วันที่ พุธ กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องรักๆ หนักใจมั้ย (บทที่ 7 ห้ากฎทอง ต้อง..โง่เหมือนควาย ลืมง่ายเหมือนปลาทอง)


มีคำเปรียบเปรยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ที่ดิฉันได้ยินมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆอยู่ชุดหนึ่งค่ะ การตั้งชื่อคำเปรียบเปรยชุดนี้ว่าเป็น “กฎทองของการใช้ชีวิตคู่”

ยินชื่อว่ากฎทอง เราอาจคิดว่าท่านคงมุ่งสอนผู้ครองเรือนนะคะ แต่ว่าไม่ใช่ กฎนี้ท่านมุ่งสอนที่ผู้หญิง โดยท่านว่าหากผู้หญิงทำได้อย่างนี้ ชีวิตคู่จะยืนยาว ซึ่งกฎทองที่ว่านี้ มีอยู่ 5 ประโยค ใจความว่า

ทนเหมือนอูฐ ไม่พูดเหมือนลา ซื่อสัตย์เหมือนหมา  โง่เหมือนควาย  ลืมง่ายเหมือนปลาทอง

กฎทั้ง 5 ข้อนี้คงเป็นที่นิยมใช้กันนะคะ เพราะเห็นมีการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น มีการแชร์กันในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะที่ว่าผู้หญิงเท่านั้นที่ควรอดทนและปฏิบัติตนในแง่ต่างๆเพื่อความยืนยาวของชีวิตคู่ เพราะทำให้ผู้หญิงดูจะกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง เป็นผู้ถูกกระทำ ทำให้รู้สึกว่าโลกทั้งใบดูจะกลายเป็นโลกของคุณผู้ชายไป

ดิฉันเห็นด้วยกับกฎที่ว่านี้เพียงบางส่วนค่ะ บางส่วนก็มองว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในชีวิตจริง บางส่วนทำให้อยู่ได้ยากกับความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ว่าให้ลืมง่ายเหมือนปลาทองนั้น โดยสภาวธรรมแล้วดิฉันมองว่าเป็นไปไม่ได้เลย

มาดูเรื่องที่ท่านนำมาตั้งเป็นกฎทองกันนะคะ ในเรื่องของความอดทน อดกลั้น ได้เล่าไว้ในบทที่แล้วแล้ว จึงไม่ขอเล่าซ้ำอีก ในบทนี้เราจะคุยถึงคำกล่าวที่เล่ากันว่าเป็นกฎทองข้อที่เหลือกัน โดยจะขอคุยรวมๆกันไปนะคะเพราะมีความเชื่อมโยงถึงกันแทบทั้งหมด

ในชีวิตประจำวัน  เราต้องติดต่อ มีความสัมพันธ์กับบุคคลมากหน้าหลายตา ต้องมีการสื่อสารเพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด หรือ คำแนะนำ ดังนั้นการไม่พูด จึงไม่เกิดผลดีต่อทุกๆคน

ในพุทธกาล ภิกษุกลุ่มหนึ่งตั้งกฎขึ้นว่า ในพรรษานี้ หมู่ท่านจะไม่พูดกันเลยเพื่อตั้งใจปฏิบัติธรรมและเพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาท ครั้นพอออกพรรษา ท่านก็พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อถูกตรัสถามว่าพรรษาที่ผ่านมาอยู่สุขสบายกันดีหรือ เหล่าภิกษุก็ตอบว่าสบายดี ไม่มีความขัดแย้งใดๆเกิดขึ้นเพราะทุกท่านไม่พูดจากันเลย

พอพระพุทธเจ้าทรงทราบ แทนที่พระองค์จะตรัสสรรเสริญ กลับตรัสติเตียนพวกท่านเป็นอย่างมากค่ะ ว่าทำไมพวกท่านจึงเป็นอยู่กันอย่างปศุสัตว์ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ไม่ใช่การไม่พูดจากันค่ะ แต่ทรงสรรเสริญการพูดในเรื่องที่ควรนำมาพูดคุยกันหรือที่เรียกว่า กถาวัตถุ 10 ( เช่น  เรื่องของความสันโดษ เรื่องที่ ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล ให้จิตตั้งมั่น ให้เกิดปัญญา ให้สนใจและเข้าใจเรื่องความรู้เห็นในภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ ฯ) ทรงสรรเสริญการพูดเสียงเบา และทรงสรรเสริญการสนทนาเพื่อให้ได้รับความรู้ เกิดความเข้าใจ หรือที่เรียกว่า สากัจฉา

ถ้าปราศจากสากัจฉากันอย่างเรียบร้อยในกถาวัตถุ อาจหมายถึงการที่เราไม่ได้กัลยาณมิตร จนอาจรวมไปถึงการไม่มีการข่มกลั้นและไม่มีโยนิโสมนสิการไปเลยก็ได้ค่ะ แล้วปัญญาของเราก็คงไม่เจริญ โอกาสที่จะไม่ฉลาดก็อาจเกิดขึ้นได้จริงๆก็ได้นะคะ

และในการพูดจากันนั้น พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสเปรียบเปรยการใช้วาจาไว้อย่างน่าฟังมากค่ะ โดยตรัสว่าหญิงสะใภ้ผู้มาสู่ตระกูลของสามีใหม่ๆ จะตั้งหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าในตัวแม่สามี พ่อสามี สามี คนรับใช้ ดังนั้นจึงพูดจากับทุกคนอย่างอ่อนน้อม แต่ต่อมาครั้นคุ้นเคยขึ้น ก็อาจขาดสติ ละเลยการอบรมตนจนอาจถึงกับตวาดบุคคลเหล่านั้นว่า “หลีกไป พวกท่านจะรู้อะไร”

ดังนั้นจึงตรัสสอนเกี่ยวกับการใช้วาจาว่า ควรศึกษาว่าจะมีใจเสมือนสะใภ้ซึ่งมาใหม่ ซึ่งถ้าเรามีใจเสมือนสะใภ้ผู้มาใหม่ ความอดกลั้น การใช้วาจาที่อ่อนน้อม อ่อนหวาน ก็คงตามมาเองนะคะ

ยังทรงให้หลักในการพิจารณาว่าเรื่องใดควรพูด เรื่องใดไม่ควรพูดไว้อีกด้วยค่ะ เพราะบางเรื่องพูดไปก็กลายเป็นเรื่องได้เหมือนกัน โดยตรัสสอนให้พิจารณา ว่าเรื่องที่จะพูดนั้น

เหมาะกับเวลาหรือไม่

เป็นเรื่องจริงหรือไม่ว่าไม่จริง

พูดด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานหรือว่าหยาบคาย

พูดก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ และ

พูดด้วยจิตที่มีเมตตาหรือว่าจิตที่มีโทสะอยู่ในภายใน

จึงดูเหมือนว่า ถ้านำคำตรัสนี้มาตรองก่อนจะพูดอะไร เราอาจนิ่งเงียบในบางครั้งเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด พูดอย่างอ่อนหวานและซื่อตรงในทุกครั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย จนอาจสอดคล้องกับกฎทองที่ว่า ไม่พูดเหมือนลา ซื่อสัตย์เหมือนหมาในบางคราวเลยก็ได้นะคะ

เรื่องของการซื่อสัตย์ต่อกัน ดิฉันมองว่าไม่ได้หมายความเฉพาะการใช้วาจาจริงต่อกันและการซื่อสัตย์ต่อความสัมพันธ์ที่มีให้กันเท่านั้น แต่มองรวมไปถึงการซื่อตรงต่อสภาวะที่ปรากฏแก่ใจตนด้วย ยอมรับหากเป็นภาวะที่ไม่ดี อันจะทำให้มีการแก้ไขตนเพื่อที่จะแสดงออกต่อกันในลักษณะที่ว่า ใจอย่างไร วาจากายก็อย่างนั้น เพราะหากไม่ซื่อตรงต่อกัน แต่เพื่อจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ก็ต้องมีการปรุงแต่งกาย วาจา ให้ผิดไปจากใจที่คิดไปในทางตรงข้าม การปรุงแต่งอย่างนี้ก็คืออุปกิเลสที่เรียกว่า มายา เช่น แม้จะขัดใจแต่ก็แสดงออกว่าชอบใจเพื่อเขาจะได้พอใจ เป็นต้น

และเพราะการซื่อสัตย์ต่อใจตน จึงก่อให้เกิดการกล้าที่จะแนะนำอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายทำในสิ่งที่ผิดในสิ่งที่บัณฑิตไม่สรรเสริญ ทำผิดศีล

แต่การแนะนำนี้ เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างค่ะ ว่าไม่มีใครอยากให้ใครมาตำหนิตน มาทำให้ความรู้สึกภูมิใจในตนลดต่ำลง ดังนั้นหากถูกติ เขาก็อาจโกรธขึ้นมาจนอาจทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีถูกลดระดับลงได้

และต้องยอมรับความจริงอีกข้อ ว่าสิ่งที่แนะนำไป ด้วยความสำคัญตนที่แต่ละคนมีอยู่จึงทำให้เขาอาจจะรับคำแนะนำหรือคำติติงนั้นไว้หรือไม่ก็ได้ ก็ให้ถือว่าเราได้ทำเหตุคือทำหน้าที่ของกัลยาณมิตรแล้ว แต่ไม่ควรหวังผลคือการยอมรับคำแนะนำและปฏิบัติตาม เรื่องของการดูแลและรับผิดชอบใจ ใจใครก็เป็นหน้าที่ของคนนั้น ใครชอบใจธรรมใดก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่สามารถไปบังคับใครๆให้ทำอะไรๆตามใจเราได้ เพราะหากเราไม่วางใจในผล เราจะทุกข์ไปกับสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ ทุกข์ไปกับสิ่งที่เกินกำลังของตนจะรับผิดชอบได้

ที่เราจำเป็นต้องแนะนำหากมีการกระทำผิด เพราะคนเราอยู่ด้วยกัน จะปล่อยอีกฝ่ายทำตามใจจนเขาเสียหาย จนใจเขาเลื่อนไหลลงสู่ที่ต่ำเพียงเพื่อจะรักษาความรู้สึกที่ดีของเขาที่มีต่อเราไว้ ก็ดูจะเห็นแก่ตัวเกินไปนะคะ และเพราะนิ่งดูดายไม่ทำในสิ่งที่ตนทำได้ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าใจของต่างคนก็ต่างไหลลงสู่ที่ต่ำไปด้วยกันทั้งคู่ ต่างก็คิด พูด ทำ ด้วยอำนาจความเห็นผิดจนได้ชื่อว่าเป็นคนพาลด้วยกันทั้งคู่

เพียงแต่ คงต้องดูเวลาที่สมควรพูด วิธีที่จะพูด ที่เหมาะสมด้วย สมดังที่ตรัสแนะนำหลักในการใช้ถ้อยคำไว้นั่นเองค่ะ

ในมงคลสูตร อันเป็นสูตรที่ตรัสถึงมงคลสูงสุดในชีวิตมนุษย์ พระคาถาแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงมีความสำคัญมากค่ะ เพราะเป็นจุดเริ่มของการละเว้นบาป กระทำความดีอันเป็นบุญทั้งปวง พระคาถานั้นมีใจความว่า

อเสวนา จ พาลานํ    ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา

ปูชา จ ปูชนียานํ    เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ

การไม่เสพคนพาล๑ การเสพบัณฑิต๑ การบูชาบุคคลผู้ที่ควรบูชา๑ นี่เป็นมงคลอันสูงสุด.

การไม่เสพหรือไม่ทำความคุ้นเคยกับคนพาลนั้นไม่ได้หมายความเฉพาะการไม่คบบุคคลอื่นที่เป็นคนพาลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงตัวเราเองด้วย หากเรารู้ตัวว่าได้ทำตนเป็นคนพาลไปแล้ว ก็ไม่ควรเสพความเห็นผิดของคนพาลซึ่งก็คือความเห็นผิดของตัวเราเองนั้นซ้ำๆ ควรหันมาเสพการกระทำที่ทำให้เรากลับคืนมาสู่ความเป็นคนดีด้วยการคบบัณฑิต หันไปบูชาบัณฑิตอันเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชา

ซึ่งการบูชาที่เป็นเลิศที่สุดก็คือปฏิบัติบูชา บูชาด้วยการปฏิบัติตามคำสอน

ก็จะทำให้เราค่อยๆไกลจากความเป็นคนพาลได้ทีละเล็กทีละน้อย และหากเรานำองค์ธรรมในหลักวิสุทธิกรณธรรม ธรรมเป็นเครื่องทำให้วิสุทธิ หมดจดจากกิเลสทั้งหลาย มาปฏิบัติพร้อมกันไปด้วย ก็จะเกิดผลดีแก่ตนเป็นอย่างมากค่ะ

องค์ธรรมในหลักธรรมนี้ก็คือ

ปวารณา การยอมให้ผู้อื่นตักเตือนตน เมื่อยอมรับการตักเตือน จึงฟังเสียงของการตักเตือน การฟังก็มีความสำคัญในการฝึกตนไม่แพ้การพูดค่ะ

โสวจัสสตา การเป็นผู้ว่าง่าย คำว่า “ว่าง่าย” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ายอมรับฟัง ยอมทำตามใจใครไปหมดทุกอย่างนะคะ แต่หมายถึงการอดทนรับฟังเสียงของการสั่งสอน รับฟังความเห็นของผู้อื่นเกี่ยวกับตนด้วยดี แล้วนำมาพิจารณา อันนำไปสู่การหาทางปรับปรุงแก้ไขตนเอง และเสียงที่ตักเตือนเรา นอกจากจะเป็นเสียงจากบุคคลภายนอกแล้ว อาจเป็นเสียงของตัวเราเองด้วยก็ได้ ดังที่ตรัสว่า อตฺตนา โจทยตฺตานํ จงเตือนตนด้วยตน ปฏิมํเสตมตฺตนา จงสอบสวนตนด้วยตน  

ปฏิกรณ์ การกระทำคืนตามเหตุปัจจัย หมายถึงเมื่อยอมให้ผู้อื่นตักเตือนตน สอบสวนตนแล้ว รู้ว่าที่ตนทำผิดมาจากเหตุอะไรแล้ว ก็สำรวมระวัง พยายามไม่ทำความผิดนั้นซ้ำอีก

สันติ ใจที่มุ่งความสงบกิเลสเป็นหลัก

สันตินี้ดูจะสำคัญที่สุดในหลักธรรมนี้ค่ะ เพราะเมื่อใจใฝ่ความสงบเป็นหลักก็ยอมรับฟังความเห็นที่เป็นประโยชน์จากผู้อื่นได้เอง ยอมอดทนฟัง ยอมปรับปรุงตนได้เอง แต่ถ้าเป็นเพราะวัตถุประสงค์อื่น เช่น เพราะความกลัว เพราะอยากให้เขารัก เพราะไม่อยากให้เขาโกรธ เพราะหวังความก้าวหน้าในอาชีพ โอกาสที่จะแก้ไขตนให้สำเร็จนั้นก็ยากมากขึ้นเพราะสามารถทำผิดซ้ำได้เรื่อยๆ ต้องคอยแก้ไขกันอยู่เรื่อยๆ

อีกลักษณะของคำพูดที่เราไม่ควรใช้ก็คือ ผรุสวาจา หรือวาจาหยาบ เราส่วนใหญ่เข้าใจว่าผรุสวาจาหมายถึงการด่าว่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย แต่อันที่จริง ผรุสวาจาคือคำพูดที่มาจากใจที่หยาบด้วยความโกรธ ดังนั้น หากผู้พูดพูดกระทบกระเทียบเพราะความโกรธ ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำอ่อนหวานหรือถ้อยคำกระโชก ก็คือผู้พูดใช้ผรุสวาจาเหมือนๆกัน

การใช้คำพูดนั้นเราต้องพยายามระวังเป็นอย่างมากค่ะ แม้ว่าเราจะทำไม่ได้ตลอดเวลาเพราะคงเป็นไปได้ยากที่เราจะมีสติดีอยู่ตลอด แต่ก็ควรฝึกสติให้คอยระมัดระวังอยู่บ่อยๆ (หมายความรวมถึงการพูดผ่านคีย์บอร์ด อันเป็นวาจาที่แสดงออกทางกายทวารด้วยค่ะ) เพราะหากผู้ฟังได้ยินแล้วไม่ประทับใจ โกรธ เขาจะทรงจำไว้ แล้วนำมาคิดถึงทีหลัง คิดถึงทีไร ก็โกรธซ้ำขึ้นใหม่ได้ทุกที ความโกรธในครั้งแรกนี้ก็คือ โกธะ หรือความโกรธที่เรารู้จักกัน ส่วนความโกรธในครั้งหลัง ท่านเรียกว่า อุปนาหะ หรือผูกโกรธ และเพราะผูกโกรธนี้เองค่ะ เรื่องที่จบไปแล้วเลยเหมือนกับไม่เคยจบ นึกขึ้นมาทีไร เรื่องราวนั้นๆก็เหมือนมาปรากฏอยู่ตรงหน้าให้ได้โกรธใหม่ไปเสียทุกที

เราจึงต้องคอยระวังใจอย่าให้คิดในสิ่งที่ไม่ดี เป็นอกุศล เพราะเมื่อใดที่ผลของอกุศลส่งผลให้ นอกจากเราจะเดือดร้อนแล้ว ยังต้องมาเสียเวลาพิจารณาให้วางใจเป็นกลางกับเรื่องต่างๆเหล่านั้นอีก เพื่อที่ว่าใจจะได้ไม่ผูกกับเรื่องเหล่านั้นจนเป็นเหตุให้เรื่องนั้นๆจรมาสู่ใจ มาทำความเดือดร้อนให้บ่อยๆ

ดังนั้น ที่จะให้ใครต่อใครลืมง่ายเหมือนปลาทอง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ท่านที่เลี้ยงหมาคงมองออกนะคะ หมานั้นจำแต่ความดี จำแต่สิ่งดีๆที่เจ้าของมีให้ จำบุญคุณที่เจ้าของมีต่อหมา ทำหน้าที่ที่คนมอบหมายให้ ซึ่งก็เป็นการดูแลทรัพย์สินของเจ้าของเป็นอย่างดี หมาไม่จำความไม่ดี ไม่จำการทำร้ายที่เจ้าของเคยทำไว้ คนเราเสียอีกนะคะ ทำอย่างหมาไม่ได้ แม้เขาจะมีบุญคุณกับเราเพียงไร แต่ถ้าทำให้เราโกรธ เราเสียใจ เราก็อาจลืมนึกถึงบุญคุณที่เขามีต่อเราได้ แถมแสดงอาการตอบโต้เขาได้อีกด้วย เช่น เมื่อโกรธ ก็อาจแกล้งทำหน้าที่ให้บกพร่อง หรือฉ้อโกงให้เขาเสียหาย เป็นต้น คงเป็นเพราะจุดนี้มังคะ ท่านจึงสอนให้เราซื่อสัตย์เหมือนหมา

ส่วนเรื่องของการลืมง่ายเหมือนปลาทอง ดิฉันมองว่า ที่ท่านสอนอย่างนั้นน่าจะหมายถึงท่านให้ไม่ใส่ใจเรื่องที่ชวนให้ขัดใจมากกว่าค่ะ เมื่อไม่ใส่ใจก็ไม่จำ ไม่จำก็คือลืม และถ้าเราลืมอะไรง่ายๆ เรื่องขัดใจที่จบไปแล้วก็จะไม่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาถกเถียงกันใหม่

แต่ ...

ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร ทรงจำไว้อย่างไร เรื่องเหล่านั้นจะไม่เคยหายไปจากใจเลยค่ะ แต่จะจมลงเป็นอนุสัย รอเวลาไหลออกมาเป็นอาสวะ ย้อมใจในเวลาที่ได้รับรู้เหตุการณ์ที่คล้ายๆกันจนทำให้ปฏิบัติตอบต่อการรับรู้ใหม่ในแนวทางเดิมอีก ดังนั้นเราจึงไม่เคยลืมเรื่องต่างๆที่ใจเคยกระทำมาแล้วเลยค่ะเพียงแต่ว่าเราจะมีสติดีพอที่จะตามระลึกได้หรือไม่เท่านั้น ถ้าระลึกไม่ได้ แม้ว่าเรื่องนั้นๆจะไม่เลือนหายแต่เราก็จะลืมเรื่องนั้นไปจนเหมือนกับเรื่องนั้นๆไม่เคยเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้ ดิฉันจึงเรียนว่าการลืมง่ายเหมือนปลาทองนั้น คนที่ยังเป็นปกติดีจะทำไม่ได้ นอกจากแกล้งทำเป็นลืม

การทำเป็นลืมเหตุที่ทำให้ขัดใจ เสียใจ ก็เหมือนการซุกฝุ่นไว้ใต้พรมนะคะ เมื่อฝุ่นไม่ถูกกำจัดออกไป ก็พร้อมที่จะลอยฟุ้งขึ้นมาให้เก็บกวาดไปซุกไว้ที่เดิมใหม่ ฝุ่นเก่ายังไม่กำจัด ฝุ่นใหม่กวาดไปซุกซ้ำ นานๆไป ใจใครจะทนไหวคะ

เราจึงไม่ควรทำเป็นลืมเรื่องราวที่ไม่น่ายินดีค่ะ แล้วก็ไม่ควรนำมาคิดถึงใหม่ด้วยความโกรธ ด้วยอคติ หรือหาทางเอาคืนนะคะ ตรงข้าม เราควรนำมาคิดไตร่ตรองให้เข้าใจความเป็นไป ให้เห็นว่าเป็นเพราะเหตุปัจจัยอะไรจึงได้เกิดเรื่องราวขึ้นได้ เพื่อที่ใจจะได้ไม่ผลักเรื่องนั้นๆออกด้วยความชัง หรือดึงเข้าด้วยความชอบ จนอยู่ไม่สงบเพราะทั้งชอบและชัง เพื่อจะได้วางใจเป็นกลางกับเรื่องต่างๆไปทีละเรื่อง ทีละเรื่อง

แล้วเราต้องแยกเรื่องที่ชอบ ที่คิดถึงแล้วจิตสงบ กับเรื่องที่ชอบ ที่คิดถึงแล้วมีความสุขที่ไม่ชอบธรรม ออกจากกันด้วยค่ะ เช่น อุบายทำจิตให้สงบนั้นมีหลายอย่าง เราอาจจะชอบใช้การสติตามระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า หรือชอบระลึกถึงการสละที่เราได้ทำแล้ว การระลึกอย่างนี้เป็นเรื่องที่ควรทำ

แต่สมมติว่าเราโกรธเกลียดใครสักคน เราจึงแกล้งหาเหตุทำให้เขาเสียใจ ให้เขาผิดหวังอยู่บ่อยๆ พอเห็นเขามีสีหน้ากระวนกระวาย หรือเห็นเขาแสดงออกถึงความเสียใจขึ้นมาทีไร เราก็สะใจ มีความสุขไปเสียทุกที ความที่ชอบเห็นสีหน้าอย่างนั้น เลยนำมาระลึกถึงบ่อยๆ เรื่องที่ชอบอย่างนี้เองค่ะ ที่ว่าเราต้องพยายามละ พยายามบรรเทา พยายามพิจารณาให้เห็นด้วยความเป็นอกุศลธรรม เพื่อให้คลายความชอบ ให้เห็นโทษของการเบียดเบียนทุกฝ่าย จะได้วางใจเป็นกลาง ไม่เสพสุขจากสิ่งที่ไม่ควรเสพต่อไปอีก

แต่แม้จะไม่ลืมได้ง่ายๆ ถ้าเราฝึกตนจนทำให้ไม่ใส่ใจในเรื่องนั้นๆได้ จนเรื่องนั้นๆไม่จรมาให้ตริตรึกและต้องนึกตามจนต้องโกรธซ้ำ ก็เป็นราวกับว่าเราได้ลืมเรื่องนั้นๆไปแล้วจริงๆได้เหมือนกันค่ะ นั่นคือการฝึกการพิจารณาให้เห็นประโยชน์ตน เพราะเห็นประโยชน์ตน เราจึงทนเงียบไม่ปริปาก ข่มกลั้นไม่แสดงความโกรธ ความรู้สึกไม่ดีออกมาโดยไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นโง่หรือทำเป็นลืมง่าย

และประโยชน์ตนที่เลิศที่สุดตามที่ปรากฏในสุภาสิตชยสูตร ก็คือ ขันติ

และเพราะรักษาประโยชน์ตน ก็เท่ากับว่าได้รักษาประโยชน์ผู้อื่นด้วย

เข้าใจว่า ขันติในที่นี้น่าจะหมายถึงตีติกขาขันตินะคะ เพราะเป็นขันติระดับสูงที่เกิดจากการอบรมสติจนรู้ทันภาวะและสามารถข่มกลั้นได้ทันเวลาไว้ในชั้นแรก (อธิวาสนขันติ) และมีการพิจารณาให้คลายใจ หายอึดอัด เห็นตรงสภาวะ จนใจผ่องใส (โสรัจจะ) ในเวลาต่อมาจึงทนได้โดยไม่ต้องกลั้น. (ตีติกขาขันติ)

และเราจะสามารถสงบใจ ไม่แสดงอาการโกรธตอบเพื่อรักษาประโยชน์ตนและผู้อื่นได้ เราก็ต้องยอมรับได้ด้วยค่ะ ว่าผู้ที่ไม่เข้าใจสภาวะจะเข้าใจว่าเราเป็นคนโง่ (ปรากฏในสูตรเดียวกัน)

ซึ่งในกรณีนี้ คือ ผู้อื่นเห็นว่าเราเป็นคนโง่ แต่เราเองไม่เห็นอย่างนั้น ตรงข้าม เราเข้าใจถึงประโยชน์ จึงทนได้ไม่โกรธตอบ และทนได้แม้จะกลายเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น  ซึ่งเมื่อทนรับทั้งหมดได้โดยไม่ต้องข่มกลั้น ก็หมายถึงว่าได้มีการคลายกิเลสลงบ้างแล้ว

สรุปว่าในชีวิตคู่ (และรวมไปถึงในชีวิตประจำวัน) การที่คู่ครองทั้งสองจะครองคู่กันได้นาน ไม่ใช่เรื่องของการทำตามกฎทองทั้ง 5 ข้อนั้น โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณา หากเป็นเรื่องของการมีเมตตา อบรมตนในด้านต่างๆ และการเห็นประโยชน์ของทุกฝ่าย คู่ครองทั้งสอง นอกจากจะเดินบนทางชีวิตคู่กันไปได้นานแล้ว ก็ควรเดินทางร่วมกันอย่างมีความสุขและน้อมลงสู่ความสงบไปด้วยกันด้วย

    

การเดินทางบนโลกในลักษณะของชีวิตคู่จึงจะเป็นการเดินทางที่ดีนะคะ 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net