วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความฝัน มิตรภาพ และการเดินทาง (ดอยลับแล แม่ฮ่องสอน) ตอนที่ 1 จุดหมายปลายทาง


ตอนที่ 1 จุดหมายปลายทาง

สิงหาคม 2557  2 ปีที่แล้ว

      รถบัสจากกรุงเทพปลายทางแม่ฮ่องสอนยังคงวิ่งไปตามเส้นทาง ผมหลับๆตื่นๆมาตลอดทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งเช้า  7 โมงกว่าแล้ว ผมยังไม่ถึงปลายทางเมืองสามหมอก สายฝนยังคงตกโปรยปรายอยู่เสมอ ระหว่างทางผ่านป่าเขา ไร่ข้าวโพด วิถีชีวิตผู้คนระหว่างทางทำให้ผมเฝ้ามองได้อย่างไม่รู้เบื่อ  

   ผมปิดเครื่องรับโทรศัพท์เป็นระยะเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ อีกอย่างสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว เมื่อครั้งใดเมื่อมีสัญญาณจะมีข้อความทางไลน์มาอยู่เสมอ เพื่อนรักของผมที่รออยู่จะสอบถามตลอดว่าถึงไหนแล้วด้วยความเป็นห่วง

      จากเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อนรักของผมทั้งสองคน ได้เดินทางไปเจอผมที่เชียงใหม่ในช่วงวันเกิดของผม (อ่านเรื่องราวย้อนหลังได้ที่ http://www.oknation.net/blog/ontheway/2015/07/06/entry-1 คำสัญญาที่บอกว่าจะมาเยี่ยมเพื่อนที่แม่ฮ่องสอนและเดินทางไปนอนที่บ้านบนดอยของเพื่อนนั้นทำให้ผมออกเดินทางในครั้งนี้

      เกือบ 9 โมงเช้ารถบัสจึงมาจอดที่สถานีขนส่งแม่ฮ่องสอน เต๋า เพื่อนเขยของผมมารอรับอยู่ก่อนแล้ว เราทักทายกันตามประสาเพื่อนแล้วรีบออกเดินทางไปยังเกสท์เฮ้าส์ที่ผมจะมาฝากของไว้ก่อนเดินทางขึ้นไปบนดอย  เป๊ป หรือ ต้นข้าวเพื่อนรักของผมรออยู่ที่นี่  เมื่อไปถึงทักทายกันแป๊ปเดียวผมต้องรับเตรียมของที่จะเอาติดตัวขึ้นไปบนดอย ที่นั่นทำให้ผมรู้จักกับต้น เพื่อนใหม่อีกหนึ่งคน

      อาหารมื้อเช้าของผมมีข้าวเหนียว หมู และน้ำพริกไม่กี่อย่าง ผมรีบกินเพื่อแข่งกับเวลา สายมากแล้วจากกำหนดการเดิมของเรา  ถึงแม้ว่าผมเพิ่งจะมาถึงที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนแต่ผมไมได้เที่ยวที่นี่จุดหมายปลายทางของเราจะอยู่ที่ ดอยลับแล หมู่บ้านหัวน้ำ ซึ่งห่างจากตัวเมืองไปอีกหลายสิบกิโลเมตร

      ผมเตรียมอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นไปบนดอยบางส่วนฝากไว้ที่เกสท์เฮ้าส์ในอีก 3 วันถึงจะกลับมา

 

     การเดินทางของเราในครั้งนี้เราจะใช้รถมอเตอร์ไซค์ขี่จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปยังหมู่บ้านหัวน้ำบนดอย อาจจะดูชิลๆง่ายๆสบายๆแต่ไม่ใช่เลย เพื่อนผมบอกมาล่วงหน้าก่อนแล้วว่า การเดินทางเราในครั้งนี้เส้นทางและสายฝนคืออุปสรรคสำคัญ ในหน้าฝนเส้นทางไปบ้านบนดอยจะเต็มไปด้วยโคลนเพราะถนนเป็นดิน เมื่อฝนตกหนักทางจะเละมากการเดินทางลำบากรถยนต์ไม่สามารถไปได้ ใช้ได้เพียงรถมอเตอร์ไซค์และการเดินเท้าเท่านั้น

      ผมกับต้นขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปก่อน ส่วนเป๊ปกับเต๋าจะตามมาทีหลัง เรานัดกันว่าจะไปเจอกันบนเขากลางทางที่จะเดินทางเข้าสู่บ้านหัวน้ำ เส้นทางพาเราออกไปจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมุ่งขึ้นสู่ป่า ระหว่างทางผ่านหมู่บ้าน เขตบ้านเจ้าหน้าที่ และไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ บางช่วงทางชันจนผมไม่แน่ใจว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่ผมกับต้นขี่ขึ้นมานั้นจะมีแรงส่งหรือไม่ ผมจึงตัดสินใจลงเดินบางช่วง ปล่อยให้ต้นขี่รถล่วงหน้าไปก่อน ครั้งหนึ่งระหว่างเดินทางล้อรถเกิดรั่วและยางแบน ทำให้การเดินทางของเราหยุดชะงัก  เต๋ากับเป๊ปเดินทางตามมาถึงศาลาก่อนที่เราจะมุ่งขึ้นเขาต่อไปที่บ้านต้นน้ำ เต๋าต้องเสียเวลาขี่รถลงไปหายางอะไหล่มาเปลี่ยน ทำให้เราเสียเวลาไปอีกร่วมชั่วโมงแถมสายฝนยังตกกระหน่ำลงมาอีก แน่นอนว่าเส้นทางที่เราไปต้องลำบากขึ้นไปอีก

      กว่าที่ฝนจะหยุดและเราเปลี่ยนยางอะไหล่รถมอเตอร์ไซค์ได้เวลาก็ล่วงเลยไปถึงเที่ยง แค่ช่วงจะเริ่มออกเดินผมก็เห็นเส้นทางที่เละเต็มไปด้วยโคลนก่อนแล้ว ทางสูงชันและโคลนที่หน้าร่วมครึ่งฟุตทำให้ผมกับเป๊ปใช้วิธีเดินเท้าล่วงหน้าไปก่อน ปล่อยให้ เต๋ากับต้นขี่มอเตอร์ไซค์ตามขึ้นมาทีหลัง

      ผมกับเป๊ปเดินขึ้นเขาไปร่วมเกือบ 1 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ ป่าฝนช่วงหน้าฝนสดชื่นเขียวขจี เราเดินต่อไปเรื่อยๆ เต๋ากับต้นขี่รถตามมาทัน จากนี้ก็ได้เวลาในการขี่รถมอเตอร์ไซค์กันต่อแล้ว ในช่วงนี้ผมเองก็ไม่รู้จะบรรยายต่อยังไงดี เอาเป็นว่า ระยะทางอีกร่วม 10กิโลเมตรจากนี้ เส้นทางที่เละเทะเต็มไปด้วยโคลน ลื่นและอันตรายเล่นเอาผมกับต้นหน้าทิ่มเพราะรถล้มหลายครั้งสภาพนอกจากจะเปียกปอนแล้วก็เต็มไปด้วยโคลนเต็มไปหมด ระหว่างทางผมไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเก็บไว้เลยเพราะเก็บกล้องไว้ในกระเป๋าไว้อย่างดี กลัวว่ากล้องจะได้รับความเสียหายจากการเดินทาง ตัวจะเป็นยังไงไม่สำคัญเท่ากับกล้องสุดที่รักที่พกพามาด้วยเลย ถึงแม้จะเอาหน้าวัดพื้นไปหลายครั้งก็ตาม

 

      พวกเราใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงเลยทีเดียวกว่าจะมาถึงที่บ้านบนดอยที่อยู่ในหมู่บ้านปกาเกอะญอ ที่เพื่อนรักของผมมาสร้างกระท่อมเล็กๆไว้ที่นี่  แต่ที่นี่ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ จุดหมายปลายทางของเราคือ ดอยลับแลภูเขาสูงตะหง่านอยู่อีกฝั่งหนึ่งของหมู่บ้าน เราจะไปค้างพักแรมกันที่นั่นในคืนนี้

      ที่หมู่บ้านผมได้รู้จักพะตี่คำนึง ชาวปกาเกอะญอ (พี่ตี่แปลว่าลุงหรืออา)ที่ตอนนี้เปรียบเสมือนเป็นญาติของเพื่อนผมไปแล้ว กระท่อมเล็กๆของเพื่อนผมปลูกติดกับบ้านของพะตี่คำนึง และในวันนี้พะตี่คำนึงจะเป็นคนนำทางพวกเราขึ้นไปบนดอยลับแลด้วย

      เราแบ่งสัมภาระส่วนตัวและส่วนกลาง เตรียมตัวขึ้นดอย คราวนี้คณะเดินทางของเรามี 5 คน การเดินทางของเราเริ่มอีกครั้งในเวลาประมาณ บ่าย 4 โมงเย็น

      การเดินทางพวกเราต้องเดินย้อนกลับไปบนเส้นทางที่เรามาประมาณ 1กิโลเมตรกว่า เพียงแต่เริ่มก็ไม่ง่ายแล้วเพราะเส้นทางที่เดินกลับไปนั้นผมต้องเดินขึ้นเขาไปตามถนนที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ แถมสายฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนักแล้ว ผมหยิบเสื้อกันฝนมาใส่เดินฝ่าสายฝนไปทีละก้าว ร่างกายผมเริ่มล้าตั้งแต่เริ่มออกเดิน พะตี่คำนึงขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามมาผมนั่งซ้อนท้ายมาด้วยระยะหนึ่ง บางช่วงทางชันและลื่นจากสายฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องผมตัดสินใจลงเดิน ปล่อยให้คนอื่นๆล่วงหน้าไปก่อน นั่นทำให้ผมยิ่งอ่อนล้ามากขึ้น

      เมื่อมาถึงที่เราจะต้องเดินเข้าป่าเป็นจุดที่เราจอดรถมอเอตร์ไซค์ไว้ จากนี้ถ้าวัดระยะทางเป็นแนวเส้นตรงผมคาดว่าระยะประมาณ 5 กิโลเมตรได้แต่ระยะทางแค่นี้ผมใช้เวลาไปถึง เกือบ 4 ชั่วโมง เป็นเส้นทางที่ต้องเดินขึ้นเขาอย่างเดียว

      สายฝนยังคงโปรยปรายมาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายผมอ่อนล้าเกินไป ทุกคนเดินนำหน้าเหลือผมเดินรั้งท้ายอยู่คนเดียว เส้นทางเราเดินลัดเลาะไปตามป่า ช่วงแรกอาจจะเดินสบายๆหน่อยเพราะทางไม่ชันขึ้นมากนัก

      นอกจากเสียงของสายฝนที่ผมได้ยินชัดก็คือเสียงหายใจของตัวเอง เสียงหัวใจที่เต้นดัง เสียงหอบ ร่างกายผมอ่อนล้ามาก เดินไปได้เพียง 3-4 ก้าวผมต้องหยุดพัก มันเหนื่อยจนแทบก้าวท้าวไม่ออกยิ่งเฉพาะในช่วงที่ต้องเดินขึ้นทางเขาชัน ผมออกเดินได้เพียงทีละก้าวๆ ในอารมณ์ได้ตอนนั้นผมคิดโทษตัวเองหลายอย่าง ช่วงหลังๆที่แทบไม่ได้ออกกำลังกาย น้ำหนักที่มากขึ้น การเดินทางที่พักผ่อนไม่เพียงพอหลับตื่นๆมาในรถทัวร์ ข้าวเช้าที่กินเพียงนิดเดียว จนถึงตอนนี้ก็เย็นแล้วผมยังไม่ได้กินอะไรอีกเลยนอกจากน้ำ เหตุนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลักๆที่ทำให้ผมอ่อนล้าได้ถึงเพียงนี้แถมยังเป็นคนเดินล้าหลังที่สุดทำให้ทุกคนต้องเสียเวลา

   

      พะตี่คำนึงเดินย้อนมาช่วยผมพยายามจะเอาเป้สัมภาระของผมไปสะพายแทนแต่ผมยังคงดื้อและยืนยันว่าจะแบกไปด้วยตัวเอง นาทีนั้นผมนึกถึงคำของ จ๊ะปุ๊ในหนังสือ มิตรภาพต่างสายพันธุ์ของ พี่เชน มล.ปริญญากร วรวรรณ “เวลาเดินขึ้นดอยพี่ใหญ่อย่ามองข้างบนมันจะท้อ ก้มหน้าเดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึง” (มิตรภาพต่างสายพันธุ์ หน้า 43, มล.ปริญญากร วรวรรณ)

      ทางสูงชันขึ้นเรื่อยๆผมค่อยๆก้าวทีละก้าว เหนื่อยก็พักแล้วออกเดินต่อ เกือบ 6 โมงเย็นผมมาถึงเพียงแค่จุดชมวิวระหว่างทางเท่านั้น ปลดสัมภาระที่หนักอึ้งลง ถอดเสื้อกันฝนออก ความหนาวเย็นวูบมาในทันที เรานั่งพักอยู่ที่อยู่พักหนึ่งจึงออกเดินทางต่อ แต่เมื่อเริ่มออกเดินความอ่อนล้าเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้เราเดินขึ้นเขาสูงไปอีกเรื่อยๆ อีกร่วมเกือบชั่วโมงกว่าที่พวกเราจะเดินถึงสันเขา ระหว่างทางเพื่อนผมชี้ให้ดูวิวข้างหน้าที่มองเห็นตัวเมืองแม่ฮ่องสอนอยู่ไกลๆ ความมืดเริ่มปกคลุมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว แต่พวกเรายังไม่ถึงที่ตั้งแคมป์พักแรม

      ครั้งนี้ผมเดินเลียบไปตามสันเขา   แคมป์ของเราอยู่ในหุบด้านล่าง สายฝนยังคงตกโปรยปรายมาเรื่อยๆ ความเปียกปอนและความหนาวเย็นเข้ามาพร้อมกับความมืดผมจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนใส่ไฟฉายคาดหัวอยู่ข้างหน้า ผมใช้แสงไฟจากตรงนั้นช่วยนำทาง นานๆถึงหยิบไฟฉายของตัวเองขึ้นมาใช้งานบ้าง ทางเดินลงเขาเต็มไปด้วยโคลนบางครั้งก็ลื่นไถล ตัวของผมจึงเต็มไปด้วยโคลนอีกครั้ง กว่า 2 ทุ่มนั่นแหละที่พวกเรามาถึงจุดตั้งแคมป์กลางป่า

      ในความมืดผมมองเห็นแคมป์ของเราที่ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ มีเพียงผ้าใบผืนใหญ่ที่กางขึ้นเฉียงลงเป็นหลังคา เสริมด้วยใบไม้กิ่งไม้และใบตอง การที่เดินตากฝนมาตลอดทาง ทำให้เราตัดเรื่องอาบน้ำออกไปเลย ผมเพียงแต่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่แห้งสนิท เราจัดการกับอาหารมือเย็นง่ายๆที่เตรียมกันมา ไม่ทันดื่มด่ำกับบรรยากาศอะไรมากมายนัก ผมจับจองได้ที่นอนริมสุดฝั่งหนึ่งก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

 

   

       เช้าของวันรุ่งขึ้น ทุกๆคนตื่นขึ้นมาหมดแล้ว แสงค่อยๆสว่างขึ้น  ควันไฟเอนไหวตัวตามแรงลม เช้าวันนี้ท้องฟ้าไม่ได้เปิดมากนัก แคมป์กลางป่าของเราเหมือนอยู่ในท่ามกลางสายหมอกอ่อนๆ พะตี่คำนึงกำลังทำอาหารและหุงข้าว คนอื่นๆนั่งคุยอยู่ในแคมป์ ส่วนผมเริ่มออกเดินบริเวณรอบๆ  ในป่าผมปล่อยให้เวลาเดินไปเช่นเดิมตามหน้าที่ ที่ช้าลงคงเป็นตัวเองที่ได้อยู่นิ่งๆเงียบๆ ปลดเรื่องกังวลหลายๆอย่างออกไป

      ช่วงเที่ยงท้องฟ้าเริมเปิดมากขึ้น เราเตรียมตัวออกเดินกันต่ออีกครั้ง ไปสู่จุดหมายปลายทางของเราในครั้งนี้  จากแคมป์เดินออกไปไม่ไกลนัก น่าจะราวๆ 1 กิโลเมตรก็จะถึง สันดอยลับแล ระหว่างทางผมเก็บภาพไปเรื่อยๆ ได้เจอนกและผีเสื้อบ้าง ครั้งหนึ่งก่อนที่จะต้องเดินขึ้นเขา อีกฝั่งหนึ่งของขุนเขา หน้าผาเขียวสูงตะหง่าน ผมถึงกับชะงักเมื่อเห็นหน้าผาฝั่งตรงข้าม เผลอหลุดปากออกมาทันที “ช้าง”  ไม่ใช่ช้างป่าที่เป็นสัตว์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าผาที่ผมมองแล้วจินตนาการไปทันทีว่าเหมือนกับด้านหน้าของช้าง ผมบอกเพื่อนๆว่า ผมขอตั้งชื่อหน้าผานี่ได้ไหมว่า “ผาหัวช้าง”

      บนยอดเขาดอยลับแล ป่าสีเขียวขจีงดงามอยู่เบื้องหน้า สายลมและสายหมอกลอยอ้อยอิ่ง นานๆลมพัดแรง ต้นหญ้าไหวเอนมองเห็นหมู่บ้านหัวน้ำอยู่ไกลๆ บางครั้งเวลาในการเขียนเรื่องราว มันก็มีเหมือนกันที่ว่า ผมไม่รู้จะบรรยายภาพของความสวยงามนั้นออกมาเป็นตัวอักษรได้อย่างไร นอกจากจะให้คนอ่านนั้นได้เห็นภาพด้วยตัวเอง โชคดีที่กล้องถ่ายภาพได้ทำหน้าที่นั้นแทนแล้ว

      และแล้วผมก็ถึงจุดปลายทางที่ดอยลับแล ผมหันไปมองเพื่อนร่วมทางที่พามาถึงที่ที่สวยงามแห่งนี้พลางนึกขอบคุณอยู่ในใจ

      บางครั้งปลายทางนั้นเป็นจุดหมายที่ต้องเดินไปให้ถึง แต่ปลายทางก็ไม่ได้สำคัญมากไปกว่า สิ่งที่ควรค่าในการจดจำ นั่นก็คือ เรื่องราวระหว่างทาง มิตรภาพ และ เพื่อนร่วมทาง

 
 

โดย ผีเสื้อพเนจร

 

กลับไปที่ www.oknation.net