*/
  • พรายพิลาศ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 86
  • จำนวนผู้ชม : 552166
  • จำนวนผู้โหวต : 181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 181 คน
<< กรกฎาคม 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2558
Posted by พรายพิลาศ , ผู้อ่าน : 8394 , 07:17:55 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 20 คน รวงข้าวล้อลม , พลอยแสง และอีก 18 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

 

..... ประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อน ... มีข่าวเล็กๆ นำเสนอผ่าน TPBS      เกี่ยวกับคณะผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียน

มัธยมแห่งหนึ่ง รวมตัวเดินทางไปขอคำชี้แจงจากผู้อำนวยการโรงเรียน    ต่อกรณีที่โรงเรียนตัดสินใจเลิกจ้างวิทยากร

พิเศษของห้องเรียนพิเศษท่านหนึ่ง     ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้ปกครองกลุ่มนี้เชื่อมั่นในชื่อเสียง และความรู้ความสามารถ จึง

ยินดีที่จะเสียค่าเทอมสูงกว่าปกติหลายเท่า เพื่อให้ลูกหลานของตนได้เรียนในห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนแห่งนี้

 

..... ผมเฉยๆ นะครับ กับความขัดแย้งของผู้ปกครองกับโรงเรียน ที่ข่าวหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นนำเสนอ       แต่สิ่งที่

ทำให้รายงานข่าวนี้มีความน่าสนใจสำหรับผม อยู่ตรงข้อสรุปของผู้บริหารโรงเรียนที่ชี้แจงต่อผู้ปกครองเป็นข้อยุติที่ว่า

“เมื่อโรงเรียนได้ประกาศออกไปแล้ว ย่อมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้  ดังนั้นหากผู้ปกครองท่านใดต้องการให้บุตรหลาน

ออกจากห้องเรียนพิเศษ หรือต้องการจะรับเงินคืนให้ยื่นเรื่องเข้ามา ทางโรงเรียนยินดีที่จะคืนเงินให้”

 

..... เพราะมันทำให้ผมเกิดข้อสงสัยว่า       ตกลงแล้วในมุมมองของผู้บริหารสถานศึกษา ‘ห้องเรียนพิเศษ’ เป็นเรื่อง

อนาคตทางการศึกษาของเด็กนักเรียน หรือเป็นเพียง ‘สินค้า’ ชิ้นหนึ่ง ที่หากผู้ใช้ไม่พอใจก็จบกันง่ายๆ แค่การคืนเงิน

ให้แค่นั้น กันแน่

..... ห้องเรียนพิเศษ คืออะไร ???

 

..... สมัยผมเรียนมัธยม จะรู้จักก็แต่ห้องคิง ที่หากเด็กคนไหนเรียนอยู่ห้องนั้น    เดาไว้ก่อนได้เลยว่าหมอนั่นต้องเรียน

เก่งแน่ๆ    แต่ไม่ว่าจะห้องคิงเด็กเก่ง หรือห้องคิงลี่เด็กทโมน    มันก็ยังเป็นห้องเรียนทั่วไปของเด็กนักเรียนที่ไม่มีใคร

พิเศษไปกว่ากัน    เพิ่งจะรู้เอาเดี๋ยวนี้เองว่า  การศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยในปัจจุบัน แบ่งเด็กในโรงเรียนเดียวกันเป็น

เด็กห้องเรียนพิเศษ กับ เด็กห้องเรียนธรรมดา แล้ว

 

..... ด้วยความสงสัยว่าห้องเรียนพิเศษคืออะไร จึงลองสืบค้นข้อมูลดู จนได้ความว่า ...

 

..... ห้องเรียนพิเศษ มีที่มาจากแนวคิดเชิงนโยบายที่เขียนไว้ใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542   ที่ระบุให้มีการ

จัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ  หรือพูดกันภาษาชาวบ้านก็คือ การจัดการศึกษาที่เหมาะ

สม เพื่อส่งเสริมศักยภาพให้กับเด็กที่ฉายแววอัจฉริยะ นั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ห้องเรียนพิเศษจึงถูกเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า

“ห้อง Gifted”

 

..... แต่ทั้งนี้ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   ห้องเรียนพิเศษ หรือ ห้อง Gifted  ที่เปิด

สอนกันดาษดื่นในโรงเรียนแทบจะทั่วประเทศ       กลับเป็นได้เพียงห้องเรียนที่ส่งเสริมศักยภาพด้าน     วิทยาศาสตร์

คณิตศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ ให้กับเด็กที่มีพื้นฐานผลการเรียนดี เท่านั้น   โดยเด็ก (ที่เขายกย่องให้) พิเศษเหล่านี้

เมื่อผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามาได้    จะได้รับการศึกษาที่เข้มข้นกว่าการเรียนในห้องเรียนปกติ มีการให้ความรู้ในภาค

ปฏิบัติมากขึ้น  มีโอกาสไปทัศนศึกษาดูงานในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ    ได้เรียนกับอาจารย์เก่งๆ ของโรงเรียน

หรือกับวิทยากรพิเศษผู้มีความเชียวชาญที่โรงเรียนจ้างมา      มีการจัดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน เช่น

เรียนในห้องปรับอากาศ เป็นต้น

 

..... โดยทั้งหมดเหล่านั้น ผู้ปกครองของเด็กห้องเรียนพิเศษ ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงกว่าค่าเล่าเรียนปกติหลายเท่า ซึ่ง

ค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลทั่วไป ปกติจะมีค่าเล่าเรียนอยู่ที่ประมาณเทอมละ 2,000 – 3,000 บาท   แต่การเรียนใน

ห้องเรียนพิเศษ ผู้ปกครองต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเทอมละกว่า 10,000 บาท      ทั้งนี้ยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่าง

ศึกษาที่จะเรียกเก็บเพิ่มเติมภายหลัง          (ยิ่งถ้าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงค่าเล่าเรียนในห้องเรียนพิเศษอาจจะสูงถึง

ประมาณ 25,000 – 50,000 บาท ต่อเทอมกันเลยทีเดียว)

 

..... โดยส่วนตัว ถึงผมจะมองว่า การเรียนเก่งไม่ควรจะถือเป็น “ความสามารถพิเศษ”     แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมรับ

ครับว่า หลักสูตรห้องเรียนพิเศษน่าจะสามารถพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของน้องๆ ในห้องนั้นให้สูงขึ้นได้จริงๆ ก็ได้

กินได้ใช้แต่ของดีๆ นี่นะ ไม่โตมาสูงใหญ่แข็งแรงก็แปลกล่ะ

 

..... แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีคำถามสำคัญที่ชวนให้นำมาขบคิดต่อไปว่า  การให้การศึกษาที่ดีเลิศกับเด็กเรียนเก่งกลุ่มเล็กๆ

กลุ่มหนึ่ง ที่ถูกอุ้มชูให้มีความพิเศษเหนือกว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ มันสร้างความแตกต่าง หรือมีความพิเศษพอที่

จะยกระดับระบบการศึกษาไทยให้พ้นจากความตกต่ำได้ตรงไหน ???

..... นวัตกรรมใหม่ หรือ สินค้า ???

 

..... ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว กับความผิดปกติถาวรของระบบราชการ ที่ไม่ว่าจะวางนโยบาย หรือเขียนหลักการ

เอาไว้ดีเลิศแค่ไหน    เมื่อถึงเวลานำมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์มักออกมาไม่ค่อยจะตรงกับเจตนารมณ์ที่

ริเริ่มเสียทุกที

 

..... ห้องเรียนพิเศษ ก็ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งเช่นเดียวกันนั้น ...

................................................................................................................... Cr ภาพ : ดร.เกษม สดงาม

 

..... จากภาพที่นำมาเสนอ   จะเห็นว่านิยามตามหลักการใน พรบ.การศึกษาฯ เมื่อขยับลงมาตามขั้นตอนทางวิถีปฏิบัติ

นิยามความเป็นห้องเรียนพิเศษก็เริ่มคับแคบลงไปเรื่อยๆ         จากที่ดูว่าน่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษา ที่เปิด

โอกาสให้นักเรียนที่มีทักษะความสามารถเฉพาะตัวไม่ว่าจะในด้านใด ได้รับการพัฒนาศักยภาพของตัวเองด้วยรูปแบบ

การเรียนที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา

 

..... แต่หลังจากใช้เวลาร่างแผนแม่บทขึ้นมาเป็นระยะเวลาร่วม 10 ปี   สุดท้ายก็วนกลับมาสู่กรอบการศึกษาแบบเดิมๆ

ด้วยการนำเกณฑ์ทางวิชาการเข้ามาตีคลุมความสามารถพิเศษ   ให้กลายเป็นทักษะทางวิชาการเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีผล

การเรียนดีเท่านั้น เพื่อตอบสนองโจทย์เดิมๆ ที่เป็นเหมือน “หล่มการศึกษา” ซึ่งสังคมไทยยึดติดอยู่กับที่มาเป็นเวลา

นาน คือ   เด็กนักเรียนต้องเรียนให้มาก  อ่านหนังสือให้เยอะ  เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ในคณะดังๆ       และหาก

โรงเรียนแห่งไหนมีเด็กที่ทำได้เช่นนั้นเยอะ   ก็จะได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนดีมีคุณภาพ ที่ใครๆ ก็อยากให้บุตรหลานเข้ามา

เรียน

................................................................................................................................. ภาพจาก Nation

 

..... “... ในฐานะผู้บริหารโรงเรียน จำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงโรงเรียนที่สั่งสมมานานเอาไว้     ในสมัยก่อนนักเรียนที่จะ

เข้ามาเรียนได้จะต้องผ่านการสอบคัดเลือก  นั่นหมายถึงกลั่นกรองมาระดับหนึ่งแล้ว   เด็กหัวกะทิหรืออยู่ในระดับที่ปั้น

ให้เก่งได้     แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้รับเด็กในพื้นที่เข้าเรียน ส่งผลให้ความรู้ของเด็กแต่ละคนห่างกันมาก ชื่อเสียง

ของโรงเรียนเริ่มเสื่อมถอยลง   ทางออกของการรักษาชื่อเสียงให้คงอยู่ คือ คัดหัวกะทิห้องหนึ่งหรือสองห้อง แล้ว

ปั้น เสริม เติมทุกด้านให้เด็กกลุ่มนี้ให้แหลมคม  ก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย Top 5 ในคณะยอดฮิต เช่น แพทย์ วิศวะ วิทย์

หรือหลักสูตรอินเตอร์ …”

 

..... ความเห็นจากผู้บริหารโรงเรียนดังท่านหนึ่ง    ซึ่งสะท้อนความจริงในวันนี้ของห้องเรียนพิเศษ ที่ทำให้เข้าใจได้ว่า

ทำไมทุกโรงเรียนจึงพยายามผลักดันให้โรงเรียนตนเองมีห้องเรียนพิเศษขึ้นมา   แถมยังเป็นห้องเรียนพิเศษ ที่เด็กที่มี

ความสามารถพิเศษ หรือ gift จริงๆ หลายคนเข้าไปเรียนไม่ได้        เพราะดันไปมีความพิเศษทางด้านอื่นที่ไม่ใช่

ทักษะทางวิชาการ

..... อย่างที่บอกเอาไว้ตั้งแต่ต้น  ว่าผมเองก็ไม่ปฏิเสธว่าการมีห้องเรียนพิเศษในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันก็เป็นเรื่องที่

ดี แต่คำว่า “ดี” ในที่นี้ ผมยังสงสัยอยู่ว่ามัน ดีแค่ไหน และดีกับใคร ???

 

..... กับเด็กที่เรียนดี แต่บังเอิญผู้ปกครองไม่อยู่ในฐานะที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนที่สูงขนาดนั้นได้   อย่างนี้มัน

ถือว่าดีกับเขาไหม ???

 

..... กับเด็กนักเรียนทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียน          การระดมทรัพยากรที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอน

อุปกรณ์การเรียนการสอน การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาเล่าเรียน ให้กับเด็กที่เรียนเก่งกว่า และทางบ้าน

มีฐานะ สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนให้โรงเรียนได้มากกว่า อย่างนี้ถือว่ามันดีกับพวกเขาไหม ???

 

..... หนึ่งในปัญหาที่ฉุดรั้งให้ระบบการศึกษาของไทยตกต่ำ  คือการขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ถ้าวันนี้ หรือ

ในอนาคตอันใกล้    ครูผู้มีความรู้ความสามารถ   ซึ่งมีอยู่จำกัดอยู่แล้ว ถูกกันไว้ให้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะเด็กนักเรียนที่

เรียนในห้องเรียนพิเศษ อย่างนี้มันยังถือว่าดีต่อระบบการศึกษาไทยในอนาคตไหม ???

 

..... ในเมื่อคำว่า “ดี” ในวันนี้ ยังมีคำถามตามมาอีกมายมาย

 

..... สมควรหรือไม่ที่หน่วยงานซึ่งกำกับดูแลนโยบายทางการศึกษา   จะหันกลับมาเพื่อพิจารณาทบทวนถึงสิ่งที่กำลัง

ดำเนินอยู่ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ เวลานี้ ว่ายังมีอะไรที่ควรแก้ไขปรับปรุงให้มัน ดีกว่านี้ ได้บ้าง

.......................................................................................................................... ภาพจาก Post Today

 

..... ปัญหาความตกต่ำของระบบการศึกษาไทย    ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนสามารถผลิตนิสิตใหม่ให้มหาวิทยาลัยดังๆ คณะ

ดีๆ ได้มากแค่ไหนนะครับ แต่มาจากระบบการศึกษาแบบเก่าๆ ของเราที่เน้นการท่องจำเพื่อทำข้อสอบ และโดยเฉพาะ

อย่างยิ่งกับเด็กที่ไม่พิเศษ ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ ที่ต้องเร่งสร้างเสริมศักยภาพในการเรียนรู้ให้กับพวกเขาอย่าง

เหมาะสม

 

..... เหล่านี้ต่างหากที่ต้องเร่งแก้ไขและปฏิรูป       ไม่ใช่หลักสูตรการเรียนการสอนที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความ

พอใจของผู้ปกครอง และโรงเรียนเช่นนี้

..... ข้อมูลประกอบบทความ

 

..... คลิปร้องเรียนห้องเรียนพิเศษ : Thai PBS

..... (ร่าง) แผนแม่บทเพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้มีวามสามารถพิเศษ

..... การบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน : ดร.เกษม สดงาม

..... พรสวรรค์ที่ไม่ใช่ห้องกิฟเต็ด : ดร.วิริยะ ฤาชัยพานิชย์

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 65 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 21/07/2015 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณแพร

ย่องมาเงียบๆ ทำเอาผมวิ่งออกมาต้อนรับไม่ทันเลยครับ

เห็นด้วยกับคุณแพรเรื่องคนกับระบบครับ เพราะระบบต่อให้ดีแค่ไหน ถ้าได้คนไม่เหมาะสม ก็ยากที่จะหวังให้ระบบขับเคลื่อนไปพาไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในมุมมองร่วมสมัยเช่นทุกวันนี้ ประสิทธิภาพของคน มีความสำคัญไม่แพ้นวัตกรรมใหม่ๆ เลย น่าเสียดายที่ในระบบการศึกษาไทย ระบบอุปถัมภ์ที่ครอบงำมักจัดส่งคนที่ไม่เหมาะสมเข้ามาในระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่แก้ตรงนี้ก่อน ก็คงหวังอะไรที่ให้ก้าวหน้าไปกว่านี้ยากครับ

เผลอบ่นซะยาว

พี่ๆ เพื่อนๆ ใน OK น่ารักมากๆ ครับคุณแพร คุณแพรแสดงความเห็นได้เต็มที่เลยครับ ไม่ว่าจะเห็นด้วย หรือเห็นต่าง หรือจะเฮฮาสนุกสนาน ผมได้อะไรมามากมายหลายอย่าง ก็จากการพูดคุยกับท่านทั้งหลายเหล่านั้นล่ะครับ

ขอบคุณคุณแพรมากครับ

(ตอนแรกที่เห็นแอบตกใจ นึกว่าจะมาตามผมไปเก็บไก่อีก )


ความคิดเห็นที่ 64 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พลอยแสง วันที่ : 21/07/2015 เวลา : 19.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phoisaeng

สวัสดีค่ะคุณพราย
จะเม้นหลายรอบแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้ตั้งหลัก ว่าจะเริ่มตรงไหนดี
บ้านคุณพรายคนเยอะดีนะคะ แพรเพิ่งเป็นน้องใหม่ในโอเคฯ ไม่รู้ใครเป็นใครเลยต้องระวังความคิดเห็นนิดนึง
รอให้คนเบาบางก่อน แล้วค่อยๆ ย่องมาดีฟ่า แฮ่ๆ แพรขอเม้นจากประสบการณ์เลยนะคะ เพราะทฤษฎีแพรไม่ค่อยจะถนัด

เรื่องระบบการศึกษาไทย ... แพรไม่ศรัทธามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ
เพราะดูๆ ไป จากระบบการศึกษา จะกลายเป็นระบบธุรกิจกันไปหมดแล้ว
โชคดีที่เกิดมาในยุคการแข่งขันยังไม่ค่อยเฟื่องฟูเท่ากับปัจจุบัน ที่จะต้องไปเรียนพิเศษ ต้องไปติวที่โน่นนี่นั่น
เพื่อให้เรียนเก่งๆ เป็นหัวกะทิ หรือต้องไปอยู่ห้องดีดีที่ทางโรงเรียนได้แบ่งเกรดแบ่งชั้นเอาไว้ เห็นแล้วท้อใจ
โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย ก็เปรียบเสมือนหน่วยงานหรือองค์กรหนึ่ง
ดังนั้น หน่วยงานหรือองค์กรที่ดีขึ้นอยู่สองสิ่งด้วยกัน คือ 1. คน 2. ระบบ หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็ไม่มีประสิทธิภาพ
จากหลายๆ เรื่อง และหลายๆ ปัญหาที่ได้เจอในรั้วการศึกษา ปัญหาหลักอยู่ที่ “คน” ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 63 พรายพิลาศ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๖๐-

เรื่องของมนุษย์กับความคิดมันจะมีอะไรเล่า นอกจากความเคยชินที่ใช้ กับการยึดถือเอาไว้ใช้
พูดตามศัพท์พระก็ว่า การเสพย์คุ้น จนเป็นอุปาทานยึดถือเอา ใช้สื่อสารกัน
พูดลงลึกไปอีก ก็คือปัจจยาการของรูป-นาม การลงรหัสถ่ายจากรูปไปเป็นสัญลักษณ์อักขระ แล้วถือเอา
บทบาทของรูป-นาม เป็นพื้นฐาน ต้องใช้แม้กับสมองกล ค็อมพิวเต้อร์
นั่นคือการลงรหัสทุกสิ่งไปเป็นการเรียงตัวของอัดขระฐานสองคือ I กับ O
จนต่อยอดมาเป็น ASCII, C, PASCAL, Etc.
ลองสังเกตสิ เวลาพิมพ์ต้นฉบับ หลายหนเครื่องมันจะเดาคำ แก้คำให้พราย
นั่นคือการเคยชินจากการทำซ้ำ (เสพย์คุ้น)
มนุษย์เป็นสัตว์พันธุ์ที่เปลี่ยนความเคยชินได้

ความคิดเห็นที่ 62 พรายพิลาศ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 18.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19


ฮ่าๆๆ เช้าวันอาทิตย์ มัวเสพข่าววิเคราะห์ประจำสัปดาห์ ทำการบ้านให้พ่อพราย
กลับมาอีกที คุณหนอนมาสรุปให้ ตามอ่านมิทันเลย

ความคิดเห็นที่ 61 rattiya , SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 18.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

คุณรัต .. ลุงหนอนเขาเป็นพระเอกครับ มาตอนจบ สรุปเสร็จปุ๊ป ปิดม่านให้เสร็จเลย

ลุงหนอน .. วิธีการเขียนภาษาไทยของลุงหนอนมันปฏิวัติทางความคิดมาก ตอนอ่านที่ลุงเขียนผมก็เฉยๆ นะครับ ยังคิดว่าเขียนแบบนั้นมันก็ตรงไปตรงมาตามการออกเสียงดีด้วยซ้ำ แต่พอจะเขียนตาม กลับมาลบอออกเขียนใหม่ทุกที ความรู้สึกมันบอกกับตัวเองว่า เฮ้ย!! เขียนผิดนะเว้ย !! อะไรประมาณนี้อ่ะครับ ผมเลยคิดเองว่า ภาษาไทยที่สะกดผิดจากการอ่านออกเสียง มันกลายเป็นสัญลักษณ์ ที่คนตีความตรงกันว่า ถึงมันจะเขียนแบบนั้น แต่มันออกเสียงอีกแบบนะไปแล้ว มากกว่าที่จะเป็นตัวสะกดที่มาเรียงกันเพื่อออกเสียงตามไวยากรณ์ นี่ล่ะที่ทำให้ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจเวลาจะใช้ตามลุง

ความคิดเห็นที่ 60 rattiya , SW19 และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
driftworm วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 17.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่านจบแล้วครับ พูดสรุปได้เป็นข้อความสั้น ๆ ว่า
แม่มเอ๊ยยยยย ตายห่าน ชาติไทย
ก็แค่สายพานผลิตผลิตตุ๊กตุ่น (plastic model) เหมือนเดิม
แค่เพิ่มคัดแยกชุดที่ธรรมดา ๆ ปกติ หรือ common stock กับที่จะให้ออกมาเนียนกว่าปกติแค่นั้นเอ๊งงงงง
ไอ้ที่เนียนพิถีพิถันกว่าปกติก็แค่หมายความว่า คิดในกรอบ ทำในกรอบ (ที่เรียน ท่องจำมา)
ได้แม่นยำ ละเอียดกว่าพวกตุ๊กตุ่นปกติเท่านั้นเอง
อย่าไปหวังถึงการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ initiative, inventive แบบเป็นตัวของตัวเอง - ไม่ใช่

มีตัวอย่างห่วย ๆ จนถึงโคตรห่วยในสังคมทุกวันนร้ให้เห็นไง
ว่าพวกด๊อกเตี้ยข้ามน้ำข้ามทะเลไปอัดความรู้ลงกบาลถึงเมืองนอกเมืองนา
ถึงจะมีวิทยานิพนธ์ทำการวิเคาะวิแคะ ก็แค่วิเคาะในกรอบที่เรียนที่ประจุอัดลงกบาล
ดูพวกเขาเรียกร้องอะไรทุกวันนี้สิ ทุกคำพูด ทุกความคิด เป็นตาใรูปแบบตายตัว (stereotype) ที่เรียนมาทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเผด็จการ กองทัพ junta ปชต.
* คิดอะไรให้มันนอกกรอบไปจาก ประชาธิปไตย ต้องเป็นยังงี้ ๆ ได้มั้ยวะ ธ่อ*

โลกวันนีั้มันต้องการอะไรที่มันนอกกรอบไปจาก ประชาธิปไตย นานแล้ว

ขอร้อง อย่ามาย้อนว่า โด่ แค่ประชาธิปไตย ไทยเรายังไม่ผ่านเลย
อย่าไปคิดถึงอะไรที่เลยไปจากนี่เล้ย
เพราะผมจะย้อนกลับว่า ก็ใช่สิ ไทยเรา มันคอยจ้องตามตูดเขาอยู่แล้ว
ใครที่คิดแปลกออกไปเป็นโดนเตะตัดขา ไม่ได้เกิด เหมือนนิทานหมาหางด้วนไง
เพราะฉะนั้น พนันกันได้ แนวคิดใหม่ด้านการปกครองที่ใหม่กว่า"ลัทธิ"ประชาธิปไตย
จะไม่เกิดในไทย ไทยเราถูกปลูกฝังสันดานให้เฝ้ามองตะวันตก คอยจ้องตามตูดเขา
เลิกเหอะ ไอ้แผนการแยกนักเรียน กิ๊ฟเต๊ด อีพงอีพี .....

จบ (เห่)
...................
เรามาออกทะเลกันดีกว่า ได้อะไรมากกว่า ร้อยด๊อกเตี้ยในกระทรวงนั้นเยอะะะะ

ความคิดเห็นที่ 59 rattiya , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 16.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อุ๊ย ไปหยิบตะกร้าหน้าจักรยานกับยางในให้ลูกค้า เพิ่งกลับมา
เมื่อกี้อ่านถึงไหนแล้ว (วะ)
อ้าว จวนได้เวลาไปเก็บของหน้าร้านอีกละ

ความคิดเห็นที่ 58 SW19 , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 16.38 น.

คุณหนอน ออกโรงเเล้ว ....

ความคิดเห็นที่ 57 พรายพิลาศ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 16.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เอ้อ โม้ต่อนิด จากคห.มะกี้ว่า เดิมเราสะกด ยุโหรป
แล้วถัดมาเริ่มมีการรับความช่วยเหลือ ที่ปรึกษา ทุกด้านรวมถึงระบบการศึกษา
เมกามาจัดการให้ ผมว่าไอ้หรั่งวางยาแน่ ๆ เลย ยุให้ ราชบัณฑทิตไทยออก
กฏถอดศัพท์ตามอักษร เราก็เชื่อ
แม่มเอ๊ย ภาษามึงน่ะ ตอแหล เขียนว่า แม แต่อ่านแม่มได้หมดตั้งแต่ แม แหม่ แม่ แม้ แม๋
ภาษาไทยไม่ใช่โว้ย
แล้ววันนี้เป็นไง เด็กมันสับสน เขียน แม๊ ค๊า เงี๊ยะ (เขียน เงียะ ก็อ่านเสียงตรีได้แล้ว)

ผู้ใหญ่เราใจไม่มั่นคงมั้ง

ความคิดเห็นที่ 56 พรายพิลาศ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 16.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ผมเพิ่งคัดลอกเรื่องไปแปะในเอกสารเหวิร์ด (สะกดตามเสียงอ่านจริง เหมือนที่สะกดว่า
ยุโหรป ในคห.ก่อนหน้าที่ตอบคุณ rattiya ผมจะ "หักหลัง" พวกนักการศึกษา
ด้วยวิธีะกดแบบนี้ เพื่อให้อนุชนลองใช้ ดูสิว่าแล้วจะคุยกับคนต่างชาติในยุค AEC รู้เรื่องมั้ย
ว่าที่จริง นิตยสาร นวพ.ในยุค ๒๕๐๐ ก็สะกดว่า ยุโหรป นะ ถ้าค้นได้ลองค้นสิ)
มันตกทางขวามือถึง ๘-๙ ตัวอักษรเลยแหละ มีผลนะ มีผล

หวังว่าจะไม่มีอะไรมาขัดจังหวะการอ่าน (เช่น ต้องลุกไปหาของให้ลูกค้า)

ความคิดเห็นที่ 55 SW19 , พรายพิลาศ และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
driftworm วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 15.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-51- rattiya

ใช่ ใช่ ยุโหรป อยู่ในช่วงลาพักร้อน ทั้งคนเรียนหนังสือ และคนทำงาน
ที่ฝรั่งเศส (แฮ่ะ คุณ SW19 อย่าแซวเลย ยังต้องพาเพื่อนเที่ยวอีก ๑ ช่วง)
เขาเรียกว่า La Vacance ลา วาก็อง นาน ๒๗ วัน
นักเรียนมัธยมจะได้รับคำแนะนำให้ออกต่างเมืองต่างแคว้นจนถึงต่างประเทศ
เพื่อเก็บรับประสบการณ์ความต่างวัฒนธรรม ต่างวิธีคิด ต่างฐานะเศรษฐกิจ
ครั้งแรก ปี ๒๕๒๒ เพื่อนคนนี้ยังเรียนสาธารณสุขอยู่ ส่วนผมทำงานก่อสร้างด้วย เรียนด้วย
เมื่อเขามาเที่ยว โดยการหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายเอง เช่นไปรับจ้างคัดแยกลูกแอ๊ปเปิ้ล
ผมพาเขาดูแฝล็ตคนจน แหล่งเสื่อมโทรม เขาบอก Everywhere in the world is the same.
เขาไปมาแล้วหลายประเทศ เมกาก็มี อังกฤษมี อิตาลีมี (เขาพูดอิตาลีได้อีก ๑ ภาษา
จากระบบการเรียนที่ส่งเสริมความสามารถพิเศษ) ไม่ต้องพูดถึงประเทศกำลังพัฒนา

ผมว่า ผมยังพูดอยู่ในวงกรอบของการศึกษา ห่วย ๆ ของผู้ใหญ่หก่วย ๆ ในวงการศึกษาอยู่นะ
คิดแต่เรื่องที่ไม่เลยไปจากปลายเท้าตัวเอง ไม่คำนึงถึงอนุชนรุ่นถัดไป
อย่างหนอนนี่สิ ทนหน้าด้าน ติติงการสะกดภาษาไทยผิด อ่านผิด
ทั้งในโอเคเนชั่นนี่ และในเฟ้ซบุ๊ค ก็เพราะเห็นแก่อนุชนนี่แหละ

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ เดือน กะดั๊กกะดาคม .. นี่ครู ๆ กี่สิบคนตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย เขา "ใจร้าย" กับมึงขนาดนี้เลยแฮะ
ไม่ยอมแก้ไขให้ ไม่เอื้อเฟื้ออนุชน .. ผิดกับครูพระสมัยโรงเรียนวัด
นี่แหละ ซากเดนเลวร้ายที่แพร่เชื่้ออยู่ในระบบการศึกษา

ความคิดเห็นที่ 54 SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 07.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

พีแม่หมี .. ต้องขอบคุณพี่แม่หมี และพี่ๆ ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน เข้ามาร่วมพูดคุยแสดงความเห็นครับพี่ ทำให้ entry นี้ไม่เงียบเหงา

ลุงหนอน .. ผมว่าลุงหนอนต้องสมาธิหลุดเพราะ “กะดี๊กกะดาคม” แน่ๆ เลยครับ

คุณรัต .. ดูแลสุขภาพคนอื่น ต้องอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ สำหรับผมคำว่า “ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเท่าเทียมกัน” ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มันน่าจะมีความหมายมากกว่าให้เด็กทุกคนได้เข้าโรงเรียน แต่หมายถึงได้รับการดูแลจากโรงเรียนโดยเท่าทียมกันด้วย เด็กร้อยคน ปัญหาก็ร้อยอย่าง “ครู” จึงเป็นอาชีพที่ต้องเสียสละ และเหนื่อย แต่นั่นต้องหมายถึงคนที่คิอดว่าตัวเองเป็นครูด้วย อย่างเช่นอาจารย์ประจำชั้นของคุณรัตที่เล่ามาให้ฟัง ที่เป็นมากกว่าผู้สอนหนังสือ

พี่ SW19 .. เรื่อง “คนที่อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว” ในระบบการศึกษาที่พี่พูดถึง ตอนนี้มีผลลัพธ์บางอย่างสะท้อนออกมาให้เห็นอยู่เหมือนกันครับ เด็กวัยรุ่นของเราตอนนี้ค่อนข้างเปราะบางกับความผิดหวังมาก เหมือนชีวิตของพวกเขาถูกสอนมาให้รู้จักแต่ความสำเร็จ เมื่อพบกับความผิดหวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในชีวิต จึงขาดภูมิต้านทานทางอารมณ์ที่จะรับมือกับมัน

ขอบคุณพี่มากๆ เลยครับ หลากหลายเรื่องราวจากประสบการณ์ของพี่ที่นำมาพูดคุยให้ฟัง เป็นสิ่งที่ผมชอบมาก เหมือนยิ่งพาพี่ออกทะเลไปได้ไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รู้อะไรๆ มากขึ้น เพราะฉะนั้นพี่อย่าแปลกใจว่าทำไมใครๆ ก็ชอบพา SW19 ออกทะเล


ความคิดเห็นที่ 53 rattiya , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 05.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

จาก ๔๖-๔๘ ขออนุญาต คุยแลกเปลี่ยนกับคุณพรายพิลาศ และคุณลิงเขียว

เรื่องการมาทำงานในยุโรป / บทบาทของทนาย

ที่คุณลิงเขียวเล่าเรื่องการทำงานในยุโรป แรงงานต่างด้าวที่ว่านั้นเราขอมองเป็นต่างชาติในแง่ European และ non-European เป็นคนละกลุ่มกัน

ในกลุ่มคนยูโรเปี้ยนด้วยกัน การเดินทาง/เข้ามาทำงาน/ย้ายถิ่นที่อยู่ ใน UK ยังทำได้แต่มีเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปบ้างแล้วในแง่การขอรับ social benefits จะย้ายมาหางานทำน่ะได้ แต่จะหวังการดูแลจากรัฐเท่าเดิมคงไม่ใช่
เป็นความจริงที่ UK เป็นเป้าใหญ่ของคนที่ต้องการเข้ามาทำงาน เท่าที่ฟังจากคนยูโรเปี้ยนที่เข้ามาต่างระดับกัน เขาว่าแรงงานชั้นดี ที่มีความรู้สูงไม่เคยมีปัญหา คือเป็นที่ต้องการจากทุกที่ แต่ถ้าแรงงานพื้นๆ เขาเปรียบเทียบว่า ให้ลองดูเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจดี แต่หางานยาก ไม่มีโครงการที่ต้องใช้แรงงาน ไปแล้วหางานหาเงินไม่ได้ ขณะที่มา UK แม้เศรษฐกิจยังไม่อยู่ตัวนัก แต่มีงาน มีความต้องการคน มีการว่าจ้าง และที่สำคัญที่สุด corporation tax ถูกกว่า ทำให้มีการเข้ามาลงทุน มามีสิ่งปลูกสร้าง และโรงงาน ยกตัวอย่าง เช่น รถ BMW ของเยอรมนี มีศูนย์ผลิตอยู่ที่ Oxford เคยถูกแย้งว่า ยังไงเยอรมนีก็ได้เปรียบ กำไรถูกส่งกลับไปที่เยอรมนี – อันนั้นขออธิบายว่า บริษัท multinational จะไม่ติดกับที่ หรือสัญชาติตัวเอง แต่จะมองผลประโยชน์สูงสุดในการประกอบการ – คนที่ได้ผลกำไรจะเป็นคนกลุ่มน้อย ของพวกผู้ลงทุน ไม่ใช่ประชาชนส่วนมาก

ประชาชนส่วนมากที่จะได้ประโยชน์ จะเป็นคนทำงานในตลาดงานนั้นๆ
ในสภาพตลาดแรงงานและเศรษฐกิจ การมีโรงงานที่ไหน จะสร้างงานที่นั่น เกิดรายได้ให้ชุมชนนั้น ให้คนตรงนั้นมีรายได้ ไปจับจ่ายในร้านค้าท้องถิ่น ไปใช้ดื่มกินในผับ ซื้อข้าวของเครื่องใช้ นั่นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น และคือปัจจัยตัวหนึ่งที่ทำให้คนอยากเข้ามาหาโอกาสในการทำงานใน UK
สิ่งที่บริทิชค้าน ไม่ได้รังเกียจแรงงานต่างชาติ แต่ค้าน social benefits ที่รัฐต้องดูแล เป็นสวัสดิการสังคม มาจากเงินภาษี ที่บางส่วนเรียกคืนจากประเทศต้นสังกัดของประชาชนได้ แต่มีขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน และกินเวลานานมาก ตอนนี้ ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องเจรจากับ EU

ในส่วน Non-European เช่น เพื่อนเนปาลของคุณลิง ขอบอกว่า ตอนนี้ยากมาก กฎเข้มงวดขึ้นอีกมาก และจะยากขึ้นเรื่อยๆ บางกรณีที่เข้ามาทำงานถึงระยะเวลาที่กำหนด หากรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้ การเข้ามาทำงานหรืออยู่ใน UK มีวิธีพิจารณาเป็น points system เช่น วุฒิการศึกษาเท่านี้กี่แต้ม จบจากสถาบันของ UK เองได้เพิ่มอีกกี่แต้ม รายได้อยู่ใน band ไหน ที่สำคัญที่สุด ปริมาณภาษีที่เสียมากน้อยเท่าไหร่ แทบจะเป็นตัวตัดสินเรื่อง work permit หรือ resident permit แนะนำให้คนที่สนใจจะมา ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพราะคนที่ได้ resident permit ในประเทศ Schengen ไม่มีผลอะไรใน UK เพราะ UK ไม่ใช่สมาชิกของ Schengen states ทั้งในกรณีกลับกันด้วย

เรื่องของทนาย ในประเทศเช่นแถบนี้ ที่ทนายมีรายได้ดี ตอบสั้นๆ ได้ว่า มีส่วนจากการที่กฎหมายของประเทศนั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ มี rule of law ที่บังคับใช้ โดยได้รับความเคารพกฎกติกา บทลงโทษมีจริง บังคับจริง และกฎหมายอยู่เหนือประชาชน และเหนือผู้บังคับใช้กฎหมายด้วย จึงจำเป็นต้องได้คำแนะนำจากผู้รู้จริง
การทำนิติกรรมใดๆ ต้องมีผู้รู้เกี่ยวข้อง เรื่องง่าย เช่น การซื้อบ้าน ต้องมีทนาย (solicitor) เป็นผู้ดำเนินการ การจ่ายเงินไม่มีการจ่ายตรงจากผู้ซื้อสู่ผู้ขาย ต้องทำผ่านบัญชีของทนายของผู้ซื้อผ่านบัญชีของทนายของผู้ขายเท่านั้น เป็นต้น ในบางประเทศของ UK เช่น Scotland การซื้อบ้านต้องมี solicitor ก่อนที่จะหาบ้าน

ในเวลาเดียวกัน ในประเทศไทย นอกเหนือจากเหตุผลที่ทำให้อาชีพทนายไม่สร้างรายได้สูงอย่างที่คุณพรายพิลาศว่าไว้นั้นแล้ว เรามองว่า เป็นปัญหาของ กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน แต่ในทางตรงข้าม คือ กฎหมายในประเทศไทย ถูก abused และบ่อยครั้งผู้บังคับใช้กฎหมายมีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย
บางสถานการณ์ นอกจากกฎหมายจะอยู่ภายใต้ผู้บังคับใช้แล้ว ยังอยู่ภายใต้ เงิน ที่มีอิทธิพลเหนือผู้ใช้กฎหมายอีกด้วย


ตอนนี้จากอ่าวไทย เราเดินทางเข้าสู่น่านน้ำ Irish sea แล้ว

ขอโทษที่มารบกวนพื้นที่ของพ่อพรายคนดีเสียแยะ - - ขอบคุณและขอบคุณ
เดี๋ยวจะย้ายตามไปดูดวงจันทร์แล้ว

ความคิดเห็นที่ 52 rattiya , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 19/07/2015 เวลา : 05.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๓๘-
คุณหนอน เมื่อวานหัวทิ่มอยู่ปากแม่น้ำ ขืนคุยคงจะได้เรื่อง
จำความได้เลาๆ ว่าสมัยหนึ่งเคยมีการนำฟิลิปปินส์มาล้อเรื่องของปลอม ประเภทของมียี่ห้อชิ้นนั้นทำในฟิลิปปินส์หรือเปล่า
ถ้าความจำส่วนนั้นไม่ผิด ก็อ๊าว.. วันนี้กลับมาเข้าตัวไทยอยู่จนได้

-๔๕-
เรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เห็นด้วยกับคุณพรายเรื่อง ‘คน’ ว่าคนที่จะเข้ามาจัดการจะเป็นอย่างไร
แต่เรากลับมองในอีกมุมว่า ‘คนที่อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว’ ต่างหาก ที่ทำให้เป็นอย่างที่เป็น อย่างที่เห็นตรงนี้
คุยกับเพื่อนที่อยู่ในวงการนี้ ได้แต่คิดว่าเพราะผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ทำให้ ‘คน’ ต่างหากที่ไปแทรกแซงระบบและองค์กร เพื่อนที่เป็นผู้สอนด้วย คุยเรื่องปัญหาจากทัศนคติ ที่ของจริงมีอยู่มากให้ฟัง เขาวิจารณ์ตรงกว่าเราอีก ว่า หากโรงเรียนมีผู้อำนวยการที่มองความสำเร็จในการจัดการศึกษาให้มีจำนวนนักเรียนสอบเข้าคณะเด่น เช่นคณะแพทย์ได้แยะ โดยไม่มุ่งหวังวางรากฐานส่งเสริมให้การเรียนรู้มีต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ให้เด็กรู้จักเอาโอกาสในการได้เรียนรู้มาพัฒนาประเทศ หรือพ่อแม่ที่สนใจแต่จะอวดความสำเร็จของลูกตนเอง โดยไม่สนใจจะสอนลูกให้เป็นคนดี ทำเพื่อส่วนรวม
หรือระดับมหาวิทยาลัยที่อาจารย์สนใจงานวิจัยเพื่อตำแหน่ง หน้าตา และรางวัล แล้วนักศึกษาจะไปมองเห็นอะไร จะได้ทั้งความรู้ และคุณธรรมออกไปพัฒนาชาติได้อย่างไร
น่าเสียดายที่ผลลัพธ์จากสิ่งเหล่านี้ ไม่เกิดขึ้นทันตา กว่าจะออกผลมันก็รอเวลาไปเป็นอีกหลายรุ่นคน


ขออนุญาตคุณพรายคุยต่อกับท่านอื่นที่พาดพิงถึง SW19
-๔๙-
คุณแม่หมีชอบออกทะเลด้วยกันแน่เลย
-๕๐-
คุณหนอน เอาภาษาฝรั่งเศสออกจากหัวไปก่อน สมาธิจะได้กลับมา

ความคิดเห็นที่ 51 พรายพิลาศ , SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 23.56 น.

ตามมาอ่านต่อ...เลยติดเเห่ถูกลากออกทะเลไปด้วยความเต็มใจ

ขอพาออกทะเลอีกคนนะ สมัยที่รัตติยาเรียน พบเจอเเต่ครู-อาจารย์ที่ดีจากประสบการณ์ตัวเอง
สมัยที่เรียนม.ปลาย มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งช่วงที่เรียนอยู่ม.4 เขาทำคะเเนนข้อสอบได้ดี จากจำนวนนร.ในห้อง 32 คน เขาจะทำคะเเนนได้อยู่ระดับ Top 5 ตลอด พอขึ้นชั้น ม.5 เขาทำคะเเนนข้อสอบตกต่ำไปเรื่อยๆ บางครั้งเขาก็ไม่เข้าห้องเรียน จนเป็นที่น่าสงสัย มาทราบจากเพื่อนสนิทเขา ที่บ้านเขามีปัญหามาก จนเขาไม่มีสมาธิเรียน เเละไม่อยากเรียนต่อ อาจารย์ประจำชั้นท่านทราบเขา ก็คอยตามให้เขามาเข้าเรียนตลอด จนขึ้นชั้น ม.6 เปลี่ยนอาจารย์ประจำชั้นใหม่ อาจารย์ท่านนี้ดีมากยังคอยติดตามเพื่อนร่วมชั้นคนนี้ตลอด.บ่อยครั้งอาจารย์จะยืนคุยกับเขาตอนพักกลางวัน.
จนกระทั้งเรียนจบ ม.6 ..เขาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเปิด ถ้าไม่ได้อาจารย์ประจำชั้นเพื่อนร่วมห้องคนนี้คงหนีโรงเรียนหรืิอลาออกไปเเล้ว

"ระหว่างเด็กเก่งเรียนดีกับเด็กที่เรียนเเย่หรือเด็กมีปัญหา เด็กคนไหนควรได้รับความสนใจช่วยเหลือกันเเน่ "

ปล.
วันนี้มืนเหมือนเดิม เพิ่งจะลงเวรเช้า กินอาหารกลางวัน นอนไปหนึ่งงีบ ไม่มีเเรงออกทะเลไปไกลเดี๋ยวจมน้ำเสียก่อน พรุ่งนี้จะหนักหน่อยต้องเข้าเวรเช้า-บ่าย ต่อกันอีก..
ช่วงนี้มีผู้สูงอายุที่ต้องไปเยี่ยมมากขึ้น ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงที่คนยุโรปจะลาพักร้อนกัน..เพื่อนร่วมงานขอลาพักร้อนกันหลายคน คนที่ไม่ได้ลาพักร้อนอย่างเราเดี๊ยงเลย เเต่จะพยายามเข้ามาอ่านเท่าที่อ่านได้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 50 พรายพิลาศ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เข้ามาใหม่ ตั้งท่าจะละเลียดอ่าน
สมาธิหลุด
อะไรไม่รุ เข้ามาในหัวเยอะแยะไปหมด

ความคิดเห็นที่ 49 พรายพิลาศ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

แอบมาดู อ้าวนี่เขายกขบวนมาถกปัญหาการศึกษาที่บล๊อกคุณพราย ลุงหนอน SW19 และคนอื่นๆอีกมากมาย ชอบๆ มาจัดเสวนากันแบบนี้ น่าสนุก ชอบบรรยากาศแบบนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 48 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 18.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

คุณนุช ..

ที่เขาแขวะเรื่องมาตรฐานการศึกษาของฟิลิปปินส์น่ะครับ เพราะมีอยู๋ช่วงหนึ่ง มหาวิทยาลัยห้องแถวของฟิลิปปินส์ค่อนข้างจะมีเยอะมาก แต่ตอนนี้น่าจะดีขึ้นแล้วมั้งครับ เพราะเห็นไม่ค่อยพูดถึงประเด็นนี้กันเท่าไหร่แล้ว ผมมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ได้ทุนไปเรียนทันตแพทย์ที่ฟิลิปปินส์ แต่กลับมาเลือกไปทำงานอย่างอื่นที่ใช้ทักษะทางภาษาแทน เขาบอกว่า ถ้าจะทำงานตามที่เรียนมาต้องสอบใบอนุญาติในประเทศเราก่อน ซึ่งค่อนข้างยาก เลยไม่เอาดีกว่า

ส่วนเรื่องคนจบกฎหมาย นิติศาสตร์มีเปิดสอนแทบจะถูกมหาวิทยาลัยล่ะครับคุณนุช ปีๆ หนึ่งมีคนจบกฏหมายออกมาเยอะมาก แต่ข้อจำกัดของคนจบกฎหมายบ้านเราคือ ถ้าคิดจะเอาดีทางอาชีพด้านกฎหมาย ต้องไปเรียนต่อเนติบัณฑิตยสภา เพราะจบมาสามารถไปสอบเป็นอัยการ/ผู้พิพากษาได้ ตรงนี้ทำให้คนจบนิติฯจำนวนมากพอจบตรีมาถ้าไม่หันไปรับราชการ หรือฝ่ายกฎหมายของเอกชน หรือเป็นทนายความ ก็เปลี่ยนสายอาชีพกันไปเลย

ซึ่งคนที่มาเป็นทนายความ ต้องบอกว่ารายได้ไม่ได้ดีเหมือนทนายความในต่างประเทศหรอกครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยไม่นิยมค้าความ อะไรหยวนๆ กันไปได้ก็ปล่อยไป เพราะไม่ชอบขึ้นโรงขึ้นศาล แต่สาเหตุสำคัญจริงๆ ผมว่าน่าจะเกิดจากหลักสูตรการสอนนิติศาสตร์ของบ้านเรานี่ล่ะครับ เพราะจะสอนเน้นหนักไปเพื่อที่จะให้จบไปเป็นอัยการ/ผู้พิพากษา การเรียนจึงเน้นไปที่กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความแพ่ง/อาญา เป็นหลัก คนจบกฎหมายถ้าฝึกงาน/อบรม จนได้ตัวทนาย ส่วนใหญ่ก็ว่าความไปรอสอบผู้พิพากษาไป คดีที่ว่าความโดยมากก็เป็นคดีพิพาททั่วๆ ไป มีเพียงจำนวนไม่มากที่จะไปเรียนต่อกฎหมายเฉพาะด้านจนเชี่ยวชาญ เราจึงไม่ค่อยมีทนายที่เก่งด้านกฎหมายเฉพาะ อย่างเช่น เรื่องภาษี กฎหมายมหาชน นี่ละครับที่ผมคิดว่าเป็นสาเหตุของการที่รายได้ และบทบาทของทนายความในประเทศไทย ค่อนข้างแตกต่างกับทนายความในยุโรป หรืออเมริกา

เดี๋ยวจะรออ่านประสบการณ์ลิงเขียวปะทะทนายโปรตุกีสของคุณนุชนะครับ

ความคิดเห็นที่ 47 rattiya , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 16.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

นายจ้างชาวโปรตุกีส
ก็ยินดีรับแรงงานที่ปราศจากวีซ่าทำงาน...นะคะ
บางนายจ้าง..ให้เงินยุติธรรมค่ะ...อย่างนายของลิง

แต่บางนายจ้าง...จะกดค่าแรงค่ะ
แต่แรงงานต่างด้าวที่อพยพมาจากประเทศทุรกันดาร..เค้าก็จะทนเอา
เพราะยังไงก็ยังดีกว่าตกงาน

ค่าต้างขั้นต่ำที่นี่ที่พอจะขอwork permit ได้ต้อง
500 ยูโรต่อเดือนค่ะ
ถ้าต่ำกว่านี้จะขอเวิร์คไม่ผ่านค่ะ

โปรุตุเกส.....เหมือนเมืองมาเฟียเลยค่ะ
ลิงรู้สึกแบบนี้

ถ้าเป็นประเทศเยอรมนี...ทีีลิงเคยทำงาน
นายจ้าง....จะไม่กล้าจ้างแรงงานที่ปราศจากวีซ่าเลยค่ะ
เพราะกลัวตำรวจมาจับและจะเสียค่าปรับเยอะมากๆๆ
แต่นายจ้างชาวโปรตุกีส....ไม่กลัวตำรวจเลยแฮะ

ความคิดเห็นที่ 46 SW19 , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ลิงเขียว วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 16.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

แวะมาอีก

ที่บอกว่า

คุณ คงไม่ได้จบจากฟิลิปปินส์หรอกนะ คืออะไรยังไงคะ?

และ ม.ที่เปิดใหม่ที่ส่วนมากจะมีแต่คณะบริหารธุรกิจ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์
ซึ่ง ม.ไหนๆก็เปิดสอน เลยทำให้มีบัณฑิตที่จบจาก คณะที่ว่ามาเยอะแยะ

ข้องใจว่า.....นิติศาสตร์ จบกันเยอะเหรอคะ?
แค่คณะนี้แหละ....
ในความิคิดลิง.....กลับคิดว่า
บัณฑิตจากนิติน่าจะมีน้อย....อะไรแบบนี้


ที่ต่างประเทศนะ....ลิงเห็นทนายเยอะเลยค่ะ
และรายได้ดีมากๆๆๆๆขอย้ำ
เพราะลิง....ต้องให้ทนายทำเอกสารให้อ่าค่ะ
และเวลาไปรอทนายต่อคิวยาวเียวนะคะ
นั่งรอเป็น 2_3 ชั่วโมงแน่ะ....

ทนาย....ที่โปรตุเกส.
ได้เงินเป็นกอบเป็นกำจากแรงงานต่างด้าวค่ะ
โปรตุเกส.....เท่าที่ลิงรู้เป็นประเทศที่ แม้คุณไม่มีวีซ่าทำงานมาเลย
หรือหนีมาจากประเทศอื่น
พาสปอร์ตหมดอายุ.....
ก็จะทำงานได้และทำเรื่องขอวีซ่าได้ค่ะ
ขอแค่ว่า....มีนายจ้างเสียภาษี 1 ปีขึ้นไป
ก็ทำเรื่องยื่นขอวีซ่าทำงานได้แล้ว...โดยให้ทนายจัดการทำเอกสารต่างๆค่ะ


ทนาย....แต่ละคนจะคิดค่าทำเอกสารไม่เท่ากันค่ะ
แต่ขั้นต่ำก็...300 ยูโรได้....เมื่อได้workpermit

ค่าปรึกษาแต่ละครั้ง 20 ยูโรค่ะ


พอแรงงานต่างด้าว...ที่อพยพมาจากประเทศอื่นๆอยู่ครบ 5 ปี
ก็สามารถไปทำงานที่ประเทศอื่นๆได้ค่ะ

ส่วนมากเค้าจะอพยพไปอังกฤษค่ะ

หนีมาจากอังกฤษก็เยอะ...เพราะอังกฤษยื่นขอวีซ่ายาก


โปรตุเกสเลยเป็นประเทศใบเบิกทาง....ของแรงงานต่างด้าว

ชาวเนปาลเยอะมากค่ะที่นี่....เค้าเล่าให้ฟังค่ะ


คนจบทนายใน ตปท....เลยเป็นอาชีพที่....น่าเรียน


ถ้ายังไง....จะเขียนในบล็อกให้ฟังอีกรอบเน้อ



ตัวหนังสือ
บางครี้งถ้าอ่านในมือถือ...แท็บเล็ต..มันจะตกขอบค่ะ
ที่ลุงหนอนบอกเอาไว้
ต้องเปิดหลายรอบเชียวค่ะ....ลิงก็เป็นบ่อยๆ
ถ้าลิงว่าง...จะเปิดหลายรอบค่ะเพื่อออ่าน
แต่ถ้าไม่ว่าง....จะอดใจเอาไว้กลับไปอ่านที่บ้านเปิดคอมอ่านค่า


ลิง...ชอบการออกทะเลของคุณและsw19....นะเคอะ


อ่อ....เห็นด้วยกับคุณชาลี
ผู้คนสมัยนี้....แม้แต่คำง่ายๆก็เขียนไม่ถูกกันจริงๆแหละ
ละเหี่ยใจชะมัด

ความคิดเห็นที่ 45 SW19 , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 12.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

วันนี้มีข่าวใหม่ เรื่องประกาศราชกิจจานุเบกษา ให้ 4 มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ แต่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายระเบียบข้าราชการ) คือ ม.เกษตรฯ ม.ขอนแก่น ม.ธรรมศาสตร์ ม.สวนดุสิต

ลองอ่านดู พรบ. ที่ใช้บังคับควบคุมการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ส่วนใหญ่เป็นเป็นเรื่องของระเบียบการบริหารจัดการเรื่องของผลประโยชน์ มีไม่กี่มาตราที่ระบุไว้ถึงการจัดการด้านการศึกษา แถมยังเป็นบทบัญญัติที่กล่าวเอาไว้อย่างกว้างๆ เช่น ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์ในการสร้าง พัฒนา ประมวล และประยุกต์องค์ความรู้ทั้งมวล / มหาวิทยาลัยมีปณิธานมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนําร่วมนําสังคมไปในแนวทางที่ถูกต้องดีงามและพึงปรารถนา เสริมสร้างให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ...

คงต้องดูกันต่อไปว่าจะออกมาดีหนือไม่ดี
ส่วนตัวผมมองว่า ยังอยู่ที่ "คน" อีกนั่นล่ะครับ ว่าคนที่เข้ามาบริหารจัดการมหาวิทยาลัยเหล่านั้น มีวิสัยทัศน์ไปในทิศทางใด

เมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง "คน" จะถูกแทรกแซงไหม
เมื่อต้องนึกถึงกำไร "คน" จะนึกถึงการศึกษา หรือเงินรายได้ คณะ/หลักสูตรที่ไม่สร้างรายได้จะมีอนาคตเปนอย่างไร

ต้องดูกันไปยาวๆ ละครับ

ความคิดเห็นที่ 44 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 12.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณหมอ wullopp

การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อความก้าวหน้าทางการศึกษา ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่ช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี ที่ทุกวันนี้ยังเป็นปัจจัยที่สร้างความต่างระหว่างโรงเรียนในเมือง/นอกเมืองอยู่ น่าเสียดายเงินงบประมาณที่ถูกผลาญไปกับนโยบายที่ผิดพลาดนะครับ นี่ถ้าค่อยๆ ทำให้เป็นระบบ เริ่มจากพื้นฐานขึ้นไป สิ่งต่างๆ ที่คุณหมอกล่าวไว้น่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้มากกว่านี้ (รวมถึงธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาคงจะไม่เติบโตจนมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 3 หมื่นล้าน เช่นทุกวันนี้)

ขอบคุณคุณหมอ wullopp มากครับ



ความคิดเห็นที่ 43 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 10.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

เรื่อง การศึกษา เป็นทางเลือก-ทางรอด ของประเทศไทย
ทุกวันนี้ มีเทคโนฯ ที่ช่วยส่งเสริม การศึกษาได้มากมาย เช่น

พิพิธภัณฑ์ดีๆ
เช่น เรือรบเก่า ปืนเก่า รถถังเก่า
เครื่องบินเก่า ทั้งบินรบ-บินไม่รบ

เด็กๆ ชอบ ทำเป็นพิพิธภัณฑ์
หรือ ห้องสมุดแบบมี "ชีวิตจิตใจ" ได้

ทำเว็บไซต์ เพื่อการศึกษา
ติวทุกภาษา - ทุกวิชา
ตั้งแต่ อนุบาล ถึง อาชีวะ ได้

ประกวด บทเรียนในรูปวิดีโอ
เช่น บทเรียนภาษาอังกฤษ ทุกปีได้

ประกวด นิทานเป็นเล่ม (หนังสือ)
นิทานอ่านออกเสียง นิทานวิดีโอ ทุกปีได้

ถ่ายทอด สารคดีทาง TV ทุกวัน-ทุกคืน ได้
ถ่ายทอด จ้างครูเก่งๆ ติวทีเดียว ทั่วประเทศ ได้

เชียร์​ประเทศไทย มาด้วยความเคารพ ครับ...

ความคิดเห็นที่ 42 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 05.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณหนอนมาก็ดีเลย SW19 แอบไป boogie มา
จะหนีไปนอนบ้าง ถ้าเกิดจะหิวขึ้นมาแบบคุณ พ่อพรายล่ะก็แย่เหมือนกัน 😲😁😁

ความคิดเห็นที่ 41 SW19 , driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 18/07/2015 เวลา : 00.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

ผมนึกว่าสมัยลุงหนอน การศึกษาของฟิลิปปินส์จะยังเป็นเลิศอยู่ซะอีกครับ
เคยอ่านเจอว่า ย้อนไป 40-50 ปีก่อน เรื่องการศึกษาแถบนี้ไม่มีใครสู้ฟิลิปปินส์ได้เลย
แต่ทำอีท่าไหนถึงล้มคว่ำคะมำหงาย อ่านแล้วก็ลืมไปแล้ว

เรื่องตั้งหน้า ผมตั้งหน้าชิดซ้ายครับลุงหนอน
แต่จัดหน้าเสมอหน้า-หลัง แบบเคาะแป้นเอง ตั้งเอาจากรอบที่ให้พิมพ์บทความนั่นล่ะครับ สุดกรอบคือ 1 บรรทัด
เดี๋ยววันอาทิตย์ ฤกษ์ปลอดงาน จะลองเข้าไปดูใน css ว่าพอแก้ตรงไหนได้บ้างหรือเปล่า
ได้งมกันละครับงานนนี้ เพราะทีทำไว้ลืมไปหมดแล้ว

วันนี้เดี๋ยวผมหนีไปนอนก่อนครับลุงหนอน ง่วงไม่เท่าไหร่ แต่หิวนี่น่ากลัว

ความคิดเห็นที่ 40 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 23.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

สงสัยว่าพรายสั่งจัดหน้า ทั้งเนื้อความและรูป ให้เสมอหน้า-เสมอหลัง
หรือ จัดเสมอกลาง แน่ ๆ เลย
เว็บม้าสสะเต้อร์เคยแนะนำว่า อย่าจัดแบบนั้น ให้พิมพ์ไปเรื่อย ๆ ให้ระบบมันขึ้นบรรทัดใหม่ของมันเอง
แม้ไม่สวย ทางด้านขวา (ศัพท์จัดหน้าหนังสือเรียกว่า เสมอหน้า-ปล่อยท้าย)
แต่ชัวร์

ความคิดเห็นที่ 39 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 23.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อาจจะตกเหวไม่กี่ตัวอักษรมั้ง บางบรรทัดพออ่านเดาความได้
แต่เกรงว่าจะพลาด
คงจะตกแต่งมากไปมั้ง
ครั้นจะแนะนำให้พิมพ์แบบกะความยาวพอประมาณแล้วกดเอนเธอ
ระบบของโอเคก็จะจัดช่องบรรทัดเป็น ๑ ๑/๒ บรรทัดไปอีก โล่งโจ้ง

ที่ช่องความคิดเห็นไม่เป็นนะ

ความคิดเห็นที่ 38 rattiya , SW19 และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
driftworm วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 23.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๓๑- SW19

[จำได้ว่าเคยดูหนังฮอลีวู้ดอยู่เรื่องหนัง ลืมไปแล้วว่าเรื่องอะไร แต่ในบทสนทนาตอนหนึ่งมีการพูดว่า “หวังว่าคุณคงไม่จบมาจากฟิลิปปินนะ” นึกหวั่นๆ หวังว่ามันจะไม่เปลี่ยนมาเข้าตัวเราเข้าซักวันในอนาคต]

ตอนผมอยู่ในวัยเรียนมหา'ลัย ก็โจษกันแล้วว่ามหา'ลัยในฟิลิปปินส์นั้น
แค่เปิดสนง.ในห้องแถว (แล้วมีเรียนทางไปรษณีย์รึไง จำไม่ได้
แต่ไอ้วลีว่่า จ่ายครบ จบแน่ เนี่ยรู้กันแล้ว)
ผมเรียนด้วยทำงานก่อสร้างด้วย มีโฟร์แมนของฝ่ายบริษัทคุมงานมาคุยว่าจบวิดวะโยธา
จากมหา'ลัย มาปั้ว ฟิลิปปินส์ ผมเฉย ๆ แล้วหมอก็อวดนาฬิกาข้อมือที่สวมว่า
เนี่ย จีหราด เปอราโก๊ะ เชียวนะ ... (เออ หนอนเรี่ยดินอย่างตูไม่รู้จักหรอก)

[ลุงหนอนมัวแต่ไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่ยอมมาออกทะเลด้วยกัน]
ช่วงนี้ปล่อยเขาไปกับบริษัทท่องเที่ยว พาขึ้นเหนือไปสุกดเชียงรายอยู่ครับ
เมื่อวันจันทร์ก็ถามลูกสาวเพื่อนว่าเรียนมหา'ลัยอยู่รึเปล่า
แม่เขาตอบแทนว่ายัง ที่ฝรั่งเศสจะเข้ามหา'ลัยต้องอายุครบ ๑๘

เดี๋ยวรอเขากลับจากเที่ยวกับบริษัท จะพาลุยอีก ๔ วัน (ไม่รู้หนอนจะเดี้ยงไหม)
แล้วจะหาจังหวะคุยเจาะลึก พรายจะมาช่วยเจาะข้อมูลมั้ยละ

ตั้งแต่สมัยแม่เขา สี่สิบปีก่อน นักเรียนมัธยมจะต้องมีวิชาเลือกทางศิลปะและกีฬา
สามารถเปลี่ยนตามความถนัดไปได้หากพบว่า "ไม่ใช่"
เพื่อนผมเรียนเปียโน
ตอนนี้ลูกชายคนเล็กเล่นเรือแคนู (ไอ้คำนี้ มาจากอินเดียนแดงว่า canoe แต่ดันอ่านแคนู)
พอขึ้นชั้น เปลี่ยนเป็นเรียนอะไรแล้วไม่รู้

เมื่อวันจันทร์ เพื่อนผมกับลูกสาวเขาเดินข้ามถนนแถวสัมพันธวงศ์ไปก่อน แล้วรถก็วิ่งเติมมา
เพื่อนผมจะก้าวตามปุบปับ ลูกชายเขาตัวสูงโย่งรีบรั้งแขนไว้
แม่มันเล็งจังหวะแล้วจะก้าวออกไปอีก ลูกชายเลื่อนจับต้นแขนแม่มันดึงเข้ามาริมทางเลย
(เฮ้อ เหมือนกูตอนจูงแม่ข้ามถนนราชปรารภ ประตูน้ำ เมื่อสามสิบปีก่อนเลย)

ความคิดเห็นที่ 37 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 23.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสีดครับลุงหนอน

เกิดอะไรขึ้นกับบล็อกผมกันนี่ ก่อนหน้านี้เป็นหรือเปล่าครับลุงหนอน
ถ้าเป็นมาตลอด สงสัยผมอาจต้องไปงมรื้อ CSS ซะแล้ว

ความคิดเห็นที่ 36 ลิงเขียว , SW19 และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
driftworm วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เปิดดูในมือถือเมื่อสาย ๆ อ่านไม่สะดวก เพราะเนื้อหาตกเหวทางขวา
นี่มาเปิดในค็อมพ์ อ้าว ยังลงเหวเหมือนในมือถือแฮะ
คงต้องคัดลอกทั้งหมดไปแปะอ่านในหน้าเอกสาร เหวิร์ด

ความคิดเห็นที่ 35 rattiya , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณรัต rattiya

ยังต้องขึ้นเวร 2 กะติดอยู่เหรอครับ ขยันจริงๆ
ขอบคุณคุณรัตที่แวะเข้ามาอ่าน ทั้งที่ไม่ค่อยมีเวลานะครับ


ความคิดเห็นที่ 34 rattiya , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 22.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณตายูริ

คงเหมือนที่คุณนุช (ลิงเขียว) บอกในความเห็นล่ะครับ ว่าบางทีเด็กก็มีหน้าที่ต้องแบกความฝันของพ่อแม่
แม้จะได้ความรู้เพิ่มเติมไป แต่ชีวิตวัยเด็กก็ขาดหายไปหลายส่วน
เลี้ยงดูให้เขามีความสุข แต่ไม่ปิดโอกาส และให้การสนับสนุนในการเรียนรู้ตามความรักความชอบของเขา
ผมว่าน่าจะเป็นทางสายกลางที่ลงตัวที่สุดแล้วล่ะครับ

ขอบคุณคุณตายูริมากครับ


ความคิดเห็นที่ 33 ลิงเขียว , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 20.56 น.

แป้นพิมม์มีปัญหาเลยส่งยิ้มมาให้ก่อนค่ะ

มีเวลาน้อย..ขออ่านคราวๆไปก่อน...

ความคิดเห็นที่ 32 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 20.49 น.


ความคิดเห็นที่ 31 rattiya , SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีพี่ SW19 อีกรอบครับ

ดีใจที่ได้ออกทะเลกับพี่นะครับ อิอิอิ

เดี๋ยวนี้วิทยาลัยครู ยกระดับขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วครับ และก็เปิดสอนหลายคณะ หลายสาขาวิชาเลย ซึ่งคุณภาพทางการศึกษาก็ไม่น้อยหน้าใครแล้วครับ ต่างกันอยู่แค่ที่ชื่อเสียงของสถาบันเท่านั้น ซึ่งอันนี้ก็อย่างที่ทราบๆ กันอยู่ว่าเป็นค่านิยมทางสังคม ที่คงเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ทางอาชีพ เด็กที่จบครูยังเหมือนเดิมครับ คือ สอบได้แล้วยังต้องรอคิวบรรจุยาวเป็นห่างว่าว ครูเด็กๆ ในโรงเรียนตอนนี้ จึงมักเป็นครูที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ แม้จะทำหน้าที่ครูทุกอย่าง ต้องไปสอบต่อใบอนุญาตสอนปีละครั้งเหมือนกัน แต่ก็เป็นได้แค่ลูกจ้างโรงเรียน ที่สวัสดิการยังเทียบกับข้าราชการไม่ได้เลย

ส่วนเรื่องบุคคลากรทางการศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ ที่พี่สงสัยว่าหากันมาจากไหนนักหนา ผมภูมิที่จะบอกกับพี่ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย ดร. ครับ ถึง ดร. ในประเทศนี้จะอ่อนภาษาอังกฤษซักหน่อยก็เถอะ แต่มีเหลือพอสำหรับมหาวิทยาลัยเปิดใหม่อีกเยอะครับ เหอๆๆ ในมหาวิทยาลัยเหล่านี้จึงจะมีทั้งอาจารย์ที่เป็น ดร. หน้าใหม่ และ ดร.หน้าเก่าที่เดินสายนั่งเครื่องบินไปสอน (เขาทำกันแบบนี้กันจริงๆ พี่ สุดยอดมั้ยล่ะ)

เรื่องมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านให้ความเห็นว่าธุรกิจการศึกษาทำกำไรได้ง่าย เพราะมีทั้งเงินสนับสนุนจากภาครัฐ และส่วนลดหย่อนภาษี ทำให้มีมหาวิทยาลัยเปิดใหม่เยอะ ถ้ามองในแง่ของโอกาสทางการศึกษา ต้องยอมรับว่ามีส่วนทำให้โอกาสทางการศึกษาเปิดกว้างขึ้นจริงครับ เพราะมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ ในช่วงแรกมักจะดำเนินงานในลักษณะของการให้ทุนการศึกษากับเด็กในพื้นที่ แต่ข้อเสียคือ มักจะเปิดสอนแต่คณะทั่วๆ ไป เช่น บริหารธุรกิจ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ทำให้นิสิตที่จบจากสาขาเหล่านี้ค่อนข้างเฟ้อในสังคม แต่ถ้าเป็นมหาวิทยารัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏนั่นล่ะครับที่ไปเปิดวิทยาเขตในต่างจังหวัด อันนี้ชัดเจนเลยว่ากลุ่มเป้าหมาย เป็นนักศึกษาวัยทำงาน หรือเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่จะเข้าประเภท “จ่ายครบจบแน่” หรือเปล่า จะกล่าวอย่างนั้นก็คงไม่ดี แต่ค่อนข้างแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้เรียนเพื่อต้องการใบปริญญาเท่านั้นครับ

จำได้ว่าเคยดูหนังฮอลีวู้ดอยู่เรื่องหนัง ลืมไปแล้วว่าเรื่องอะไร แต่ในบทสนทนาตอนหนึ่งมีการพูดว่า “หวังว่าคุณคงไม่จบมาจากฟิลิปปินนะ” นึกหวั่นๆ หวังว่ามันจะไม่เปลี่ยนมาเข้าตัวเราเข้าซักวันในอนาคต

ลุงหนอนมัวแต่ไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่ยอมมาออกทะเลด้วยกัน


ความคิดเห็นที่ 30 rattiya , ลิงเขียว และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
SW19 วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

SW19 ใจง่าย สมยอมให้ถูกลากออกทะเล

หากสถาบันการศึกษา ณ เวลานี้ เป็นธุรกิจ - - ที่จริงไม่ ‘หาก’ หรอก ก็สถาบันการศึกษาจำนวนไม่น้อยมีแผนกการตลาดหรือแผนกที่ทำหน้าที่ทางการตลาดแล้วนี่ - - ดังนั้น เป้าหมายของการทำธุรกิจมันก็เปลี่ยน จาก learning/teaching เป็น ranking จากการสอนให้เด็กเรียนเพื่อ ความรู้ มันกลายเป็นการสอนเพื่อ pass tests

การเกิดสถาบันอุดมศึกษาฟูเหมือนราขึ้น ก็คงสมเหตุสมผลของแรงหว่านไถทางการตลาด แต่เป็นผลดีหรือไม่กับโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทย อันนี้ไม่รู้ และผลผลิตที่มหาวิทยาลัยสร้างบัณฑิตใหม่เหล่านั้นขึ้นมา ได้สร้างให้ประเทศชาติดีขึ้นอีกหรือเปล่า อันนั้นยิ่งไม่รู้

ที่ยิ่งสงสัยคือ มหาวิทยาลัยที่เปิดขึ้นมากมาย เอาบุคลากรที่ไหนมาสอน เคยนั่งคุยกันว่ามหาวิทยาลัยของเราทางนี้ หมายถึงใน UK มีมากมาย มีชื่อเสียงก็มากมาย แต่ขณะเดียวกันทำไมบางแง่มุมเราดูฟู่ฟ่าสู้อีกฟากฝั่ง Atlantic คืออเมริกาไม่ได้ คำตอบคือ มหาวิทยาลัยของ US นอกจากเงินทุนที่ได้รับการอุดหนุนจากธุรกิจใหญ่ๆ ก็มากแล้ว (ขณะที่ UK ส่วนใหญ่เป็น state funds) ยังมีระบบ alma mater คือ พวกศิษย์เก่า ที่ให้เงินอุดหนุนมหาศาล (เราไม่ชอบอเมริกาก็ต้องวางไว้ก่อน) ยิ่งเงินทุนทางด้านวิจัยสูงมาก แม้จะไม่ได้ดีเสมอไป เช่น เงินจากบริษัทยา ที่ให้ไปวิจัยแต่เวลาเดียวกันก็เอามาสร้างประโยชน์กลับสู่ธุรกิจของตัวเอง

กลับไปที่เมืองไทย แล้วมหาวิทยาลัยที่เปิดกันเป็นดอกเห็ดอย่างที่คุณพรายพิลาสว่า ถ้าไม่ได้ทุนสนับสนุนมหาศาลเป็นพิเศษ ก็ต้องสร้างกำไรให้มากที่สุดเพื่อจะได้อยู่ได้ - - จะทำกำไรด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือต้องกดต้นทุนให้ต่ำที่สุดที่จะเป็นไปได้

ที่น่าสนใจ คือ เกณฑ์การเลือกมหาวิทยาลัยที่อยากเรียนในเมืองไทยคืออะไร อะไรที่ทำให้มหาวิทยาลัยดอกเห็ดเหล่านั้นอยู่ได้ อะไรเป็นตัวดึงดูดเด็ก (เคยเจอเด็กอยู่คน เขาอยากเรียนมหาวิทยาลัยในตึก ในห้างที่กรุงเทพฯ เขาบอกว่าเข้าง่าย จบง่าย สมกับความต้องการแค่ใบปริญญามาปะตูด – มันสะท้อนความต้องการจากตลาดงานในเมืองไทยอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้)

อยากขอลากคุณพรายออกทะเลไปด้วยบ้างในเรื่องของครู
ความเป็นอยู่ มาตรฐานการครองชีพของครูที่ไหนๆ ไม่เคยทำให้อาชีพครูร่ำรวย (ระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ถ้าสอนขั้นอุดมศึกษายังเขียนหนังสือหารายได้เพิ่มได้บ้าง) แต่ที่นี่ครูยังพอมีทางเลือก เพราะครูก็คือคนที่จบสาขาวิชาอะไรก็ได้ที่เขาอยากเรียน จะไปทำงานตามสาขานั้น หรือถ้าอยากเป็นครูในวิชานั้น ต้องไปเรียนหลักสูตรการสอน คือ m.ed. (Master of Education) เรียนไม่ถึงปี ถึงจะสมัครงานครูได้ ความหมายคือ ถ้าไม่รอดในวิชาชีพครู ก็ยังกลับไปหางานในวิชาที่เรียนมาได้บ้าง ขณะเดียวกัน ครูลักษณะนี้จะแน่นเรื่องเนื้อหาสาขาที่จะสอน คุณภาพทางวิชาการในสาขานั้นควรจะได้มาตรฐานล่ะ ส่วนเทคนิคและวิธีการสอนนั่นมาที่หลังตอนเรียน m.ed. มันก็ดูแตกต่างจากที่เคยได้ยินของไทยมาว่าสมัยหนึ่งถ้าเรียนอะไรไม่ได้ก็ไปเรียนวิทยาลัยครู

เอ ท่าจะลากกันออกมาไกลไปแล้ว ไม่ทันได้คุยเรื่องเด็กสอบเทียบเลย จริงๆ แล้วสั้นๆ คือ สมัยก่อนสอบเพื่อจบเร็ว แต่มันไม่เป็นไปได้ดีทางปฏิบัติเพราะเด็กเก่งที่อายุน้อย ไม่ได้แปลว่ามีวุฒิภาวะที่เหมาะสมในบางสาขาอาชีพ เช่นแพทย์ เก่งสอบติดได้ แต่ความเป็นผู้ใหญ่-การตัดสินใจยังไม่เข้าขั้น แต่สมัยนี้ที่เพิ่งเห็น คือ เลือกกันอยู่นั่นแล้ว เสียทั้งที่นั่ง งบประมาณ สงสัยอยู่ว่าถ้าเด็กเหล่านี้ต้องส่งเสียตัวเองเรียน หรือมีส่วนรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายของตัวเองจะยังเลือกแล้วเลือกอีกหรือเปล่า

ขอบคุณพ่อพรายคนดีที่พาออกมาเที่ยวทะเลด้วย

ความคิดเห็นที่ 29 rattiya , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
popladda วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lamjuan

เลี้ยงหลานอยู่คนหนึ่ง สติปัญญาก็ดีพอสมควร แต่ไม่ได้หวังว่าจะต้องเรียนเก่งอะไรมากมาย ไม่เคยให้เรียนพิเศษ การบ้านก็สอนเอง เด็กก็สุขภาพจิตดีไม่เครียด เขาว่าโลกยุคนี้ต้องแข่งขันกัน ก็ปล่อยเขาแข่งกันไป หลานตาเป็นเด็กดี มีเหตุมีผล ไม่ต้องเป็นพระเอกหรอก เป็นตัวประกอบก็ได้ สบายใจดี

ความคิดเห็นที่ 28 rattiya , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณนุช

บอกไปแล้วคุณนุชจะตกใจ เฉพาะใน กทม. มีโรงเรียนทั้งหมด 686 โรง แต่มีโรงเรียนกวดวิชา 487 แห่ง ตัวเลขไม่ต่างกันเท่าไหร่เลย
ซึ่งผมว่ามันสะท้อนความล้มเหลวของการศึกษา มากกวาที่จะบอกว่าเด็กไทยขยันนะครับ
ทำไมการเรียนการสอนในห้องเรียน ไม่เพียงพอให้เด็กนักเรียนเข้าใจในสิ่งที่เรียน?
คำตอบอยู่ในสายลม ปลิวออกอ่าวไทย ไปถึงไหนต่อไหนแล้วมั้งครับ เพราะถามคำถามนี้กันมานานมาก

ขอบคุณคุณนุชมากครับ


ความคิดเห็นที่ 27 wullopp , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 06.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

โหยย คุณแม่มด น่าจะมาเป็นครูห้องลิงเขียวนะ
ห้องบ๊วยสุด.....
ลิง.......คงมีความสุขมากๆถ้าได้ครูคิดดีแบบคุณแม่มด

ความคิดเห็นที่ 26 rattiya , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ลิงเขียว วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 06.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ


เห็นคุณภาพทางด้านการศึกษาแล้ว
ละเหี่ยใจ
มันขนาดนั้นเลยเหรอ ?

สิงคโปร์ อันดับ 1 ไม่แปลกใจ
มาเลเซีย ก็ไม่แปลกใจ


ตะ....ตะ...แต่
มาแพ้ กัมพูชา เวียดนาม
โอละพ่อ

มันก็แปลกนะคะ ลิงเห็นสถานติวเกิดขึ้นพอๆกับดอกเห็ดเลยค่ะ
ไหง......การศึกษาของเรายังด้อยได้ขนาดนี้


เด็กห้องพิเศษ.....ชีวิตนี้คงเต็มไปด้วยการแข่งขันน่าดูเลยค่ะ
เค้าเหล่านี้จะมีเวลาพักผ่อนสมองบ้างไหมนะ ?
คือ ถ้าเด็กบางคนชอบเรียนก็จะมีความสุขไปกับการคลุกอยู่ในวิชสการต่างๆ

แต่
ถ้าเด็ก..เรียนเพราะพ่อแม่คาดหวังเอาไว้
อันนี้......น่าสงสารเด็กๆนะคะ
แบกความความหวังของพ่อแม่...ผู้ปกครอง เอาไว้เต็มสองบ่าเลย

ลิง......สมัยเรียนก็เป็นเด็กหลังห้องค่ะ
ไม่มีแรงกดดัน เกรดก็ไม่ดี แต่พ่อแม่...ชินละ
(พี่ๆมักบ่นว่า ขายควาย ส่งกระบือเรียน )555+

ความคิดเห็นที่ 25 rattiya , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 05.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ sw19

เรื่องการเรียนเร็ว เด็กเรียนข้ามชั้น น่าจะยังมีอยู่นะครับพี่ แต่ไม่ใช่กระแสนิยม และความหมาย ของความต้องการเรียนเร็ว จบเร็ว เปลี่ยนไปจากเดิม
เท่าที่ผมเห็น ส่วนใหญ่เด็กเรียนเร็วที่สามารถข้ามชั้นได้ จะใช้โอกาสนี้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในคณะที่ตัวเองอยากเรียน ถ้าสอบได้ก็ไป ถ้าไม่ได้ก็กลับเข้าระบบตามเดิม

เรื่องทัศนคติของผู้บริหารโรงเรียน โดยความเห็นส่วนตัว ผมมองว่ามันเป็นวิกฤตทางการศึกษาอย่างหนึ่งเลยครับพี่
เพราะจากการสัมผัสมาด้วยตัวเอง เห็นน้อยมากที่มีวิสัยทัศน์ ตั้งเป้าหมายหลักเอาไว้ที่การให้การศึกษาและพัฒนาเด็กนักเรียนให้มีคุณภาพทั้งทางการศึกษา และเชิงสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนใหญ่ๆ และ โรงเรียนในเมือง ส่วนมากที่เห็นก็จะเป็นอย่างที่ตัวอย่างที่ยกมานั่นล่ะครับ คือเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งไร้ชีวิต สิ่งสมมุติ มากกว่าชีวิตของนักเรียน
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น คงเพราะรูปแบบการให้การศึกษาที่เปลี่ยนไปในเชิงที่เป็น ธุรกิจการศึกษา มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นล่ะครับ
ตำแหน่งในการบริหารยิ่งสูง ก็ยิ่งมีวิธีคิดแบบนักธุรกิจมากขึ้น ในขณะที่ความเป็นครูค่อยๆ ลดน้อยถอยลง
ถ้าจะโทษ คงต้องโทษหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านหารศึกษาล่ะครับ ที่วางนโยบายให้ครูยุคนี้ อยู่กับงานด้านเอกสาร มากกว่าที่จะอยู่ในห้องเรียนกับเด็ก
ครูหลายคนสอนแทบตาย แต่ไม่มีความก้าวหน้าทางสายอาชีพ ในขณะที่ครูบางคนแทบไม่ได้สอน เพราะมัวแต่ทำเอกสารอัพเกรดวิทยฐานะตัวเอง ก็เจริญก้าวหน้ากันไปเรื่อยๆ

ไม้เนื้อดีจะเอาไปสร้างให้เป็นบ้าน เอามาทำเฟอร์นิเจอร์ หรือจะให้มันเป็นแค่ไม้จิ้มฟัน ก็อยู่ที่คนออกแบบมันนั่นละครับพี่

ยิ่งบ่นเหมือนจะพาเข้าป่าละผม .. ว่าจะบ่นกับพี่ต่อเรื่องการอุดมศึกษาตอนนี้ ที่มหาวิทยาลัยเบ่งบานเป็นดอกเห็ด เจ้าใหม่ก็มี เจ้าเก่าที่ไปเปิดเป็นวิทยาเขตตามจังหวัดโน่นนี่ก็เยอะ
(สาเหตุหนึ่งของการที่ทำให้ supply ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ในความเห็นของพี่)
แต่กลัวว่าบ่นต่อไปอาจจะพาพี่ออกทะเล ต้องเดือดร้อนพี่ลากกลับฝั่งอีก

ขอบคุณพี่ SW19 มากครับ


ความคิดเห็นที่ 24 rattiya , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 04.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่เจ้าหญิง

ความเห็นของพี่เรื่องความสุขในการเรียน ทำให้ผมนึกถึงความต่างทางสังคมของอดีตกับปัจจุบัน
เมื่อก่อนการศึกษาคือส่วนเสริมของชีวิต เด็กยังมีโลกของเด็ก เรียน เล่น ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
แต่เดี๋ยวน้ดูเหมือนการศึกษาจะเป็น ภาระ ที่เด็กต้องแบกรับเอาไว้ โลกของพวกเขาจึงมีแต่ เรียน เรียน เรียน
เรียนในโรงเรียน ตกเย็นเรียนพิเศษต่อ เสาร์-อาทิตย์ก็ยังต้องเรียนพิเศษอีก
ความสุขของเด็กสมัยเรา กับเด็กสมัยนี้มันคงต่างกันเยอะน่าดูเลยนะครับพี่

ขอบคุณพี่เจ้าหญิงมากครับ


ความคิดเห็นที่ 23 rattiya , ลิงเขียว และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
SW19 วันที่ : 17/07/2015 เวลา : 00.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

อ่านแล้วก็ได้แต่อึ้ง ห้องเรียนพิเศษเป็นเรื่องต่างดาวสำหรับเรามาก ไม่เคยได้ยิน นึกไม่ออกว่าจะช่วยอะไรกับเด็กได้ ขอบคุณที่เอามาเล่าช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ SW19

ที่คุณพรายพิลาศพูดถึงระบบการศึกษาแบบเก่าๆ นั่นก็ใช่ เห็นด้วยเลยว่าเป็นปัญหาสำคัญ แต่มีอีกมุมจากภายนอกที่มองเข้าไปในประเทศไทย ว่าการแก้ไขเรื่องการศึกษาของไทย ต้องแก้ที่ทัศนคติด้วย – คำอธิบายมีอยู่ชัด ตามความเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ที่คุณพรายพิลาศยกมานั่นแหละ มีคำสำคัญที่ฟังแล้วแสลง คือ ‘ชื่อเสียงของโรงเรียนเสื่อมถอย’ ‘มหาวิทยาลัย Top 5’ และ ‘คณะยอดฮิต’

การที่บางโรงเรียนเป็นที่ต้องการมากกว่าที่อื่นกัน/ มหาวิทยาลัยบางแห่งชื่อเสียงดีกว่ากัน/ ภาควิชาบางอย่างเป็นที่ต้องการมากกว่ากัน - - ส่งผลให้สังคมไทย เห็นแก่/และสร้างได้แต่ education แต่ไม่สามารถให้ knowledge ทุกคนมุ่งแต่ใบหลักฐานการผ่านสถาบันเหล่านั้น
สะท้อนภาพชัดว่า เมื่อสิ่งที่สังคม value คือเงิน การศึกษามันก็ออกมาตรงแผ่นกระดาษ ที่ผิวเผิน ไม่ใช่ความรู้และคุณธรรม - - น่ากลัว

ปัญหาจากทัศนคติ ในความเห็นส่วนตัว หยั่งรากลงไปในสังคมของเราอย่างลึก อย่างแรกเลยคือทัศนคติของพ่อแม่ ในการเลือกที่เรียน/ ภาควิชาในมหาวิทยาลัย/ ความคาดหวังจากการเรียน ผลักดันให้ demand และ supply มันลามเข้าไปมีอิทธิพลในระบบการศึกษา
หาก supply ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน มันก็ยิ่งทำให้ demand พุ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง

พูดถึงชื่อเสียงของสถานศึกษา ทางนี้ไม่ได้วัดกันแค่การเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเด็กไม่ได้มีเส้นทางที่พุ่งตรงเข้าสู่มหาวิทยาลัยทันทีเสมอไปทุกคน มันเป็นไปไม่ได้ที่เด็กทุกคนจะรู้ว่าความต้องการในชีวิตคืออะไร จึงมีการสอนให้คิดถึงความแตกต่างของ job และ career เด็กจำนวนไม่น้อย จบโรงเรียนออกไปหา job – งานที่ทำให้มีรายได้ เก็บเงิน และค้นหาตัวเอง จำนวนไม่น้อยกลับมาเข้าเรียนต่อ เพื่อสร้าง career ในวิชาชีพที่ตัวเองเริ่มรู้ตัวว่าต้องการ การวัดชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย จึงดูที่ความสำเร็จของผู้ที่เรียนจบไปด้วย

ความโชคดีของทางนี้ คือ บางอาชีพไม่เน้นปริญญาในการหางาน ผู้แนะแนวการศึกษาจะบอกแต่ต้นเลยว่าวิชาชีพบางอย่าง เช่น บัญชี กฎหมาย ให้ไปทำงานจริงเลย เป็นระบบ apprenticeship ไม่ได้ห้ามไปเรียน แต่การไม่ไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่ทำให้ด้อย บางอาชีพพวก sound engineering/ post production ถึงจบปริญญามาก็ไปเริ่มใหม่จากจุดเดียวกัน

แนวคิดแบบนี้ คงเป็นไปได้ยากในสังคมไทย ที่เรายังประคองเด็กอยู่เป็นส่วนมาก (เท่าที่เห็นจากประสบการณ์เด็กที่มาเรียนต่อ) รวมทั้งความคาดหวังจากพ่อแม่ ที่ต้องการให้ลูกเรียนจบ/เรียนอย่างต่อเนื่องจนจบปริญญาโดยเร็ว โดยบางครั้งน่าเสียดายว่าตัวเด็กยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียนมาจะเอาไปทำอะไร มองอีกแง่ในประเด็นนี้ เรายังเน้นประกาศนียบัตร ปริญญา วุฒิการศึกษา มากกว่าความพร้อมที่จะนำความรู้ ความสามารถไปใช้เป็นพื้นฐานในการเริ่มทำงาน
อันนี้ยังไม่กล้าแตะเรื่อง ความนิยมเด็กเรียนเร็วและจบก่อนเวลาที่เคยเห็นในยุคหนึ่ง เพราะไม่รู้ว่ายังมีอยู่หรือเปล่า

ขอบคุณคุณพรายพิลาศสำหรับประเด็นที่น่าสนใจ

ความคิดเห็นที่ 22 ลิงเขียว , wullopp และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
Chaoying วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 23.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

เจ้าหญิงเคยอยู่ห้องคิง เรียนไปเรียนมา ได้อยู่ห้อง ค.ควาย รู้สึกภูมิใจมาก ไม่เครียด เหมือนอยู่ห้องคิง

ความคิดเห็นที่ 21 rattiya , ลิงเขียว และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
พรายพิลาศ วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

ขอบคุณ คุณ น.นิรนาม คุณกลิ่นทะเล พี่ชาลีมากครับ

หลักสูตรห้องเรียนพิเศษ สะท้อนปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งการปฏิรูปการศึกษาไทยไม่ให้ก้าวไปถึงไหนได้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการวางนโยบาย
นโยบายทางการศึกษา ไม่ว่าจะเขียนออกมาวิเศษเลอเลิศอย่างไร มักไม่พ้นไปจากความเป็นนโยบายขายผ้าเอาหน้ารอด เพื่อหวังผลในเรื่องของภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะในเรื่องของการเมือง หรือสร้างภาพการพํฒนาลวงให้ดูเหมือนว่าเราก็ขยับตามชาวบ้านชาวช่องเขาอยู่นะ เพราะในขณะที่ประเทศอื่นวางหัวใจสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไว้ที่บุคคลากร ทำให้บุคลากรทางการศึกษามีความรู้ความสามารถเพื่อตอบสนองนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรากลับให้ความสำคัญกับหลักสูตรการศึกษาเป็นอันดับแรก ไอ้นี่ไม่ดีเปลี่ยนไปเป็นไอ้นั่น คนโน้นทำแล้วดีเราเอามาใช้มั้ง แต่สุดท้ายเมื่อคนไม่พร้อม ผลที่คาดจะได้ก็ไม่มี และตราบใดที่ยังเป็นอยู่เช่นนี้ เราก็ต้องอยู่กับคำว่าฏิรูปการศึกษากันอีกไม่รู้กี่ปีกี่ชาติ

ความคิดเห็นที่ 20 rattiya , ลิงเขียว และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
BlueHill วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

มาตรฐานและความเท่าเทียมทางการศึกษานี่สำคัญมาก
แม้จะสำคัญมากเพียงในการพีฒนาพื้นฐานของคน แต่ก็เป็นที่ทำได้ยากและแทบไม่มีความคืบหน้า จนกลายเป็นอุปสรรคหนึ่งของสังคมไทย

ระบบการศึกษาไทย เน้นเนื้อหาจากตำรา การสอบก็มุ่งไปที่ความเก่งตำราของนักเรียน เรียนไปเรียนมา ไม่รู้ได้ความรู้มาขนาดไหน ภาษาไทยยังเขียนไม่ถูก แค่คำง่ายๆ

พวกที่ออกแบบการเรียนการสอนนี่ก็สำคัญ คือ สำคัญตัวเองว่าเก่งกว่าคนอื่น เอาอะไรมาให้เด็กเรียนไม่รู้ ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นไปของสังคมไทย หลักสูตรก็ปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตามใจผู้มีอำนาจ

เด็กไทยจึงเป็นแค่หนูทดลองยาด้านการศึกษาเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 19 ลิงเขียว , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
กลิ่นทะเล from mobile วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 14.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunka
รู้สึกได้ถึงใจคนเขียน 

ความสามารถของคนฟังและคนสอนต้องเข้าใจกัน

ความคิดเห็นที่ 18 ลิงเขียว , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
น.นิรนาม from mobile วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/santhapong

ต้องสร้างระบบให้แข่งกับตัวเอง นักเรียนต้องถูกประเมินเทียบกับตัวเองและสร้างแนวพัฒนาอย่างเป้นระบบ

ความคิดเห็นที่ 17 rattiya , ลิงเขียว และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
พรายพิลาศ วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ปวิภา

โครงการ gifted education brunch ของสิงคโปร์ ผมทราบเพิ่งคร่าวๆ นะครับพี่
แต่วิธีการจัดการของเขา น่าสนใจอย่างที่พี่บอกจริงๆ และต่างกับของเรามาก
ทั้งรูปแบบการเรียนการสอนของเขาที่เน้นการเพิ่มพูนประสบการณ์ (Enrichment Program)
เพื่อบ่มสร้างความเป็นผู้นำ การคิด ผ่านการเรียนการสอนที่มุ่งให้เด็กฝึกทำโครงงาน
และที่สำคัญ เขาวางเป้าหมายโครงการไว้อย่างชัดเจน ว่าต้องการขยายไปยังห้องเรียนทุกชั้น แทนการคัดแล้วแยกออกมา

จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ที่สิงคโปร์หรอกครับที่ต่างกับเรา ที่อื่นๆ เขาก็มีวิธีจัดการโครงการห้องเรียนพิเศษที่ต่างกับเราเกือบทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเรื่องของบุคคลากร ที่มีการฝึกอบรมและพัฒนาเพื่อทำน้าที่ในโครงการนนี้โดยเฉพาะ การมีส่วนราวมของผู้ปกครองและชุมชน
การสร้างโครงข่ายเพื่อสนับสนุน และรวบรวมผลงาน เพื่อนประโยชน์ในความก้าวหน้าทางการเรียนการสอน

เราในฐานะผู้ตาม มองเห็นสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้ดูเป็นแบบอย่าง แต่ก็มิวายเลือกหยิบแต่ผิวเปลือกนำมาปฏิบัติ
ไม่สนใจเนื้อหวานฉ่ำที่เขาบริโภคกันจนแข็งแรง มันถึงได้ออกมาพิกลพิการแบบนี้ล่ะครับพี่

ขอบคุณพี่ปวิภามากครับ
เจอแต่พี่ผู้กอง แว้บไปแว้บมาอยู่ใน fb ไม่ค่อยเจอพี่เลย คิดถึงนะครับ



ความคิดเห็นที่ 16 ลิงเขียว , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 09.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่กระเจี๊ยบ

ขออนุญาตเรียกพี่นะครับ .. ขอบคุณมากครับพี่ที่แนะนำรายการดีๆ ให้ได้ชม
เดี๋ยวววันนี้กลับเข้ามาจะลองเปิดเข้าดูครับพี่ (แต่นึกหวั่นๆ ว่าดูแล้วจะยิ่งรู้สึกเอือมหนักกว่าเดิม )

ขอบคุณพี่กระเจี๊ยบมากครับ


ความคิดเห็นที่ 15 rattiya , ลิงเขียว และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ปวิภา วันที่ : 16/07/2015 เวลา : 06.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 

...ข้อมูลชัดๆ ของสิงค์โปร์เปรียบเทียบกับไทย
เป็นประเด็นนี่น่าสนใจมากค่ะ...
อยากรับทราบความคิดเห็น...ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 rattiya , ลิงเขียว และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 23.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

ช่วงนี้รายการโลก ๓๖๐ องศา (ออกอากาศทุกค่ำวันเสาร์หลังละครศีลห้า ทางช่อง ๕) กำลังนำเสนอระบบการศึกษาของประเทศเยอรมนี น่าจะเป็นตอนที่ ๓หรือ ๔แล้ว หากสนใจดูคลิปรายการย้อนหลังตั้งแต่ตอนแรกได้ทางยูทูป หรือจะเข้าไปดูผ่านทางเฟซบุ๊คของรายการก็ได้ค่ะ

เป็นเรื่องน่าสนใจและแตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับระบบการศึกษาบ้านเรา ...ป้าเองก็เจอมาตั้งแต่สมัยยังเรียน โชคดีที่ไม่มีลูก แต่สงสารหลาน ๆ และเด็กไทยจริง ๆ ลูกคนมีเงินก็ได้เรียนดี๊..ดี ซัมเมอร์ทีได้ไปเรียนต่างประเทศ ฯลฯ ส่วนลูกคนไม่มีเงิน อยากเรียน ก็ไม่ได้เรียน

https://www.youtube.com/watch?v=Ly9B6I2fqrs

ความคิดเห็นที่ 13 rattiya , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่หลวงผจญ

บนความปรารถนาดี พ่อแม่ผู้ปกครองย่อมเลือกเติมสิ่งที่มีคุณค่าให้ลูกตัวเองเท่าที่สามารถจะทำได้ล่ะครับพี่หลวง
ลูกพี่เป็นเด็กอีกคนหนึ่งที่โชคดี เพราะความพิเศษที่พี่เลือกเติมให้กับชีวิตเขาเป็นสิ่งที่ดี
ผมเชื่อว่าคุณธรรมที่พี่ปลูกฝังให้กับเขา จะทำให้เขาเป็นที่รักของคนรอบข้าง และอยู่ร่วมกับบุคลลอื่นในสังคมอย่างมีความสุขครับ

ขอบคุณพี่หลวงมากครับ


ความคิดเห็นที่ 12 rattiya , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับป้ารุ
เป็นความเห็นของครูผู้มีประสบการณ์ ซึ่งมีค่า และชัดเจนในถ้อยคำแนะนำมากครับป้ารุ
ไม่คิดว่าป้ารุจะได้เข้ามาอ่านบทความนี้ด้วย คิดถึงป้ารุอยู่เสมอนะครับ

ขอบคุณป้ารุมากครับ


ความคิดเห็นที่ 11 rattiya , ลิงเขียว และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
พาจรดอทคอม วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pajondotcom
Pajondotcom

ลูกผมยังไม่เรียนพิเศษ ผมมองว่าพิเศษคือให้เด็กๆไปวัด..ให้เด็กๆล้างถ้วยจาน หุงข้าวเป็น....เด็กพุทธเข้าวัดกี่ครั้งใน ๑ ปี...ประเทศไทยมุ่งแต่คนเรียนฉลาด ไม่มุ่งคุณธรรม..ความพิเศษมากมายที่เราจะสอนเด็กใช่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม

ความคิดเห็นที่ 10 rattiya , ลิงเขียว และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
ป้ารุ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 19.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

"ห้องเรียนพิเศษ" ไม่น่าจะมีตั้งแต่แรกแล้วค่ะ
เพราะ...........
1.ทำให้ผู้ปกครองคาดหวังว่า เด็กต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
(เพื่อลูกแล้วพ่อแม่ยอมได้)
2. เด็กมีความเหลื่อมล้ำ (ฉันฉลาด ฉันรวยกว่าใคร ๆ)
3. ครูผู้สอนประจำ เสียความรู้สึก (ทำไมต้องมองว่า ดร.เท่านั้นจึงเก่งที่สุด)
สรุปว่า ไม่มีอะไรดีเลยค่ะ
คุณพ่อ คุณแม่คะ ป้ารุขออนุญาตแนะนำ
ในโรงเรียนก็ให้ลูกเรียนสายวิชาที่ถนัดจริง ๆในชั้นเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ ให้เด็กได้เรียนรู้สังคมที่มีความหลากหลาย และหากลูกมีความพร้อมมาก ให้เค้าเรียนเสริมกับอาจารย์พิเศษนอกโรงเรียนไปเลย แบบตัวต่อตัว กลุ่มเล็ก ๆ หรือถ้ามั่นใจความตั้งใจของลูกก็เข้ากลุ่มใหญ่ได้ ดีกว่าเยอะเลยค่ะ ถ้ามั่นใจ ดร.ท่านไหน ก็รวมกลุ่มให้ท่านมาสอน หาสถานที่ที่บ้านท่านใดท่านหนึ่งก็ได้ เชื่อป้ารุเถอะค่ะ

โปรแกรม EP ก็เหมือนกัน อย่าไปเรียนค่ะ
เรียนโปรแกรมธรรมดาให้เต็มที่
แล้วเอามาเสริมข้างนอก

สำคัญที่สุด อยู่ข้าง ๆลูกเสมอนะคะ
พ่อแม่ ผู้ปกครอง คือ คนที่สำคัญยิ่งกว่าใคร ๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่แม่หมี

การท่องจำเพื่อทำข้อสอบ อ่านหนังสือให้เยอะๆ เพื่อทำคะแนนทุกวิชาให้สูง ผมว่ามันเป็นความสำเร็จในอดีต ที่สังคมในบ้านเรายังยึดติดกับค่านิยมการศึกษาตรงนี้นะครับ แค่เปลี่ยนคำพูดจาก “เรียนให้สูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน” มาเป็น “เรียนให้เก่งๆ จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ทำงานได้เงินเดือนสูงๆ” แทนเท่านั้น ในขณะที่ความสำเร็จทางการศึกษาในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ต้องการมากกว่าความรู้ แต่ต้องมีทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ด้วยแล้ว

เห็นแล้วก็เหนื่อยแทนเด็กๆ สมัยนี้ครับนะพี่ ที่ถูกผลักเข้าสู่การแข่งขันกันตั้งแต่เด็ก แต่ก็ชื่นชมในตัวพวกเขานะครับ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำ ต้องใช้ความอดทน มุ่งมั่น มะนะพยายามเป็นอย่างมาก เรื่องแบบนี้คงต้องสุดแต่พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กแต่ละคนแล้วล่ะครับพี่ เพราะทุกคนก็ต่างอยากมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกด้วยกันทั้งนั้น อาจจะต่างกันแค่ บางคนรู้ว่าสิ่งดีๆ ที่ลูกต้องการคืออะไร กับบางคนที่คิดแทนลูกว่านี่ล่ะคือสิ่งที่ดีสำหรับเขา

ขอบคุณพี่แม่หมีมากครับ


ความคิดเห็นที่ 8 rattiya , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 15.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับอาจารย์หม่อง

เป็นข้อสรุปที่ชวนให้อึ้งจริงๆ ครับอาจารย์หม่อง

น่าแปลกนะครับ ที่ผู้บริหารโรงเรียนในปัจจุบันมีการศึกษาสูงกว่าในอดีตเยอะมาก แต่การศึกษายิ่งสูง กลับทำให้บุคคลเหล่านั้นเขยิบห่างจากความเป็น “ครู” มากขึ้นไปทุกที
เพราะคงไม่มี “ครู” ที่ไหน มาแบ่งแยกว่าลูกศฺษย์กลุ่มนี้สมควรได้เรียนในห้องแอร์ แต่ลูกศิษย์อีกลุ่มเรียนในห้องพัดลมก็พอเพราะจ่ายค่าเทอมน้อยกว่า

นี่มันเกิดเรื่องแบบนี้กับโรงเรียนในบ้านเราได้ยังไงกันครับ ???

ขอบคุณอาจารย์หม่องมากครับ



ความคิดเห็นที่ 7 rattiya , ลิงเขียว และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ตุ้ม

ความเห็นของพี่ตุ้มช่วยเติมสิ่งที่ผมไม่ได้เขียนลงไปในบทความให้มีความครบถ้วนขึ้นอย่างมากเลยครับ

ที่จริงมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะมากที่ผมอยากจะเขียนลงไปด้วย
แต่ก็เกรงว่าจะเยิ่นเย้อจนบทคามยาวเกินไป จึงได้แต่แสดงความเห็นในประเด็นหลักของเรื่องนี้ไว้เท่านั้น

อย่างเช่นเรื่องของบุคลากรทางการศึกษา แนวคิดการจัดสรรบุคลากรที่ดีที่สุดให้กับเด็กที่มองว่าดีที่สุด ผมว่ามันผิดตั้งแต่เริ่มคิดที่จะทำแล้ว ก็เหมือนเช่นอย่างที่พี่บอกไว้ละครับว่า เด็กเก่งต้องได้รับการส่งเสริม เด็กที่มีทักษะการเรียนรองลงมาก็ต้องได้รับการเกื้อหนุน เพราะการศึกษาสมควรเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเก่งหรือไม่เก่ง โรงเรียนไหนที่ไม่มีความพร้อมเรื่องบุคลากรที่จะพัฒนาทั้ง 2 มิตินี้ไปพร้อมกันได้ จึงไม่สมควรได้รับการอนุมัติให้เปิดห้องเรียนพิเศษ เพราะการพัฒนาระบบการศึกษาให้ก้าวหน้าได้ มีแต่การขยับช่องว่างของเด็กเก่งกับเด็กไม่เก่งให้แคบลง ไม่ใช่ขยายช่องว่างดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ต่างจากการเดินถอยหลัง

อีกเรื่องที่ผมอยากเขียน แต่ไม่ได้เขียนลงไป คือ เรื่องผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนของห้องเรียนพิเศษของเรา ที่แม้จะมีการเปิดสอนมานานแล้วหลายปี และออกแบบหลักสูตรมาเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กเรียนเก่งให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น แต่ผลที่เห็นเป็นรูปธรรม กลับมีแค่เรื่องของการสอบแข่งขัน ทั้งที่ไปแข่งขันได้รางวัลมา และการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถึงแม้จะมีจำนวนเด็กที่ทำเช่นนั้นได้มากขึ้น แต่มันก็ไม่ต่างกับการย่ำเท้าอยู่กับที่อยู่ดี เพราะในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เขาจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรห้องเรียนพิเศษเหมือนกัน แต่เด็กของเขา สามารถแสดงศักยภาพออกมาผ่านการผลิตงานค้นคว้าวิจัยเผยแพร่ได้แล้ว แบบนี้จึงจะถือว่าเป็นความก้าวหน้าทางการศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าผู้บริหารสถานศึกษาบ้านเราในปัจจุบัน มีวิสัยทัศน์ไกลไปถึงขนาดนั้นหรือเปล่า เพราะดูว่าท่านๆ เหล่านั้นพอใจอยู่ที่ชื่อเสียงของสถานศึกษา สร้างขึ้นจากภาพลวงตาเรื่องของรางวัลและจำนวนเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เสียมากกว่า

เรื่องการศึกษายังมีอะไรที่อยากเขียนถึงเยอะครับพี่
แต่การนั่งมองการปฏิรูปการศึกษาที่สนใจทำกันแต่จากบนลงล่าง โดยไม่คิดจะทำจากล่างขึ้นบนไปพร้อมๆ กันด้วย
บางครั้งผมก็รู้สึกถอดใจเหมือนพี่เช่นกันครับ

ขอบคุณพี่ตุ้มมากครับ กับความเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากประสบการณ์ที่นำมาฝากไว้ให้


ความคิดเห็นที่ 6 rattiya , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่กรมกุชะ

ใช่ครับพี่ เรื่องนี้มีระเบียบปฏิบัติเป็นขั้นตอน ที่โรงเรียนต้องขออนุญาตขึ้นไปจนได้รับการอนุมัติ ซึ่งผมไม่แปลกใจหากทุกโรงเรียนอยากให้ตัวเองมีห้องเรียนพิเศษ เพราะกับผู้บริหารสถานศึกษา (ที่ส่วนใหญ่มีดีกรี ดร. นำหน้าชื่อเกือบทั้งนั้น) ที่เดี๋ยวนี้มีความเป็นนักบริหารการศึกษา มากกว่าที่จะเป็นครู และมีมุมมองในการบริหารโรงเรียนให้เป็นสถานบริการการศึกษา มากกว่าที่จะเป็นสถานศึกษาสำหรับอบมรมบ่มเพาะเด็กและเยาวชนขึ้นไปทุกที เป็นเรื่องธรรมดามากครับที่โรงเรียน (ผู้ให้บริการ) จะมองหาบริการ (สินค้า) ที่ดีขึ้น เพื่อตอบสนองความพอใจของผู้ปกครอง (ลูกค้า) และยกระดับตัวเอง (สร้าง brand) ให้สูงขึ้น เพื่อประโยชน์เรื่องรายได้และชื่อเสียงของโรงเรียน

ปัญหาหลักของเรื่องนี้สำหรับผม จึงอยู่ที่หน่วยงานที่กำกับดูแลโรงเรียนและนโยบายทางการศึกษา ว่ารับรู้ และมองเห็นปัญหาที่มีอยู่หรือไม่ จึงได้อนุมัติหลักสูตรห้องเรียนพิเศษจนเห็นกันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ในขณะนี้

ประเด็นแรก หลักเกณฑ์ในการให้อนุมติรวบรัดไปหรือไม่ เพราะเท่าที่ผมทราบ หลักเกณฑ์ที่ดูเป็นรูปธรรมหน่อยก็มีเพียงแค่ โรงเรียนต้องผ่านการประเมินจาก สมศ ในระดับ 'ดี' ขึ้นไปเท่านั้น นอกนั้นดูจะเป็นหลักการที่ใช้วิจารณญานของบุคคลเข้าพิจารณาเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ระบบอุปถัมภ์ในแวดวงการศึกษาบ้านเรามันรุนแรงสาหัสขนาดไหน ผู้บริหารโรงเรียนใหญ่ๆ หรือโรงเรียนในเมือง โดยมากก็คนคุ้นเคยใน สพฐ. ทั้งสิ้น (เรื่องนี้ทดลองดูได้ง่ายๆ ด้วยการหารายชื่อผู้บริหารโรงเรียนที่เคยมีปัญหา หรือมีเรื่องร้องเรียนต่างๆ แม้แต่เรื่องการทุจริต มาซัก 3 รายชื่อ แล้วลองสืบค้นดูทางอินเตอร์เน็ต ผมมั่นใจว่า ต้องเจอซักรายชื่อหนึ่ง ที่กลับมาเป็นเป็นผู้บริหารโรงเรียนอีกครั้งในโรงเรียนใดก็โรงเรียนหนึ่ง หลังจากที่เรื่องผ่านไปเพียง 2-3 เดือน)

ประเด็นต่อมาคือ การติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของโรงเรียนที่ได้รับการอนุมัติ ว่าดำเนินการเรียนการสอนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรหรือไม่ และมีคุณภาพแค่ไหน ทำไมถึงปล่อยให้มีการระดมทรัพยากรในลักษณะที่เป็นการตัดโอกาสของเด็กนักเรียนในชั้นเรียนธรรมดา และดูเหมือนการเลือกปฏิบัติเช่นนี้ขึ้นในโรงเรียนได้ กับแค่การที่ให้ครูผู้สอนห้องเรียนพิเศษ มาสอนห้องธรรมดาสัปดาห์ละ 1-2 คาบ ผมว่ามันไม่ต่างจากการขายผ้าเอาหน้ารอด เพื่อให้ดูเหมือนไม่มีความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนแค่นั้นเอง แต่ไม่สามารถบอกได้ถึงคุณภาพในการเรียนการสอนแต่อย่างใดเลย

เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกพิอักพิอ่วนใจเหมือนพี่เลยครับ เพราะไอ้หลักเกณฑ์ “จ่ายมากกว่าได้รับการบริการที่ดีกว่า” ผมว่ามันเหมาะกับ รร. (โรงแรม) มากกว่าที่จะนำมาใช้ใน ร.ร. (โรงเรียน) ครับ

ขอบคุณพี่กรมกุชะมากครับ


ความคิดเห็นที่ 5 rattiya , wullopp และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่หมี วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เมื่อสมัยแม่หมีเรียนไม่มีหรอกค่ะ ห้องกิฟท์ตง Gifted อะไรเนี่ย เรียนเหมือนกันครูสอนเท่าเทียมกัน ใครเรียนเก่งก็เก่งไป เพราะแม่หมีเรียน แบบplay and learn เพลินอย่างเดียว

พอมามีลูก เขาก็มีห้องสำหรับเรียนภาษาอังกฤษ ครูสอนเป้นต่างชาติ เลยถามว่า ลูกจะเรียนมั๊ย ลูก(พี่หมีใหญ่)บอก " "ไม่เอาครับแม่ อยากเรียนกับครูไทยดีกว่า" แม่หมีเลยรอดตัวไม่ต้องจ่ายแพง

พอถึวคราวหมีน้อยเรียนบ้าง โรงเรียนโกศลภัทรวิทย์นี้เขาเน้นภาษาจีน เรียนหมดทุกคน ไม่มีห้องเรียนพิเศษ

แต่เพื่อนๆหมีน้อยที่จบประถมไปเข้ามัธยม หลายคนตะบี้ตะบันเรียนพิเศษเพื่อจะได้เรียนห้อง Gifted พ่อแม่ก็เคี่ยวเข็นจัง ผู้ปกครองหลายคนบอกไม่ให้หมีน้อยเรียนบ้างเหรอ แม่หมีตอบไปว่า " แค่หมีน้อยพูดภาษาคนได้ ก็ยอดเยี่ยมแล้วจะอะไรกันนักหนา"

แม่หมีมองเพื่อนๆหมีน้อยที่เข้าโรงเรียนมัธยมที่มีห้องพิเศษเหล่านี้แล้วเครียดแทน (โรงเรียนนี้ติดกับโรงเรียนที่หมีน้อยเรียน) เรียนห้องพิเศษก็ยังไม่พอ ตอนเย็นต้องเรียนเพิ่มเติมอีก หมีน้อยเรียนชิลๆ เรียนแล้วมีความสุขไม่เครียดดีกว่า

เดี๋ยวนี้ชั้นประถมก็มีห้องพิเศษกันแล้ว ห้องสำหรับเด็กที่จะเรียนต่อสายวิทย์ ห้องที่เรียนกับครูต่างชาติ วางแผนกันตั้งแต่ชั้นประถม พ่อแม่ก็ต้องให้ลูกเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพราะเด้กบางคนก็ตามไม่ทัน เสียเงินเพิ่ไปอีกเป็นสองเท่าเพราะอยากให้ลูกเรียนพิเศษ เด็กๆแทนที่จะได้ออกมาวิ่งเล่น ได้ออกมาเตะบอลก็ไม่ได้ เรียนอย่างเดียว

แม่หมีมามองดูแล้ว พ่อแม่มีความสุข ได้เห็นลูกเรียนห้องพิเศษ ได้เห็นลูกเรียนเก่งๆ เรียนเยอะๆ แต่พ่อแม่ถามลูกบ้างมั๊ยว่า ลูกมีความสุขกับการเรียนมั๊ย ทั้งหมดทั้งมวลคือความต้องการของพ่อแม่ แม่หมีแค่ขอให้ลูกตั้งใจเรียนเป็นเด็กดี แล้วมีความสุขกับการเรียนก็พอ

ให้เขามีเวลาทำในเรื่องอื่นๆบ้าง

จะว่าไปลูกของหลานชาย เพิ่งอายุสามขวบกว่าๆ เขียนหนังสือได้แล้ว นับหนึ่งถึงร้อย อ่านภาษาอังกฤษได้ พูดภาษาอังกฤษได้บ้างแถมเรียนเพิ่มเติมภาษาจีนอีก อนุบาลนะคะ เสาร์เรียนพิเศษอีกเพื่อจะสอบเข้าเรียนโรงเรียนดังเขตสาทร OMG สงสารหลานมาก แต่อะนะ... คุณพ่อ คุณแม่ คุณย่า คุณป้า ชื่นชมเหลือเกิน ส่วนแม่หมีมองแล้วน่าเป็นห่วงมากๆ สามขวบแล้วยังขี่จักรยานสามล้อไม่เป็น วิ่งก็ป้อแป้กระดูกไม่แข็งแรง เฮ้อ....เด้กไทย ดูมันเครียดเหลือเกิน

ความคิดเห็นที่ 4 wullopp , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 09.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

มีคนบอกผมว่า ..."ห้องเรียนพิเศษ แพงที่มีแอร์ ส่วนห้องปกติเป็นห้องที่ไม่ติดแอร์ ราคาจึงต่างกัน" ได้ยินแล้วอึ้งไปเลยครับคุณพราย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 09.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

ขอบคุณพี่ตุ้ม พี่กรมกุชะ มากครับ
มีเรื่องอยากพูดคุยด้วยกับพี่ๆ มากมาย แต่ติดธุระที่ต้องออกไปทำข้างนอก ทำให้ไม่สะดวกอยู่พูดคุยด้วยในเวลานี้
กลับมาช่วงบ่าย จะรีบเข้ามาพูดคุยกับพี่ๆ นะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่าน entry นี้ ไว้ในที่นี้ด้วยครับ


ความคิดเห็นที่ 2 rattiya , wullopp และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 08.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ตอนเป็นเด็ก พี่เรียนดีมาตลอดและเป็นนักเรียนของห้อง ก หรือห้องคิงเสมอมา
ตอนนั้นมีความสุขกับการไปโรงเรียนมาก ครูยกย่อง เพื่อนเกรงใจ จะมีใครแอบริษาหรือหมั่นไส้หรือไม่ พี่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยถามตัวเองด้วยว่าทำไมนักเรียนส่วนใหญ่จึงเรียนไม่ได้ดี

พอเรียนจบ ไปทำงานเป็นครูอยู่ระยะหนึ่ง ได้เป็นครูประจำชั้นห้องที่นักเรียนเรียนอ่อนที่สุด เริ่มมองเห็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากลในระบบโรงเรียนไทย
รับรู้โดยสัญชาตญาณว่าครูเก่าเขาไม่อยากสอนเด็กห้องนี้ เราเป็นครูใหม่ ไม่มีอำนาจต่อรองอะไร เขาเลยยัดเยียดเด็กห้องบ๊วยมาให้
มีความรู้สึกขัดแย้งในใจว่าทำไมผู้บริหารไม่ให้ครูที่เก่งที่สุด มีประสบการณ์ในการสอนมากที่สุดแก่ห้องบ๊วยเพราะเด็กห้องนี้มีต้นทุนมาต่ำอยู่แล้ว ถ้าจะช่วยให้เขาอยู่รอดปลอดภัย ต้องทุ่มเททรัพยากรที่ดีที่สุดให้เขา ทำไมมายกชั้นนี้ให้เราซึ่งเป็นเพียงครูใหม่หัดสอน
ได้แต่คิดนะคะ ไม่ได้โต้แย้งอะไรออกไป สิ่งที่ทำคือทุ่มเททั้งเวลา สติปัญญาและจิตใจให้เด็กเหลือเดนห้องนั้นเต็มที่ระดับที่มีครูเก่าใจดีบางคนแซวว่าสมควรได้โล่ห์ครูดีเด่นแห่งทศตวรรษ
ผลที่ได้นั้นมหัศจรรย์มาก นักเรียนห้องนั้นไม่โง่ ไม่คร้านอย่างที่ผู้บริหารโรงเรียนและครูเก่าๆทั้งหลายตราหน้า
ทั้งเด็กทั้งผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับครูบ้าหน้าใหม่คนนี้ทุกอย่าง เมื่อครูทุ่มเทใจให้เขาเห็นความจริงใจว่า ส่งมือมา เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อย่างช้าๆนี่แหละแต่มั่นคง ไม่คลอนแคลน
พี่เรียนรู้ว่าเด็กๆ โดยพื้นฐาน ล้วนใฝ่ดีถ้ามีคนให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้ความเชื่อมั่น ให้ความเป็นครูอย่างแท้จริง
การให้โอกาสเด็กเก่งได้พัฒนาไปตามศักยภาพของเขานั้นไม่ผิด สังคมต้องการคนระดับหัวกระทิไปขับเคลื่อนให้บ้านเมืองของเราสามารถต่อสู้และแข่งขันกับนานาชาติได้
แต่มนุษย์ส่วนใหญ่มีสติปัญญาระดับปานกลาง คนส่วนใหญ่ของสังคมต้องได้รับการพัฒนาและเกื้อหนุนอย่างเป็นธรรมด้วย
เด็กเก่งควรได้รับการส่งเสริม เด็กอ่อนต้องได้รับการเกื้อหนุน
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นที่ว่า มีใครบ้างไหมที่เก่งหรือด้อยไปเสียทุกอย่าง
ระบบการศึกษาที่ดีต้องสามารถส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้เต็มที่และอย่างมีความสุขด้วย

การมีโอกาสไปใช้ชีวิตในอีกสังคมหนึ่งเป็นเวลานาน ได้มีโอกาสติดตามพัฒนาการของลูกที่เติบโตมาในระบบโรงเรียนที่มีปรัชญาการศึกษาและวิธีจัดการการเรียนการสอนต่างจากบ้านเราเหมือนขาวกับดำทำให้พี่ถอดใจกับระบบโรงเรียนไทยในปัจจุบันแทบจะโดยสิ้นเชิง
ชื่นชมคุณพรายที่ยังมีใจห่วงใยและพยายามตั้งคำถามที่ผู้เกี่ยวข้องตัวจริงไม่จริงใจในการหาคำตอบทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของตนเอง

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , wullopp และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
กรมกุชะ วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 07.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cradm

น่าจะเป็นบทบาทของสมาคมผู้ปกครอง ครู และกรรมการสถานศึกษาครับ โรงเรียนคงไม่สามารถดำเนินการอันใดตามอำเภอใจ บางทีผู้ปกครองที่มีฐานะเขาก็ยินดีทุมทุนเพื่อวิทยากร เพื่อสื่อดีๆสำหรับลูก สงสารก็แต่คนจนๆอย่างเราอย่างหลายๆคน เห็นลูกอยากเรียนก็ได้แต่พิอักพิอ่วนใจ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน