วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปากคลองตลาด : ประเด็นมนุษยธรรมกับประเด็นการบริโภคทรัพยากรสาธารณะอย่างเอาเปรียบ (


< นิทรรศการภาพถ่าย มนุษย์ปากคลองฯ ครั้งที่ ๒ (Humans Of Flower) >

 หัวข้อเรื่องที่เราอยากพูดคือ

๑. แก่นความคิดนำเสนอเป็นเรื่อง  วิถีชีวิตความอยู่รอดของผู้คนที่ทำมาหากินในที่นั้น

๒. แต่การเกิดขึ้นและตั้งอยู่มาจนปัจจุบันมันผิดกฎหมายมาแต่ต้น และรอนสิทธิ์คนอื่น

๓. ทั้งข้อ ๑+๒ ไม่เป็นเหตุให้กิจกรรมนี้ดำเนินต่อไปเช่นเดิมทุกแง่มุม (คล้าย status quo)

๔. แต่แนวการจับประเด็นในมุมนี้ก็เป็นประโยชน์ในฐานะของมุมหนึ่งในกระบวนการเก็บรวมความคิดทางสังคม ทั้งเฉพาะจุดและทั่วทั้งสังคม

- - - - - - - - - - - - -

 

๑.

เดินท่อม ๆ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่ผนังทางเดินโค้งชั้นไหนจำไม่ได้ จัดแสดงผลงานศึกษาชิ้นหนึ่ง นำเสนอด้วยภาพถ่ายบุคคลในสถานที่ทำมาหากิน เราไม่ได้อ่านป้ายเอกสารคำนำของโครงงานที่อยู่หัวงานแสดง แต่มาค้นอ่านในเว็บที่ฝากเก็บเอกสารหนังสือว่าเป็นผลงานของ ...

“ส่วนหนึ่งของผลงานนักศึกษาระดับปริญญามหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต รายวิชาการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและการพัฒนาชุมชน หลักสูตรสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร”

 

และจากหน้าแฟนเผจในเฟ้ซบุ๊คของโครงงานนี้บอกว่าได้ลงไปสำรวจภาคสนามเพื่อศึกษาบริบทของย่านตลาดดอกไม้ปากคลองตลาด (=ชุมชน?) ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรทำก่อนที่จะทำการพัฒนาเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใด และที่โครงงานนี้จับประเด็นนี้ก็ประหนึ่งการตั้งคำถามกับภาครัฐในหลักดังกล่าว (ดูเนื้อความต้นฉบับในภาพประกอบเรื่องที่คัดลอกมาจากหน้าแฟนเผจของโครงงาน)

 

จุดประสงค์ของโครงงานศึกษา จากหน้าแฟนเผจของโครงงาน

 

 ภาพถ่ายทั้งหมดในชุดที่จัดแสดงเป็นภาพบุคคลของบรรดาตัวละครในฉากจริงของชีวิตทำมาหากินทุกบทบาทที่เกี่ยวข้องกับตลาดดอกไม้ที่ปากคลองตลาด ซึ่งเป็นทั้งตลาดกลางคืนและตลาดกลางวัน พร้อมคำพูดจากปากของบุคคลนั้น ๆ ที่สะท้อนความคิด ความรู้สึก ความผูกพัน ความทรงจำ ที่ให้กับผู้ทำโครงงาน ถูกพิมพ์ประกอบบนภาพเป็นคำบรรยาย (caption) เราเดินดูและอ่านตลอด -ยกเว้นป้ายที่บอกความเป็นมาของโครงงาน- แล้วรู้สึกกระทบตอกย้ำ (impact) อยู่แต่ประเด็นด้าน “อารมณ์” (อาเวค passion) ไม่ว่าจะความรู้สึกผูกพัน ค่าที่ใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่กับที่นั้นมานาน ความรู้สึกด้านความมั่นคงในชีวิตและอนาคตที่ไม่แน่นอนนับจากนี้

 

และเราก็เกิดคำตอบในใจขึ้นมาทันทีเหมือนกันว่าโครงงานนี้เหมือนจับผิดประเด็น เพราะว่าการที่คนจากทุกสารทิศมารวมกันทำกิจกรรมเดียวกัน หรือกิจกรรมร่วมกันเป็นระยะเวลานานที่แน่นอนช่วงหนึ่ง ๆ ย่อมเกิดความรู้สึก (เหมือนถูกหล่อหลอม) ให้ค่า ให้ความสำคัญ รู้สึกผูกพัน ก็เหมือนการได้ใช้ชีวิตร่วมโรงเรียน ร่วมสถานศึกษา ร่วมงาน แม้กระทั่งกิจกรรมไม่กี่วันเช่นการร่วมค่ายพักแรม ค่ายอบรม (อย่างลูกเสือชาวบ้าน) ก็พัฒนาอารมณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ ในกรณีสถานศึกษายังนำคำบาลีที่บัญญัติถึงสถานที่ที่มีอารมณ์ผูกพันว่า อาลัย ดังคำว่าวิทยาลัยที่มาจาก วิทย+อาลัย นี่เองเราจึงว่าประเด็นความคุ้นชินในวิถีชีวิตที่ผูกพันนี้เป็นแง่มุมที่เป็นส่วนควบเกิดขึ้น ไม่ใช่ประเด็นสาระหลัก

ประเด็นสาระหลักนั้นเราว่ามันคือความเป็นเมือง (metropolitan) และการจัดการกับมัน ในเรื่องระเบียบ กฏเกณฑ์ กติการ่วมกัน เพื่อให้เมืองสงบสุข ยั่งยืน อำนวยสุข

การนำเสนอในด้านอารมณ์จึงคล้ายเป็นดังคำตลาดปัจจุบันว่าดราม่า สร้างความบีบคั้นอารมณ์ผู้รับสาร อีกทั้งในอีกแง่หนึ่งมันก็คล้ายวิถีงานของเอ็นจีโอ

 

๒. + ๓.

ผู้ศึกษาไม่ควรลืมประเด็นทางสังคม หากขยายมุมมองทางสังคมให้กว้างจากหัวถึงท้ายปรากฏการณ์ ดังที่พูดในท้ายข้อ ๑ ถึงการเกิดขึ้นของเมืองและการบริหารจัดการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของความเป็นเมือง หากใช้ประเด็นทางอารมณ์ผูกพันมาเป็นเหตุผลของการคงอยู่ของชุมชนย่อยที่ผิดกฎหมาย ผิดเทศบัญญัติมาแต่ต้นจนลุกลาม (และตั้งมั่นจนกลายเป็นภาพลวงตาว่ามันเป็นความถูกต้อง และมีความชอบธรรมที่จะคงอยู่เช่นนั้น) มันก็ยังเคยมีกรณีของชุมชนแออัดหรือสลัมในอดีต บ้านใต้สะพาน ที่การเกิดขึ้นและตั้งอยู่ก็ไม่ต่างจากปากคลองตลาด ทางเท้าย่านประตูน้ำ ทางเท้าย่านศิริราช พรานนก ซ้ำร้ายกว่านั้นยังน่าจะมีขบวนการเก็บกินผลประโยชน์นอกระบบแอบแฝงอยู่กับชุมชนทำมาหากินแบบนี้ด้วย

น่าที่จะมองกว้างออกไปถึงเจ้าของอาคารห้องแถวร้านค้า ถึงผู้สัญจรทางเท้าด้วยอีกหน่อย

 

ส่วนภาพถ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมคำบรรยายว่าพวกเขาต้องการสัมผัสวิถีค้าขายแบบนี้ ที่เป็นธรรมชาติ อันนี้มีข้อโต้แย้ง จากที่เราเคยดูหนังสารคดีที่เคยออกอากาศช่องไทยพีบีเอ๊สถึงตลาดสินค้าอาหาร สินค้าเกษตรจากเกษตรกรผู้ผลิตเองทั้งเนื้อสัตว์และพืชผล ที่ตลาดที่มีการจัดการสมัยใหม่กลางเมืองหลวงของสเปน ก็มีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกนิยมไปเที่ยวชมจับจ่ายอย่างเนืองแน่นคึกคักด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาได้สัมผัสชีวิตชาวสเปนได้จริง ๆ ตลาดนี้ถึงช่วงตลาดปิดก็มีการเก็บกวาดขยะหีบห่อด้วยรถจักรกล ฉีดล้างจนเรี่ยมแร้ราวไม่เคยมีกิจกรรมตลาดตรงนั้นมาก่อน (ตรงบริเวณรถขนส่งขึ้นลงสินค้า)

ในไทยเอง ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดอตก.ก็พิสูจน์ถึงการผสมผสานกันได้ของการจัดการที่ดีเข้ากับการค้าขายปลีกและขายส่งสินค้าเกษตร สินค้าอาหาร

 

๔.

อย่างไรก็ดี การจับประเด็นนี้และการนำเสนอก็เก็บรายละเอียดได้พอสมควรและนำเสนออย่างมีคุณภาพ และตรงประเด็นที่จับ

ถึงตรงนี้เราคิดว่าที่พูดในข้อ ๒ และ ๓ นั้นเราเข้าใจผิดไปเองที่คิดว่าผู้ทำโครงงานนี้จับประเด็นผิด เพราะทิศทางของข้อความในภาพและน้ำเสียงมันส่งนัยยะให้เราเข้าใจไปเช่นนั้น แต่ที่จริงแล้วผู้ทำโครงงานก็คงรู้ปัญหาดีว่าในสังคมไทยมักมีความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมาย กฎกติกาจนเมื่อปัญหาเป็นดินพอกหางหมูก็กลายเป็นว่าภาครัฐที่จะมาสะสางความเป็นระเบียบก็ต้องแบกความรับผิดชอบชีวิตพวกเขา และกลับเป็นฝ่ายต้องคิดหาทางออกให้พฤติกรรมของพวกเขาที่ทำผิดมาแต่ต้น (ซึ่งมีอีกนับร้อยกรณีด้วยเนื้อหากิจกรรมต่าง ๆ นานาทั่วประเทศ)
แต่ผู้ทำโครงงานจับศึกษาเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าที่รับผลโดยตรง กับผู้เกี่ยวข้องสืบเนื่องที่รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งเมื่อภาครัฐที่ต้องการดึงให้กิจกรรมทำมาหากินเหล่านี้กลับเข้าไปอยู่ในร่องในทางของกฎหมาย กฎกติกา โดยคำนึงถึงประเด็นดังเช่นที่โครงงานนี้ศึกษามา ก็จะทำให้แผนงานปรับเปลี่ยนของภาครัฐมีความราบรื่น ไม่เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมา

 

โครงงานนี้จึงเท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างแผนงาน ช่วยคิดต่าง คิดแตก สร้างมุมมองให้รอบด้านถี่ถ้วน มุมมองด้านชีวิตมนุษย์ ที่เก็บข้อมูลและนำเสนอได้ดี

ยังอยู่ก็แต่ว่าโครงงานนี้ไม่ได้มีข้อเสนอเป็นตุ๊กตา (model) ของการจัดการปัญหานี้และปัญหาอื่นเช่นเดียวกันนี้โดยอาศัยสถาปัตยกรรม (แขนงเมือง + แขนงพื้นถิ่น) เข้ามาช่วย

 

หมายเหตุ - ขอเพิ่มนิด การรอนสิทธิ์ของผู้ใช้ทางเท้าอย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เท่ากับฉกฉวยสิทธิ์ที่ว่าไปแปลงเป็นรายได้ ประโยชน์ตน (ส่วนจะส่งค่าต๋งให้ใคร อย่างไร ในที่นี้ยกไว้ก่อน)

ครั้นภาครัฐเข้ามาจัดการระเบียบ กลับต้องรับผิดชอบความมั่นคงทางอาชีพให้พวกเขาอีก ซึ่งก็เท่ากับเอาภาษีจากผู้ถูกรอนสิทธิ์ไปอุดหนุนพวกเขาอีก

นี่ต้องไม่ใช่ปรัชญาของเมือง (metropolitan) แน่ ๆ

 

 

ภาพประกอบมาจากอีบุ๊คของโครงงานนี้ ที่ : http://issuu.com/nuisasamonrattanalangkarn/docs/humans_of_flower_market_booklet?workerAddress=ec2-54-210-63-214.compute-1.amazonaws.com

แฟนเผจของโครงงานศึกษานี้ : https://www.facebook.com/ManusPakkhlong/?fref=ts

 

โดย driftworm

 

กลับไปที่ www.oknation.net