*/
  • ม่อนหินไหล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-07-09
  • จำนวนเรื่อง : 113
  • จำนวนผู้ชม : 67027
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม 2557
Posted by ม่อนหินไหล , ผู้อ่าน : 550 , 08:26:42 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ชบาตานี โหวตเรื่องนี้

คำ ปัน เป้ยและบุญมีซึ่งป็นคนงานในโรงบ่ม นั่งล้อมวงกันอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่ต่ออย่างหยาบๆ ติดกับพุ่มไม้ใกล้เรือนแถวที่พักคนงาน มีเหล้าขวดใหญ่ซึ่งพร่องไปแล้วเกินครึ่ง ขวดโซดาเปล่าสามสี่ขวดและของแกล้มเหล้าซึ่ง ภรรยาของบุณมีทำมาให้ วางอยู่ตรงหน้าบนแคร่ คนทั้งสามนั่งกินเหล้าอยู่ตรงนี้ตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เมื่อดื่มกันจนได้ที่แล้วเสียงพูดคุยก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนก็หน้าแดงด้วยฤทธิ์เหล้า

เคนเดินออกมาจากสำนักงานของหนานคำ หน้าโรงบ่มยา หลังจากเสร็จงานที่หนานคำขอให้ช่วยทำเป็นพิเศษ เพื่อเสนอคุณดนัยในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินมุ่งหน้ามาใกล้บริเวณแคร่ เพราะเป็นทางที่ต้องเดินผ่าน เพื่อใช้เป็นทางลัดกลับไปที่กระท่อมของตาเป็ง คำปันซึ่งค่อนข้างเมาและรู้สึกไม่ถูกชะตากับเคน และยังปักใจเชื่อว่าเขาแกล้งสูญเสียความจำ รวมทั้งเห็นว่าในระยะหลังนี้ หนานคำซึ่งเป็นเจ้านายโดยตรงของเขามักจะมอบหมายงานด้านเอกสารให้เคนทำ ไม่ต้องเข้าไปทำงานในไร่หรือโรงบ่มเหมือนระยะแรกๆ ทำให้คำปันรู้สึกอิจฉาเพราะคิดว่างานที่ชายหนุ่มผู้นี้ทำ เป็นงานง่ายๆสบายๆไม่เหมือนงานของเขา ที่นอกจากต้องทำงานในโรงบ่มแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องขับรถอีกด้วย

ขณะที่เคนกำลังจะเดินผ่านไปคำปันก็ร้องเรียกเขา “ จะกลับแล้วหรือ เคน?
เคนชะงัก “ ใช่ ผมเสร็จงานแล้ว ”

คำปันกวักมือเรียก “ จะรีบไปไหนล่ะ มาก๊งกันก่อน ” เขาหยิบแก้วพลาสติกใบหนึ่งมารินเหล้าลงไป แล้วชูส่งให้เคนซึ่งยังยืนอยู่

ชาย หนุ่มลังเล เขาอยากจะรีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะทำงานมาทั้งวันแล้ว แต่ถ้าปฏิเสธก็อาจจะถูกหาว่ารังเกียจ หรือไม่เอาพวกเอาพ้อง เขาคิดว่าถ้าจะนั่งดื่มด้วยสักแก้ว เพื่อรักษาไมตรีกับเพื่อนร่วมงานเอาไว้ก็คงไม่เสียหลาย

คำปันเห็นท่า ลังเลของเขา ก็วางแก้วเหล้าลงแล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาถึงตัว ดึงมือข้างหนึ่งของเคนให้เดินตามไปที่แคร่ ซึ่งชายหนุ่มก็ยอมทำตามโดยดี

“ เป็นไง อยู่ที่นี่สุขสบายดีไหม ? ” คำปันตั้งคำถามด้วยเสียงที่เริ่มอ้อแอ้ หลังจากที่เคนจิบเหล้าที่เขาส่งให้

เคนพยักหน้า “ ก็ดี ” เหลือบมองผู้ชายอีกสองคนที่นั่งเงียบ เขาไม่รู้จักชื่อของคนทั้งสอง จำได้แต่หน้าว่าเป็นคนงานในโรงบ่ม

“ เฮ้ย! ไอ้เป้ย ” คำปั่นกล่าว “ มึงจำได้ไหมวะ เมื่อวานเมียมึงทำอะไรให้กิน ? ”

แม้ ไม่รู้เจตนาของคำปันซึ่งยกให้เป็นลูกพี่ชัดเจน เป้ยก็พอจะเดาทางออก เพราะคำปันมักจะเอาเรื่องของนายเคนคนนี้ มาคุยให้ฟังอยู่บ่อยๆในทำนองไม่พอใจหรือไม่ชอบหน้า “ จำไม่ได้ ”

“ อย่าตอแหล ทำไมถึงจำไม่ได้” คำปันกรอกเหล้าเข้าปากอีก “มึงหลอกใครก็หลอกไป อย่ามาหลอกกู ”

เป้ยหัวเราะแหะๆ เหลือบดูสีหน้าของเคน ก็เห็นแต่ความเรียบเฉย
ส่วนบุญมีส่งเสียงหัวเราะออกมา แล้วถามว่า “ เมาแล้วเหรอ ลูกพี่ ”

“ คนอย่างกูไม่เมาง่ายๆหรอกเว้ย กูไม่ใช่ไก่อ่อนนี่หว่า กูไม่ชอบคนตอแหล หลอกใครได้ก็หลอกไป แต่อย่าเสือกมาหลอกกู ”

แล้ว เขาก็หันไปพูดกับเป้ยอีกว่า “ มึงจำไม่ได้เพราะมึงถูกใครตีหัวมาหรือไงวะ หรือมึงแต่งเรื่องขึ้นมาว่าจำอะไรไม่ได้ มึงมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ? ”

ชาย หนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับคำพูดของคำปันและเป้ย เขาดื่มเหล้าที่เหลือในแก้วจนหมด แล้วขยับจะลุกจากแคร่เพื่อกลับบ้านพัก แต่คำปันจ้องหน้าเขาเขม็ง “ จะหนีไปไหนล่ะ ยังไปไม่ได้ มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน ”

เคนลุกขึ้นยืน “ ผมจะกลับละ ถ้าคำปันมีอะไรจะพูดกับผม ก็ค่อยพูดกันตอนไม่เมาดีกว่า ”

“ มึงหาว่ากูเมาหรือ ” พูดขาดคำคำปันก็ลุกขึ้น ต่อยโครมเข้าไปที่ใบหน้าของเคน แต่ชายหนุ่มหลบทันแล้วใช้มือยันคำปันให้ถอยออกไป คำปันซึ่งเมาอยู่แล้ว เมื่อถูกผลักก็เซหลุนๆล้มลงไปบนแคร่ ทับลงไปบนขวดเหล้าและแก้วเหล้าสองสามใบตรงนั้น

เคนเดินห่างจากแคร่ นั้นออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกแรงปะทะของคำปันซึ่งลุกขึ้นมาได้แล้ว กระโจนเข้าใส่ทางด้านหลัง จนเซถลาไปปะทะกับต้นไม้ข้างทาง ชายหนุ่มตั้งตัวได้แล้วก็หันกลับมารับหมัดของคำปัน ที่กระหน่ำเข้าใส่เขาเป็นพายุบุแคม เมื่อได้โอกาสเขาก็เข้าประชิดตัวคำปัน กระแทกข้อศอกเข้ากลางลำตัวของฝ่ายนั้นอย่างแรง ตามด้วยการเตะสะกัดเข้าไปตรงข้อพับหัวเข่า ทำให้คำปันล้มลงไปกองอยู่บนพื้น

เมื่อ เห็นลูกพี่ลงไปนอนตัวงอกุมท้อง เป้ยและบุญมีก็ถลันลุกออกจากแคร่ที่นั่งอยู่ ปราดเข้าใส่ชายหนุ่มทันที เป้ยซึ่งตัวใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่นและเคยเป็นนักมวยมาก่อนกระโดดเข้าใส่เคน ง้างหมัดหมายกระโดงคางของชายหนุ่ม กะว่าหมัดเดียวจอด

แต่เคน ซึ่งยืนเตรียมพร้อมอยู่แล้วไวกว่า เขาใช้แขนข้างหนึ่งสับเต็มแรงลงไปบนข้อมือ ปัดหมัดของเป้ยให้พ้นออกไป พร้อมกับใช้ขาที่ยาวถีบเป้ยเต็มแรง จนกระเด็นไปปะทะเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วล้มลง แต่แล้วก็เจอเข้ากับบุญมี ที่ฉวยได้ไม้ท่อนหนึ่งที่ตกอยู่แถวๆนั้น หวดเข้ามาหมายศรีษะเขา แต่เนื่องจากเคนตัวสูงกว่าไม้ท่อนนั้นจึงพลาดจากเป้าหมาย ไปโดนโหนกแก้มของเขาไม่แรงนัก แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มผงะหงายไปเหมือนกัน

แล้ว ทันใดนั้นเขาก็ถูกเป้ยซึ่งลุกขึ้นมาได้แล้ว กระโดดเข้าล้อคตัวเขาจากทางด้านหลัง ด้วยสัญชาติญาณที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เคนกระแทกศรีษะของเขาไปข้างหลัง โขกเข้ากับศรีษะของเป้ยซึ่งสูงพอๆกันอย่างแรง จนมีเลือดไหลออกมาจากจมูกของเป้ย

แรงกระแทกของเคนทำให้เป้ยผงะหงาย ไปข้างหลัง จนต้องคลายแขนที่รัดตัวเขาเอาไว้ออกจนหลวม แล้วชายหนุ่มก็เหวี่ยงตัวกลับอย่างรวดเร็วไปเผชิญหน้ากับเป้ย ที่หมุนตามเขาไปคือข้อศอก ที่กางออกเป็นมุมแหลมและเสยเข้าอย่างจังที่ต้นแขนของเป้ย ทำให้ฝ่ายนั้นเซถลาไปตามแรง กระแทก จนแขนที่ยังกอดรัดเขาอยู่หลุดออกไป ร่างของเป้ยกระเด็นลงไปกองอยู่กับพื้น

บุญมีซึ่งยังถือไม้อยู่ใน มือเงื้อไม้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง กะฟาดลงบนตัวเขาเต็มแรง เคนฉวยโอกาสที่บุญมีกำลังเงื้อไม้อยู่ กระโจนเข้าประชิดตัว รัวหมัดเข้าใส่บุญมีจนหน้าหงายไปมาตามแรงหมัด บางหมัดเสยเข้าที่ดั้งจมูกเต็มแรงจนเลือดไหลปรี่ออกมา บุญมียกมือข้างที่ว่างขึ้นกุมจมูก เมื่อสัมผัสกับเลือดที่ไหลออกมาเป็นสาย เขาก็ชะงักเพราะความใจเสีย

ชายหนุ่มฉวยจังหวะนั้นกระชากไม้ในมือ ของบุญมีเต็มแรง จนตัวของบุญมีหมุนไปตามแรงกระชาก เมื่อได้ไม้มาแล้วเขาก็ตั้งใจจะโยนมันไปข้างทาง ให้ห่างจากตรงที่กำลังชุลมุนกันอยู่ แต่แล้วก็มีเสียงคนร้องว่า

“ ระวัง ”

เคน หมุนตัวกลับทันทีที่ได้ยินเสียง เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนหลายคนซึ่งคงจะเป็นคนงาน ที่พักอยู่ที่เรือนยาวแถวนั้นยืนมุงกันอยู่ เขาไม่รู้ว่าคนพวกนี้มายืนกันอยู่ตั้งแต่เมื่อไร และเมื่อหันมาก็เจอกับคำปันซึ่งคงหายจุกแล้ว กระโดดเข้าใส่เขาพร้อมด้วยมีดในมือ ที่เงื้อง่าหมายจ้วงแทงที่บริเวณหน้าอกหรือช่องท้อง

โดยไม่ต้อง คิด...ชายหนุ่มยกไม้ที่แย่งมาได้จากบุญมีขึ้นสูง ฟาดโครมลงไปบนข้อมือข้างที่ถือมีดของคำปันอย่างแรง จนมีดหลุดกระเด็นลงไปบนพื้น คำปันสะบัดมือข้างที่ถูกตีอยู่เร่าๆด้วยความเจ็บปวด เคนตามติดด้วยการใช้เท้าเตะเข้าไปที่ขาพับเต็มแรง จนคำปันล้มลงไปอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเป้ยและบุญมีซึ่งตั้งตัวได้แล้ว ปราดเข้าหาเคนอีกครั้งหนึ่ง

แต่แล้ว...ก่อนที่เรื่องจะบานปลายต่อไป ก็มีเสียงตวาดดังออกมาจากกลุ่มคนที่ยืนมุงกันอยู่

“ หยุดเดี๋ยวนี้ทุกคน !! ”

หนาน คำนั่นเอง เขาเพิ่งออกจากไร่ผ่านมาทางนี้ เห็นคนงานหลายคนยืนมุงดูอะไรอยู่ จึงเดินเข้ามาสมทบและเฝ้าดูการต่อสู้อยู่พักหนึ่งแล้ว เขาเห็นการต่อสู้ของเคนและคิดในใจว่า “ ไอ้นี่เป็นมวยนี่หว่า”

“ มีเรื่องอะไรกัน กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆยังกัดกันได้ ” หนานคำหน้าเครียด คู่ต่อสู้ทั้งสี่คนซึ่งต่างก็ได้รับบาดเจ็บกันโดยถ้วนหน้า มากบ้างน้อยบ้างยืนก้มหน้า เลือดจากจมูกของบุญมียังไม่หยุดไหล

“ เคน เป็นไงบ้าง ? ” กรนั่นเอง เคนไม่รู้ว่าเขาโผล่มาตอนไหน หรือร่วมอยู่ในกลุ่มที่มุงดูกันอยู่ เด็กชายเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่ม เงยหน้าขึ้นสำรวจอย่างห่วงใย ว่าเขาบาดเจ็บฟกช้ำตรงไหนบ้าง

“ อ้าว คุณกร ยังไม่ขึ้นตึกอีกหรือ ? ” เคนก้มลงถาม
“ ยัง ผมไปหาคุณที่บ้านตาเป็ง แกบอกว่าคุณยังไม่กลับ ผมเลยตามมาที่นี่ ”

เสียง หนานคำดังขัดจังหวะขึ้นมาว่า “ พรุ่งนี้เช้าให้ทุกคนไปรายงานตัวที่ออฟฟิศเพื่อพิจารณาโทษ ” เขาหมายถึงสำนักงานในบริเวณโรงบ่ม ซึ่งเป็นที่ทำงานของเขา “ บุญมีตามมา จะห้ามเลือดทำแผลให้ก่อน คนอื่นๆแยกย้ายกันไปได้แล้ว ถ้ายังมีเรื่องกันอีกไม่ยอมจบ โทษจะหนักขึ้นเป็นสองเท่า ”

ในที่สุด ทุกคนก็แยกย้ายกันไป เคนเดินไปพร้อมกับกร ซึ่งบ่นพึมพำไปตลอดทางว่าคำปัน เป้ยและบุญมีเป็น ‘ หมาหมู่’ ช่วยกันรุมเคนคนเดียว

“ เคน คุณเก่งจริงๆ ไอ้สามคนนั่นไม่มีทางสู้เลย แล้วยังมีดนั่นอีก ” เด็กชายทำท่าหวาดเสียวแล้วก็พูดต่อว่า “ คุณต่อยเก่งอย่างกับพระเอกในหนังแน่ะ คุณต้องสอนผมบ้างแล้วละ นะเคนนะ ”

เคน ก้มลงมองเด็กชาย ที่ตอนนี้กำลังใช้แขนสองข้าง ยึดแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ แล้วโหนตัวขึ้นๆลงๆอยู่ เย้าด้วยเสียงปนหัวเราะว่า “ ตัวคุณเล็กแค่นี้ แล้วก็ผอมออกยังงี้จะเรียนไหวหรือ ? คุณต้องรับประทานอาหารมากๆจะได้ตัวโตขึ้น แข็งแรง มีกล้ามเนื้อมากขึ้นถึงจะเรียนได้ คุณว่าผมพูดถูกไหม ? ”

กรทำหน้าเง้า แต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็รีบพูดต่อโดยเร็ว “ ถ้างั้นคุณต้องสัญญานะ ว่าพอตัวผมโตกว่านี้คุณจะสอนการต่อสู้ให้ผม ? ”

เคน คิดว่ากว่าจะถึงตอนนั้น เขาคงจำเรื่องต่างๆของตัวเองได้และคงไปจากเวียงพุกามนี่เสียนานแล้ว แต่ก็ตอบเอาใจกรว่า “ ตกลง ถ้าผมยังอยู่ที่นี่นะ ”

“ อ้าว ถ้าไม่อยู่แล้วคุณจะไปไหนเล่า ? ” เด็กชายท้วง
“ ไม่รู้สิ ” แล้วเขาก็พูดทีเล่นทีจริงว่า “ ผมอาจจะถูกไล่ออกเมื่อไรก็ได้นี่นา ”

เช้า วันรุ่งขึ้น คู่กรณีทั้งสี่ไปพบหนานคำที่ห้องทำงานของเขา ในบริเวณโรงบ่ม หลังจากเทศนาอบรมสั่งสอนและคาดโทษอยู่หลายนาที หนานคำก็แจ้งว่าทั้งสี่คนถูกทำโทษตัดค่าแรงเจ็ดวันเต็ม บังคับให้จับมือกันแล้วยังคาดโทษเอาไว้อีกว่า ถ้ามีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก จะถูกไล่ออกทันทีโดยไม่มีการไต่สวน


บ่าย วันนั้นหลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารเสร็จ กรก็วิ่งหน้าตั้งมาตามเคนซึ่งกำลังจะลุกจากโต๊ะอาหาร “เร็ว! เคน คุณหนูให้ผมมาตามคุณไปพบเธอหน่อย ” เด็กชายพูดอย่างกระหืดกระหอบ เพราะขี่จักรยานมาไกล

“ คุณหนูจะใช้ผมทำอะไรหรือ ? ”
กรอึกอัก “ เอ้อ ผมเล่าเรื่องเมื่อคืนนี้ให้ฟัง เธอเลยให้ผมมาเรียกคุณ ” แล้วเขาก็ตัดบทว่า “ คุณซ้อนท้ายผมไปดีกว่า ถ้าเดินไปมันไกลเสียเวลา เดี๋ยวเธอจะคิดว่าผมมาเถลไถล ”

เนื่องจากจักรยานที่กรขี่มาเป็นจักรยานคันใหญ่ เคนจึงเสนอว่า “ ผมขี่ดีกว่าแล้วคุณซ้อนท้าย ”
กรพยักหน้า “ เอางั้นก็ได้ ”

เมื่อ ถึงตึกใหญ่ เคนเดินตามกรเข้าไปในห้องสมุด ที่เด็กชายบอกว่าทิพย์สุรางค์อยู่ในนั้น เธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะยาวกลางห้อง มีเก้าอี้ล้อมรอบอยู่หกตัวซึ่งใช้เป็นที่อ่านหนังสือ กำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ คนทั้งสองเข้าไปยืนอยู่หลังเก้าอี้ด้านตรงข้าม

ทิพย์สุรางค์รู้ว่ากร กับเคนมาถึงแล้ว แต่เธอแกล้งอ่านหนังสือเฉยอยู่ ทำเหมือนไม่เห็น กรซึ่งคิดว่าหนังสือเล่มนั้นคงสนุกมาก จนเธอไม่ได้ยินเสียงเดินของพวกเขา ร้องบอกว่า “ เคนมาแล้วฮะ คุณหนู ”

ทิพย์สุรางค์เงยหน้าขึ้นจาก หนังสือ มองกรแล้วเหลือบมองเคน เมื่อเห็นรอยฟกช้ำที่โหนกแก้มข้างหนึ่งของเขา เธอก็พูดด้วยเสียงเยาะๆว่า “ ไม่ยักรู้ว่าเป็นนักเลง เห็นเงียบๆไม่พูดไม่จา ”

กรมองหน้าทิพย์ สุรางค์อย่างเคืองๆ “ เขาไม่ใช่นักเลงสักหน่อย ผมเล่าให้คุณหนูฟังแล้วนี่ฮะ ว่าเจ้าสามคนนั่นมันช่วยกันรุมเขา เขาก็ต้องต่อสู้ป้อง กันตัวเอง ไม่ใช่หรือฮะ ? ”

ทิพย์สุรางค์เบน สายตาไปที่เด็กชาย ซึ่งมือข้างหนึ่งจับมือเคนเอาไว้ “ ใครถาม? เธอรู้ได้ไงว่าเขาไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน? สามคนนั่นอยู่กับเรามาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ อยู่ๆพอเพื่อนเธอมาได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่อง ”

พอเห็นกรขยับปากจะ เถียง ทิพย์สุรางค์ก็ยกมือห้าม “ไม่ต้องตั้งตัวเป็นทนายแก้ต่างให้เขา ถ้าเขาคิดว่าไม่ใช่คนผิด ก็ให้เขาชี้แจงเอง ”

เคน มองหน้าทิพย์ สุรางค์อย่างไม่เข้าใจ ว่าเธอจะสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ไปทำไม ในเมื่อหนานคำก็จัดการว่ากล่าวตักเตือน ลงโทษคู่กรณีทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว เขาคิดว่าเรื่องจบไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมารื้อฟื้นว่าใครผิดใครถูก ใครหาเรื่องใคร เขาจึงไม่พูดอะไรแม้เธอจะจ้องมองเขาอย่างคาดคั้น ต้องการให้เขาชี้แจง

ทิพย์สุรางค์เห็นเขาไม่พูดหรือแก้ตัวอะไร เธอก็สำแดงอำนาจให้เขาเห็นเสียเลย “ ว่าไง นายเคน มีอะไรจะพูดไหม ? ”
“ ไม่มีครับ ” เขาตอบและมองสบตาเธอนิ่งๆ ในใจก็คิดว่านี่เธอกำลังจะหาเรื่องเขาอีกหรืออย่างไร

ความ จริงทิพย์สุรางค์รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ตอนที่หนานคำเข้ามาพบคุณดนัยที่บ้านเมื่อตอนเช้า ปกติหนานคำจะเข้ามารายงานเรื่องต่างๆ ให้คุณดนัยรับทราบทุกวันอยู่แล้ว เมื่อรายงานเรื่องอื่นจบ หนานคำก็เล่าเรื่องการต่อสู้ดังกล่าวขึ้นมาต่อหน้าเธอซึ่งนั่งอยู่ด้วย

การ ที่หนานคำนำเรื่องการชกต่อยกันของลูกจ้าง มารายงานคุณดนัยทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องเล็กๆที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะเวียงพุกามมีลูกจ้างผู้ชายจำนวนมาก ก็อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เนื่องจากกรณีนี้มีเคนร่วมอยู่ด้วย หนานคำจึงเห็นเป็นเรื่องสมควรที่จะรายงานให้เจ้านายทราบ

ตัวเขาเอง แม้จะใช้งานเคนมากขึ้น เพราะเห็นความสามารถของเขา แต่ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี ยังคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้อาจจะแอบแฝงเข้ามา เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง หรืออาจจะหนีคดีจากที่อื่นมาหลบซ่อนตัวอยู่ และเขายังเชื่ออีกด้วยว่า แม้แต่คุณดนัยเองก็คงคิดเช่นเดียวกับเขา เมื่อเล่าจบเขาก็สรุปว่า

“ ผมดูฝีมือการต่อสู้ของเขาแล้ว ” เขาในที่นี้หมายถึงเคน “ ไม่เบาเลยครับ ”
คุณดนัยเลิกคิ้ว ดึงซิการ์ที่คาบอยู่ออกจากปาก กล่าวยิ้มๆว่า “งั้นเชียวหรือ ? ”

“ จริงๆครับ ท่าน เจ้าเป้ยตัวใหญ่ขนาดนั้นยังกระเด็นเลยครับ บุญมีก็ดั้งจมูกร้าว ส่วนคำปันสู้ไม่ได้เลยใช้มีด แต่เขาก็ปัดได้อย่างแคล่วคล่อง ” หนานคำจาระไนให้ผู้ฟังทั้งสองเห็นภาพ

แล้วเขาก็เสริมว่า “ เท่าที่ผมรู้ ไอ้สามคนนั่นหาเรื่องเขาก่อน ก็คงเขม่นไม่กินเส้นกันนั่นแหละครับ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ”

คุณดนัยนิ่งฟังแล้วถามว่า “ แล้วไง ? ”

หนาน คำอึกอักก่อนอธิบายว่า “ ผมสงสัยว่าเขาเป็นใคร มีอาชีพอะไรกันแน่ เขาเคยบอกผมว่าซ่อมรถได้ ผมก็เลยให้เขาลองซ่อมรถจิ๊ป คันที่ชอบเสียบ่อยๆดู เขาก็ซ่อมได้ วิ่งหลายเที่ยวแล้วก็ยังไม่เป็นอะไร ตอนหลังๆนี่พอรถคันไหนเสียเขาก็เลยช่วยดูแลให้ ”

ทิพย์สุรางค์ซึ่ง นั่งฟังอยู่เงียบๆ เก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในสมองอย่างรวดเร็ว แล้วถามว่า “ แล้วหนานคำคิดว่าเขาเคยทำงานอะไรมาก่อนล่ะ? ”

หนานคำนิ่งคิดแล้วก็ส่ายหน้า “ พูดยากครับคุณหนู แต่ถ้าจะให้เดา ผมว่าเขาอาจจะเคยเป็นช่างมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจ ”

ทิพย์สุรางค์แกล้งพูดว่า “ หนานคำว่าเขาต่อยเก่ง เขาอาจจะเป็นนักมวยก็ได้นะ ”

หนานคำหัวเราะแหะๆ “ คุณหนูคิดอย่างนั้นหรือครับ ? ”

คุณ ดนัยนั่งฟังเงียบๆ ตาของเขามีแววไตร่ตรองแต่ก็ไม่ออกความเห็นว่าอย่างไร แต่ทิพย์สุรางค์รู้จักบิดาของเธอดีว่าแม้เขาจะสงสัยอย่างไรเขาก็มักจะเก็บ เงียบไว้ในใจ จนกว่าทุกอย่างจะกระจ่างขึ้นมาเสียก่อน



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน