*/
  • ม่อนหินไหล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-07-09
  • จำนวนเรื่อง : 119
  • จำนวนผู้ชม : 80430
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม 2564
Posted by ม่อนหินไหล , ผู้อ่าน : 324 , 17:18:45 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

 

สรคมณ์เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องสี่คน บิดาเป็นคนกรุงเทพฯ ส่วนมารดาเป็นคนนครสวรรค์ บิดาของเขารับราชการในกระทรวงมหาดไทยทำให้ต้องโยกย้ายไปมาหลายจังหวัด สรคมณ์เกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ตอนที่บิดาย้ายมารับราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด เขาจึงกลายเป็นชาวนครสวรรค์ไปโดยปริยาย หลังจากบิดาเกษียณจากราชการครอบครัวของสรคมณ์ก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นครสวรรค์ คุณสมถวิลมารดาของเขาสร้างโรงเรียนขนาดกลางซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถมสี่ และต่อมาได้ขยายการเรียนการสอนขึ้นไปถึงชั้นมัธยมหก โรงเรียนแห่งนี้ปลูกอยู่ในที่ดินแปลงเดียวกับบ้าน แต่เนื่องจากที่ดินมีเนื้อที่หลายไร่ โรงเรียนกับบ้านจึงอยู่ห่างกันพอสมควร ส่วนบิดานั้นหลังเกษียณอายุก็เข้าไปเริ่มกิจการปลูกพืชไร่และเลี้ยงวัวในที่ดินพันกว่าไร่ในอำเภอใกล้เคียง ที่ดินแปลงนี้เป็นมรดกตกทอดจากบิดาของคุณสมถวิล

 

 

แม้จะไม่จัดอยู่ในระดับศรษฐี แต่ครอบครัวของสรคมณ์ก็จัดว่า  เป็นผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่งในจังหวัด  บิดามารดาของเขาได้รับการยกย่องนับถือจากคนทั่วไป บิดาในฐานะอดีตข้าราชการปกครองระดับสูง ที่ได้ชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์สุจริต ส่วนมารดาก็มาจากตระกูลเก่าแก่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในจังหวัด

 

การเป็นลูกคนสุดท้องที่อายุห่างจากพี่สาวคนโตเกือบยี่สิบปี และห่างจากพี่ชายอีกสองคนไม่ต่ำกว่าสิบปี ไม่ได้ทำให้สรคมณ์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมเป็นกรณีพิแศษ แม้จะยังเล็กเขาก็มีหน้าที่ช่วยงานบ้านและงาน ในสวนเล็กๆน้อยๆเท่าที่สามารถจะทำได้ เพราะคุณสมถวิลต้องการฝึกเขาให้พึ่งตัวเองได้และไม่เกี่ยงงาน บิดามารดาไม่ได้ตามใจหรือเอาใจเขา เมื่อทำผิดเขาก็จะถูกลงโทษเหมือนเด็กอื่นๆทั่วไป และเนื่องจากเขามีอายุห่างจากพี่สามคนมากไม่มีใครจะเล่นด้วย เขาจึงมักจะแอบออกไปเล่นกับเด็กแถวนั้น บางวันก็จะหาเรื่องหนีโรงเรียนเดินท่อมๆไปตามที่ต่างๆ หาเรื่องเจ็บตัวไปเรื่อยๆ โดยที่มารดาของเขาไม่รู้ เพราะส่วนใหญ่ถ้าไม่อยู่บนเรือนใหญ่ คุณสมถวิลก็มักจะไปวัดซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้าน

 

แม้จะซนอย่างฉกาจฉกรรจ์  แต่เวลาอยู่บ้านสรคมณ์จะเป็นเด็กเรียบร้อยที่มีระเบียบวินัย ปฏิบัติตามกฏกติกาที่บิดาผู้เข้มงวดกวดขันของเขากำหนดเอาไว้ เขาเป็นเด็กที่อยู่ไม่สุข ไม่สามารถจะอยู่นิ่งๆกับที่โดยไม่ทำอะไรไม่ได้ หาเรื่องซนได้ตลอดเวลายามลับหลังบิดามารดา สรคมณ์ว่ายน้ำเป็นตั้งแต่สี่ห้าขวบ เขาชอบแม่น้ำ มีหลายครั้งที่เขาจะแอบไปว่ายน้ำในแม่น้ำที่กว้างใหญ่ตรงจุดที่ห่างไกลจากบ้าน

 

ตอนอายุได้สิบขวบสรคมณ์เกือบจะจมน้ำตาย เพราะอุตริว่ายเข้าไปใต้แพซึ่งเป็นท่อนซุงขนาดใหญ่ร้อยติดกันไว้แน่นหนาด้วยหวายเส้นโต แพพวกนี้ล่องจากต้นน้ำทางเหนือสุดของประเทศ  ลงมาตามแม่น้ำปิง เด็กชายดำน้ำลงไปใต้แพซุงดังกล่าวด้วยความซุกซน  ปนกับความอยากรู้อยากเห็นแล้วหาทางออกไม่ได้ แต่ก่อนที่จะขาดใจตายเพราะขาดอากาศหายใจ เขาบังเอิญหลุดออกมาได้ในวินาทีสุดท้าย แม้จะเกือบตาย แต่เด็กชายผู้ซุกซนก็ยังไม่เข็ด ยังชอบเล่นอะไรที่แผลงๆและผาดโผนอยู่เหมือนเดิม

 

 

คุณสมบัติที่สำคัญของสรคมณ์  คือการเป็นคนที่ไม่ค่อยจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ เรื่องแพซุงนี้ก็เหมือนกัน เด็กชายวัยสิบขวบไม่ลดละความพยายามที่จะเอาชนะให้ได้ อีกไม่กี่วันต่อมาเขาก็หนีโรงเรียนไปที่แม่น้ำบริเวณนั้นอีก หมายมั่นปั้นมือที่จะพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริงให้ได้ ว่าจะสามารถเอาตัวรอด หลุดออกมาจากใต้แพซุงพวกนั้นได้หรือไม่ แต่คราวนี้เขาทำอย่างรอบคอบ ก่อนจะดำลงไปใต้แพซุง เด็กชายว่ายน้ำไปเกาะตรงหัวซุง ดำลงไปนอกแพในระดับตื้นๆ มือก็ระไล่นับจำนวนท่อนซุงไปจนสุดแพ นับแล้วนับเล่าหลายครั้งเพื่อความไม่ประมาท เพราะถ้านับผิดก็หมายถึงชีวิตของเขา ในที่สุดเมื่อรู้แน่แล้วว่าแพนั้นมีซุงกี่ท่อน เขาก็กลับมาที่ซุงท่อนแรก ดำเข้าไปใต้แพซุง ขณะที่ดำไปก็ใช้มือระซุงแต่ละท่อนไปเรื่อยๆ พร้อมกับนับจำนวนไปด้วย พอถึงซุงท่อนสุดท้ายที่มั่นใจว่าสุดท้ายแน่ๆ เด็กชายก็ถีบตัวเต็มแรง กะให้พ้นแพหลังนั้นออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ แล้วพุ่งตัวขึ้นเหนือน้ำ ทะลึ่งพรวดขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์บนผิวน้ำ หลังจากพิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าสามารถทำได้อย่างปลอดภัย เด็กชายก็เลิกสนใจการดำน้ำลอดแพซุง หันไปสนใจกิจกรรมโลดโผนอื่นๆต่อไป

 

 

การเล่นพิเรนทร์จนเจ็บเนื้อเจ็บตัวของสรคมณ์  ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น  เนื่องจากบ้านที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ  มีลักษณะเป็นบ้านกึ่งสวนที่มีเนื้อที่กว้างขวาง รอบบ้านทรงไทยโบราณหลังใหญ่  มีต้นไม้ใหญ่น้อยที่มีทั้งดอกทั้งผลมากมายที่เจ้าของบ้านปลูกไว้ตั้งแต่มาซื้อที่ใหม่ๆ สรคมณ์ชอบปีนป่ายต้นไม้พวกนี้เล่นลับหลังมารดา  ซึ่งมักจะอยู่บนเรือนเป็น่ส่วนใหญ่ ครั้งหนึ่งเขาแอบปีนต้นตาลสูงชะลูดในสวนเพื่อขึ้นไปเก็บลูกตาล ทั้งๆที่ไม่เคยขึ้นมาก่อนเลยและโดยไม่มีอุปกรณ์ที่ช่วยในการป่ายปีน ซึ่งเสี่ยงต่อการตกลงมาคอหักตาย แต่เขาก็ใจกล้าไม่กลัวตก เมื่อขึ้นไปจนถึงคอตาลได้  ก็ใช้มีดปาดตาลที่เหน็บติดตัวไปด้วยปาดตาลลงมาทั้งยวง โดยปล่อยให้ตกลงบนพื้นดิน โยนมีดตามลงไปก่อนจะรูดตัวลงมาตามลำต้น  ผลก็คือหน้าอกของเขาครูดกับลำต้นลงมาตลอดทาง  มีแผลเลือดไหลซิบๆทั้งแผ่นอกต้องใส่ยารักษากันนานเป็นเดือน คุณสมถวิลซึ่งกลับจากวัดมาพอดี เห็นเข้าก็แทบเป็นลมด้วยความตกใจ เขาถูกมารดาตีเป็นครั้งแรก เพราะปกติคนที่ตีเมื่อเขาทำผิดคือบิดาของเขา แต่คราวนี้คุณสมถวิลคงเหลืออดกับความซุกซนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของลูกชายคนสุดท้องจนต้องลงไม้ลงมือเอง

 

 

นอกจากจะซนโลดโผนแล้ว  สรคมณ์ยังเป็นคนดื้อเงียบและทิษฐิสูง ครั้งหนึ่งรองเท้ากีฬาที่เขาใช้อยู่คับมากขึ้นเรื่อยๆเพราะวัยที่กำลังโตวันโตคืน เด็กชายก็ไปหาบิดาที่บ้านพักในไร่ บอกจุดประสงค์ที่มาว่ามาขอเงินซื้อรองเท้าใหม่ บิดาของเขาซึ่งกำลังอารมณ์ไม่ดียังไม่หยิบเงินส่งให้ แต่กลับบ่นว่าเรื่องอะไรต่ออะไรเกี่ยวกับเขาที่ไม่สบอารมณ์อีกหลายเรื่อง สรคมณ์ซึ่งตอนนั้นอายุแค่สิบขวบนั่งฟังอยู่เงียบๆโดยไม่โต้เถียงหรือแก้ตัว เมื่อบ่นว่าจนพอใจแล้วบิดาของเขาก็ลุกออกจากที่นั่งพูดกันอยู่เพื่อไปหยิบเงินมาให้ แต่เมื่อกลับลงมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมเงินในมือก็พบว่าบุตรชายไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว และตั้งแต่วันนั้นเป้นต้นมาจนถึงเติบใหญ่ สรคมณ์ไม่เคยออกปากขอเงินบิดาอีกเลย มันเป็นทิษฐิลึกๆที่ฝังแน่นอยู่ในใจตั้งแต่วันนั้นที่จะไม่พึ่งใครนอกจากตัวเอง ถ้าไม่จำเป็นอย่างถึงที่สุด

 

 

สรคมณ์ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯเมื่ออายุได้สิบสองปี โรงเรียนประจำชั้นดีที่เข้มงวดกวดขันที่เน้นฝึกทั้งระเบียบวินัยและการออกกำลังกาย ด้วยการวิ่งและเล่นกีฬาอย่างหนักหน่วงและสม่ำเสมอราวกับโรงเรียนทหาร ไม่เพียงแต่จะทำให้สรคมณ์หาเรื่องซุกซนที่อาจนำอันตรายมาให้ไม่ได้เท่านั้น แต่ยังได้เปลี่ยนพลังงานและแรงขับดันที่มีมากมายในตัวเขาให้เขากลายเป็นนักกีฬาชั้นเยี่ยม ที่ต่อมานำชื่อเสียงมากมายมาสู่สถาบันการศึกษาของเขาทุกแห่งและตัวเขาเอง เด็กชายสรคมณ์ที่ร่างกายเคยผ่ายผอม  เอาแต่สูงชะลูดเหมือนต้นตาลอยู่อย่างเดียว เติบโตเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์แข็งแรง รูปร่างสูงใหญ่ของเขาอุดมด้วยมัดกล้ามที่สวยงาม

 

 

พร้อมๆกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย บุคลิกภาพที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจาสมัยเด็กๆ  ก็กลับเปลี่ยนเป็นสนุกสนานเฮฮา มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ลูกเล่นและวาจาแหลมคมประเภทเข้าที่ไหนฮาที่นั่น สรคมณ์มีเพื่อนฝูงมากมาย เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับเพื่อน พร้อมจะลุยเคียงข้างเพื่อนได้ในทุกสถานการณ์ เขาไม่ทำใครก่อน แต่ก็ไม่ยอมให้ใครท้า เนื่องจากอยู่โรงเรียนประจำชายล้วนมาตั้งแต่สิบสองขวบ เมื่อรวมกับชีวิตในรั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจอีกสี่ปีเต็ม การใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานหลายปีกับผองเพื่อน ทำให้คำว่าเพื่อนมีความสำคัญต่อเขามาก ถ้าให้เลือกระหว่างเพื่อนกับผู้หญิง เขาเลือกเพื่อน

 

 

สรคมณ์เป็นคนที่มีทักษะด้านกีฬาสูงมาก เป็นนักกีฬาดีเด่น ที่ได้รับเสื้อสามารถหลายตัวและถ้วยเกียรติยศมากมาย เขาเล่นกีฬาได้เกือบทุกประเภททั้งลู่และลาน แต่กีฬาที่นำชื่อเสียงมาให้เขามากที่สุดคือกีฬารักบี้  ซึ่งเขาเป็นประธานรักบี้อยู่หลายปี ทั้งที่โรงเรียนชายล้วนแห่งนั้นและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และมีส่วนที่ทำให้เขาสอบผ่านเข้าไปศึกษาต่อในโรงเรียนายร้อยตำรวจได้อย่างง่ายดาย แต่การเล่นกีฬาหลากหลายที่ต้องฝึกหนัก รวมทั้งการฝึกหลักสูตรภาคสนามอย่างเข้มข้น  ระหว่างการศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ทำให้การเรียนของสรคมณ์ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งๆที่เป็นคนมีสติปัญญาดี ทั้งนี้เพราะความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าที่ทำให้เขามักจะนั่งหลับในห้องเรียนอยู่เป็นประจำ แต่ในที่สุดชายหนุ่มก็เรียนสำเร็จจนได้ด้วยคะแนนในระดับปานกลาง เข้ารับพระราชทานกระบี่ติดยศว่าที่ร้อยตำรวจตรีจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆอีกร้อยกว่าคน

 

 

แต่แม้อะไรหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป แม้เขาจะรักเพื่อน ไม่ขัดใจใครโดยไม่จำเป็น ว่าอะไรว่าตามกันกับเพื่อน แต่น้อยคนจะรู้ว่าทิษฐิที่แรงกล้า ความทรนงและเชื่อมั่นในตัวเอง รวมทั้งความเป็นคนดื้อเงียบที่เป็นตัวตนจริงๆของสรคมณ์ไม่ได้หายไปไหน ยังคงแอบซ่อนอยู่ลึกๆภายใต้จิตสำนึกของเขา และมันคงจะสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นถ้าไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ต้องปรากฏตัวออกมา

 

 

สรคมณ์กับแพรวโพยมคบหากันกึ่งเพื่อนกึ่งคนรู้ใจมานานหลายปี แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ชายหนุ่มบอกตัวเองโดยไม่ต้องหยุดคิดว่าเขาไม่เคยรักแพรวโพยมแบบหนุ่มสาว เขาผูกพันกับเธอเพราะเธอเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกที่เขาเคยมี เธอเป็นเพื่อนที่เข้าใจและใส่ใจต่อทุกข์สุขของเขาเสมอ ในวัยหนุ่มที่ผ่านมาสรคมณ์ไม่เคยมีแฟน ชายหนุ่มหลีกเลี่ยงที่จะมีความสัมพันธ์แบบคู่รักกับผู้หญิงดีดีที่เขาไม่คิดจะจริงจังด้วย เพราะรู้จักตัวเองดีว่าถ้าเกิดพลาดพลั้งมีอะไรกันขึ้นมา เขาก็จะต้องรับผิดชอบผู้หญิงคนนั้นไม่ว่าจะรักหรือไม่ก็ตาม เขาจึงเลือกที่จะเสียเงินเป็นครั้งคราวกับผู้หญิงที่มีอาชีพขายบริการ มากกว่าจะไปหลอกลวงผู้หญิงดีดีให้ต้องเสียหายหรือเสียใจ

 

 

ตลอดเวลาที่คบหากันเขาก็ไม่เคยให้ความหวังใดใดกับแพรวโพยม แต่ก็พูดไม่ออก มีหลายครั้งที่สรคมณ์นึกสงสารหญิงสาวคนนั้น จนพยายามที่จะรักตอบเธอ แต่ก็ไม่สำเร็จ ความรู้สึกมันหยุดอยู่แค่ความเป็นเพื่อนเท่านั้น  ความเป็นคนขี้เกรงใจให้เกียรติคนอื่นเสมอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนหญิงที่แสนดีคนนี้ ทำให้เขาไม่อาจจะหักหาญน้ำใจบอกแพรวโพยมออกไปตรงๆ  ถึงความรู้สึกของเขาต่อเธอ เขารู้ว่าถ้าเขาบอกเธอ แม้แต่ความเป็นเพื่อนที่มีค่าสำหรับเขา ก็จะขาดสะบั้นลงไปทันที เพราะแพรวโพยมคงรู้สึกอับอายและรับไม่ได้ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยพาหญิงสาวคนนั้นไปแนะนำกับใครว่าเป็นคู่รัก มีแต่เธอที่แสดงตัวเป็นคนรู้ใจเขากับเพื่อนฝูงของเขา รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงของเธอ

 

 

ตอนที่เขาย้ายออกไปชายแดนใหม่ๆ  และรู้ว่าเธอไปหาคุณนงนุชพี่สาวของเขาที่บ้านในกรุงเทพฯ ไปแนะนำตัวว่าเป็นคนรู้ใจของเขาที่คบกันมาหลายปี ช่วงนั้นบังเอิญมารดาของเขาเข้ามากรุงเทพฯ พอดี ทำให้แพรวโพยมมีโอกาสได้พบคุณสมถวิลด้วย หน้าตาสวยเรียบๆที่ยิ้มแย้มแจ่มใส  กิริยามารยาทที่แช่มช้อยอ่อนโยน รวมทั้งอาชีพในฐานะแม่พิมพ์ของชาติของแพรวโพยม  ทำให้มารดาและพี่สาวของเขาชื่นชมยินดี ที่จะรับเธอเข้ามาเกี่ยวดองเป็นสะใภ้เล็กของบ้านในอนาคต แม้จะไม่สบายใจกับการกระทำของแพรวโพยม  ที่อาจจะทำให้มารดาและพี่สาวคนโตของเขาเข้าใจผิด แต่สรคมณ์ก็ไม่อยากจะพูดอะไรให้เธอเสียน้ำใจ เขารู้ว่าเธอทำไปเพราะคิดว่ามีสิทธิที่จะได้รู้จัก  กับพ่อแม่พี่น้องของเขาบ้างในฐานะคนรัก ชายหนุ่มรู้ว่ามันผิดที่เขาเองที่ไม่พูดกับแพรวโพยมเสียให้รู้เรื่อง ที่ผ่านมาเขาทำได้แค่พยายามเลี่ยงเธอเท่าที่จะทำได้ โดยไม่เป็นการหักหาญน้ำใจจนเกินไป

 

 

ในระหว่างการคบหากึ่งๆเพื่อนกึ่งๆแฟน แพรวโพยมจะเป็นฝ่ายติดต่อเขาเป็นส่วนใหญ่ ด้วยการชวนไปดูหนังบ้าง มาหาเขาที่ห้องพักนายตำรวจหนุ่มโสดที่อยู่หลังโรงพักบ้างตอนที่เขาทำงานอยู่นครบาล ซึ่งปกติเธอจะมาในช่วงเสาร์อาทิตย์ตอนที่รู้ว่าเขาออกเวรแล้ว ซึ่งเขาก็มักจะนอนหลับหัวซุกหัวซุนเพราะอ่อนเพลียจากการอยู่เวร  และการท่องราตรีตามประสาหนุ่มโสด เนื่องจากเขาพักอยู่ตามลำพังสรคมณ์จึงค่อนข้างระวังตัว  ที่จะไม่ปล่อยให้สภาพแวดล้อม สถานการณ์  หรืออารมณ์ชั่ววูบจากความใกล้ชิดทำให้เธอเสียหาย นอกจากนี้เขาก็ไม่อยากให้แพรวโพยมต้องถูกนินทาจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ที่มาปิดห้องขลุกอยู่กับเขาสองต่อสอง ถึงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม มีหลายครั้งที่เขาไม่อาจนอนหลับได้อย่างที่ตั้งใจ ต้องลุกขึ้นแต่งตัวพาเธอออกจากห้องไปที่อื่น เช่นศูนย์การค้าบ้าง ไปดูหนังบ้าง และเมื่อพาเธอไปส่งบ้าน เขาก็ต้องติดอยู่ที่บ้านของเธอจนดึกแทบทุกครั้ง เพราะมารดาของแพรวโพยมจะไม่ยอมปล่อยเขากลับบ้าน โดยไม่ได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวของเธอเสียก่อน

 

 

ถึงจะไม่ได้รักแพรวโพยมแบบคนรัก แต่การคบหากันมายาวนานหลายปีตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ความสงสารที่รู้ว่าเธอรักเขามีเขาอยู่เพียงคนเดียวทั้งๆที่มีชายหนุ่มหลายคนติดเนื้อพึงใจเธอ รวมทั้งตระหนักว่าเธอเป้นผู้หญิงที่ดีและมาจากครอบครัวที่ดี ทำให้ในระยะหลังๆ เมื่อย้ายไปทำงานชายแดน สรคมณ์ก็เริ่มคิดว่าเขาอาจจะแต่งงานกับแพรวโพยมได้สักวันหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องรัก ถ้าระหว่างนั้นเขาจะไม่เกิดไปพบผู้หญิงสักคน ที่เขารักอย่างซาบซึ้งจนอยากแต่งงานด้วยเสียก่อน

 

 

แพรวโพยมเป็นคนไม่เรื่องมาก ไม่จู้จี้จุกจิก เขาไม่ชอบผู้หญิงเรื่องมาก จึงคิดว่าคงจะอยู่ด้วยกันได้ราบรื่นพอสมควร ผู้หญิงที่จะเป็นเมียตำรวจและอยู่กันได้ อย่างราบรื่น ต้องอดทนและเสียสละอย่างมาก รวมทั้งต้องใจเย็น หนักแน่นไม่หูเบา เพราะชีวิตการทำงานของตำรวจโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจที่ประจำอยู่ในโรงพัก ไม่ว่าจะภูธรหรือนครบาล ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนตายตัวเหมือนอาชีพอื่น ไม่มีวันหยุดราชการหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีโอกาสได้หยุดพักในช่วงเทศกาล เพราะช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ตำรวจต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อให้บริการประชาชน นอกจากการเข้าเวรที่สถานีตำรวจแล้ว เมื่อออกเวรก็ใช่ว่าตำรวจจะหมดงานกลับบ้านได้ ยังมีสำนวนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบที่จะต้องสะสางให้เรียบร้อย ตำรวจทุกคนรู้ดีว่าสำนวนค้างจะมีผลร้ายอย่างไรตามมา นอกจากนี้ก็มีงานด้านการสืบสวนสอบสวน และงานจุกจิกอื่นๆอีกมากมาย ที่จะเอาเวลาไปหมดจนแทบไม่มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวเหมือนอาชีพอื่น ถ้าหญิงที่เป็นภรรยาไม่ยอมเข้าใจในเรื่องเหล่านี้หรือรับไม่ได้ การใช้ชีวิตคู่ก็จะมีปัญหา

 

 

ในด้านชีวิตส่วนตัว อาชีพตำรวจมีโอกาสที่จะได้พบผู้หญิงมากหน้าหลายตา ทั้งผู้หญิงในระดับดีและผู้หญิงที่มีอาชีพล่อแหลมที่ขึ้นโรงพักเพื่อแจ้งความบ้าง มาติดต่อเรื่องอื่นๆบ้าง บางครั้งก็ช่วยไม่ได้ที่นายตำรวจหนุ่มๆมากมายทั้งที่แต่งงานแล้วหรือยังโสด มีโอกาสที่จะหวั่นไหวว่อกแว่กไปได้ตลอดเวลาแม้จะมีจิตใจที่มั่นคงเพียงใดก็ตาม ซึ่งบางครั้งมีผลทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกหรือล่มสลายลง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ม่อนหินไหล วันที่ : 13/10/2021 เวลา : 17.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/proudproud

ตอนต่อไปก็ยังจะเยิ่นเย้ออยู่นะคะ แต่ก็สุดท้ายแล้วละค่ะ คือภูมิหลังของนางเอก หลังจากนั้นเรื่องก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วแบบสนุกสนานค่ะ การบรรายก็จะน้อยลงมากค่ะ ผู้อ่านได้รู้จักตัวละครหลักหมดทุกตัว และจะติดตามเรื่องได้อย่างดีค่ะ ขอให้อ่านสนุกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ม่อนหินไหล วันที่ : 13/10/2021 เวลา : 17.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/proudproud

นิยายทุกเรื่องของผู้เขียนมักจะมีการบรรยายตัวละครหลักทุกตัวค่อนข้างละเอียด ทั้งบุคลิกลักษณะ ภูมิหลัง นิสัยใจคอ ฯลฯ ซึ่งผู้อ่านบางคนอาจจะเบื่อที่จะอ่าน เพราะรู้สึกว่าเยิ่นเย้อโดยไม่จำเป็น ผู้เขียนก็ต้องขออภัยนะคะ ทั้งนี้เพราะต้องการสร้างพื้นฐานให้ตัวละครมีน้ำหนัก มีตัวตน ไมเป็นคนหลักลอยค่ะ ถ้าไม่ชอบก็ทนๆอ่านหน่อยนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน