วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวสป้าของ "ป๊า" ความทรงจำของ "ฉัน"


   เชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยมีความทรงจำกับบุคคล สิ่งของ หรือสถานที่ อะไรก็ได้ที่พอเวลาเรานึกถึงแล้วทำให้เรามีความสุข มีเรื่องราวต่างๆ ชวนให้คิด ชวนให้จดจำ และคิดถึงมัน เช่นเดียวกับที่ “ดินสอขอเขียน” กำลังคิดถึงรถเวสป้าคันโปรดของป๊าที่ขายไปได้ประมาณ 4 ปีมาแระ
   
   ตั้งแต่จำความได้ ย้อนไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ไปโรงเรียน ก็จำได้เลยว่าป๊าจะขี้นรถเวสป้าสีเนื้อไปส่งและไปรับที่โรงเรียนทุกวัน ด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็กมากๆ สิ่งเดียวที่จำได้ของเวสป้าคือ เสียงดังมากๆ 555

   เพราะด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็กมากเลยจำอะไรเกี่ยวกับเจ้า “เวสป้า” ของป๊าไม่ค่อยได้ จนกระทั่งตอนที่ “ดินสอขอเขียน” ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ คราวนี้แหละ ได้นั่งเวสป้าป๊าบ่อยมาก สิ่งแรกที่เป็นเอกลักษณ์ของมันก็คือ เสียงที่ดังสุดๆ ประมาณว่า เลี้ยวเข้าซอยมา  ก็รู้แล้วว่าป๊ากำลังจะถึงบ้านแระ 

   เวสป้าของป๊าเป็นสีเขียวขี้ม้า เป็นรุ่นที่ฮิตสุดๆ รุ่นเดียวกับที่เค้าใช้ขนผ้าที่สำเพ็งกันอ่ะค่ะ มันคือ “เวสป้า สปรินท์” หรือ “หัวโต” ศัพท์รู้กันในกลุ่มผู้นิยมเวสป้า เรียกตามลักษณะหัวรถที่มีขนาดใหญ่ ฝาสี่เหลี่ยม บังโคลน ล้อใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ถ้าเป็นรุ่นเก่าล้อ 8 นิ้วตัวเครื่องจังหวะ 4 สปีด ประมาณ 125 ซีซี

   ที่มาของรถประเภทนี้ มีเป้าหมายในการผลิตมาเพื่อนำมาใช้เพื่อความสวยงามและบรรทุกของ ตรงตามความต้องการของเพจจิโอผู้ให้กำเนิดและเจ้าของชื่อแบรนด์อมตะ ซึ่งเลือกนำเฉพาะข้อดีของรถจักรยานและมอเตอร์ไซด์มารวมกัน ออกมาเป็นโจทย์ให้ดัสคานิโอออกแบบเป็นรถสกู๊ตเตอร์ ที่ผู้หญิงสามารถใช้ขับขี่ได้ทั้งที่สวมกระโปรง ตัวรถจึงต้องมีน้ำหนักเบาง่ายต่อการขับขี่ ป้องกันการลื่นไหลจากน้ำฝน

   ในปี ค.ศ. 1946 รถสกู๊ตเตอร์คันแรก ถือกำเนิดขึ้น เป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะ 98 C.C. ใช้น้ำมันเพียง 5% ในการเดินเครื่องด้วยระบบการทำความเย็น ตัวถังที่เบาแต่มีความคงทนสูง และแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักเครื่องที่อยู่ภายใน ปกป้องช่วงขาและเสื้อผ้าของผู้ขับขี่ ล้อหน้าต่อเชื่อมเข้ากับเพลาและคานบังคับ เกียร์บังคับที่แฮนด์ข้างซ้ายต่างจากรถมอเตอร์ไซด์ทั่วไป

 

   ด้วยรูปทรงที่ป่องออกและเว้าเข้าเหมือนเอว ส่วนหน้าเหมือนปีก รวมถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่มีเสียงหึ่งๆ คล้ายตัวต่อ ทำให้รถชนิดนี้ได้รับสมญานามตามภาษาอิตาลีว่า VESPA (ข้อมูลจากเว็บผู้จัดการ)

   ด้วยรูปทรงที่สวยงาม และฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย และทนทาน ทำให้เวสป้ารุ่นสปินท์นี้กลายเป็นรถรุ่นคลาสสิคและมีราคาแพงมากที่สุดรุ่นหนึ่งของเวสป้า

   ตัดภาพมาที่รถเวสป้าของป๊ากันต่อค่ะ เวสป้าสีเขียวขี้มาคันนี้เป็นรถของหยี่กู๋ (หยี่กู๋คือน้า) ค่ะ หยี่กู๋ยกให้ป๊าใช้ตั้งแต่ครอบครัวของเราย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นเจ้าเขียวขี้ม้านี้ก็กลายเป็นรถคู่ใจติดตัวป๊าไปตลอด สำหรับตัว “ดินสอขอเขียน” เองก็ได้นั่งเจ้าเขียวขี้ม้านี้ค่อนข้างบ่อยมากๆ เมื่อโตขึ้นสิ่งที่รับรู้ได้อีกอย่างคือ มันเป็นรถที่ชอบหัวเทียนบอดค่ะ เวลาขับไปเจอน้ำท่วม ก็เอาแระ รถดับจ้า ภาพที่ป๊าเอาหัวเทียนออกมาขัดๆ ถูๆ แล้วใส่เข้าไปในเครื่องใหม่ กลายเป็นภาพที่ “ดินสอขอเขียน” เห็นจนชินตา แต่ก็มีบางครั้งนะคะที่ป๊าลองซ่อมเองแล้วไม่รอด ต้องค่อยๆ จูงไปที่ร้านซ่อมค่ะ นี่ยังคงเป็นปัญหาคาใจเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาจนทุกวันนี้ว่าทำไม๊ ทำไมมันถึงเสียบ่อยจัง

   เราอยู่กับเจ้าเขียวขี้ม้านี่มานานเลยค่ะ ไม่ต่ำกว่า 20 ปี จนกระทั่งป๊าเอาไปทำสีใหม่ กลายเป็นสีเขียวธรรมดาค่ะ คราวนี้แหละ ไฉไลทั้งภายนอกและภายในเลยค่ะ เรียกว่า “หล่อสุดๆ” เสียดายมากๆ ที่ “ดินสอขอเขียน” ไม่เคยถ่ายรูปเวสป้าของป๊าไว้เลย

   ช่วงหลังๆ พอป๊าเริ่มอายุมากขึ้น และมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับเวสป้าค่อนข้างบ่อย เพราะความที่ตัวรถมีน้ำหนักมาก เวลาล้มทีนี่บอกได้คำเดียวว่า “เจ็บโคตรๆ” พวกเราเลยลงความเห็นให้ป๊าขายเวสป้าซะ แล้วซื้อมอเตอร์ไซค์มาขี่แทน


   เชื่อมั้ยคะ พอถึงวันที่มีคนมารับรถ ก็ทำเอา “ดินสอขอเขียน” ใจหายเหมือนกันนะคะว่าต่อไปนี้ เวลาค่ำๆ จะไม่ได้ยินเสียงเวสป้าป๊าอีกแล้ว เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือได้ เหมือนเพื่อนที่เราคุ้นเคยมานานจากเราไปยังไงอย่างงั้นอ่ะค่ะ

   ทุกวันนี้เวลาออกไปข้างนอกแล้วได้ยินเสียงรถเวสป้า หรือเห็นคนขับรถเวสป้ารุ่นสปรินท์ ก็จะนึกถึงเวสป้าคันนั้นของป๊า ภาพที่ป๊าขี้เวสป้า มันยังคงชัดเจนเสมอในความทรงจำของ “ดินสอขอเขียน” แม้ว่าวันนี้จะไม่มีเวสป้าคันนั้นอยู่แล้วก็ตาม

 ที่มาภาพ : www.thaisecondhand.com

โดย ดินสอขอเขียน

 

กลับไปที่ www.oknation.net