วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใครหนอชักชวนดูหนังสี่จอ ท่อนหนึ่งของเพลง ใครหนอ ที่คาใจมาตลอดชีวิต


ใครหนอ รักเราเท่าชีวี
ใครหนอ ปรานี ไม่มีเสื่อมคลาย
ใครหนอ รักเราใช่เพียงรูปกาย
รักเขาไม่หน่าย มิคิดทำลาย ใครหนอ

ใครหนอ เห็นเราเศร้าทรวงใน
ใครหนอ เอาใจปลอบเราเรื่อยมา
ใครหนอ รักเราดังดวงแก้วตา
รักเขากว้างกว่า พื้นพสุธา นภากาศ

จะเอาโลก มาทำปากกา
แล้วเอานภา มาแทนกระดาษ
เอาน้ำหมด มหาสมุทรแทนหมึกวาด
ประกาศ พระคุณไม่พอ

ใครหนอ รักเราเท่าชีวัน
ใครหนอ ใครกัน ให้เราขี่คอ
ใครหนอ ชักชวนดูหนังสี่จอ
รู้แล้วละก้อ อย่ามัวรั้งรอ ทดแทนบุญคุณ

     เพิ่งผ่านพ้นเทศกาลวันแม่ประจำปี 2559 นี้มาไม่กี่วัน เชื่อว่าช่วงวันแม่แบบนี้ เรามักจะได้ยินเพลง "ใครหนอ" ผ่านหูกันอยู่บ่อยๆ จะว่าไปแล้วพอเพลงขึ้นปุ๊ปเรียกได้ว่า ร้องตามกันแบบไม่ต้องดูเนื้อกันเลยทีเดียว เพราะเป็นเพลงในตำนานที่ฟังตั้งแต่เด็กๆ เลยก็ว่าได้ ที่โรงเรียนมักจะเปิดให้ฟังในวันพ่อและวันแม่ 

     ด้วยความที่ยังเด็ก ก็ฟังไปร้องไป ไม่ได้คิดอะไร จนเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา เพลงนี้ก็แว่วมาในหูอีกครั้ง ทำให้ "ดินสอขอเขียน" สะดุดใจประโยคที่ว่า "ใครหนอชักชวนดูหนังสี่จอ" ในใจคิดว่าแม่ชวนไปดูหนังกลางแปลงที่แายพร้อมกันทั้งหมด 4 จอ เลยหันไปถามป๊าว่า 

     "ป๊าหนัง 4 จอคือะไรอ่ะ"
     ป๊า : ก็มุ้งไง อะไร ไม่รู้เหรอเนี่ย พ่อแม่กล่อมลูกเข้านอนไง เลยชวนให้ดูหนังสี่จอ ก็คือมุ้งไง

     เราถึงบางอ้อวันนี้เลย เพิ่งรู้ว่า "หนังสี่จอก็คือมุ้งนั่นเอง" 555 คือไม่เคยคิดว่าหนังสี่จอมันคือมุ้งเลย 
     สมัยก่อน เวลาที่จะเข้านอน ต้องกางมุ้ง เพราะยังไม่มีมุ้งลวดเหมือนในสมัยนี้ คนที่นอนอยู่ในมุ้งก็จะเห็นว่ามุ้งมีทั้งหมด 4 ด้าน และเมื่อมีแสงสว่างส่องผ่านผ่านกระทบวัตถุจากด้านนอกมายังมุ้ง หรือใช้มือหรือวัตถุต่างๆ บังแสง จะทำให้เกิดเป็นเงาทาบอยู่ที่มุ้ง มองเห็นเป็นภาพซึ่งเคลื่อนไหวได้ เมื่อมีลมพัดมาถูกมุ้ง ทำให้ดูเหมือนกับภาพหนังที่กำลังฉายอยู่ เป็นที่มาของคำว่าหนัง 4 จอ

     การที่นอนอยู่ในมุ้งพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูก เป็นช่วงเวลาแห่งจินตนาการ ซึ่งพ่อแม่จะเล่านิทาน โดยทำมือเป็นรูปต่างๆ พร้อมกับเสียงเล่านิทานให้ลูกฟัง และดูภาพเหล่านั้นจนเพลินหลับไป หนังสี่จอ จึงนับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนแต่งเพลงได้แต่งออกมาให้เราเห็นภาพความอบอุ่นภายในครอบครัวได้อย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ถ้อยคำต่างๆ ที่ครู "สุรพล โทณะวณิก" ผู้ประพันธ์เพลงนี้นำมาใช้ก็ล้วนเป็นคำง่ายๆ ที่กินใจยิ่งนัก
     จะเอา "โลก" มาทำ "ปากกา"
     แล้วเอา "นภา" มาแทน "กระดาษ" 
     เอา "น้ำหมดมหาสมุทร" แทน "หมึกวาด" 
     ช่างเป็นคนที่สรรหาคำมาใช้ได้อย่างกินใจยิ่งนัก พระคุณของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่เหลือคณานับ ขนาดที่ว่าใช้โลกมาทำเป็นปากกา เอาท้องฟ้ามาเป็นกระดาษ และเอาน้ำในมหาสมุทรมาใช้แทนหมึกเพื่อจะเขียน ยังไม่พอเขียนถึงพระคุณของพ่อแม่ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา 

     ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ทำให้ "ดินสอขอเขียน" ย้อนไปถึงตอนเป็นเด็ก ตอนที่เรายังทำอะไรเองไม่ได้ ก็มีป๊ากับม๊าที่คอยเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ให้ชีวิต ให้ทุกๆ อย่าง เป็นเพลงที่สอนและเตือนใจเราว่าต้องทำแทนพระคุณของพ่อแม่อย่างเต็มที่ และทั้งหมดนี้ก็เป็นความประทับใจที่ได้จากการฟังเพลง "ใครหนอ" 

     

 

โดย ดินสอขอเขียน

 

กลับไปที่ www.oknation.net