วันที่ พุธ สิงหาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องรักๆ หนักใจมั้ย (บทที่ 9 : เมื่อรักลาจาก - ตอนจบ)


ในบทต้นๆ ได้เล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับความรัก เช่น เหตุที่ทำให้เกิดความรัก การประคองความรู้สึกที่ดีต่อกันไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยควรมีการระวังใจอย่างไรเมื่อมีความรัก การปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมตนเองรวมไปถึงการสนับสนุนการแก้ไขพฤติกรรมของผู้อื่นโดยทำเหตุเพียงการสนับสนุนแต่ไม่หวังผลคือการเปลี่ยนแปลง เรื่องราวของความรักที่เขียนคงไม่สมบูรณ์ค่ะ ถ้าไม่มีการกล่าวถึงสัจธรรมหนึ่งคือความแปรปรวน การสิ้นสุด

โดยตลอดระยะเวลาของการมีรัก แม้จะมีการปรับปรุง การประคับประคองกันอย่างไร ก็ต้องระลึกไว้เสมอว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่เที่ยง สามารถแปรปรวนเป็นดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ เพราะเรื่องราวทุกเรื่อง สิ่งต่างๆในโลก ล้วนเกิดจากการผสมผสานเข้าด้วยกันของเหตุหลายๆอย่าง ดังนั้นเรื่องราว สิ่งต่างๆ รวมทั้งบุคคลต่างๆ จึงไม่เป็นไปตามใจปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ประกอบกันขึ้นแล้วเกิดขึ้นมา

และเนื่องจากเราไม่สามารถมีสติรู้ตัวอยู่ได้ตลอดเวลา มีการเผลอหลงลืมสติไปได้ เหตุปัจจัยที่เคยทำให้อยากใช้ชีวิตร่วมกันก็อาจแปรเปลี่ยนไป เหตุปัจจัยใหม่ที่ไม่พึงปรารถนาอาจแทรกเข้ามาจนทางเดินของชีวิตคู่ราบรื่นอย่างที่หวัง

คู่ชีวิตจึงมักพบกับเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่น่ายินดี ที่ทำให้ถึงกับเกิดความเหนื่อยใจในประคองความเป็นชีวิตคู่ไว้ หรือถึงกับรักษาความพอใจแต่ในคู่ของตนไว้ไม่ได้

จนมีอันต้องมีอันหมดกำลังใจ การปันใจ การนอกใจ การหมดใจรัก การแยกทาง ต้องพบเกิดความเครียด ทุกข์

ก็ใครล่ะคะ จะมีสติสมบูรณ์อยู่ได้ตลอดเวลา จะรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำได้หมดทุกอย่าง

การไม่ยอมรับความจริงว่าเราทุกคนมีข้อด้อย ข้อเด่น การไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีแล้ว ได้แล้ว ประมาณว่า สวนดอกไม้บ้านคนอื่นสวยกว่าบ้านตัวเองเสมอ เป็นเรื่องที่หลายๆคนมักลืมพิจารณา

จึงมักทำให้เบื่อหน่ายในตัวคู่ที่ไม่มีข้อเด่นครบตามที่ตนปรารถนา และเริ่มมองหาสิ่งที่ตนคิดว่าขาด

จนพลาดสิ่งที่ตนมีไป

บางที สาเหตุของการสิ้นสุดความรัก การปันใจก็มาจากการมองโลกอย่างเพ้อฝันเกินไปค่ะ นักจิตวิทยาเจ้าของผลงาน Try to See It My Way : Being Fair in Love and Marriage อธิบายว่า คนเรามักเชื่อว่าคนรักที่ดีจะปัดเป่าปัญหาทุกอย่างได้ ซึ่งเป็นการมองความรักหรือความสัมพันธ์แบบไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง การมองคนรักในลักษณะนี้สามารถนำไปสู่ช่วงเวลาวิกฤติของชีวิตรักได้ หากคนหนึ่งมีปัญหาแล้วพบว่าคนรักไม่สามารถช่วยแก้ไข การตัดสินใจยุติความรัก หรือการเห็นว่าใครคนใหม่น่าจะดีกว่า อาจเป็นคำตอบที่ต้องการ

เรื่องใหญ่ในชีวิตคู่คือเรื่องของการปันใจ แต่คนที่ปันน้ำใจรัก อาจไม่ใช่เป็นคนไม่ซื่อสัตย์หรือมากรักเป็นปกติ อาจเป็นคนที่มากด้วยความดีแต่หลงลืมสติไปในบางขณะ เช่น เมตตาเพื่อนร่วมงานต่างเพศที่กำลังมีปัญหาชีวิตจึงเข้าช่วยเหลือ ประทับใจในคุณลักษณะอันตนอยากมีที่ตนไม่สามารถมีหรือทำได้ในปัจจุบันในตัวใครอีกคน แต่เพราะการคิดถึงอีกฝ่ายไม่ว่าจะด้วยการขวนขวายช่วยเหลือ หรือด้วยความชื่นชม แล้วลืมกำหนดรู้ฐานะ เพศ ความพอเหมาะพอดีของการแสดงออกด้วยสติ เสน่หาจึงเข้าแทรก เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

กามภพก็อย่างนี้นะคะ เพราะความไม่สมบูรณ์จึงมีเรามาสู่กามภพ เมื่ออยู่ในกามภพ จึงต้องพบสุขทุกข์คลุกเคล้า

เราส่วนใหญ่ที่ยังเวียนว่ายในกามภพมักเห็นว่าการได้รับความสนใจจากเพศตรงข้ามทำให้เรารู้สึกดีกับตนเอง มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ตำราว่าการได้ชื่อว่าเป็นภรรยาอาจทำให้ผู้หญิงกังวลใจ ว่า เรทติ้ง ของเธอกำลังตก ผู้หญิงบางคนเลยพูดจาหยอกล้อกับเพื่อนร่วมงานต่างเพศอย่างขาดความสำรวม ขาดความพอดี

อะไรจะเกิดขึ้นคะ หากคุรสามีบังเอิญแวะมาที่ที่ทำงานแล้วเห็นเข้า 

ดังนั้นนอกจากคู่ชีวิตจะต้องคอยสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่เพลินกับความภูมิใจในตนเองมากไป ไม่สร้างความหวังให้ใครใหม่ ไม่พึงพอใจใครนอกจากคู่ของตนจนไม่สามารถรักษาความซื่อสัตย์ไว้ได้แล้ว และหมั่นสอบสวนหาอุเบกขาเวทนา (หมายความรวมถึงในทุกเรื่องราวค่ะ ไม่จำกัดเฉพาะในเรื่องของน้ำใจรัก) ตามที่เล่าไว้ในบทที่แล้ว หมั่นคอยสังเกตพฤติกรรมของตนเอง อิริยาบถตนเอง แล้วค่อยๆสาวไปหาเหตุปัจจัย ก็จะพบว่าเป็นเพราะเรา “เริ่ม” ติดข้องกับอะไร เรา “มี” ความสบายใจ ไม่สบายใจกับอะไรๆเล็กๆน้อยๆโดยที่เราไม่รู้ใจตัวบ้างแล้ว เพื่อที่ว่าเวทนาเล็กๆน้อยๆจะไม่ค่อยๆกลายเป็นเวทนากล้า จนยากที่จะแก้ไข

หรือหากเกิดเป็นเวทนาแข็งกล้าที่เรารู้สึกได้ รู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ แต่จัดการกับความทุกข์อย่างเหมาะสม

เพราะผลของทุกข์ มีสองค่ะ คือ ให้หลงใหล กับ ใคร่หาทางออก ที่ว่าหลงใหลคือ ไม่มีการแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ยอมรับความทุกข์ ไม่ยอมเลือกที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ส่วนที่ว่าใคร่หาทางออก คือการพยายามหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ค้นหาทางดับทุกข์ หรือเมื่อแก้ไขไม่ได้จริงๆ ก็ยอมออกจากสิ่งหรือสถานที่ที่ทำให้ทุกข์

เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นจนถึงกับต้องแยกทาง ผู้ที่เคยใช้ชีวิตคู่บางท่านบอกว่าเป็นเพราะท่านไม่ได้พบรักแท้ชีวิตคู่ของท่านจึงมีอันพังทลาย แต่ท่านอาจลืมนึกถึงไปว่าในช่วงที่มีความรักและนำไปสู่การแต่งงานนั้น ทั้งท่านและอดีตคู่ชีวิตท่านต่างมีความต้องการฝากฝังอนาคต หวังว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกันด้วยกันทั้งคู่ คำว่า “รักแท้” ในความหมายของท่านจึงอาจไม่ได้หมายถึงความรู้สึกแท้จริงที่มีต่อกันจนนำไปสู่การใช้ชีวิตคู่ แต่หมายถึงความรักที่มีแต่ความสุข สดชื่น สมหวัง เป็นตัวของตัวเองอย่างที่ตนอยากเป็นตลอดชีวิต ไม่พบพานกับการอดกลั้น อดทน การปรับปรุงตน ความขัดข้องใจ เสียใจ ทุกข์ใจเลยตลอดชีวิต

แต่ในความเป็นจริง เราจะหาชีวิตแบบนี้ ได้จากที่ไหน

ดังนั้น แม้ว่าคู่ชีวิตจะต้องการการใช้ชีวิตร่วมกันไปให้นานเท่านาน แต่วันที่ต้องแยกทางก็อาจมาถึงเข้าจนได้ เมื่อถึงวันนั้น วันที่มีแต่ความทุกข์ เราจะนำใจออกจากทุกข์ หรือนำทุกข์ออกจากใจเราได้อย่างไร

ความตริที่ทำให้เกิดทุกข์ เกิดความขัดข้องใจ การขัดเคือง การแค้นใจ การเอาคืน การอยากได้สิ่งที่ตนไม่ควรได้ การกระทำเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ ฯลฯ รวมความว่าความตริที่ทำให้ใจไหลลงสู่ที่ต่ำ เรียกว่าอกุศลวิตกได้ทั้งหมด เมื่อมีอกุศลวิตกจรมาสู่ใจ พระพุทธเจ้าตรัสการแก้ไขไว้เป็นลำดับขั้นอย่างนี้ค่ะ

ขั้นที่ 1  เปลี่ยนนิมิตที่เป็นอกุศล ให้เป็นกุศล

ขั้นที่ 2 พิจารณาเห็นโทษของอกุศลวิตกนั้น

ขั้นที่ 3 ไม่ใส่ใจนิมิตที่เป็นอกุศลนั้นๆ

ขั้นที่ 4 พิจารณาสัณฐานของวิตก

ขั้นที่ 5 กัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต

โดยที่ก่อนอื่นเราต้องมีความเห็นเสียก่อนว่า อกุศลวิตกอันก่อให้เกิดความคิดตามมาต่างๆนั้นไม่เป็นตนเที่ยงแท้ถาวร เพียงจรเข้ามาแล้วก็จรจากไป เพราะหากเราไม่มีความเห็นอย่างนี้ แต่มีความเห็นว่าเป็นตนและยึดถือไว้มั่นเช่น คิดว่า "นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์ของฉัน ฉันจะต้องกำจัดมันออกไปให้ได้" ก็กลับจะยิ่งทำให้ผูกพันกับเรื่องราว บุคคลในเรื่องราว และทุกข์มากขึ้น

เพราะเมื่อมีตนผู้ละ ก็ต้องมีของตนให้ละ หรือในทางกลับกัน มีของตนให้ละ ก็ต้องมีตนผู้ละสิ่งที่เป็นของตนนั้น จึงยิ่งยึดถือมั่นในตัวตนและของตนมากยิ่งขึ้น

มาดูกันทีละขั้นนะคะ

ขั้นที่ 1 เปลี่ยนนิมิต

คำว่า นิมิต ในที่นี้หมายถึงเครื่องกำหนดหมาย ลักษณะ เหตุ เค้ามูล เช่น นิมิตว่าชาย นิมิตว่าหญิง นิมิตว่าภูเขา นิมิตว่าต้นไม้  เป็นต้น เมื่อตริถึงเรื่องที่ทำให้ใจต่ำดังที่กล่าวไว้แล้วคิดตามไปในทางที่ไม่ดีจนยิ่งทุกข์ ก็เปลี่ยนไปคิดในทางความคิดที่ทำให้ไม่ทุกข์

บางท่านคิดว่า ดีแล้วที่เขาทิ้งเราไปก็ดีแล้วจะมาทุกข์อยู่ทำไม จะหาใหม่ให้ดีกว่านี้อีก พอคิดได้อย่างนี้ก็หมดทุกข์

แต่ทุกข์หมดจริงหรือเปล่าคะ ในเมื่อไม่ได้มีการคิดตรองหาเหตุผลเพื่อแก้ไขตน เข้าใจผู้อื่น หรือเข้าใจความเป็นไปที่แท้จริงเลย การแก้ปัญหาด้วยความโกรธอย่างนี้ น่าจะกลับนำทุกข์ใหญ่ตามมาในภายหลังมากกว่า

แต่บางท่านกลับคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นได้ หญิงสาวคนหนึ่งเมื่อเห็นว่าลูกมีความสุขกับแม่เลี้ยง เธอมีความคิดที่น่าสรรเสริญว่า เวลาแห่งความสุขระหว่างเธอกับอดีตสามีได้หมดลงแล้ว ขณะนี้เป็นเวลาของหญิงคนใหม่ที่จะมีความสุขอย่างที่เธอเคยมีบ้าง พอคิดได้อย่างนี้ เธอถึงกับดีใจ หายทุกข์กับการแยกทาง

ดังนั้น หลักในการเปลี่ยนนิมิต คือ ให้คิดไปในทางที่ดี ที่เป็นทางตรงข้าม ที่เป็นไตรลักษณ์ อันนำไปสู่การหมดเหตุให้เกิดทุกข์อย่างแท้จริง คงความรู้สึกที่ดีกับตนไว้ได้ เป็นต้นว่า

ธรรมชาติของกามภพ

กามภพคือภพที่จิตได้ความสุขจากกาม คือความสุขที่ได้เสพจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตาได้เสพรูปที่น่ารัก น่ายินดี หูได้ฟังเสียงที่ไพเราะ มีความหมายน่าฟัง จมูก ลิ้น กาย ก็ได้เสพสุขในทำนองเดียวกัน แต่เพราะสิ่งที่ตาหูเป็นต้นรับรู้เปลี่ยนแปลงได้ หรือตาหูเป็นต้นเองก็เสื่อมถอยได้ ความสุขจึงไม่ยั่งยืน และเพราะกามภพยังดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความต้องการที่เป็นตัณหา ตัณหาก็มีธรรมชาติอย่างที่เคยเล่ามา ดังนั้นเมื่อคนสองคนมีความรัก (เคยเรียนแล้วว่าแท้จริงคือกิเลสประเภทราคะ) ให้กันและกัน ต้องการกันและกันได้ หากไม่มีการสำรวมใจ ไม่มีการฝึกสติให้คอยระลึกรู้สภาวะ ทั้งสองก็สามารถมีรักใหม่ ต้องการใครคนใหม่ได้ด้วยกันทั้งคู่

เมื่อตาหูเป็นต้นของแต่ละคนผูกพันกับคุณสมบัติทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นเป็นอีกคน ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่าง ความคิด การกระทำ ความรู้สึกของอีกฝ่าย ในยามที่ขาดสติ เขาก็สามารถผูกพันกับคุณลักษณะของใครอื่นที่ไม่ใช่คู่ของตนได้อีกเช่นกัน

เมื่อแต่ละคนทรงจำไว้ว่าอีกคนคือคนที่รัก เมื่อสติหย่อนคล้อยลงแล้ว เขาก็สามารถมีความทรงจำว่า ยังมีใครอื่นที่เป็นที่รักของเขาได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อยังไม่มีการปฏิบัติตนให้พ้นจากกามภพ ก็ต้องคอยระวังเรื่องเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะความไม่สมบูรณ์ของแต่ละคนนั่นเอง

ความไม่สมบูรณ์ สร้างความสมบูรณ์ให้ชีวิต

ในความไม่ดีนั้นมีความดีแทรกอยู่เสมอ เพราะความไม่สมบูรณ์ของอีกฝ่าย ความไม่สมบูรณ์ของตัวเราเอง หรือ ความไม่สมบูรณ์ของชีวิตที่ผ่านมา จึงทำให้เราต้องมีการข่มกลั้นการแสดงออก มีกระบวนการคิดที่ทำให้ใจเราผ่องใสขึ้น คลายความเห็นผิดลง เห็นตรงสภาวะมาขึ้น เข้มแข็งขึ้น

ชีวิตที่เหลือของเราจึงค่อยๆสมบูรณ์ขึ้น อยู่เป็นสุขมากขึ้น

ในทางพุทธศาสนา ทุกข์ เป็นจุดเริ่มของศรัทธา เมื่อพบทุกข์ อาจเป็นโอกาสดีที่ทำให้เราหันเข้าหาความสุขทางใจที่ไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งหรือบุคคลอื่น เช่นการฝึกสมาธิ แล้วนำวิธีการทำให้จิตเป็นสมาธิในขณะฝึกนั้น มาใช้ในชีวิตประจำวัน อันทำให้จิตเราค่อยๆสงบขึ้นเรื่อยๆ

ตามระลึกด้วยอนุสสติ 10

ในยามที่ทุกข์ ท้อถอย จิตอยากจะคิดฟุ้งจนบังคับไม่ได้ เมื่อจิตอยากคิดก็ปล่อยให้คิดค่ะ แต่ให้หันไปคิดอย่างอื่น คิดไปในทางที่น้อมจิตลงให้สงบ เช่น คิดด้วยการตามระลึกถึงอันเป็นอนุสสติทั้ง 10 เป็นต้น  พุทธานุสสติ การตามระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าที่นอกจากจะเป็นการทำให้จิตแช่มชื่น มีกำลังขึ้นด้วยศรัทธาแล้ว ยังอาจทำให้จิตเป็นสมาธิได้ถึงขั้นอุปจารสมาธิ  เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ยังสามารถนำจิตที่พร้อมใช้งานทางปัญญานั้น ไปพิจารณาธรรมใดๆได้อีกด้วย

อย่างนี้เป็นต้น

หากพิจารณาจากอกุศลให้เป็นกุศลแล้ว ความตริที่เป็นทุกข์ยังจรเข้ามาได้อีก ก็ต้องพิจารณาโทษของสิ่งต่างๆโดยรอบ อันเป็นการพิจารณาในขั้นต่อไปค่ะ

ขั้นที่ 2 พิจารณาเห็นโทษของอกุศลวิตก

สงสัยไหมคะ ทำไมเมื่อคิดที่ทำให้เกิดทุกข์แล้วเรายังอยากจะคิดถึงเรื่องนั้นอยู่เรื่อยๆทั้งๆที่คิดแล้วทำร้ายตัวเอง เหตุเพราะมีความเพลินแฝงอยู่ในการคิดค่ะ ยิ่งเพลินก็ยิ่งย้อมติด ยิ่งย้อมติดก็ยิ่งเพลิน เลยเพลินไปในทุกข์ หลงใหลในทุกข์อยู่อย่างนั้น

จึงต้องมีการคิดให้เห็นโทษที่เกิดจากการคิดทำร้ายตัวเองนี้ เช่น การใช้เวลาให้สุญไปโดยเปล่าประโยชน์ แค่เวลาที่จะขุดรากถอนโคนกิเลสก็มีไม่พออยู่แล้ว ยังจะเสียเวลาไปกับการทำกิเลสให้แน่นหนา ให้การทำงานทางจิตมากขึ้นไปอีก แถมความเครียด ความทุกข์ ยังมีโอกาสปรากฏออกทางกายเป็นโรคภัยต่างๆ เช่น เป็นโรคแผลในปาก อาการร้อนใน โรคกระเพาะ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ปวดหลัง ปวดท้อง

และเมื่อจิตเศร้าหมองก็ย่อมไม่มีความคิดดีๆเกิดขึ้น ความอดทนลดต่ำลง จึงแสดงกิริยากระทบกระทั่งกับบุคคลอื่นได้ง่ายขึ้น ผลเสียจึงเกิดแก่ตนทั้งในแง่ชีวิตส่วนตัว การทำงาน ความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด จึงนอกจากจะเบียดเบียนตัวเองแล้ว ยังเบียดเบียนผู้อื่นอีกด้วย

อีกทั้งการคิดถึงอดีตด้วยความละห้อยอาลัยหา ทำให้หยิบเอาอดีตที่จบไปแล้วมาปรุงแต่งให้เป็นไปตามใจปรารถนาในปัจจุบัน  สร้างอนาคตที่ไม่เป็นจริงให้อดีตอยู่ในปัจจุบัน จึงหลงอยู่ในกาลทั้งสามเพราะไม่สามารถแยกอดีต ปัจจุบัน อนาคต ออกจากกันได้ และหากผูกพันกับโลกในความฝันมากๆก็อาจหลงไปว่าโลกในความจริงเป็นอย่างโลกในความฝัน จนเผลอปฏิบัติกับโลกในความเป็นจริงผิดไปจากความเป็นจริง  

อันนอกจากจะทำตนให้ชินกับหลงใหลแล้ว หากมีเหตุให้สิ้นชีวิตในขณะนั้น ก็เรียกว่า “หลงตาย” ทุคติก็เป็นที่ไป

เมื่อพิจารณาโทษในแง่ต่างๆ จะเห็นว่าผู้ที่รับผลของการไม่ยอมรับความจริง การไม่ยอมออกจากทุกข์ ผู้ที่รับผลก็คือตัวเราเอง ไม่ว่าจะในขณะปัจจุบันที่มองเห็นได้ และทั้งในขณะที่เลยตาเห็น

ก็จะสงบจากความเดือดร้อนลงได้เป็นขณะๆ

ซึ่งการที่ความเดือดร้อนหรือมทุกข์ดับลงเป็นพักๆนี้ เรียกว่า สันทิฏฐิกนิพพาน นิพพานที่พึงเห็นได้ในปัจจุบัน แต่ความดับนี้เป็นนิพพานชั่วคราว ไม่ได้หมายความว่าทุกข์จะดับได้อย่างถาวร เพราะความที่เราย้อมติดกับสิ่งต่างๆมานาน การพิจารณาให้ผ่านทุกข์เพียงไม่กี่ครั้งจึงไม่สามารถทำให้ทุกข์ไม่กำเริบได้

ดังนั้น หากใช้ทั้งสองวิธีนี้แล้ว อกุศลวิตกยังจรเข้ามาอีก จึงใช้การปฏิบัติในขั้นต่อไป

ขั้นที่ 3 ไม่ใส่ใจ

เมื่อทำทั้งสองวิธีแล้ว อกุศลวิตกยังจรเข้ามาได้อยู่ ก็ให้อย่าใส่ใจ ไปหางานอื่นทำ เช่น ทำงานฝีมือที่ต้องใช้สมาธิ วาดภาพ อ่านหนังสือ ถกเถียงด้านปรัชญา

อกุศลวิตกก็จะจรจากไป

บางท่านเมื่อมีทุกข์ ก็หันเหความสนใจไปหางานอื่นทำทันที การกระทำอย่างนี้ซึ่งไม่เกิดผลดีในระยะยาวค่ะ เพราะปัญหาไม่ได้รับการดูแล เพียงแค่เจ้าตัวหันเหความสนใจไปทางอื่นให้ไม่มีเวลาคิดถึงเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่จะใช้วิธีนี้ ควรทำตามขั้นตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจะดีกว่า

แต่เมื่อทำแล้ว ถ้าอกุศลวิตกยังจรเข้ามาอีก ก็คิดหรือพิจารณาในขั้นต่อไป

ขั้นที่ 4 พิจารณาสัณฐานของวิตก

คำว่า “สัณฐาน” หมายถึงการเป็นที่ตั้งอยู่ดี ซึ่งก็คือ เหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้วิตกนั้นยังคงอยู่ และเหตุปัจจัยอะไรที่จะทำให้อกุศลวิตกนั้นดับนั่นเอง

อกุศลวิตกที่ยังจรเข้ามาอยู่เพราะรากเหง้าของตัณหายังอยู่ เพื่อให้ดับทุกข์ได้อย่างถาวร ก็ต้องพยายามพิจารณาให้ถึงความเห็นว่าไม่เป็นตน น้อมการพิจารณาว่ากายและใจเรานี้ประกอบขึ้นด้วยธาตุต่างๆ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ ที่แปรปรวนได้ ไม่สามารถมีใครยึดครองเป็นเจ้าของเพราะความไม่เป็นตัวตนถาวรขององค์ประกอบนั้นๆ

หากพิจารณาอยู่บ่อยๆ จิตจะได้รับการอบรมด้วยสัญญาใหม่ (คือสัญญาว่าไม่เป็นตน) แทนที่สัญญาเก่า (คือสัญญาว่าเป็นตน เป็นเรา เป็นของเรา)อยู่เรื่อยๆ จิตจึงคล้อยตามสัญญาใหม่ไปเรื่อยๆ เมื่อใดที่จิตถูกอบรมจนคล้อยตามเต็มที่ จึงจะโพล่งออกมาให้ได้รับรู้ จึงจะเรียกว่า “เห็นแจ้งด้วยจิต” จึงจะละความเห็นว่าเป็นตนได้อย่างถาวร

แต่ในขณะที่ยังไม่เห็นแจ้งด้วยจิต อกุศลวิตกก็ยังคงจรเข้ามาได้

ขึงควรทำตามในขั้นสุดท้าย

ขั้นที่ 5 กัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต

ตรัสว่าถ้าพิจารณาสัณฐานของวิตกนั้นแล้ว ก็ยังละอกุศลวิตกไม่ได้ ให้ กัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต อกุศลวิตกต่างๆก็จะละคลายไป จิตกลับได้สมาธิ

เหล่านี้คือการดับทุกข์ที่เกิดจากความคิด ที่ไม่นำทุกข์ใหม่มาให้

แต่อย่างไรก็ดี การดับของทุกข์อาจไม่เกิดในระยะเวลาอันสั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีกระบวนการคิดเป็นปกติอย่างไร มีกำลังใจที่จะพาตนออกจากการประพฤติผิด ที่จิตที่เข้มแข็งด้วยอดกลั้น  ทนต่อความเย้ายวนของการคิดได้แค่ไหน มีความรู้ที่นำมาใช้ในการจะแก้ไขปัญหาเพียงใด

สำหรับคู่รักที่ยังไม่มีปัญหาจนถึงขนาดต้องแยกทาง แต่ในการครองรักก็ย่อมต้องพบการขัดข้องบ้าง ให้อยากคิดไปต่างๆบ้าง ก็สามารถนำวิธีการที่ตรัสสอนมาใช้ได้ค่ะ เพื่อจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวัน

ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของเรื่องนี้แล้ว ขอหลบออกจากหน้าจอสักระยะนะคะ จะหาเวลาวาดภาพน่ะค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ ^_^  

............

ป.ล. อย่าลืมวันที่ 7 นี้นะคะ ออกเสียงได้ถึงสี่โมงเย็นค่ะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net