*/
  • พรายพิลาศ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 86
  • จำนวนผู้ชม : 544832
  • จำนวนผู้โหวต : 180
  • ส่ง msg :
  • โหวต 180 คน
<< สิงหาคม 2015 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม 2558
Posted by พรายพิลาศ , ผู้อ่าน : 7241 , 00:17:57 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 21 คน ni_gul , แม่หมี และอีก 18 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

 

     ต้องบอกก่อนว่า เรื่องที่ผมนำมาเขียนถึงในบทความนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น    แต่เป็นปรากฎการณ์ทาง

สังคมของเด็กวัยเรียนในรั้วสถานศึกษา   ที่ผมเฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงอันน่าวิตกกังวล ตลอดระยะเวลา 3-4 ปี ที่

ผ่านมา ซึ่งบางสิ่งบางอย่างช่วยยืนยันว่า    ระบบการศึกษาไทยในวันนี้กำลังป่วยหนักอยู่ในภาวะวิกฤติ       ชนิดที่ว่า

“แตะตรงไหนก็เจ็บ”  ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ    และสร้างค่านิยมรู้รักสามัคคคีให้แก่เด็ก

นักเรียนอย่างการแข่งขันกีฬาภายในโรงเรียน หรือกีฬาสี ที่ดูไม่น่าจะมีอะไร แต่สุดท้ายก็ปล่อยปละละเลยกันจนเกิดมี

รากของปัญหางอกขึ้นมาจนได้

     “กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำตนให้เป็นคน .....”

 

     ไม่แน่ใจว่า ทุกวันนี้จะยังเปิดเพลงกราวกีฬาในงานกีฬาสีกันอยู่หรือเปล่า   แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะ

หากมองกันในแง่ของโลกที่เปลี่ยนไป และความสนใจของเด็กวัยรุ่นที่เทโถมไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลง   ไม่ใช่

เรื่องแปลกอะไร ถ้าเพลงที่ใช้ในงานกีฬาสีจะเปลี่ยนไปเป็นเพลงที่มีความร่วมสมัยกว่าเพลงนี้

 

     เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งหลายอย่าง   ที่ต่างพากันดูเปลี่ยนไปซะเกือบทั้งหมด  สำหรับคนที่ห่างจากงานกีฬาสีมา

ร่วม 30 ปีอย่างผม             ไม่ว่าจะเป็นการเดินพาเหรดเข้าสนามที่มีการแต่งกาย/แต่งขบวนไม่ต่างจากงานคาร์นิวัล

อัฒจันทร์เชียร์ที่นำเสนออกมาได้ตระการตาไม่น้อยหน้างาน Organize ของมืออาชีพ     การแสดงเปิดตัวคณะสี/ผู้นำ

เชียร์ ที่เด็กๆ ต่างพากันจัดเต็มทั้งฉาก ชุด แสง สี เสียง

 

     กับ “การเชียร์กีฬา” ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกว่าการ “แข็งขันกีฬา”  ผ่านความแปลกใหม่ที่เด็กๆ นำ

มาเติมสีสีนให้กับกิจกรรมของพวกเขา  แม้จะดูเป็นสิ่งที่น่าตื่นตา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจอะไรสำหรับผมจนต้องเก็บ

นำมาเขียนถึง     แต่ที่ยังต้องนำมาเขียน เพราะรู้สึกเป็นกังวลในเรื่องละเอียดอ่อนบางประเด็น ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในความ

ตระการตาของงานกีฬาสี ที่กำลังส่งเสริม  ค่านิยมอันตราย  เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินเกินตัว เพื่อตอบสนองความภาค

ภูมิใจในการแข่งขันชิงความเป็นหนึ่ง และกำลังครอบงำ กลืนกิน ค่านิยมหลัก (Core Value) ของกิจกรรมกีฬาสี ที่

มุ่งปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้รักสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ให้ค่อยๆ จางหาย ด้อยค่าลงไป

     จากการได้พูดคุยกับนักเรียนระดับชั้น ม.5 ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งแถบชานเมือง     ซึ่งเธอได้ให้ข้อมูลอันน่า

ตกใจกับผมว่า    ในการแข่งขันกีฬาสีประจำปีนี้ที่กำลังจะจัดขึ้นช่วงปลายปี นอกจากเงิน 10 บาท/สัปดาห์ ที่จ่ายเป็น

ประจำสำหรับเก็บสะสมไว้ทำกิจกรรมของห้องมาตั้งแต่ ม.4  เงินรายได้จากการเก็บขวดพลาสติกภายในโรงเรียนขาย

เงินสนับสนุนการทำกิจกรรมจากทางโรงเรียน       และเงินสนับสนุนจากร้านค้าที่พวกเธอไปขอความอนุเคราะห์มาได้

พวกเธอกับเพื่อนนักเรียนอีกห้องหนึ่ง (รวมกันประมาณ 90 คน) ซึ่งต้องรับหน้าที่เป็นแม่สีในปีนี้    ยังต้องจ่ายเงินเพิ่ม

กันอีกคนละ 1,000 บาท เพื่อรวบรวมเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในงานที่จัดขึ้นเพียงวันเดียว  โดยเมื่อ

นับรวมเงินทั้งหมดที่ระดมเข้ามาได้

 

 

     ประมาณได้ว่าสีของพวกเธอจะมีเม็ดเงินสุทธิสำหรับใช้จ่ายครั้งนี้ ประมาณ 100,000 บาท

     มากเอาการอยู่ไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมละครับ ...

 

     แต่สำหรับเด็กๆ มันเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก  และที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ก็เป็นแค่เพียงตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ที่

เกิดขึ้น และดำเนินอยู่ในรั้วสถานศึกษาปัจจุบัน   ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงเรียนใหญ่ๆ หรือโรงเรียนในกรุงเทพฯ

เท่านั้น แต่มีให้เห็นได้ทั่วไปในโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ

 

     โดย 70 – 80% ของเม็ดเงิน จะถูกใช้ไปกับกิจกรรมที่มุ่งเน้นความสวยงามอลังการ   ไม่ว่าจะเป็น การจ้างทีมงาน

ภายนอก มาออกแบบและฝึกสอนท่าเต้น    ค่าเสื้อผ้าหน้าผมสำหรับการเดินพาเหรดและการประกวดกองเชียร์     ค่า

อุปกรณ์ประกอบการแสดงและอุปกรณ์ตกแต่งอัฒจันทร์       ทั้งหมดไม่ใช่เพื่อถ้วยรางวัลหรือขนมปังปี๊ปที่มอบให้กับ

ผู้ชนะ แต่เพื่อความเป็นหนึ่งในโรงเรียน ที่ชัยชนะจะเชิดหน้าชูตาพวกเขาและเธอไปตลอดปี (1)

 

     และที่ผมบอกเอาไว้ในตอนต้นว่าผมเฝ้ามองดูเรื่องนี้ด้วยความวิตกกังวล วันนี้สิ่งที่ผมกังวลเริ่มปรากฎผลต่อวิธีคิด

และวิธีจัดการชีวิตของเด็กนักเรียนขึ้นมาแล้ว เมื่อเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ถึงขนาดตัดสินใจกู้เงินนอกระบบมาใช้เพื่อจัด

งานกีฬาสีของตนเองให้ยิ่งใหญ่อลังการแข่งขันกับสีอื่นๆ (2)

     สำหรับผม ผู้ที่สมควรถูกตำหนิและกล่าวโทษในเรื่องนี้ไม่ใช่เด็ก  แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ภาระหน้าที่ของความเป็น “ครู”

ควรอบรมสั่งสอน และให้คำแนะนำแก่เด็กนักเรียนในทางที่ถูกต้องเหมาะสม           รวมถึงหน่วยงานที่กำกับนโยบาย

ควบคุมดูแลการดำเนินการของสถานศึกษา  ที่ไม่ใส่ใจ ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน นานจนกระทั่งค่านิยม

ที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในความคิดของเด็กๆ

 

     ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญสมควรแก่การได้รับการใส่ใจ และเฝ้าระวังในระดับสูง   เพราะปัญหาไม่ได้แบนราบ

แค่พฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของเด็กนักเรียน  ที่เป็นเหมือนปลายยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาให้เห็น

เท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบได้ในหลายมิติ      ไม่ว่าจะเป็นต่อตัวเด็กนักเรียนเอง ที่อาจซึมซับค่านิยม

ฟุ้งเฟ้อนี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะการณ์ปัจจุบัน ที่การใช้จ่ายเงินเกิน

ตัวของเด็กวัยรุ่น    ยังคงเป็นปัญหาสังคมที่ค่อนข้างหนักหนา และยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง จากค่านิยมทางวัตถุที่

ทวีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นสาเหตุของปัญหาสังคมอื่นๆ อีกมากมาย  ไม่ว่าจะเรื่องของการพนัน หรือการขายบริการใน

กลุ่มเด็กวัยรุ่น

 

 

                                                                        คลิปจาก  youtube ชื่อคลิป เป็นไทยสุดขีด ตอน ใช้แต่เด็ก

                                                                        เผยแพร่โดย สารคดี Thai PBS เผยแพร่เมื่อ 12 มิ.ย. 2012

 

 

     นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเด็กคนอื่นในโรงเรียน  เพราะทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับ  “สังคมในโรงเรียน”  ที่เด็ก

ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่น่าแปลกใจที่ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนคิดกันแต่เพียงว่า    “เป็นเรื่องของเด็กที่มีฐานะทาง

บ้านพร้อมให้การสนับสนุน ในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่โรงเรียนจัดขึ้นปีละครั้ง” เท่านั้น    ซึ่งเป็นความคิดที่มักง่าย

และไร้ความรับผิดชอบเป็นอย่างมาก กับการนำ ฐานะทางบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนักเรียนกลุ่มเล็กๆ   มาเป็น

เหตุผลให้เด็กทุกคนต้องยอมรับ   เพราะในความเป็นจริง ยังมีเด็กนักเรียนอีกเป็นจำนวนมาก ที่แม้ฐานะทางบ้านจะไม่

พร้อมให้การสนับสนุน แต่ก็ต้องเข้ามามีส่วนในการระดมเงิน         เนื่องจากปฏิเสธการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่อ้างผล

ประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ (3)  รวมถึงน้องนักเรียนที่ผมนำคำพูดของเธอมาอ้างถึงในตอนต้น ที่แม้ไม่เห็นด้วยกับการใช้

เงินมากมายขนาดนั้น แต่ก็ต้องจ่ายเงินในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม

     และที่หลีกเลี่ยงผลกระทบในเรื่องนี้ไม่ได้เลยก็คือ “ครอบครัว” ที่มีบุตรอยู่ในวัยเรียน      ทุกวันนี้แม้รัฐจะให้การ

อุดหนุนงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐาน  แต่กระนั้นก็ยังมีผลการศึกษาวิจัย แสดงให้เห็นว่า

ครอบครัวคนไทยที่มีบุตรอยู่ในวัยเรียน     ยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร    เฉลี่ยอีกครอบครัวละ

25,000 บาท/ปี    (สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันของเด็ก ค่าชุด/เครื่องแบบ/อุปกรณ์การศึกษา ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายที่

โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่ม)        โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำ ภาระเรื่องการศึกษาของบุตร (ที่มี

สัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้)  มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากกับการก่อให้เกิดภาระหนี้สินภายในครัวเรือน (4)    ซึ่ง

เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาเด็กเลิกเรียนกลางคันก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ (5)   รวมถึงเป็นกำแพงขวางกั้น

การจัดการปัญหาหนี้นอกระบบ ที่กำลังคุกคามคุณภาพชีวิตของคนไทยในขณะนี้

     กับการเฝ้ามองดูค่านิยมฟุ้งเฟ้อในงานกีฬาสี ที่นับวันมีแต่จะยิ่งเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ     จากการใช้เงินระดับ 5-6 หมื่น

บาท (ซึ่งก็รู้สึกว่าเยอะมากแล้ว) เมื่อหลายปีก่อน   ผ่านมาถึงวันนี้จำนวนเงินขยับขึ้นไปแตะที่หลักแสน        วันนี้เด็ก

นักเรียนของเราเช่าช้างมาร่วมเดินในขบวนพาเหรดเข้าสนาม วันข้างหน้าพวกเขาจะจ่ายเงินจ้างอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า

ยิ่งใหญ่อลังการกว่านี้อีกไหม???    ผมอาจจะเป็นกังวล แต่คงไม่ถึงกับรู้สึกหดหู่เช่นนี้ หากทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่

ได้อยู่ในสายตาของครู

 

     แต่นี่ .. ทีมงานภายนอกที่เด็กๆ จ้างมาสอนเต้น ก็สอนกันอยู่กลางสนามในโรงเรียน  ทีมงานที่จ้างมาทำอัฒจันทร์

ก็ขนอุปกรณ์มาทำกันอยู่ในโรงเรียน    ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า ทั้งครูและผู้บริหารโรงเรียนเมินเฉยกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้

อย่างไร   การละเลยโดยปล่อยให้เด็กๆ ใช้จ่ายเงินในกิจกรรมกีฬาสีมากจนเกินพอดี    แทบไม่ต่างจากการส่งเสริมค่า

นิยมผิดๆ ให้เด็กได้ซึมซับรับมันไปมากขึ้น เร่งถีบส่งปัญหาออกไปสู่สังคมมากขึ้น  ทั้งๆ ที่บทบาทของ โรงเรียน ควร

เป็นหัวหอกทางสังคมที่สำคัญในการช่วยลดปัญหาต่างๆ เหล่านี้แท้ๆ

                                                                                                  ภาพจาก kapok.com / ข่าวการศึกษา

 

 

     ขอส่งท้ายบทความนี้ ด้วยภาพที่ผมบันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว  ซึ่งบุคคลในภาพได้แสดงให้เห็นว่า แม้ปัญหานี้จะฝังตัว

อยู่ในโรงเรียนมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่สายหากจะเริ่มต้นแก้ไขเสียในวันนี้

 

     น้องๆ นักเรียนกลุ่มนี้ลงประกวดการเชียร์ด้วยชุดที่เรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ    แค่เสื้อยืดกีฬา กระโปรงขาว ถุงเท้า

ยาว สำหรับเด็กหญิง กับเสื้อยืดกีฬา กางเกงพละ สำหรับเด็กชาย    แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเธอเลือก ไม่ได้ช่วยให้สีของ

พวกเธอเข้าใกล้ถ้วยรางวัลและขนมปังปี๊ปเลยซักนิด    ซึ่งเด็กๆ ได้ให้คำตอบกับผมสำหรับการตัดสินใจเลือกครั้งนี้ว่า

 

 

     เงินน่ะมี แค่ไม่อยากเอาไปละลายกับเรื่องพวกนั้น !!!

     น่าชื่นใจและดีใจแทนพ่อแม่ของน้องๆ เขานะครับ ที่เลี้ยงลูกให้เติบโตมาได้อย่างมีความคิด   รู้ว่าอะไรควรไม่ควร

ซึ่งผมว่าบางทีเด็กกลุ่มนี้อาจจะมีความคิดมากกว่าผู้ใหญ่อีกหลายคน ที่ดีแต่ทำตัว   “ปากว่าตาขยิบ”   ไปวันๆ  เสีย

ด้วยซ้ำ

 

 

 

                                                                                                                                    พรายพิลาศ

 

 

 

     หมายเหตุผู้เขียน :       เนื่องจากบทความนี้เป็นเรื่องของค่านิยมในกลุ่มเด็กและเยาวชน การนำภาพมาประกอบ

บทความ เพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนในการจัดงานกีฬาสีของเด็กๆ จึงมีข้อจำกัดในเรื่องของความเหมาะสม  ทั้งนี้หาก

ต้องการทราบว่าทำไมกีฬาสีทุกวันนี้ เด็กๆ ถึงต้องใช้เงินจำนวนมากมายขนาดนั้น  สามารถชมภาพและคลิป ตาม link

ที่แนบมาไว้ท้ายบทความนี้ได้ครับ ภาพขบวนพาเหรด / อัฒจันทร์เชียร์ / คลิปการประกวดนำเชียร์

 

 

 

     อ้างอิง

     (1) บทความจาก MThai News / เม็ดเงินหลังแสตนด์เชียร์กีฬาสี น.ร. ทุ่มเงินเฉียดแสนเพื่อ...? /

          น.ส.สมใจ นึกสมหวัง

     (2) กระดานสนทนาจากเว็บ pantip / คุณคิดยังไงที่เด็กมัธยมกู้เงินนอกระบบจัดงานกีฬาสี

     (3) กระดานสนทนาจากเว็บ dek-d / คิดยังไงกับกีฬาสี ? ที่ต้องลงทุนเป็นแสน

     (4) เอกสารงานวิจัยการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของครัวเรือนไทย ภายใต้โครงการเรียนฟรี 15 ปี /

          สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ / ณัฏฐาภรณ์ เลียมจรัสกุล

     (5) บทความจาก bangkokbiznews / เผยรายจ่ายการศึกษาไทย เงินหายไปไหนหมด /

          รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
ni_gul วันที่ : 02/09/2015 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

พิสดารพันลึกกับกิจกรรมตำน้ำพริกเอาหน้า ขายผ้าละลายแม่น้ำ ... ในงานกีฬาสีในโรงเรียน ...ใช้เงินกันขนาดนี้เลยหรือนี่!

ความคิดเห็นที่ 41 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 16/08/2015 เวลา : 13.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

โอ้ ..พรายพิลาส เขียนเรื่องนี้ โดนใจมาก โดนใจหลายคน แต่ไม่โดนใจครูผู้บริหาร ..ให้มันรู้ไป..
ต้องโทษครู ผู้บริหารโรงเรียน..หลับหู หลับตา เอาสมองส่วนไหนให้เด็กทำ..
พวกจัดอีเว็นต์ พาณิชย์นายทุน เข้าครอบงำ พวกนี้ทำได้ทุกเรื่องไม่เว้นเรื่องของเด็ก..หากปล่อยให้ฟุ่มเฟือย ก็เสร็จพวกมัน
..สมัยเรา..กีฬาสี..ของโรงเรียน มีแค่ริบบิ้นผูกข้อมือให้รู้ว่า เราอยู่สีอะไร..เจ้าหญิงเป็นประธานสีแดง (ว้าย)
..กีฬาระดับจังหวัด ที่จัดในวันที่ 12 สิงหาคม ทุกปี มีขบวนพาเหรดสนุกสนาน มีนักเรียนไม่มากที่ต้องแต่งกาย เช่น วงดุริยางค์ ดรัมเมเยอร์ นอกนั้นแต่งชุดวอร์มธรรมดา และชุดกิฬา เชียร์กันสุดใจขาดดิ้น..ฮิๆ เจ้าหญิงเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ร้องเพลงซ้อมกันคอแห้งทุกวัน ส่วนนักกิฬาก็ซ้อมกันขะมักเขม้น..ปัจจบัน..ได้รู้ว่าต้องเสียเงินมากมายจัดโชว์กันขนาดนั้น..ก็เลิกเสียเถอะ คนที่จะบอกเด็ก เตือนเด็ก ห้ามเด็ก..ต้องเป็น ครู อาจารย์ ผู้บริหารโรงเรียน นั่น

ความคิดเห็นที่ 40 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 22.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่หมอ NN1234
ที่คุณพ่อของเพื่อนลูกพี่หมอมาช่วยทำอัฒจันทร์เชียร์ในความเห็น
ทำให้ผมรู้สึกว่าทางเลือกในการใช้กิจกรรมกีฬาสี ให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์
ยังมีอีกเยอะเลยนะครับ แค่ว่าไม่ได้เป็นคำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกโรงเรียนเท่านั้นเอง

ขอบคุณพี่หมอมากครับ


ความคิดเห็นที่ 39 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
NN1234 วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ค่านิยมไทยเปลี่ยนไปมากจริงๆ อึ้ง ...อึ้งครับ
เด็กนักเรียน ..จัดงานเหมือน พวกคนมีเงินเดือน จัดเหมือนมีสปอนเซอร์ มัธยมจัดเหมือนมหาวิทยาลัย ไม่มีใครยอมติดดิน
รร.ของลูกชายเพิ่งจัดเสร็จไปไม่นานมานี้ กลับดึก 2-3 วัน บอกว่าจัดสแตนด์เชียร์ ถามว่าใครมาทำให้(เพราะสงสัยว่า เด็กตีตะปูไม่เป็นแน่นอน)
เขาตอบว่า มีพ่อของเพื่อนลูกมาช่วยทำให้
...... ผมอยากไปช่วย เสียแต่ว่าจัดไกลจากบ้านมาก

ความคิดเห็นที่ 38 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 21.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่แม่หมี
ผมก็คิดว่าการจ้างรุ่นพี่ หรือคนภายนอกมาทำงานให้นี่ มันเป็นเรื่องที่เกินเลยไปมากจริง ครับ
ทุกวันนี้มีทีมเดินสายรับงานจากกิจกรรมกีฬาสีเยอะมาก แต่ละทีมรับงานกันปีละ 5-7 งาน ค่าจ้างมีตั้งแต่ 50,000 - 80,000 บาท
เรื่องนี้ผมว่าอยู่ในอำนาจของโรงเรียนที่จะจัดการได้นะครับ เพราะนี่มันกิจกรรมของนักเรียน
มองกันในมุมนี้ มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะให้เด็กจ้างคนนอกเข้ามามีส่วนร่วม หาผลประโยชน์จากเด็ก

ส่วนเรื่องของผู้ปกครองที่พยายามหาที่ยืน ให้ลูกได้รับการยอมรับจากครู จากเพื่อน อันนี้ก็เข้าใจหัวอกพ่อแม่นะครับ
แต่นั่นจะเป็นเหมือน "พ่อแม่รังแกฉัน" เช่นที่เคนเรียนกันมาหรือเปล่า ผู้ปกครองคงต้องหาคำตอบกันเอาเองแล้วล่ะครับพี่

ขอบคุณพี่แม่หมีมากครับ


ความคิดเห็นที่ 37 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 20.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณวรรณสุข
100,000 บาท หมดไปกับการจ้างคนภายนอกเสียเยอะเลยครับ
ทั้งที่จริงๆ เด็กเรามีฝีมือ มีความสามารถนะครับ แค่พวกเขายังคิดกันว่า ถ้าจ้างทำงานจะออกมาดีกว่า
แต่ความจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดก็ได้ ซึ่งตรงนี้ครูมีส่วนมากๆ ในการที่จะมไให้เขาเชื่อว่า พวกเขาทำได้

ขอบคุณคุณวรรณสุขมากครับ


ความคิดเห็นที่ 36 นายสิบหมื่น ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 20.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับน้าแสน
โหหหห มายังไงครับเนี่ยน้า ไม่เจอเลยทั้งในบล็อก ทั้งใน fb
ไหนๆ มาแล้วก็อย่าเพิ่งเบื่อเลยครับน้า ผมกลัวว่าน้าจะเบื่อจนหายไปอีก
คิดถึงนะครับน้าแสน

ขอบคุณน้าแสนมากครับ


ความคิดเห็นที่ 35 SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ SW19
โรงเรียนจะได้งบประมาณมกกหรือน้อยอยู่ที่จำนวนเด็กครับพี่ การสร้างความน่าสนใจให้เด็กอยากเข้ามาเรียนจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารโรงเรียนสมัยนี้ค่อนข้างจะสนใจเป็นพิเศษ ในโรงเรียนที่มีมาตรฐานการศึกษาสูง อาจจะแค่พยายามรักษาคุณภาพของตัวเองเอาไว้ โรงเรียนที่มีมาตรฐานรองลงมาก็พยายามหาทางผลักดันตัวเองขึ้นมา เหมือนโครงการห้องเรียนพิเศษที่ผมเคยเขียนถึง (ซึ่งมาตรฐานที่เพิ่มขึ้นมาไม่ต่างจากพลุดอกไม้ไฟ ที่สวยงาม แต่ก็สว่างวูบเดียว ไม่ได้ให้แสงสว่างส่องทางใดๆ ได้เลย) เรื่องกีฬาสีผมยังไม่กล้าชี้ชัดลงไปว่าเป็นเพราะหวังผลในแง่นี้ด้วย เพราะถ้าถึงขนาดนั้นความรู้สึกผมคงก้าวข้ามจากหดหู่ไปเป็นสิ้นหวังเลยทีเดียว แต่ก็เป็นกรณีหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนยังขาดความใส่ใจในแง่ของความเป็นสถานศึกษาที่ควรให้ทั้งความรู้ และการอบรม จากจุดนี้โยงไปถึงคำพูด “เอาวิธีการมาตีความเท่ากับผลลัพธ์” ของพี่ ปัญหาดูสะท้อนขึ้นเห็นชัดเจนขึ้นหลายอย่าง

ทุกวันนี้สังคมไทยนิยมที่จะจับ “องค์รวม” มา “แยกส่วน” แล้วค่อยนำส่วนที่แยกไปครอบทับองค์รวมอีกที ประชาธิปไตยเรามองกันแค่การเลือกตั้ง/ปากท้อง คุณภาพชีวิตเกษตรกรแยกเอาเฉพาะราคาผลผลิตมาส่งเสริมแก้ไข โรงเรียนจับจ้องกันที่เรื่องวิชาการ สังคมมองกันที่ฐานะ ปัญหามากมายจึงคล้ายว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ ทั้งๆ ที่อาจจะแค่เป็นการแก้ไม่ตรงจุด

เหมือนเรื่องการสร้างอาคารเรียนใหม่ที่ผมคุยกับพี่ทางแก้ว ภาพที่เห็นคือ อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) มีส่วนในการสนับสนุนด้านการศึกษา แต่ถ้ามองว่างเงินกว่าร้อยล้านบาทนั้น ถ้านำไปสนับสนุนพัฒนาโรงเรียนที่ยังขาด จะตรงความหมายกับคำว่า “พัฒนา” หรือเปล่า อันนี้คนให้คงจะไม่ค่อยสน เพราะเงิน (งบ) ที่ลงไป มันคือผลที่หวังได้ในอนาคตทางการเมือง .. บ่นแล้วเหนื่อยครับพี่

ส่วนเรื่องการรับวัฒนธรรมจากภายนอก ตอนนี้ผมว่าข้ามมันเรื่องรักหรือเกลียดไปไกลเลยครับพี่ เพราะคนที่รับมาก็จะมองแค่ว่าเป็นเรื่องของรสนิยม/สมัยนิยม อย่าว่าแต่ของอเมริกาเลยครับ จะของที่ไหนๆ ก็ไหลเข้ามาได้ง่ายมากในตอนนี้ จนกว่าเราจะสร้างเขื่อนทางความคิดให้กับสังคมได้ ซึ่งลำพังแค่การรณรงค์ให้อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไม่พอแล้วกับโลกที่ย่อมาไว้ในจอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์แบบนี้

ขอบคุณพี่ SW19 มากครับ


ความคิดเห็นที่ 34 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

สมัยแม่หมีเรียนมัธยม ไม่เสียสักบาท

เสื้อสีก็ไม่ต้องมี ใช้ปักที่ปกเสื้อเป้นจุดกลมๆพอให้เห้นว่าใครอยู่สีอะไร

จะมีก็คือตอนช่วงกีฬาสี พวกม.ปลายไว้ผมยาว คุณครูอนุญาตให้ใช้โบว์ตามสีได้ ซึ่งปกติก็ใช้แค่โบว์สีดำ น้ำตาลเข้ม น้ำเงิน แต่พอมีกีฬาสี ครูปล่อยอย่างเช่นสีอยู่สีเหลืองก็ใช้โบว์สีเหลือง โบวืถุกๆก็มีขาย แต่แม่หมีกระแดะเองต้องวื้อดบว์จากห้างสรรพสินค้า นอกนั้นก็ไม่ต้องจ่ายอะไร ยกเวัณเชียร์ลีดเดอร์ พอมารุ่นลูกตอนเรียนประถมก็มีแค่เสื้อกีฬาสีคนละตัว นอกนั้นก้อาจมีหมวกแก๊ปสีบ้าง แต่เชียร์ลีดเดอร์นี่ผู้ปกครองทุ่มทุนกันมาก ผู้ปกครองบางตนที่ลูกเป้นเชียร์ลีดเดอร์นี่ตีเนียนไปเป็นฝ่ายที่ปรึกษาของสีที่ลูกเป็น ทั้งออกแบบเสื้อผ้า จัดหารองเท้า ถุงมือแสนสวย นับว่าผู้ปกครองเด็กประถมมีเอี่ยวที่ส่งเสริมให้ลูกใช้เงินกับการนี้ ยินดีจ่ายเสียด้วย ลูกชั้นต้องเด่นและเริ่ด โชคดีที่หมีน้อยและหมีใหญ่ไม่ได้เป็นอะไรกับเขา ร้องเพลงปรบมือย่างเดียวเลยไม่ต้องจ่ายเงิน

แต่ตอนหมีน้อยอยู่ชั้น ม.ปลาย เด็กม.5 (เด็กม. 6 ไม่ต้องทำเพราะต้องเตรียมสอบแอดมิชชั่น แต่เอาจริงๆม.6 ก็อยู่เบื้องหลังด้วยเพราะกลัวสีของตนจะน้อยหน้า) ซึ่งต้องเป้นคณะกรรมการเชียรืและทำเชียร์ของตนเอง โดยมีครูเป็นที่ปรึกษา แต่เด็กๆเค้าเว่อร์กันเองเพราะติดค่านิยม พี่ม.5 ปีที่แล้วทำได้สวย ปีนี้ต้องอลังการกว่า แล้วเด็กโรงเรียนหมีน้อยมีไม่มากนัก หมีน้อยของอิชั้นก็เลยอยู่ในคณะกรรมการ พอจะมีฝีมือในการวาดภาพ จึงได้ทำแสตนด์เชียรื งานนี้ก็เรี่ยไรที่ผู้ปกครองสิคะ โดนไปหลายคังค์
แถมเสื้อกีฬาสีโรงเรียนก้เก็บไปตั้งแต่ต้นปีแล้ว ไม่ต้องจ่าย แต่สต๊าฟคณะทำงานมีเสื้อเพิ่มจากงบโรงเรียนอีกสองสามตัว ครูแม่สีได้แต่มองตาปริบๆ เด้กเขาอยากจัดกันเอง อลังกันมากๆ แค่ซ้อมเชียร์หรือแปลอักษรนี่เขาไปจ้างพี่ที่อยู่มหาลัยมาทำให้ ใครออกแบบเชียรืก้ทำไป ใครซ้อมเต้นก็เต้นไป
นี่ล่ะค่ะ ทำกันจนเป้นวัฒนธรรมไปแล้ว

แล้วก็เด็กพวกนี้รับผิดชอบกับเรื่องนี้จนแทบไม่ยอมเรียน เอาเวลามาทุ่มเทตรงนี้ เห็นแล้วก็ต้องบอกว่า ไม่น่าเชื่อตีสี่นี่ไปรอแต่งหน้าทำผมกันแล้ว แล้วเชียร์นี่ไม่ใช่ชุดเดียวเพราะมีการประกวด เขาก็มีช่วงเช้าชุดหนึ่ง ช่วงบ่ายอีกชุดหนึ่งทุ่มทุนกันสุดๆ

ความคิดเห็นที่ 33 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
วรรณสุข วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 16.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

100,000 บาท โอววว...น่าตกใจจริงๆ
ยิ่งงบเยอะยิ่งไม่ต้องสร้างสรรค์ ถ้ามีการจำกัดงบเด็กจะได้ใช้สมองส่วนสร้างสรรค์ได้เต็มที่มากกว่านะคะ

ความคิดเห็นที่ 32 พรายพิลาศ , กระเจี๊ยบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
นายสิบหมื่น วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 14.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

ตาพรายเขียนเรื่องนี้โดนใจอย่างแรง
กำลังเบื่อหน่ายกับสังคมฟุ้งเฟ้อในขณะนี้เหลือกำลัง ลุกลามไปทั่วทุกพื้นที่เลย

ความคิดเห็นที่ 31 พรายพิลาศ , กระเจี๊ยบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 15/08/2015 เวลา : 00.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณพรายพิลาศเปิดโลกทัศน์สถานการณ์โรงเรียนปัจจุบันนี้ให้ SW19 แยะเลย – ต้องขอบคุณมากมาย

ขณะที่อ่านไปความคิดแล่นไปเรื่อย อดโยงไปถึงเรื่อง Inequality ที่สนใจไม่ได้ มาอ่านความเห็นก็เป๊ะอย่างที่คุณกระเจี๊ยบว่าไว้เลย
Inequality and the 1% เล่มที่อ่าน ผู้เขียนแบ่งเรื่อง Inequality ไว้น่าสนใจ ตั้งแต่เด็ก (กำเนิด สุขภาพ) การศึกษางาน อาชีพ ฯลฯ (การศึกษาที่เหลื่อมล้ำ มีผลกับอาชีพ กับโอกาสทำงาน วนกลับมาเป็นวงจร) อ่านแล้วแม้จะไม่เห็นด้วยทุกเหตุผล แต่มีประเด็นน่าสนใจ เช่น การศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันทุกวันนี้ เพราะการจัดงบประมาณสำหรับโรงเรียนรัฐบาลอัตคัต เท่าที่จะมีกำลังจากภาษีที่เก็บได้ ทำให้คิดต่อไปถึงเมืองไทยได้ว่า การแข่งขันกันมากมายสร้างชื่อให้เด่น ให้ดังเสมือนเป็นการโฆษณาเรียกลูกค้า และเมื่อ demand มากกว่า supply ก็จะสร้างอำนาจต่อรองให้โรงเรียนสร้างเงินได้ (แต่ไม่รู้เอาไปทาสี ติดแอร์ หรือ ไปพัฒนาบุคลากร) ถ้าโรงเรียนมีสมดุลในวิธีการเช่นนี้ ผลดีก็คงมีกับการพัฒนาโรงเรียน แต่ถ้าโรงเรียนหลงทาง สนใจ ranking มากกว่าคุณค่าของ learning/teaching ผลผลิตที่ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็น

อีกความคิดที่ผุดขึ้นมา คือ การที่เด็กทำแบบนี้ ก็คือกระจกสะท้อนผู้ใหญ่ในสังคมนั่นแหละ สะท้อนเอาหลายประการ ทั้งการมีค่านิยมที่ผิดในเรื่องสิ่งที่ควรยกย่องเชิดชู เหมือนเรายกย่องคนจัดงานกีฬาสีที่เก่ง ที่ สีสันของการนำเสนอ มากกว่า essence ของการจัดกีฬาสี หรือแม้แต่ผลต่อเนื่องของการเล่นกีฬา ถ้าย้อนดูผู้ใหญ่ สังคมไทยยกย่องคนที่มีเงินตรามากกว่าคุณค่า คุณความดี ก็มีให้เห็น
(และก็เพราะผู้ใหญ่ในสังคม ยังทำแบบนี้ให้เด็กเห็น ก็อย่างที่คุณครูรวงข้าวบอกเหตุผลที่ทำให้ ...ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง..)
ตัวอย่างที่นั่งคุยกันแล้วรู้สึกชัด คือ สังคมชอบเอา mean มาเป็น end คือ เอาวิธีการมาตีความว่าเท่ากับผลลัพธ์ ความหมายคือ ประหนึ่งว่าถ้าได้ใช้วิธีการนั้นแล้ว จะได้ผลลัพธ์ตามสำเร็จรูป-เป็นอัตโนมัติ เช่น กีฬาเป็นเรื่องดี จัดให้มี ให้เล่น เด็กเข้าใจหัวใจของการเล่นกีฬาและได้ประโยชน์
(ป.ล. ขออนุญาตปากเสีย ธรรมเนียมเอา pompom มาแกว่งเชียร์กันทางเราก็ไม่มี มันเป็นของมะกัน นึกแล้วก็ขำคนไทยเกลียดอเมริกันแต่รับปฏิบัติวิธีเขามาแยะเหมือนกัน)

ความคิดเห็นที่ 30 กระเจี๊ยบ , SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่กระเจี๊ยบ
ด้วยควมยินดีครับพี่
ตอนเขียนบทความนี้ ผมลองหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมกีฬาสีของโรงเรียนใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงมาดู ปรากฎว่างานของพวกเขาก็ดูปกติธรรมดาตามสมัยนิยม ไม่ได้หวือหวาใกล้เคียงกับคำว่าอลังการเลยพี่ เรื่องนี้ถ้าเปรียบกับประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เคยคุยในบ้านพี่ SW19 ผมว่าข้อสรุปน่ก็าจะเหมือนๆ กันด้วยครับพี่ คือ ทุกโรงเรียนควรมีมาตรฐานเดียวกันในเรื่องของกฎระเบียบ ไม่ใช่ใครพอใจจะให้เด็กจัดกิจกรรมแบบไหน ก็ปล่อยไปตามเรื่องของแต่ละโรงเรียนที่จะพิจรณาความเหมาะสมกันเอง ที่สำคัญหน่วยงานที่ควบคุมดูแลต้องเข้มงวดกว่านี้ และไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นในทุกเรื่อง จนถึงเดี๋ยวนี้ยังมีครูเซ็นชื่อแล้วออกจากโรงเรียนไปอยู่เลย ผ่านมา 20-30 ปี ยังปล่อยเรื่องแบบนี้เอาไว้อยู่ได้ยังไงกัน

ขอบคุณพี่กระเจี๊ยบมากครับ


ความคิดเห็นที่ 29 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 14.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ทางแก้ว
ก็เป็นแบบนั้นล่ะครับพี่ .. พี่ทางแก้วอยู่แถวนนทบุรีเหมือนกัน น่าจะเคยเห็นโรงเรียนในจังหวัดนนท์ หลายโรงเรียนตอนนี้มีการสร้างอาคารเรียนใหม่ขึ้นมา ซึ่งมองเผินๆ เหมือนจะดี แต่ผมกลับรู้สึกอยากร้องไห้ ตอนนี้ในจังหวัดนนท์หลายโรงเรียนมีปัญหาเรื่องเด็กนักเรียนน้อยลง (ทำให้งบกลางที่มาลงในโรงเรียนน้อยลงไปด้วย) เพราะมีโรงเรียนใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก (จริงๆ ก็โรงเรียนที่เคยมีอยู่เดิมนั่นล่ะครับ แต่ปรับปรุงมาตรฐานใหม่ ให้เป็นเหมือนโรงเรียนในเครือข่ายเดียวกับโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ) ซึ่งจำนวนเด็กที่ลดลงกับอาคารเรียนที่สร้างใหม่ ผมว่ามันเป็นตรรกะที่ขัดแย้งกันมาก ซึ่งงบประมาณทั้งหลายเหล่านี้ (ได้ยินว่าเป็นงบจาก อบจ.) ถ้านำไปพัฒนาโรงเรียนเล็กอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ให้มีศักยภาพทางการเรียนการสอนมากกว่านี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่านี้เยอะ

ขอบคุณพี่ทางแก้วมากครับ


ความคิดเห็นที่ 28 แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ตุ้ม
ชอบความเห็นตรงไปตรงมาแบบนี้ของพี่ตุ้มมากครับ
ส่วนตัวผมมองว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้มีโรงเรียนหลายโรงเรียน หย่อนยานมากเรื่องกฎระเบียบ ก็เพราะระบบการศึกษาในโรงเรียนของไทย ไม่มี benchmark ที่กำหนดไว้ให้ทุกโรงเรียนบริหารจัดการทั้งด้านความรู้และองค์กรอยู่ในมาตรฐานระดับเดียวกัน เราจึงเห็นว่าโรงเรียนใหญ่ๆ ที่วางมาตรฐานของตัวเองเอาไว้สูง จะไม่มีปัญหาเรื่องอะไรต่างๆ เหล่านี้ให้เห็นซักเท่าไหร่เลย แต่กับโรงเรียนทั่วไปกลับกลายไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทุกวันนี้แม้การศึกษาของไทยจะใช้นโยบายทางศึกษาแบบเดียวกัน แต่มาตรฐานการเรียนการสอนในโรงเรียนกลับมีไม่รู้กี่มาตรฐาน แถมหน่วยงานที่คอยควบคุมดูแลกำกับนโยบายการศึกษา ก็ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ซักเท่าไหร่เลยด้วย วิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียน จึงกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากในการกำหนดมาตรฐานให้กับโรงเรียน ผมเคยเห็นทั้งโรงเรียนที่เคยแย่ แต่เมื่อได้ผู้บริหารโรงเรียนที่ดีเข้ามาจัดการวางระบบระเบียบที่เคยหย่อนยานเสียใหม่ โรงเรียนนั้นก็กลายเป็นโรงเรียนที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาภายในเวลา 2-3 ปี และในขณะเดียวกันก็เคยเห็นโรงเรียนที่เคยดี แต่บังเอิญมาเจอผู้บริหารโรงเรียนแย่ๆ โรงเรียนนนั้นก็ตกต่ำลงภายในนเวลา 2-3 ปีด้วยเช่นกัน

คิดแล้วก็หดหู่ครับพี่ เพราะผู้บริหารโรงเรียนดีๆ สมัยนี้หายากเสียยิ่งกว่ายาก และนับวันก็ยิ่งใกล้สูญพันธุ์ไปทุกที จะไปหวังพึ่งหน่วยงานในระดับกระทรวงหรือกรม ก็คงจะหวังยาก มีแต่เรื่องของเส้นสายทั้งนั้น

ขอบคุณพี่ตุ้มมากครับ


ความคิดเห็นที่ 27 เฟื่อง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 14.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่เฟื่อง
เรื่องงานกีฬาสีประเด็นหนึ่งที่ผมไม่ได้เขียนไป เพราะคิดว่าอาจจะเป็นแค่ส่วนน้อย
คือ ตัวคนที่เป็นครูเองนั่นล่ะครับ ที่ส่งแรงยุ ส่งเสริมเด็กให้ใช้เงิน (อันนี้มีเด็กเล่าให้ฟัง)
ผมไม่แน่ใจว่า การรับหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ มันมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องผลงานหรือเปล่า
แต่ถ้ามี ผมว่ามันแย่มากๆ และคนแบบนี้ไม่น่าจะอบรมสั่งสอนใครให้เป็นคนดีได้เลย

ขอบคุณพี่เฟื่องมากครับ


ความคิดเห็นที่ 26 คนคอหนัง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณคนคอหนัง
จะปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผล ต้องรื้อกระทรวง ศธ. แล้วมาจัดวางระบบกันใหม่เลยล่ะครับ
ไม่งั้นคงจะหวังให้สิ่งต่างๆ ในความเห็นดีขึ้นมาได้ยาก
ที่ผ่านมากระทรวงนี้นักการเมืองไม่ค่อยจะกล้าแตะกันเท่าไหร่ครับ เพราะกลัวครูประท้วง
ผมก็คอยดูอยู่ว่าเมื่อไหร่จะมีคนกล้ารื้อกระทรวงนี้ซักที

ขอบคุณคุณคนคอหนังมากครับ


ความคิดเห็นที่ 25 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 14.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ชาลี
การตลาดกับโรงเรียน โดยเฉพาะกับโรงเรียนรัฐ ดูไม่น่าจะนำมาโยงเข้ากันได้เลยนะพี่ แต่ก็ยังมีความพยายามให้เห็น ให้รู้สึกอยู่เลาๆ มาเขาทำกัน อย่างป้ายคัทเอ้าท์ที่มักจะนำภาพของเด็กเรียนดีที่ไปสอบแข่งขันได้รางวัลมาขึ้นโชว์หน้าโรงเรียน ทางหนึ่งเหมือนจะยกย่องเชิดชูความสามารถของเด็ก แต่อีกทางหนึ่งก็คือ อาศัยเด็กเหล่านี้โฆษณาว่าโรงเรียนนี้มีมาตรฐานการศึกษาดีนะ

วิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียนสมัยนี้ น่าเป็นห่วงพอๆ กับระบบการศึกษาเลยครับพี่

ขอบคุณพี่ชาลีมากครับ


ความคิดเห็นที่ 24 SW19 , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 13.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

โอ้โห...ตอนนี้ถึงขนาดนี้กันแล้ว
สมัยเรียนประถมและมัธยมต้น กีฬาสีที่โรงเรียนไม่เสียเงินสักบาท ส่วนมัธยมปลาย เป็นกองเชียร์ เสียเงินซื้อเสื้อเชียร์ (ลืมราคาไปแล้ว ) แค่นั้น

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เราพูดถึงกันด้วยนะ แรกเริ่ม ยังคิดว่าบ้านเราจะเริ่มแก้ตรงไหน ไป ๆ มา ๆ มันก็ตรงนี้ล่ะเนอะน้องพราย

เป็นบทความที่ดีมาก ๆ ขออนุญาตนำไปแชร์ในเฟซนะคะ

ความคิดเห็นที่ 23 พรายพิลาศ , กระเจี๊ยบ และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ทางแก้ว วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ปากว่าตาขยิบกันทั้งสังคมเลยน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 22 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

มองในแง่หนึ่ง ต้องชื่นชมว่าเด็กของเรามีความมุ่งมั่น ถ้าเขาต้องการทำอะไรจริงๆ เขาก็สามารถทำได้สำเร็จ
ประเด็นอยู่ที่ว่าสิ่งที่เขาต้องการทำคืออะไรและเพื่ออะไร
ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าอยู่ตรงที่ว่าใครมีหน้าที่ชี้นำความคิดของเด็ก
โดยพื้นฐานก็ทั้งพ่อแม่และครูนั่นแหละ
แต่ถ้าเราจำกัดขอบเขตปัญหาของการศึกษาไทยลงมาให้เหลือแค่เรื่องของกีฬาสี พี่ว่าเป็นปัญหาของฝ่ายโรงเรียนและครูเต็มๆเลย

ยังไม่เคยได้ยินว่ามีพ่อแม่คนใดให้ความสำคัญมากมายกับกิจกรรมประเภทนี้
ยิ่งไม่เคยได้ยินว่าพ่อแม่คนใดพอใจที่เวลาเรียนของลูกหดหายลงมากมายเพราะต้องไปทุ่มเทให้งานอื่น
และไม่มีพ่อแม่คนใดมีความสุขกับการที่ต้องร่วมจ่ายเงินจำนวนไม่น้อยทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อกิจกรรมที่"ไร้สาระ"

พี่มองว่าโรงเรียนเป็นฝ่ายที่ "ปากว่าตาขยิบ"
ความเด่นความดังของโรงเรียนอันเนื่องมาจากกิจกรรมโฉ่งฉ่างจัดจ้านเช่นนี้ มีเพียงเด็กไม่กี่คนกับโรงเรียนเท่านั้นที่ได้หน้าได้ตา

หากครูบาอาจารญ์มีจิตสำนึก ผู้บริหารมีความเป็นครู พี่ไม่เห็นว่ามีกฎระเบียบใดที่โรงเรียนจะนำมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดทางการศึกษาของโรงเรียนไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 21 กระเจี๊ยบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 14/08/2015 เวลา : 07.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

โอ้ อนาถจริงๆ น้องพราย
ขอบคุณที่หยิบเรื่องนี้มาเล่า
สมัยพี่อยู่โรงเรียนเตรียม พญาไท
ไม่เคยต้องใช้สักบาท
...

แต่ตอนอยู่โรงเรียนคอนแวนต์ เก็บยุบเก็บยับ
พวกเราบ่นกันกระบุงโกยเลย
ยังไม่ขนาดนี้....นะ

ความคิดเห็นที่ 20 กระเจี๊ยบ , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
คนคอหนัง วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 23.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/movietalk

ผมว่าบางทีเราหลงลืมว่า แกนของการมาโรงเรียนคืออะไรครับ พอ ๆ กับหลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่า คนที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู มีน้อยลง แต่เรามีคนที่ รับจ้างสอน มากขึ้นครับ
ผมเองก็เกี่ยวข้องและรู้จักบุคคลในวงการศึกษาระดับอุดมศึกษา หลาย ๆ แห่งเป็นเช่นนี้จริง ๆ ครับ
มหาวิทยาลัยก็แข่งขันกัน ใครจะมีนักศึกษามากกว่า ใครจะมีชื่อเสียงกว่ากัน
โรงเรียนมัธยม-ประถม ก็ไม่ต่างกัน ใครจะมีชื่อเสียงกว่ากัน
ก็ในเมื่อสถานศึกษายังสอนให้แข่งขันกัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่นักเรียนนักศึกษาจะกลายเป็นแข่งขันกันเองเหมือนกันครับ
การปฏิรูปการศึกษา จึงต้องทำในภาพรวม สถานศึกษา บุคลากร ภาครัฐ ตัวเด็ก และผู้ปกครองครับ

ความคิดเห็นที่ 19 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 22.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เดี๋ยวนี้งานกีฬาสีทุกระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ยันกีฬาระดับโลก พิธีเปิด-ปิด กลายเป็นเรื่องที่ขาดมิได้ คล้ายๆประเทศเข้าภาพอยากโชว์ออฟอะไรทำนองนั้น ประเภทกีฬาไม่เก่ง เอางานเอนเตอร์เทนหรูไว้ก่อน เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า

แก้ไขเถอะ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับอาจารย์หม่อง
ค่าใช้จ่ายของเด็กๆ ที่เพิ่มขึ้น ตัวแปรหลักมากจากความต้องการที่จะ “เหนือกว่า” นี่ล่ะครับอาจารย์หม่อง
เพราะหากมองจากพัฒนาการของปัญหา มันเริ่มจากการที่มีคนทำเหนือกว่าที่คนอื่นๆ เคยทำ
ต่อมาก็มีคนทำตามจนเหมือนกันไปหมดอีก คราวนี้ก็จะมีคนหาทางทำที่มันเหนือกว่าเดิมขึ้นมาอีก
ซึ่งมันก็จะเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆ ล่ะครับ ตราบใดท่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ยังคงมองว่า
เรื่องทำนองนี้ เป็นแค่ “การแสดงออกของเด็กในกิจกรรมที่จัดขึ้นแค่ปีละครั้ง” เท่านั้น

ขอบคุณอาจารย์หม่องมากครับ


ความคิดเห็นที่ 17 กระเจี๊ยบ , PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณ PiyaiandNoolek
เรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของบ้านเรา มีประเด็นให้เขียนถึงเยอะมากจริงๆ ครับ
มากจนผมชักจะคิดแล้วว่า ถ้านำมาเขียนบ่อยๆ พี่ๆ ครู ในบางโอเคต้องเกลียดผมแน่ๆ
แต่จริงๆ แล้วปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้ปฏิบัติหน้าที่เลยครับ
แต่อยู่ที่วิสัยทัศน์ผู้บริหารโรงเรียน และหน่วยงานที่ควบคุมดูแลมากกว่า
ผมว่าทุกวันนี้พวกท่านเหล่านั้นใช้เวลาหาคำตอบที่ถูกต้อง จากการตั้งคำถามที่ผิดมานานเกินไปแล้ว

ขอบคุณคุณพี่ใหญ่กับหนูเล็กมากครับ
(ขออนุญาตพิมพ์ชื่อเป็นภาษาไทยนะครับ)


ความคิดเห็นที่ 16 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณ pooklookclub
เห็นเด็กๆ มีความสามารถอย่างนั้น ยอมรับเลยครับว่าพวกเขาเก่งมากๆ
และก็ใช้ความพยายามมากด้วย ในการฝึกฝนเพื่อแสดงออกมาแบบนั้นได้
แต่ก็จบที่การตั้งคำถามเดียวกันเลยครับว่า “ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ???”
เดาว่าคุณปุ๊กลุ๊ก (ขออนุญาตเรียกสั้นๆ แบบนี้นะครับ) น่าจะคิดคล้ายๆ ผม ว่า
ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเด็ก แต่อยู่ที่การลำดับความสำคัญ
ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรจะต้องนำมาปรับจูนให้เกิดเหมาะสมกว่านี้

ขอบคุณคุณปุ๊กลุ๊กมากครับ


ความคิดเห็นที่ 15 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณอริยทัศน์
โดยส่วนตัวผมว่า กรอบปฏิบัติในเรื่องนี้สมควรอยู่ในสำนึกหน้าที่อยู่แล้วนะครับ
แต่เห็นด้วยว่า การวางกรอบปฎิบัติในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สมควรจริงๆ ครับ
ขนาดเรื่องที่มีนโยบายมา ผมก็ยังเห็นอยู่ว่ามีการซิกแซกไม่ทำตามนโยบายอยู่บ่อยๆ
ประสาอะไรกับเรื่องที่ไม่มีกรอบปฏิบัติอะไรมาให้ จะหวังให้ผู้รับผิดชอบใส่ใจ มันยากจริงๆ

ขอบคุณคุณอริยทัศน์มากครับ


ความคิดเห็นที่ 14 กระเจี๊ยบ , รวงข้าวล้อลม ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณหมอวัลลภ
เรื่องรูปประกอบ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะพิจารณาจากประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์
คิดว่าน่าจะเหมาะสมกว่าถ้าจะไม่เปิดเผยใบหน้าของบุคคลในรูปน่ะครับคุณหมอ
แต่จริงๆ ผมตั้งใจที่จะใช้รูปประกอบเพื่อสื่อสารถึงงานกีฬาสีเท่านั้นเองครับ
แต่ก็กันเอาไว้ดีกว่าครับ

ขอบคุณคุณหมอวัลลภมากครับ


ความคิดเห็นที่ 13 กระเจี๊ยบ , รวงข้าวล้อลม ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณครูรวงข้าวฯ
ที่จริงเรื่องนี้ผมตั้งใจวว่าจะเขียนอยู่หลายทีแล้วครับครู แต่ก็คิด และเห็นความจริงเหมือนที่คุณครูบอก คือโรงเรียนไม่สามารถวางกฎที่เข้มงวดในเรื่องนี้ได้จริงๆ หลายโรงเรียนมองหาทางออกด้วยวิธีการอื่นๆ ซึ่งก็อย่างที่คุณครูบอก ว่าได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังถือว่าได้กระตุกบ้าง รั้งไว้บ้าง ซึ่งก็ดีกว่าปล่อยไปเลยโดยไม่ทำอะไร ซึ่งกรณีหลังหลายโรงเรียนเป็นเช่นนั้น ซึ่งผมเห็นมานานจนคิดว่าคงต้องนำมาเขียน อย่างเช่นกรณีน้องๆ ที่ผมกล่าวถึงในท้ายบทความ ถ้าผมเป็นครูที่ให้คะแนน ผมคงให้คะแนนน้องๆ เต็ม เพราะความมานะพยายามที่ไม่ใช่เงินจ้าง และความงามทางความคิด แต่ในความจริง สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาให้ตะแนนของครูผู้ให้คะแนนเลย ที่เป็นเช่นนั้น โดยมากก็หวังจะใช้เด็กให้ไปสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนในกรณีที่โรงเรียนส่งตัวแทนเข้าประกวดเชียร์ในอนาคตข้างหน้าด้วยครับ ในเมื่อบรรทัดฐานของครูเป็นแบบนี้ เด็กก็มีแต่ตะเกียกตะกายดิ้นรนปีนไปให้ถึงบรรทัดฐานของครูนั่นล่ะครับ

ประเด็นเรื่องความมีส่วนร่วมของครอบครัวที่คุณครูบอกมา อันนี้ผมก็เห็นด้วยครับ แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ผมเห็นว่า สถานการณ์อยู่ในภาวะที่ต่างฝ่ายต่างเกี่ยงกันว่าใครจะเริ่มทำก่อน โรงเรียนก็มองว่าในเมื่อผู้ปกครองสนับสนุน โรงเรียนจะไปเจ้ากี้เจ้าการให้วุ่นวายทำไม ส่วนผู้ปกครองจริงๆ แล้วก็ไม่ชอบ ที่ต้องมาเสียเงินให้กับกิจกรรมที่ลูกหลานมาร้องขอ แต่ก็ได้แต่บนกับลูก บ่นกับเพื่อน เพราะนิสัยของผู้ปกครองไทย คือ ถ้าไม่เหลืออดจริงๆ จะไม่เดินเข้ามาคุยกับครูที่โรงเรียน ถ้าแก้ปัญหาเรื่องการสื่อสาร และความร่วมมือที่ยังมีช่องว่างอยู่ได้ ผมว่าปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากครับ
แต่ทุกวันนี้ในการประชุมผู้ปกครอง ผมเห็นผู้บริหารโรงเรียนพูดถึงแต่เรื่องโรงเรียนจะสร้างโน่น จะทำนี่ จะพัฒนาตรงนั้น จะเพิ่มตรงนี้ แล้วก็วกมาที่เรื่องเงินว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ อยากให้ผู้ปกครองช่วยแบบไหน ถ้าผมเป็นผู้ปกครอง ผมก็คงไม่อยากเข้ามาโรงเรียนบ่อยๆ เหมือนกันครับครู

ขอบคุณคุณครูรวงข้าวมากครับ


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ลูกเสือ
ความอยากสวย อยากเด่น เป็นความต้องการพื้นฐานของเด็กๆ สมัยนี้ครับพี่ และงานกีฬาสีก็ตอบสนองความต้องการตรงนี้ของเด็กๆ ได้ ผมเคยคุยกับพ่อเด็กคนหนึ่ง แกบอกตกใจมากที่ลูกมาขอเงิน 2000 บาท เป็นค่าทำผมแต่งหน้าสำหรับเดินในงานกีฬาสี ซึ่งแกก็ให้ไปเพราะไม่อยากให้ลูกอายคนอื่น ผมว่าเรื่องนี้อยู่ที่วิธีคิดของเด็กเขาล่ะครับพี่ อย่างคุณพ่อท่านนั้นก่อนให้เงินลูกไปก็ได้สอนอะไรลูกไปหลายอย่าง แล้วที่ผ่านมาล่ะ โรงเรียนได้สอนอะไรเด็กๆ ในเรื่องนี้บางแล้วหรือยัง

ขอบคุณพี่ลูกเสือมากครับ


ความคิดเห็นที่ 11 กระเจี๊ยบ , พลอยแสง ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับคุณแพร
ตอนผมเรียนมัธยม พอถึงงานกีฬาสี แต่ละสีจะทำเสื้อสีขายเพื่อหาทุนครับ ตัวนึงก็ 120 บาท งานจัด 3 วัน เด็กจะได้กินอาหารกลางวันกับขนมฟรี ส่วนคนที่เป็นลีดรู้สึกว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มกันบ้างเหมือนกัน เทียบกันตอนนี้ไปไกลกว่ากันเยอะครับ ส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องดี แต่เรื่องดีที่ไร้การควบคุมก็น่าเป็นห่วง เพราะเด็กจะอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก อย่างเรื่องที่ไปกู้เงินนอกระบบมาใช้นั่นก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง หรืออย่างเรื่องที่ต้องมีการจ้างทีมงานมาออกแบบท่าเต้นและฝึกสอนนั่นก็ด้วย เด็กๆ อาจจะคิดแค่ว่า จะอะไรกันนักกันหนากับแค่กิจกรรมปีละครั้ง ซึ่งผู้ใหญ่ควรเตือนและสอนให้พวกเขาตระหนักว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความถี่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ความเหมาะสมในเรื่องการใช้เงิน โดยเฉพาะกับเด็กในวัยที่ยังหาเงินใช้เองไม่ได้

ขอบคุณคุณแพรมากครับ


ความคิดเห็นที่ 10 ni_gul , กระเจี๊ยบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พรายพิลาศ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่ชบา
ที่โรงเรียนมัธยมดูมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการจัดงานกีฬาสีมากกว่าโรงเรียนประถม ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับพี่ แค่พวกเขาเก็บเงินค่ากิจกรรมกีฬาสีจากผู้ปกครองเอาไว้แล้วตั้งแต่เปิดเทอม เป็นค่าใช้จ่ายที่บวกเพิ่มไปในค่าเทอมที่ผู้ปกครองต้องจ่ายนั่นล่ะครับ (รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย) ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าโรงเรียนประถมน่าจะมีข้อจำกัดเรื่องระเบียบในการทำแบบนี้มั้งครับ บ่อยครั้งที่การจัดกิจกรรมในโรงเรียนประถม จึงไม่พ้นงบส่วนตัวของครู
สาเหตุอีกอย่าง คงเพราะงบของโรงเรียนประถมค่อนข้างน้อย เพราะโรงเรียนประถมมีจำนวนมากน่ะครับพี่ ผมอ่าน entry ของพี่ที่ทำโน่นทำนี่ให้เด็ก บางทีผมยังเหนื่อยแทนพี่เลยครับ สู้ๆ นะครับพี่

ขอบคุณพี่ชบามากครับ


ความคิดเห็นที่ 9 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ค่านิยมแบบนี้ไม่ดีเลย ถ้าปล่อยไว้ไปเรื่อยๆ สักวัน ค่าใช้จ่ายอาจจะบานปลายเป้นหลักล้านบาทแน่ๆ เลยครับคุณพราย

ความคิดเห็นที่ 8 กระเจี๊ยบ , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
PiyaiandNoolek วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

เห็นด้วยทุกประการเลยค่ะ เศร้าใจกับค่านิยมผิดๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แตะตรงไหนก็เจ็บตรงนั้นจริงๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
pooklookclub วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pooklookclub

โดนใจค่ะ เห็นภาพกีฬาสีหลายๆ โรงเรียนตอนนี้อลังการมากๆ ยังคิดในใจต้องจัดกันขนาดนี้เลยเหรอ

ความคิดเห็นที่ 6 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อริยทัศน์ วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 13.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aryatasna

สังคมเปลี่ยน หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไป ดังนั้น ความคิดเรื่องการแข่งขันที่เคยเป็นเครื่องมือขัดเกลาจิตใจ ฝึกฝนร่างกายก็พลอยเปลี่ยนตามกระแสความนิยมกีฬาเชิงธุรกิจและการพนัน สิ่งที่เราทำได้ก็ได้ทำแล้ว เหลือแต่คนวางหลักเกณฑ์ของบ้านเมือง ถ้ายังมองไม่เห็นหรือหยั่งไม่ถึง ก็คงแก้ไขยาก

ความคิดเห็นที่ 5 กระเจี๊ยบ , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
wullopp วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 13.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอให้ ช่วยๆ กันลดกิจกรรมที่สิ้นเปลือง
ไร้สาระ

มาเน้นสาระ เช่น
ทำห้องสมุด ให้ดี
ส่งเสริมสุขภาพ ดีกว่า

ภาพในเรื่องสวยมากๆ ครับ
ทำให้ ดูคล้ายโปสเตอร์มืออาชีพ....

ความคิดเห็นที่ 4 ni_gul , กระเจี๊ยบ และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

พี่อ่านจนจบทุกตัวอักษร เขียนข้อเท็จจริง สภาพจริง
ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมหลายแห่งในประเทศไทย

ในปัจจุบันนี้ ได้โดนใจมาก

เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจจะเป็นเพราะว่า
ไปเกี่ยวเนื่อง ความอิสระ กล้าคิด กล้าทำ ที่เด็กบางคน

มีทัศนคติ ที่ไปในทางเลียนแบบ ดารา นักร้อง และเป็นกระแส
ตามๆกันมา พร้อม กับทางครอบครัว ไม่ได้วางกรอบ
โยนมาให้ทางโรงเรียน วางกรอบอย่างเดียว

ทางโรงเรียนมีกฏเหล็กประเด็นนี้ ประเด็นนั้น เด็กก็แอบ แหกกรอบแอบทำ บางครั้งบอกครูว่าทำอย่าง พอวันจริงก็ทำอีกอย่าง
ที่โรงเรียน เคยหักดิบ คือพอเห็นว่าแอบทำแบบอลังการ
ก็ไม่ให้ทำ ให้เปลี่ยนกระทันหัน หรืองดจัดกิจกรรมไปเลย
ก็เคยมาแล้ว

ทำไปหลายๆ อย่าง ในที่สุดก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
เพราะทนแรงเหวี่ยงของนักเรียนไม่ไหว โรงเรียนสามารถ
มีมาตรการเข้มได้ในระดับหนึ่ง ไม่มาก เพราะบ้านเมือง
นโยบายทางการศึกษา สภาพแวดล่้อมไม่เอื้อช่วย

บางครั้งก็ยอมรับว่า ประเด็นนี้ แก้ไขยากมากกค่ะ

ต้องร่วมด้วยช่วยกันทุกๆฝ่าย

ความคิดเห็นที่ 3 ni_gul , กระเจี๊ยบ และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เมื่อตอนเรียนหนังสือ
เป็นกิจกรรมสนุกมาก
เดี๋ยวนี้ โรงเรียนเก่าผม กีฬาสี เฉพาะค่าชุดของพวกลีดเดอร์ก็ตกคนละ 2-3 พัน
พระเจ้า ทำเพื่ออะไร?

ความคิดเห็นที่ 2 วรรณสุข , พรายพิลาศ และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
พลอยแสง วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 07.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phoisaeng

สวัสดีค่ะคุณพราย
ตอนสมัยเรียนยังไม่มีค่านิยมอย่างนี้เลยค่ะ
งานกีฬาสีก็แค่ใส่ชุดกีฬาเสื้อยืด กางเกงวอร์มเองค่ะ
ใครเป็นนักกีฬา ใครเป็นกองเชียร์ ก็ว่ากันไป

มีครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสได้ไปชิดขอบสนามงานกีฬาสีของรัฐบาลหนึ่ง
อืม เขาจัดได้อลังการมากจริงๆ และเพิ่งจะรู้ว่าจะต้องมีงบประมาณ 6 หลักกันทีเดียว
และขนาดไปกู้เงินนอกระบบเชียวเหรอค่ะ ค่านิยมผิดๆ ของเด็กสมัยใหม่ไปไกลแล้วจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1 ni_gul , กระเจี๊ยบ และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
ชบาตานี วันที่ : 13/08/2015 เวลา : 07.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

สำหรับโรงเรียนมัธยมเป็นเช่นที่น้องว่าจริงๆค่ะ
แต่สำหรับระดับประถมศึกษา ครูต้องควักเนื้อตัวเองเพื่อมาจัดกิจกรรมเสมอๆค่ะ
ขอบคุณที่ช่วยสะท้อน "จุดด่าง" ใวงการศึกษาไทยออกมาให้ประชาชีได้รู้ได้เห็น
ปีที่ผ่านมา ลูกสาวพี่บาก็อยู่ในข่ายที่น้องบ่าวว่าจริงๆค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน