วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คลายทุกข์ใจด้วยการรู้จักตนเอง


ในชีวิตปกติของคนเรา นอกจากมีความทุกข์ประจำ คือทุกข์กาย ต้องแก่ต้องชรา ต้องคอยเปลี่ยนอิริยาบถเพราะความเมื่อยขบ ต้องหลบเลี่ยงอากาศที่หนาวไปบ้าง ร้อนไปบ้าง ต้องหิวเกิน ต้องอิ่มเกินจนแน่นท้อง และอื่นๆอีกสารพัด

เพราะกายนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง คือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่เรียกว่า อนิจจัง กระบวนการเปลี่ยนแปลงคือการที่ไม่สามารถอยู่สภาพเดิม คือ ทุกขัง  และทั้งหมดนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เราไม่สามารถเป็นเจ้าของหรือไปบังคับได้ คือ อนัตตา   เช่น ถ้าโซเดียมบวกกับคลอรีน ก็กลายเป็นเกลือแกง เราไปบังคับให้กลายเป็นสารประกอบอื่นไม่ได้ เป็นต้น

นอกจากทุกข์กายแล้ว ทุกข์ใจก็เป็นสิ่งที่เกิดกับคนทุกคนไม่ว่า จะรวยจะจน จะมียศ ฐานะ ตำแหน่งใด ก็หลีกหนีไม่พ้น และโดยมาก ทุกข์ทางใจก็มักมาจากเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่นภายในครอบครัว ในที่ทำงาน เจ้านายกับลูกน้อง และ ในกลุ่มเพื่อน เป็นต้น

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สิ่งที่เราต้องรับรู้ประการแรก คือ การรู้จักตนเอง ก่อนที่จะรู้จักผู้อื่น

การรู้จักตนเองที่สำคัญคือ การรู้ภายในตัวเอง โดยมีบริบทสองฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งเรามองตัวเรา อีกฝ่ายเรารู้ว่ากำลังถูกมอง การที่เรามองตนเองอย่างเข้าใจตนเองจริงๆ รู้ว่าเรามีอะไรที่เป็นส่วนดี รู้ว่าอะไรที่เป็นส่วนด้อย แล้วสร้างเสริมส่วนดี แก้ไขส่วนด้อย ค่อยๆปฏิบัติตนเองไป นี่คือความเข้าใจและยอมรับตนเอง คนที่เป็นเช่นนี้ย่อมมองผู้อื่นเฉกเช่นกัน และก็ไม่หวั่นใจต่อการที่ผู้อื่นมองดูเรา นี่คือการเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น

ยามใดที่เราไม่รู้ตนเองที่แท้จริง ดูตนเองด้วยตัณหาความทะยานอยาก ชอบไปทุกข์กับสิ่งที่ตนเองไม่มี แต่ไม่หวนมาดูสิ่งที่ตนเองมี นี่คือการหาทุกข์ใจมาใส่ตน เพราะจะเกิดภาวะการไม่เข้าใจตนเอง ไม่รู้ตนเอง คนเหล่านี้ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีอุปสรรคมาขัดขวาง เช่น

 

ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น  คนที่เห็นคนอื่นแล้วชอบไปเปรียบเทียบกับเขา นั่นแสดงว่าตนเองนั่นแหละยังไม่เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ จิตใจยังไม่นิ่งเพียงพอ การที่เห็นตนเองแล้วบอกว่าเข้าใจตนเองนั้น จึงยังเป็นความเข้าใจที่เป็นเปลือกของชีวิต ยังไม่เข้าถึงสัจธรรมที่แท้จริง

เพราะเมื่อไปเปรียบคนอื่นแล้วคนอื่นด้อยกว่า เราก็กลายเป็นคนทะนงตน จิตใจก็ฟูเป็นฟองสบู่

ถ้าไปเปรียบกับคนอื่นแล้วคนอื่นเหนือกว่า เราก็รู้สึกต่ำต้อย และรู้สึกอ่อนแอ จิตใจก็แฟบ ยอมโอนอ่อนไม่กล้าแข็งขืนหรือพยายามหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า

ถ้าเปรียบกับคนอื่นแล้วเสมอกัน บางครั้งก็ร้อนรุ่มกลัวจะด้อยกว่า การแข่งขันก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดนี้เป็นการเหนื่อยเปล่า เสียพลังงานในการคิด จิตใจต้องทุกข์ร้อนโดยไม่จำเป็น

เรามักพบสภาวะนี้บ่อยๆ เช่นการพบปะในงานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ทำงาน งานเลี้ยงรุ่น เป็นต้น ก็จะมีการเปรียบเทียบกันไปมา ทั้งระดับการศึกษา รูปร่างหน้าตา ฐานะทางครอบครัว สถานะภาพของแต่ละคน

การเปรียบเทียบก็แบ่งย่อยๆออกไปเป็นประการต่างๆมากมาย ทั้ง การรวบถือ  และแยกถือ  เช่น ฉันรูปร่างดีกว่าเธอ แต่เสียดายที่จมูกฉันไม่โด่งเท่าเธอ  นี่เป็นการรวบถือก่อน แล้วเหนือกว่า  พอมาแยกถือก็กลายเป็นด้อยกว่า  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกคนที่ยังไม่บรรลุสัจธรรมที่แท้จริง ทุกคนต้องมีภาวะเช่นนี้ 

ซึ่งบางคนอาจแย้งว่า ฉันไม่เป็นอย่างที่ว่ามา ก็ขอบอกว่าเนื่องจากยังไม่ได้รับอารมณ์ที่ถึงจุดที่จะกวนจิตใจขึ้นมาได้  เลยรู้สึกว่าเฉยๆ ปล่อยวางได้  การที่เรามีสติ ที่ละเอียดและมีจิตใจที่เรียกว่า ตรงต่อสภาวธรรม เราจะไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ เพียงยอมรับว่ามีจิตที่คิดเปรียบเทียบ บางครั้งเกิด อิจฉาริษยาขึ้นมา ก็ให้รู้ และให้ละวาง สิ่งที่เป็นอกุศลนั้น  แต่โดยมากเมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ เราจะไม่ยอมรับ และหาเหตุคือกิเลสตัวใหม่เข้ามาให้เหตุผลเพื่อปลอบประโลมหรือสร้างกำแพงให้ตนเอง  สุดท้ายเราก็กลายเป็นทาสความคิดตนเอง แล้วมองโลกอย่างที่เราอยากให้เป็น

เมื่อยังไม่นิ่งในคุณค่าตนเอง ก็เกิดการเปรียบเทียบ  ที่ภาษาพระเรียกว่าเกิด มานะ  ก็อาจแสดงออกได้ดังนี้

 

( ภาพนี้ได้จาก  บล็อกเกอร์ คุณชาย สามหยด สวยงามมาก ใช้สื่อความหมายดี )

1.การลดคุณค่าในตนเอง แล้วพยายามปิดบังด้วยการสร้างพฤติกรรมที่สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง ด้วยการอ้างถึงว่า มันเป็นเอกลักษณ์ตนเอง ตนเองเป็นคนแบบนี้ ไม่ชอบเป็นผู้ตามใคร และพยายามที่จะแสดงออกมาอย่างสุดขั้วเพื่อปิดบังความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในจิตใจตนเอง เช่นเด็กแว้น นักเรียนนักเลงที่ชอบยกพวกตีกันหรือบางคนก็หันไปดื่มสุราเมาหัวราน้ำ แสดงความเป็นชายชาตรีที่ผู้ชายต้องดื่มเก่งเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ   เป็นต้น

มีตัวอย่างที่ชัดเจนในภาพยนตร์ซีรี่ดังของอังกฤษ เรื่อง Game of  thrones

 

 (ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท)

มีตัวละครหนึ่งที่ชื่อว่าธีออน เกร์จอย ถูกครอบครัวตระกูลสตาร์คนำไปเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ตนเองรู้สึกถึงปมด้อยที่ต่ำชั้นกว่าลูกแท้ๆของตระกูลสตาร์ค   ธีออนเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง และไม่ยอมรับสภาวะที่เป็นจริง แทนที่จะมามองตนเองว่าควรพัฒนาตนเองอย่างไรเพื่อสร้างคุณค่าที่สังคมยอมรับ กลับทำตัวสุดโต่งไปอีกทางว่าตนเองเข้มแข็งด้วยการทำตนเป็นคนอำมหิต ฆ่าล้างครอบครัวตระกูลสตาร์ค ที่ตนเองเปรียบแล้วรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าตนเอง

 

หันมาดูตัวละครอีกคน คือ จอร์น สโนท์  เป็นบุตรนอกสมรส ที่ถูกเลี้ยงดูในครอบครัวสตาร์คเช่นเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมก็เกิดแก่ จอร์น สโนท์ เฉกเช่นเดียวกับ ธีออน เกร์จอย แต่จอร์นกลับยอมรับในสภาวะที่เป็นจริงนั้น ไม่ดูถูกตนเองเพียงเพราะเป็นคนนอก แต่พยายามพัฒนาตนเองด้วยการเดินทางไปเป็นอาสาสมัครในหน่วยลาดตะเวนที่ป้อมปราการเขตชายแดน จนในที่สุดได้เป็นผู้บัญชาการหน่วยที่นั่น และในที่สุดได้กลับมากู้คืนปราสาทของตระกูลสตาร์คคืนกลับมา

 

คนสองคนถูกเลี้ยงดูโดยตระกูลสตาร์ค คนหนึ่งเข้าใจตนเองว่าอยู่ในฐานะอะไร แล้วพยายามมองหาจุดดีในตนเองแล้วพัฒนาต่อไป กับอีกคนที่ คิดแต่จุดด้อยในตนเองคิดแบบหักคะแนน แทนที่จะหาจุดดีแล้วพัฒนาไปตามศักยภาพโดยไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น กลับทำตนให้สุดโต่งด้วยการสร้างเอกลักษณ์ผิดๆ เพื่อกลบเกลื่อนปมด้อย  นี่คือการเปรียบเทียบที่มีในคนทุกคน เพียงแต่ว่าเปรียบเทียบแล้ว จะทำตนอย่างไรต่างหาก

2.ความรู้สึกผิดและโทษตนเองตลอดเวลา ด้วยการทำตนไม่เปิดใจตนเอง คอยหลบเลี่ยงปิดบัง ไม่กล้าสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น กลัวผู้อื่นจะมารู้ความจริงที่ตนเองคิดเองเออเองว่าน่าละอาย ทั้งที่บางครั้งสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนอาจประสบพบเจอไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติหรืออย่างไร คนเหล่านี้มักจะใฝ่หาความสมบูรณ์แบบในชีวิต เมื่อไม่ได้ดังหวังก็พยายามปิดบังความผิดหวังนั้น โดยแสร้งเป็นว่าตนไม่ชอบไม่สนใจ แต่สิ่งเหล่านี้ก็กัดกร่อนจิตใจตนเอง  เป็นคนที่ชอบวิจารณ์ผู้อื่นแต่พยายามปิดบังหรือซ่อนตนเองไว้

 

ตัวอย่างที่ยกแสดงที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ หนังเรื่อง Good will  hunting ที่ตัวเอกมีปมคือถูกทารุณกรรมตั้งแต่เด็กจากพ่อเลี้ยง แต่เขาเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ มาสมัครเป็นภารโรงในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แล้วแอบไปแก้สมการคณิตศาสตร์ที่โปรเฟสเซอร์ได้ตั้งโจทย์ที่กระดานดำในวิทยาลัยเพื่อดูว่ามีนักศึกษาคนไหนสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องได้  วิลเป็นคนที่มีความสามารถแต่เมื่อใครก็ตามที่เริ่มก้าวล้ำเข้ามาเพื่อจะรู้จักเขามากขึ้น เขาจะเริ่มปิดประตูใจและเริ่มหนี ด้วยการทำตัวหยาบคาย อันธพาลเพื่อให้คนอื่นถอยห่างจากตัวเขา

การเข้าใจตนเองและยอมรับตนเองนั้น มันแตกต่างจากความเชื่อมั่นในตนเองและความพยายามที่จะชอบตนเอง

ความหมายนี้อาจเข้าใจยาก ผมขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม

ผมเป็นคนที่ หัวล้าน มันเป็นไม่ได้เลยที่ผมจะเป็นคนที่มั่นใจในตนเอง เวลาที่ต้องใส่หมวกและต้องถอดหมวก เวลาที่คนมาทักเรื่องเส้นผมบนศีรษะ และก็เป็นไปไม่ได้ที่ตัวผมจะพยายามชอบการที่เป็นคนหัวล้าน

สภาวะเช่นนี้มันเกิดกับจิตใจอยู่ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเรายอมรับความจริงของธรรมชาติแม้ว่าจะมีวิธีการที่สามารถฟื้นฟูก็ตาม แต่ตัวผมก็ยอมรับมันไปแล้วและก็ดูสิ่งดีๆที่ตนเองมีอยู่ ที่ตนเองสามารถพัฒนาตนเองขึ้นมาได้ เมื่อเราพัฒนาตนเองขึ้นมา ความมั่นใจที่แท้จริงและความชอบที่แท้จริงจึงสามารถเกิดขึ้นโดยไม่ต้องฝืนทนเสแสร้ง

ความเข้าใจในตนเองการยอมรับตนเอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่พัฒนาไปสู่ความเข้าใจในผู้อื่น ซึ่งจะถึงขั้นต่อไปคือความเมตตาต่อสรรพสิ่ง  เหมือนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราชอบสิ่งใดไม่ชอบสิ่งใด เขาหรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ไม่ต่างกันมาก

เมื่อเราเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น(เพราะเราก็เคยรู้สึกเช่นนี้) เราก็เข้าใจต่อไปถึง เจตนาของเขา เจตนาของคนเราก็ประกอบด้วย สอง อย่างคือ  เจตนาอยากรู้สึกยินดีอยากมีอยากได้ ทำให้เพลิดเพลินเข้าหา นี่คือการยึดอย่างหนึ่ง  กับเจตนาอยากหลีกหนีหลีกเลี่ยงจากสภาวะความไม่สบายกายสบายใจที่เรียกว่าอยากหนีทุกข์ ก็แสดงออกซึ่งความโกรธขัดเคือง หงุดหงิด นี่ก็เป็นการยึดอย่างหนึ่ง

อย่างหนึ่งยึดเพราะความอยาก  อีกอย่างหนึ่งยึดเพราะความไม่อยาก

คนเราก็วนเวียนกันไปมาอยู่กับความอยากสองอย่างนี้ เมื่อเราเข้าใจตัวเราและยอมรับทั้งข้อดีข้อด้อยของเรา และพยายามปรับปรุงตนเอง เราก็จะมองผู้อื่นอย่างเข้าใจเฉกเช่นกัน ไม่ตัดสินผู้อื่น เคารพความคิดเห็นที่ต่าง  มีการฟังผู้อื่นมากขึ้น

 

การรู้จักตนเองในระดับสูงสุด ในทางพุทธศาสนานั้นหมายถึงการไม่มีตนเองให้ยึดถือ คือเข้าใจตัวตนจนพ้นจากการยึดถือตัวตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไกลเกินกว่าที่จะเข้าใจในสำนวนของภาษา เพราะต้องมาจากการปฏิบัติเท่านั้น 

ในแง่การปฏิบัติหรือทางปฏิบัติของการรู้จักตนก็คือ การมีสติตื่นรู้ ใน กาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ที่ร่างกายเรานี้ รู้ชัดใน นามและรูป จนถึงการรู้ใน อริยสัจสี่ นั่นคือการบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ที่ไม่มีตนให้ยึดอีก

หนทางสูงสุดนั้นยังไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้าเพราะความอยากได้อยากเป็น เพียงรักษาตนเองให้ดี หมั่นพัฒนาตนเอง เมื่ออดเปรียบเทียบผู้อื่นไม่ได้ ก็ให้รู้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้

และโดยสภาวะความจริง คำว่า ตัวตนเอง  หรือตัวเองนั้น ดูผิวเผินทางภาษาก็เข้าใจว่าคือตัวเราเท่านั้น แต่ในสรรพสิ่ง ตัวเอง ก็อยู่ใน ระบบของทั้งหมด

ดังเช่น เม็ดเลือดแดงหนึ่งเม็ด    เป็น ตัว  ในความหมายของ  ตัวเอง

                                              และ  เอง  ก็เป็นส่วนที่สัมพันธ์กับเม็ดเลือดอื่นๆ รวมทั้งระบบของเหลวที่หล่อเลี้ยงเม็ดเลือด

คนเรา ก็มี ตัวเอง  โดย  ตัว  คือ  ตนเอง   และ  เอง  คือความเกี่ยวข้องกับสังคมกับผู้อื่น

ฟังดูอาจสับสนและงงงวย ว่าผู้เขียนสื่อถึงอะไร 

ลองจินตนาการถึง ว่า  ถ้าเรา อยู่คนเดียวในโลก  คือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นคน  ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้  เราจำเป็น ต้อง นิยามคำว่า   ตัวเอง   หรือไม่

ดังนั้น  คำว่า  ตัวเอง  จึงมีความหมายว่า มีตนเป็นที่ฝึกให้เป็นตนที่ดี เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข มีความเมตตาปรารถนาที่ดีต่อกัน

ยามที่เราเข้าใจตนเองมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ความทุกข์ใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็อาจบรรเทาเบาบางลงไปได้

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net