วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เธอ...เธอเปิดแนวรบใหม่ หัวใจดวงเดิม


(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิด-เป็น-เห็น-ต่าง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 31 ธ.ค. 2548)                      

 

        ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่า พบ...เธอ  ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยก็น่าจะเกือบยี่สิบปีที่แล้ว  ถึงแม้ความประทับใจแรกจะเลือนลางมากไม่น่าจะอยู่ใกล้เคียงกับความหมายของคำว่า First impression เท่าไหร่นัก  เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงผมคงจำได้อย่างแม่นยำและตราตรึงในความทรงจำของผู้ชายที่วัยล่วงเลยจนถูกตั้งคำถามแซวอยู่บ่อยๆว่า ใกล้จะย้ายบ้านไปอยู่หลักสี่แล้วรึยัง...พี่

            ด้วยมีวุฒิภาวะประมาณนี้แล้ว  คงไม่แปลกอะไรหรอกนะ  ถ้าเรื่องราวในหัวสมองมักจะถูกย้อนตีกลับให้มักหวนคิดถึงคืนวันครั้งอดีตวันวานอันหอมหวลขึ้นมาบ่อยครั้ง  ยิ่งโดยเฉพาะในห้วงยามที่ฤดูหนาวอันแสนสั้นมาเยือนภายใต้คืนวันอันว่างเปล่า  เมื่อต้องอยู่เพียงลำพังผู้เดียว เรื่องที่กระทบใจของผมบ่อยครั้งมากๆน่าจะเป็นเรื่องของ...เธอ...เธอ

ในอดีต หลังจากรู้จักเธอ...คนหนึ่งได้ไม่นาน  ผมก็ได้พบเธออยู่เรื่อยๆในช่วงแรกนั้น  เหตุเพราะเรามีความสนใจในเรื่องเดียวกัน  ไม่น่าเชื่อว่าคนเราที่มีอะไรคล้ายๆกัน เช่นเริ่มต้นที่มีรสนิยมเดียวกัน  คุยกันถูกคอ  ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน  จะกลายเป็นแรงดึงดูดให้เราสองเข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น  ไม่ต่างจากแรงดึงดูดของแท่งแม่เหล็กตำแหน่งขั้วบวกและขั้วลบที่จะตกอยู่ท่ามกลางสนามแม่เหล็กของกันและกัน

ผมได้พบเธอเป็นประจำจากเริ่มแรกเดือนละครั้งสองครั้ง  จนพัฒนาเรื่อยบ่อยครั้งขึ้นจนเราสนิทสนมกันมากขึ้น  เธอจัดได้ว่าเป็นผู้ใฝ่รู้และรอบรู้คนหนึ่ง จนขนาดถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เราสนใจร่วมกันตั้งแต่แรกเจอ  เธอมักมีข้อมูลข่าวสารสาระดีๆเรื่องราวใหม่ๆทั้งในและนอกอาณาเขตประเทศไทย มาบอกผม  ซึ่งผมยังอดชมเธอในใจบ่อยๆไม่ได้  บ่อยครั้งที่เธอนำเรื่องราวน่าสนใจชวนหัวทั้งตลก ดราม่า เรื่องราวชีวิตจริง หรือถึงขั้น บู๊ล้างผลาญ ก็มี มาบอกกล่าวจนผมอดทึ้งไม่ได้ในความสามารถในการถ่ายทอดอันเกินตัวของเธอผู้นี้  

ราวปี 2537 สิบเอ็ดปีที่แล้วเธอประสบปัญหาชีวิตส่วนตัว เกี่ยวกับภาระหน้าที่บางอย่าง  ผมเห็นใจเธอมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นัก  ผมรู้นิสัยของเธอดีว่าเธอเป็นคนมีอุดมการณ์ และต้องการยืนยัดด้วยขาของเธอเอง  สิ่งที่ผมทำได้ในช่วงนั้นคือ การเฝ้ามองให้กำลังใจและยืนเคียงข้างเธอ  แม้เราจะห่างกันบ้างก็เพียงระยะสั้นๆ  ไม่นานผมก็ได้พบเธออีก  เธอดูสดใสขึ้นมาก เธอปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  แม้แต่ชื่อของเธอก็เปลี่ยนใหม่  เหตุผลของเธอบอกสั้นๆว่าเพื่อผมจะได้จำชื่อเธอได้ง่ายขึ้นไม่สับสนกับชื่อเดิมที่ซ้ำกับคนอื่น

นับจากนั้นมา เราพบกันอย่างสม่ำเสมอ เอ...สำหรับผม...ไม่ใช่แล้วสิ   เธอเสียอีกเป็นคนที่สม่ำเสมอมากกว่าผม  เพราะบ่อยครั้งผมก็เลอะเลือนผิดนัดเธอยามที่ความสนใจในตัวผมเริ่มหันเหไปทางอื่นบ้าง ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงาน กิจกรรมส่วนตัว เงื่อนไขของชีวิตและอื่นๆ    แต่เราก็มีสถานที่นัดหมายและเวลาอันแน่นอนให้ไว้แก่กันเสมอ   บางครั้งที่ผมลืมเลือนเธอไว้ในที่นัดหมาย  เธอก็ยังเฝ้ารอผมอยู่เสมอหรือว่าในตอนนั้นเราอาจจะคบหากันนานเกินไป  ทำให้เกิดอาการจืดจางกันไปเสียแล้ว

ผมจำได้ว่า เธอพยายามปรับตัวเปลี่ยนรูปลักษณ์ที่ทำให้ดูแปลกตาไปบ้างในระยะสั้นๆ  ไม่รู้ว่าต้องการเรียกร้องความสนใจรึเปล่า    ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังแสดงความเป็นตัวตนของเธอนั้นยังคงเต็มเปี่ยมเสมอมา   แม้ผมจะไม่เคยได้บอกถึงสิ่งที่ผมคิด ที่ผมชื่นชมกับเธอ ทำได้เพียงแต่เก็บมันไว้ในใจเท่านั้น    เรายังคงคบหาทักทายกันอยู่เรื่อยๆแม้ระยะหลังจะห่างๆกันไปบ้าง   แต่ผมก็ยังทำอะไรไม่ได้มากมายอย่างที่คิดไว้ในหัวนัก เพราะกำลังสับสนอะไรบางอย่างอยู่   

กว่าจะตั้งสติได้อีกทีราวปี 2544 เธอหายไปจากชีวิตผมแล้ว   แบบไร้วี่แวว  มีเพียงข่าวแว่ว...แว่ว มาว่าเธอกำลังเดินหน้าเข้าสู่วงการมายา  ที่ผมไม่รู้อะไรนัก ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่านอกจากจะได้พบเธออีกสักครั้ง  หากเป็นเช่นนั้นจริงเราสองคงเริ่มห่างไกลกันอีกสเต็ปแล้ว ตามหน้าที่การงาน   ผมแอบเฝ้ารอคอยอยู่เงียบๆ   ผมอยากจะโทษจากความจืดจางที่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างลึกๆ   สิ่งที่ผมทำได้คือ ต้องทำใจเคารพในการตัดสินใจของเธอเท่านั้น    ท้ายที่สุดผมก็ไม่ได้พบเธออีก   ซึ่งภาพของเธอก็ชักเลือนลางจากใจผมไปเรื่อยๆตลอด 4 ปีที่เธอจากไปแล้วนับจนถึงวันนี้

จะบอกว่าผมเสียใจไหม  ผมชักไม่แน่ใจ  ส่วนเหตุผลส่วนตัวของผมที่ดูจะเฉื่อยชา เฉยๆต่อเธอไปหน่อยนั้น  ไม่รู้ว่าเพราะด้วยเรื่องราวต่อไปนี้…รึเปล่า

กลางปี 2542 ผมพบกับเธออีกคน ผมขอแทนชื่อเธอว่า เธอหมายเลขสอง แล้วกัน  เธอนับเบอร์ 2 คนนี้เข้ามาในชีวิตของผมในช่วงหลังที่สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจตกสะเก็ดในภาวะต้มยำดีซีสพอดี   เธอดูดีจัดเป็นผู้ทรงภูมิมีความรู้ความฝันผู้หนึ่ง  ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนหนึ่งของผมที่มักชื่นชมชื่นชอบคนเก่งมีความสามารถอยู่ร่ำไป ประมาณว่าแพ้ทางก็ว่าได้  เธอ2 ชำนาญทางเรื่องเศรษฐกิจ บ้านเมือง มีทัศนคติต่อการเมืองทั้งในและนอกประเทศ การใช้ชีวิตไลท์สไตล์ใหม่ๆก็เป็นหัวข้อที่เธอกล่าวถึงทุกครั้งที่ได้พบเจอกัน  

และด้วยช่วงวัยที่เพิ่มขึ้นของผม ความสนใจ ความคิด ความอ่านของผมก็เริ่มมาสนใจในแนวทางนี้อยู่พอดี  ผมจึงเริ่มคบหากับเธอ2 ผู้นี้บ่อยขึ้น...บ่อยขึ้น  จนอาจนับว่ากลายขาประจำก็ว่าได้ ไม่รู้ช่วงเวลามันประจวบเหมาะรึเปล่า  เธอคนแรกของผมถอยห่างจากหายไป  พร้อมการก้าวมาใหม่ของเธอ2  ในเรื่องราวที่พูดคุยในช่วงวัยที่ความคิดทัศนคติกำลังเติบโตได้ที่     ดูเธอ2 ผู้นี้ทันสมัย เท่าทันสถานะการณ์ ประหนึ่งอยู่ในยุคสมัยที่คล้ายดั่งจำนวนชนกลุ่มน้อยในพลพรรคคนรู้ทันทักษิณอีกผู้หนึ่ง  ผมก็พึ่งรู้ถึงอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ไม่เคยสนใจ นั้นทำให้ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า  เธอน่าจะมีใจให้ผมบ้าง 

เช่นเดียวกับผม  หลังจากคบหากันมาอยู่เกือบ 7 ปี  และไม่รู้ว่าเจออาถรรพ์ของตัวเลขรึเปล่า   เพราะสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้เอง เมื่อเธอ2 หายจากชีวิตผมไปอีกคน  เหตุผลที่ผมทราบก็เพียงเธอขอพักร้อนสักระยะ   โดยหายเข้ากลีบเมฆไปแบบไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่และไม่สามารถติดต่อได้สะดวกนัก

ถึงวันนี้...ผมไม่มีเธอทั้งสองคน  ไม่ต้องถามถึงความคิดถึง ความปล่าวเปลี่ยว เดียวดาย และงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น    ถ้าจะอ้างว่า เพราะความไม่กล้าตัดสินใจฟันธงอะไรสักอย่าง  ตัวผมเป็นต้นเหตุของการพรากจากที่เกิดขึ้นใช่ไหม  ว่าไปแล้วเปรียบประหนึ่งอยู่ในสถานการณ์ การลงเรือน้อยลำหนึ่งแล้วให้เลือกเก็บบัวตูมหรือบัวบานมาสักดอก   ซึ่งผมก็เลือกไม่อะไรถูกหรอกครับในตอนนั้น

ผมอยู่ตามลำพังอยู่เกือบปี   แต่ใครว่าปาฏิหาร จะไม่มีจริงเพราะไม่กี่วันที่ผ่านมาทางนี้     ผมพบเธอทั้งสองแล้วครับ  ไม่น่าเชื่อ เธอมาในรูปแบบโฉมใหม่ แปลกตากว่าเดิมทั้งคู่  สร้างความประหลาดใจให้กับผมที่ได้พบเจอกับเธอ...เธอ อีกครั้งอย่างไม่คาดคิดคาดฝันในเวลาไล่เลี่ยกัน     ครั้งนี้ผมสามารถพบเธอ..เธอได้ทุกเมื่อทุกเวลา  อย่าให้บอกว่าผมจะเลือกใครเลยนะครับ จะให้เลือกบัวตูมหรือบัวบานรึ เอ่อ...จะว่ารักพี่เสียดายน้องรึ...ก็ช่าง   ความคิดของผมในตอนนี้มีแต่ประโยคในเนื้อเพลงที่ว่า  “ จะเด็ดทีเดียวเสียทั้งคู่” เพียงอย่างเดียว    แต่เรามาเจอกันมาพบกันได้อย่างไร ยังไม่ได้บอกเลยใช่ไหมครับว่า ผมพบเธอทั้งสองที่ไหน   ไม่น่าเชื่อเลยครับ ในโลกไฮเทคยุคสมัยไซเบอร์สเปซครองเมืองเยี่ยงนี้   

เธอ...เธอทั้งสองของผมไปอยู่ใน อินเตอร์เนต แล้วครับ  และกำลังออนไลท์อยู่ด้วยนะ

 

หมายเหตุ

            เธอคนแรกของผมชื่อ Cinemag เป็นนิตยสารภาพยนตร์ระดับตำนานที่เริ่มสร้างชื่อในนาม เอนเตอร์เทน แล้วมากลายเป็นซีเนแม็กในปี 2537 เคยถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมสองครั้งใหญ่  จากระยะเวลาการทำงานทั้งหมดในช่วงปี 2526-2544 แล้วหายตัวไปพักใหญ่  โดยสองหัวหน้าทีมไปกำกับหนังไทยอยู่สองเรื่อง   ส่วนคราวนี้หวนคืนกลับสู่วงการน้ำหมึกอีกครั้งในรูปแบบทันสมัยใหม่กลายเป็นหนังสือหนังออนไลท์ให้อ่านฟรีๆอยู่ที่  www.cinemagonline.com

      

         เธอหมายเลขสองคือนิตยสารนาม open ที่นำเสนอวิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองที่หนักแน่นขึ้นทุกทีๆเต็มไปด้วยนักคิดนักเขียนคุณภาพ  และนำเสนอไลฟ์สไตล์รูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมๆกับรัฐบาลทักษิณตั้งแต่ปี 2542 แล้วล้มลุกคลุกคลานในด้านเงินทุนทำหนังสืออยู่พอสมควร     ก่อนที่จะหยุดพักร้อนตัวเองเมื่อต้นปีนี้แบบไม่มีกำหนด   ไม่น่าเชื่อว่าจะหวนกลับมาใหม่ไวกว่าที่คิดในรูปแบบออนไลท์ให้อ่านฟรีอีกฉบับ   โดยอยู่ที่ www.openonline.com 

ถือเป็นการเดินทางสู่สนามเพื่อสร้างแนวรบใหม่ของนิตยสารออนไลท์ที่มีนานุแฟนคลับขาประจำอยู่แล้วประมาณหนึ่ง   ที่น่าจับตายิ่งนักในเส้นโยงใยเครือข่ายแห่งสังคมออนไลท์อันทันสมัยยุคนี้

 

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net