วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องรักๆ หนักใจมั้ย (บทที่ 8 : ก็ไม่รู้ แล้วจะให้รู้ได้ไง)


ในแต่ละวัน เราเจอเหตุการณ์ต่างๆมากมาย บางเหตุการณ์ทำให้เราอึดอัด บางเหตุการณ์ทำให้เรานึกค่อนในใจ หรือรู้สึกอิจฉา โกรธ เสียใจ น้อยใจ เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้แม้จะเกิดขึ้นไม่มากครั้งในแต่ละวัน แต่บางทีก็ทำให้เราเสียศูนย์ไปได้เหมือนกัน

ข้อดีของการเสียศูนย์คือทำให้เรารู้ว่าใจเราไม่ปกติแล้ว ต้องรีบหาทางพิจารณาให้เห็นเหตุที่มา จนกว่าจะสามารถวางใจเป็นกลางกับเรื่องราว บุคคล ในเหตุการณ์นั้นๆ

แต่เหตุการณ์ที่ไม่ทำให้เราเกิดความรู้สึกอะไร คือเฉยๆไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่สุขไม่ลิงโลด จนเรารู้สึกว่าชีวิตในแต่ละวันเป็นปกตินั้น เกิดขึ้นกับเราทั้งวันเลยค่ะ แต่เพราะมันคือ “เฉยๆ” เราเลยไม่ได้หยิบขึ้นมาพิจารณา

ก็เราจะหยิบมาพิจารณาทำไมล่ะคะ ในเมื่อมันไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้

อันที่จริง แม้ในแต่ละวันใจเราจะรู้สึกเฉยๆเป็นส่วนมาก เราก็ต้องหยิบเหตุการณ์ต่างๆ การตัดสินใจไปในทางต่างๆ ขึ้นมาพิจารณาค่ะ เพราะในขณะที่เรายังไม่บรรลุธรรมสูงสุดในพุทธศาสนาหรือไม่เคยหยิบเหตุการณ์นั้นๆมาพิจารณาจนวางเฉยได้ ที่เราเฉยๆกับเหตุการณ์ต่างๆก็มักเป็นความรู้สึกเฉยที่เรียกว่า อัญญานุเบกขา เฉยไม่รู้ เฉยไม่เอาเรื่องราว ไม่ใช่เฉยเพราะพิจารณารู้เห็นจนรู้เห็น วางเฉยด้วยใจที่เป็นกลางหรือที่เรียกว่า อุเบกขา

มีความต่างของอุเบกขาและอัญญานุเบกขาที่เราต้องแยกให้ออกค่ะ ขันธ์ทั้งห้าอันประกอบด้วย รูป (สิ่งที่จับต้องได้ มองเห็นได้ ที่กระทบสิ่งต่างๆได้ หรือเรื่องราวที่ใจคิด) เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความจำ) สังขาร (การปรุงแต่ง  กระบวนการปรุงแต่ง ผลที่ได้จากการปรุงแต่ง) และวิญญาณ  (การรู้) อุเบกขานั้นเป็นปัญญา จัดอยู่ในสังขารขันธ์ แต่อัญญานุเบกขาเป็นความรู้สึก จัดเป็นเวทนาขันธ์ ดังนั้นจะเห็นว่าอุเบกขาเวทนานั้นไม่ได้มีปัญญาประกอบด้วยแต่อย่างใด ต่างจากอุเบกขาที่เกิดจากการที่สติมีอยู่ จับเรื่องราวขึ้นมาคิดปรุงแต่งหาทางที่จะรู้เห็นแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างถ้วนทั่ว แล้ววางใจเป็นกลาง ไม่ชอบหรือชังกับเรื่องราวนั้นๆ

อุเบกขาเวทนานั้น อันที่จริงไม่ใช่ความรู้สึกเฉยๆเสียทีเดียวค่ะ ที่จริงเป็นความรู้สึกทุกข์ สุข เพียงแต่ว่าสุขทุกข์นั้นน้อยมากจนเราไม่รู้สึก เมื่อสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นน้อยมากจนขนาดรู้ไม่ได้ เราจึงเฉยๆ นี่เองจึงเป็นสาเหตุที่ว่าแม้จะเป็นความรู้สึกเฉยๆ เราก็ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อที่ว่าจะได้เห็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์สุขในปริมาณเพียงเล็กน้อยที่ว่านี้

เพราะเหตุที่ทำให้เกิดสุขทุกข์แม้จะในระดับที่ไม่สูงมากนี้  หากทำจนชินเราก็จะสั่งสมการกระทำจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ แล้วเหตุที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเล็กๆน้อยๆก็จะค่อยๆขยาย กลายเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่มากมาย จนอาจกลายเป็นทุกข์ใหญ่ตามมา

คงจำได้นะคะ เคยเล่าไว้ในบทต้นๆมาหลายบทแล้ว ว่าเราพึงระวังเหตุต่างๆเช่นความระแวง ธรรมชาติของตัณหา เสี้ยนในเมตตาซึ่งก็คือเสน่หา ด้วยการหมั่นตรวจสอบตนและการฝึกสติ ฯลฯ เรื่องราวที่เกิดตามมาเพราะเหตุต่างๆเหล่านี้ก็คือใจที่ยังยึดมั่นกับอะไร พอใจในอะไร ต้องการอะไร เหนียวแน่นกับอะไร หวงกั้นอะไร ขัดใจอะไร จนเกิดการกระทำต่างๆตามมา

อากาศที่เราหายใจอยู่นี้มีฝุ่นละอองเล็กๆล่องลอยอยู่มากมาย ละอองเหล่านั้นเล็กมากจนตาเรามองไม่เห็น เราจึงคิดว่าอากาศนั้นบริสุทธิ์ ต่อเมื่อเราเอาเครื่องกรองอากาศมาเปิดดักจับฝุ่น พอเปิดนานๆเข้า เราจึงจะเห็นปื้นฝุ่นที่จับลงกับแผงกรองได้ยังไง อุเบกขาเวทนาที่ก่อตัวนำร่องขึ้นมา ก็นำไปสู่เวทนากล้าจนเรารู้สึกได้ในภายหลังอย่างนั้นเลยค่ะ

ปัญหาก็คือ ก็ในเมื่ออุเบกขาเวทนานั้นคือความรู้สึกเฉยๆ มีเหตุมาจากความไม่รู้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรหยิบเอาตรงไหนขึ้นมาพิจารณา และวิธีอะไรที่จะช่วยให้เราค้นหาอุเบกขาเวทนาได้

ในการฝึกสติปัฏฐาน ตรัสการตั้งสติติดตามสภาวะไว้สี่ด้านด้วยกันคือ กาย เวทนา จิต ธรรม เราส่วนใหญ่มักเริ่มกันที่ตั้งสติติดตามลมหายใจบ้าง อิริยาบถบ้าง เพื่อให้ใจอยู่กับสิ่งที่สติจับอยู่ จะได้ไม่ฟุ้งซ่านไปไหน และเมื่อรู้ตัวว่าใจลอยไปไหน ก็รู้ว่าสติไม่ตั้งอยู่กับจุดที่ตั้งใจจะให้จดจ่ออยู่แล้ว ก็กลับมาดำรงสติไว้กับลมหายใจเป็นต้นต่อไป และการตั้งสติติดตามกาย ยังทำให้เราตั้งข้อสงสัยถึงสภาวะต่างๆได้ เมื่อรู้ว่ากายเรามีอาการผิดไปจากปกติ

เราจึงสามารถนำเอาการฝึกสติปัฏฐานนี้ มาใช้ในการตรวจสอบอุเบกขาเวทนาได้ค่ะ โดยเริ่มจากการสังเกตกายก่อนเนื่องจากกายเป็นของหยาบ เห็นได้ง่าย เราจึงสามารถใช้การดูความเปลี่ยนแปลงของร่างกายมาเป็นสื่อไปให้รู้ถึงความรู้สึก (เวทนา) ว่าเรารู้สึกทุกข์ (ทนได้ยาก ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ) สุข (ทนได้ง่าย สบายกาย สบายใจ) กับเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร และที่เรารู้สึกอย่างนั้นเพราะใจ(จิต) เราเป็นอย่างไร มีเรื่องราว กิเลส สภาวะ (ธรรม) ใดเป็นเหตุ

ก็จะเป็นการค้นหาสิ่งที่เรายังไม่รู้ ให้ค่อยๆรู้ขึ้นมาและจัดการแก้ไข ก่อนที่เหตุเล็กๆน้อยๆที่มีอยู่แต่เราไม่รู้นั้นจะพัฒนาไปเป็นเหตุใหญ่ในภายหน้า

คงเพราะอย่างนี้นะคะ เลยมีมีคำตรัสว่า ให้เรา มีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย

การสังเกตดูกายในเบื้องต้น ก็คือการดูลมหายใจ อิริยาบถต่างของร่างกายเช่นนั่ง ยืน เดิน นอน เหลียว คู้เข้า เหยียดออก

ลองพิจารณาตัวอย่างการสังเกตอาการของกายเรื่องนี้ดูนะคะ

คุณ ก. มักไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารตามสั่งข้างสำนักงาน พอไปถึงก็มักเหลียวหาคุณกิ๊กที่มักจะมาทานอาหารในร้านนี้เป็นประจำ เมื่อตาคุณ ก.เห็นคุณกิ๊กแล้ว สายตาของคุณ ก. ก็มักมีเป้าหมายคือคุณกิ๊กบ่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยการลอบมองหรือการเหลียวมอง

พอเพื่อนๆถามว่ารู้สึกอย่างไรกับคุณกิ๊ก คุณ ก. ก็บอกเพื่อนว่าเฉยๆ เป็นแค่คนรู้จัก ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะความรู้สึกดีที่ก่อตัวขึ้นยังไม่มากพอที่จะทำให้คุณ ก. รู้สึกได้

หากคุณ ก. เป็นคนที่พยายามฝึกสติปัฏฐาน พยายามสังเกตตัวเองอยู่บ่อยๆ เมื่อมีอาการอย่างนี้สักระยะหนึ่ง คุณ ก. ก็จะระลึกรู้ได้ค่ะ ว่าตนมีอาการทางกายที่แปลกไปกว่าปกติแล้ว ก็จะตรวจสอบได้ว่า ที่ตามีเป้าหมายเป็นคุณกิ๊กบ่อยๆนั้นเป็นเพราะเวทนาคือสบายตา สบายใจ ในยามที่ได้เห็นคุณกิ๊ก ที่ความรู้สึกดีเกิดขึ้นในยามที่ได้เห็นคุณกิ๊กก็เพราะใจ (จิต ที่คุณ ก. ยึดถือไว้) ถูกราคะครอบงำอยู่ ที่ราคะครอบงำอยู่ก็เพราะจิตติดข้องกับคุณลักษณะต่างๆ และคุณลักษณะต่างๆนั้นก็ปรากฏในตัวคุณกิ๊กนั่นเอง

เมื่อคุณ ก. สำรวจกายตัวเองจนรู้ไปถึงเวทนา จิต ธรรม แล้ว คุณ ก.ก็จะยอมรับได้ว่าตนเริ่มมีใจกับคุณกิ๊ก คราวนี้ คุณ ก. ก็ต้องมาประเมินแล้วค่ะ ว่าตนสมควรมีใจให้ต่อไปหรือไม่ คุณกิ๊กมีคนรักแล้วหรือไม่ คุณ ก. มีพันธะทางใจหรือทั้งกายและใจกับใครอยู่หรือไม่ ทั้งสองอยู่ในฐานะที่สมควรมีใจให้กันหรือไม่ หากสำรวจแล้วพบว่าการมีใจให้กันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร การสำรวมใจ การพิจารณาให้เห็นโทษ การฝึกใจให้มีเพียงเมตตา กรุณา มุทิตา กับคุณกิ๊กโดยไม่มีตนเข้าไปร่วมรับผลประโยชน์ เป็นสิ่งที่คุณ ก. ต้องรีบทำก่อนจะสาย

ที่จริง เราสังเกตจากการกระทำทางกาย วาจา ได้ในทุกๆเรื่องค่ะ ว่าที่เราคิดว่าเราเฉยๆกับเรื่อง คน สัตว์ สิ่งของ นั้นๆ เราเฉยด้วยวางใจเป็นกลาง หรือเฉยเพราะความรู้สึกที่มีต่อสิ่งเหล่านั้นน้อยมากจนไม่รู้สึกได้ อย่างเช่นการสังเกตอาการต่างๆเหล่านี้

คุณ ข. สังเกตตัวเองว่าระยะหลังๆนี้ พอพูดถึงเหตุการณ์อะไร ใจก็นึกโยงไปถึงคุณขมิ้น จนนำเรื่องของคุณขมิ้นมาพูดสอดคล้องกับเหตุการณ์นั้นๆได้บ่อยๆ

คุณ ค.สังเกตว่าเวลาที่เจอคุณคเณศร์ ลมหายใจจะกระชั้นจนทรวงอกสะท้อนถี่กว่าปกติ และบางครั้งก็บังคับสายตา ไม่ให้มองมาที่คุณคเณศร์ หรือไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับคุณคเณศร์

อยู่ดีๆคุณ ง. ก็เดินเข้าไปร้านขายแผ่นเกมทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเล่นเกมมาก่อน พอมาสังเกตตนเองได้ ก็พบว่าเป็นเพราะคุณ ง. รู้ว่าคุณสง่าชอบเล่นเกม เลยอยากลองเล่นดูบ้าง เผื่อว่าถ้าชอบ จะได้มีงานอดิเรกแบบเดียวกัน

คุณ จ.มีเพื่อนต่างเพศชื่อคุณจ๋า คุณ จ.ชอบคุยกับคุณจ๋า เพื่อนๆบอกคุณ จ.ว่าเวลาที่คุยกัน คุณ จ.จะมีน้ำเสียงรื่นเริง และดูมีชีวิตชีวาอย่างผิดปกติ

คุณ ฉ. อยากมีสุขภาพดี จึงทานอาหารคลีนมาตลอด คุณ ฉ.ทานเนื้อสัตว์แต่ที่ปรุงสุกโดยการต้มหรือนึ่ง และไม่มีการปรุงรสเท่านั้น และเนื่องจากทราบว่าร่างกายต้องได้รับโปรตีนจำนวนหนึ่งในแต่ละวัน จึงทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่คำนวณแล้วจะได้สารอาหารเท่ากับปริมาณที่ร่างกายต้องการ คุณ ฉ.ไม่ได้รู้สึกว่าการลิ้มรสเนื้อสัตว์ที่ไม่มีการปรุงรสเป็นเรื่องลำบาก เพียงแต่รู้สึกว่าต้องทานมาก จึงเคี้ยวจนเหนื่อย แต่ในวันอาทิตย์ที่ไปทานสเต็กในร้านอาหาร คุณ ฉ.ไม่ได้รู้สึกว่าทานเนื้อเป็นก้อนๆแล้วรู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด

คุณ A. มีภาระทางการเงินมาก จึงต้องจำกัดการใช้จ่ายส่วนตัว คุณ A.ไม่รู้สึกทุกข์กับการไม่ใส่เครื่องประดับกาย เพราะบอกตัวเองว่าการใส่เครื่องประดับกลับจะเป็นอันตรายแก่ตัว แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านร้านทองใกล้บ้าน คุณ A.จะสอดส่ายสายตามองเข้าไปภายในร้าน และเหลือบตาดูราคาทองวันนี้เสมอๆ

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงถึงสิ่งที่สร้างความยินดียินร้าย สุขทุกข์ให้ ที่มีอยู่แล้วในใจ แต่เราไม่รู้สึกว่ามีเพราะสิ่งที่มีอยู่นั้นน้อยมาก

ส่วนตัวอย่างสุดท้าย เป็นกลไกในการป้องกันตนเองจากความเครียด โดยเบี่ยงเบนความเห็นหรือความต้องการไปเป็นอย่างอื่นเพื่อให้อยู่เป็นสุขได้ในปัจจุบัน เมื่อความต้องการ (จากการได้รับคำชมที่ตนใส่เครื่องประดับ เป็นการต้องการความปลอดภัยที่ไม่ใส่เครื่องประดับ) ถูกเบี่ยงเบนไปจนเราอยู่ได้ เราจึงไม่รู้สึกอึดอัดขัดข้อง ทั้งๆที่ความต้องการเดิมนั้นยังมีอยู่ เพียงแต่การลดลงของความต้องการเดิมไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกแรงกล้าเท่านั้น เราเลยได้อุเบกขาเวทนามาแทน

เรื่องของอุเบกขาเวทนา จึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามค่ะ แต่ต้องคอยสังเกต เพื่อที่จะทำความรู้จักและเห็นเหตุที่ทำให้เกิด

ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปรที่เกี่ยวกับร่างกายเราบ่อยๆ ก็จะค่อยๆค้นพบที่มาของอุเบกขาเวทนาได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วคุณอาจจะสนุกกับการเฝ้าสังเกตตนเองก็ได้นะคะ 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net