรธออกมา แต่ก็ไม่ใช่การข่มกลั้นที่เกิดจากเมตตาจนพยายามหาเหตุผลเพื่อที่จะเข้าใจตนและผู้อื่น เห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น

ถ้าคุณเอเห็นประโยชน์ตน ว่าการที่ลูกค้าถามรายละเอียดของสินค้าจนกว่าจะเข้าใจก็เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีปัญหาในการใช้งาน ซึ่งถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นภายหลัง คนที่ต้องคอยแก้ไขปัญหาให้ก็คือคุณเอ ซึ่งอาจจะเสียเวลามากกว่าการเสียเวลาอธิบายในขณะนั้น หรือถ้าคุณเอพยายามคิดเพื่อเข้าใจผู้อื่น พยายามคิดให้เห็นหรือรักษาประโยชน์ผู้อื่น ก็จะคิดไปในทางที่ทำให้เข้าใจการกระทำของเขา เป็นต้นว่าที่ลูกค้าถามจุกจิกอาจเป็นคนที่มีเงินใช้สอยอย่างจำกัด เมื่อจะใช้เงินซื้อหาอะไรสักอย่างจึงต้องพยายามหาทางให้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด หรือลูกค้าเป็นคนช่างสงสัย ต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ทำก่อนจึงจะคลายใจ ใช้สอยสิ่งของอย่างสบายใจ ดังนั้นจึงควรสงเคราะห์เขาด้วยการให้ข้อมูล

หรือถ้าคุณเอคิดถึงประโยชน์ตนในทางที่ประณีตขึ้น จะพบว่าที่ตนต้องข่มกลั้นก็ด้วยเมตตาตน ที่ไม่ยอมให้โทสะครอบงำจิตจนคิดในทางเบียดเบียน (อธิวาสนขันติ อันเป็นขันติในระดับต้น) และเพราะต้องคลายความอึดอัดจึงทำให้ต้องมีการคิดแบบสืบสาวเหตุผล  หรือก็คือมีการคิดแบบโยนิโสมนสิการให้เห็นเหตุที่ตนโกรธ มีการน้อมลงสู่ความว่าง ให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัย เกิดดับสืบต่อกันไป ไม่ควรยึดไว้จนดูราวกับความโกรธไม่เคยดับ เมื่อเห็นพ้องกับความคิด ใจก็ผ่องใสขึ้นอย่างแท้จริง (โสรัจจะ)

และเมื่อคุณเอรู้เหตุผลแล้ว ใจผ่องใสแล้ว คุณเอก็จะอดทนการถามจู้จี้ของลุกค้าได้ด้วยใจที่เมตตา ทนได้โดยไม่ต้องข่มกลั้นโทสะ กระทั่งหากพบเหตุการณ์อย่างนี้ในครั้งต่อไปอีก หากคุณเอยังมีความโกรธเกิดขึ้นมาได้อีก ระดับของความโกรธนั้นก็จะลดลง อีกทั้งความโกรธก็จะถูกดับได้เร็วขึ้นอีกด้วย ถ้าทำอย่างนี้บ่อยๆ ในที่สุดคุณเอก็จะสามารถทนการสอบถามของลูกค้าได้โดยไม่ต้องข่มกลั้น ไม่ต้องขวนขวายดับความโกรธอีกต่อไป (ตีติกขาขันติ อันเป็นขันติในระดับสูงสุด)

ส่วนความคิดของคุณเอที่ว่าตนสามารถดับความโกรธได้นั้น แม้ความโกรธจะดับลง แต่ก็ไม่ใช่ดับเพราะการเข้าใจภาวะ ไม่ใช่การดับเพราะละอกุศลธรรม จึงไม่ใช่การดับกิเลสอย่างแท้จริงหากเป็นการดับกิเลสหนึ่งด้วยอีกกิเลสหนึ่ง ในกรณีนี้คุณเอดับโทสะด้วยโลภะ ด้วยเหตุนี้ คุณเอจึงไม่ได้ประพฤติในทางละคลายกิเลสจริง แต่ไปยึดกิเลสอีกตัวแทน นี่จึงเป็นการประพฤติตนในทางที่ทำให้กิเลสซ้อนบนกิเลส นั่นคือกิเลสเก่าก็ยังไม่ได้ละแต่กลับเอากิเลสใหม่มาบดบัง มาซ้อนเสริม มาเพิ่มเข้าไป กองกิเลสจึงใหญ่โตขึ้นอย่างไม่รู้จบ

และเมื่อลูกค้าจ่ายเงินค่าสินค้าเกินกว่าราคาแท้จริง คุณเอยิ่งมีความสุข ความสุขที่ได้จึงเกิดจากการไม่ซื่อตรงหรือไม่มีสัจจะ เกิดจากการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น

ส่วนคุณบี ที่เธอเข้าใจว่าเธอเฉยได้กับสิ่งที่เธอแก้ไขอะไรไม่ได้นั้น ที่เธอเฉยได้ก็เพราะตัณหาได้รับการสนองต่างหาก คือเธอไม่ต้องการให้คนที่ลูกรักมาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันตั้งแต่ต้นแล้ว ความต้องการให้ดับสูญหรือไม่มีนั้นก็คือ วิภวตัณหา ดังนั้นเมื่อลูกแยกตัวออกจากคนรักเธอก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ

เดิมนั้นเธอมีความกระวนกระวายเพราะวิภวตัณหาคือ อยากที่จะไม่อยากให้ลูกแต่งงาน เมื่อเธอได้ในสิ่งที่ต้องการ ตัณหาคือความอยากได้รับการสนองก็ย่อมดับ เพราะความกระวนกระวายดับ เธอจึงรู้สึกเฉยๆ ซึ่งความเฉยของเธอในที่นี้คือเฉยไม่เอาเรื่องราว เฉยเมยต่อสถานการณ์ และเฉยไม่รู้ คือไม่เห็นกิเลสตน และไม่รู้ว่ากิเลสตนได้รับการสนองแล้ว

อันที่จริง เธอยังมีความสุขจากการที่ตัณหาดับด้วยค่ะ แต่ความสุขนั้นน้อยมากจนเธอไม่รู้สึก ความรู้สึกทุกข์สุขที่เกิดขึ้นแต่น้อยมากจนเจ้าตัวรู้สึกไม่ได้ จนเข้าใจไปว่าตนเฉยๆนั้น แท้ที่จริงก็คือเฉยไม่รู้

ทั้งเฉยไม่เอาเรื่องราว และเฉยไม่รู้นี้ทางพระท่านเรียกว่า อัญญานุเบกขา ค่ะ ไม่ใช่อุเบกขา

จากตัวอย่างทั้งสองนี้ ตัวอย่างแรกเป็นการมองภาวะหนึ่งเป็นอีกภาวะหนึ่ง ส่วนตัวอย่างที่สองเป็นการมองไม่เห็นภาวะ

การมีสัจจะกับการสละกิเลสจนเข้าใจสัจจะมากยิ่งขึ้นนั้นหนุนเนื่องกันเป็นวง เหมือนขดสปริงที่วนจากปลายข้างหนึ่งที่เป็นจุดต่ำสุดขึ้นไปหาปลายอีกข้างที่เป็นจุดสูงสุด เมื่อไม่มีสัจจะ ไม่พยายามมีสัจจะ ก็จะไม่ละคลายกิเลส เมื่อไม่ละกิเลส ก็ไม่เข้าใจสัจจะและไม่รู้สัจจะที่สูงขึ้น เมื่อไม่เข้าใจสัจจะ ก็จะยิ่งทำในทางที่สั่งสมกิเลส พระพุทธเจ้าตรัสถึงขันติในโอวาทปาฏิโมกข์ ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติคือตีติกขา เป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง  เมื่อมีการฝึกอดกลั้นที่มีพื้นฐานมาจากเมตตา มีการหาเหตุผลให้ใจผ่องใส จนในที่สุดทนได้โดยไม่ต้องกลั้น กิเลสจึงค่อยๆถูกเผาให้สิ้นไปทีละเล็กทีละน้อย

ลองมาสมมติกันนะคะ ว่าถ้าเป็นเรื่องในครอบครัว ถ้าคนในครอบครัวไม่เข้าใจภาวะหรือก็คือไม่เข้าใจความเป็นจริง (สัจจะ) ไม่มีการฝึกตนในด้านต่างๆ (ทมะ) ไม่มีการข่มกลั้น ไม่มีการอดทน (ขันติ) ไม่มีการสละทั้งความสุขส่วนตนเพื่อผู้อื่นหรือสละกิเลส (จาคะ) คนในครอบครัวจะเป็นอย่างไร

ซึ่งสิ่งที่เราสมมติว่าคนในครอบครัวไม่มีเหล่านี้ ก็คือองค์ธรรมทั้ง 4 ในหลักฆราวาสธรรม อันประกอบด้วยสัจจะ ทมะ ขันติ และ จาคะ ธรรมที่ฆราวาสพึงน้อมเข้ามาในตน พึงนำมาใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเองค่ะ เพราะฆราวาสธรรม สถาบันครอบครัวจึงมีโอกาสดำรงอยู่ได้ (เคยเขียนเรื่องของฆราวาสธรรมโดยละเอียดไว้ ที่นี่ ค่ะ )

แต่อย่างไรก็ดี เราต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง ไม่สามารถอยู่ในสภาพเดิมได้ เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามปรารถนา แม้จะพยายามฝึกตนด้วยฆราวาสธรรม ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้ความเป็นครอบครัวอาจสิ้นสุดลงได้

มีการคาดการณ์ค่ะว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะกลายเป็นสังคม SINK ( Single income no kid) คือไม่แต่งงาน อัตราการหย่าร้างสูง ไม่มีลูก หากความเป็นครอบครัวต้องสิ้นสุดลง การที่คนสองคนเดินร่วมทางกันต่อไปไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าใครคนหนึ่งเลว อีกคนดี คนหนึ่งผิด อีกคนหนึ่งถูก แต่อาจหมายถึงต่างคนต่างมีวิถีการคิด (สังขาร) มีความเห็นเฉพาะตน (ทิฏฐิ) มีประสบการณ์ที่จำไว้ (สัญญา) ฯลฯ แตกต่างกัน จึงทำให้เมื่อมองในมุมของแต่ละคนแล้ว ต่างก็เป็นฝ่ายถูก

อันที่จริงเราทุกคนล้วนเป็นสีเทา เพียงแต่จะเทาเข้มเทาอ่อนเท่านั้นค่ะ เราต่างคนอาจต่างผิดในหลายๆเรื่องแต่ก็อาจต่างถูกในอีกหลายๆเรื่องได้เช่นกัน ไม่มีใครทำถูกหรือดีไปหมด และไม่มีใครทำผิดหรือไม่ดีไปเสียทั้งหมด เมื่อเกิดเรื่องราวขึ้น ในขณะที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ การข่มกลั้นเอาไว้ก่อนก็สมควรทำค่ะ สัจจะมีเพียงหนึ่ง เมื่อเราสามารถเข้าใจภาวะอย่างแท้จริง ไม่มองเรื่องราวในมุมมองของเราอันทำให้เห็นไปต่างๆ อาจพบว่าโดยสัจธรรมแล้วเราอาจเป็นฝ่ายผิดเองก็ได้ การข่มกลั้นในขณะที่เรายังไม่เข้าใจความเป็นจริงจึงเป็นการป้องกันเราไม่ให้ทำผิดซ้ำซ้อน จนความผิดขยายกลายเป็นปัญหายุ่งยากในภายหลังก็ได้

การยอมรับตนเองและผู้อื่น เอาตนเข้าเปรียบ หมั่นพิจารณาให้คลายความรู้สึกที่ไม่ดีอยู่บ่อยๆ จึงทำให้เราพยายามข่มกลั้นกับความต้องการทั้งของตนเองและผู้อื่น อันเป็นการไม่ทิ้งโอกาสในการฝึกตนของตนไป ทำใจให้มั่นคงขึ้น และทำปัญญาให้งอกงามขึ้น

รวมไปถึงอาจทำให้เราสามารถใช้ชีวิตคู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้อีกด้วยนะคะ 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net