• Dr.barnnok
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ptoto@mcu.ac.th
  • วันที่สร้าง : 2014-08-01
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 34417
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
ดร.พิเชฐ ทั่งโต
การศึกษาเชิงพุทธบูรณาการ รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธ การเรียนการสอน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ptoto
วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม 2557
Posted by Dr.barnnok , ผู้อ่าน : 4041 , 16:56:53 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 พระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ

Buddhism and Thai Constitution

ดร.พิเชฐ ทั่งโต[*]

Dr. Phichet  Thangto


 

[บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร. ครั้งที่ ๑ "พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม ๒๓-๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ มจร.วังน้อย]

บทคัดย่อ

          แนวคิดของรัฐธรรมนูญในบททั่วไป มีความเป็น “ธรรมชาติ-สากล”  สอดคล้อง เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยทั่วไป แต่ในเวลาเดียวกันก็ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญไทย รวมทั้งเป็น ธรรมชาติ สากล มีความสอดคล้อง และมาจากพระพุทธศาสนาด้วย ผสมรวมกันเป็นเอกลักษณ์แบบไทย ๆ ในรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน 

คำสำคัญ : สากล, ธรรมชาติ, รัฐธรรมนูญ, พระพุทธศาสนา 

Abstract

           The general concept of the constitution is the natural - universal that takes place in the general democratic countries but at the same time it appears in Thailand’s constitution, it is also the natural – universal and comes from Buddhism. It is mixed as Thailand’s identity in the constitution from the past up to the present.

Keyword : universal, natural, constitution, Buddhism

๑.รัฐธรรมนูญไทยกับความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนา

      เพลโต และอริสโตเติ้ล ให้แนวคิดไว้ว่า “รัฐธรรมนูญ เป็นอธิปไตยสูงสุดทางการเมืองการปกครอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดรูปแบบของรัฐ และการปกครองยุติธรรม” (คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๔ : ๔๙) ทั้งแนวคิดของโพลิอุส (Polyius) ซิเซโร (Cicero) และเซเนกา (Seneca) มองว่ารัฐธรรมนูญเป็น “กติกาการปกครองโดยมีความเชื่อว่าจะเป็นความเจริญรุ่งเรืองของรัฐและความอยู่ดีกินดีของราษฎร” (คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : ๔๙) แม้ในตัวรัฐธรรมนูญเองกรณีของไทยให้คำนิยามในตัวเองว่า “รัฐธรรมนูญจะต้องกําหนดกฎเกณฑ์สําคัญที่กระจ่างแจ้ง ชัดเจน สามารถ ใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ” (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ.๒๕๔๐) ดังนั้นแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญจึงเป็นธรรมเนียมสูงสุดในการปกครองประเทศที่รับอิทธิพลแนวคิดเสรีประชาธิปไตย เมื่อกล่าวถึง ธรรมเนียม แนวคิดการร่างกฎหมายและรัฐธรรมนูญ  นับแต่ฉบับแรก พ.ศ.๒๔๗๕ และกระทั่งฉบับล่าสุด พ.ศ.๒๕๕๐ และเพิ่งถูกยกเลิกไป ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น ในหมวดทั่วไป แนวคิดเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาใน ๒ กรณี  คือ  (ก) คนร่างนับแต่อดีตเป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบการจัดการศึกษาในพระพุทธศาสนา โดยรับอิทธิพลวิธีคิดจากศาสนา ทั้งนำความรู้นั้นไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญด้วย จนเป็นประเพณีของการร่าง พร้อมสอดใส่ในรัฐธรรมนูญแบบไทย ๆ มาจนกระทั่งปัจจุบัน (ข) องค์ความรู้แนวคิดจากพระพุทธศาสนา ที่ผู้ร่างได้รับการศึกษามา รัฐธรรมนูญที่เชื่อว่าจะสากล แต่กลิ่นไอเป็นไทยที่ผสมรวมด้วยพุทธศาสนา  ดังเห็นได้จากการใช้พุทธศักราชในการบอกปีที่บัญญัติรัฐธรรมนูญ "พุทธศักราช ๒๕๕๐" รวมไปถึงการใช้ศัพท์ อธิบายด้วยภาษาบาลีแบบไทย แต่สื่อให้รู้มีเค้าโครง หรือมีความเกี่ยวเนื่องกับความเป็นศาสนาดังปรากฏ "ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาค ๒๕๕๐ พรรษา ปัจจุบันสมัย จันทรคตินิยม สูกรสมพัตสร สาวนมาส ชุณหปักษ์ เอกาทสีดิถี สุริยคติกาล สิงหาคมมาส จตุวีสติมสุรทิน ศุกรวาร โดยกาลบริเฉท"  ที่แปลความในแบบภาษาไทยได้ว่า “นับแต่การเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา ๒๕๕๐  จนถึงปัจจุบัน จันทรคติ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘  สุริยคติ วันศุกร์ ที่ ๒๔ สิงหาคม” หรือเจาะจงไปหน่อยก็แปลว่ารัฐธรรมนูญตราขึ้นในวัน “ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน วันศุกร์ที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐”  

 

 ภาพที่ ๑ "ราษฎร" ในเหตุการณ์ปฏิวัติประชาธิปไตย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ กับแนวคิดเรื่องความเสมอภาค (ที่มาภาพ วารสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๘  มิ.ย. ๒๕๕๗, ปกหน้า) 

 ภาพที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช ๒๕๕๐ (ยกเลิกเมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อายุ ๖ ปี ๘ เดือน ๒๘ วัน)

 

    ศาสนามาเกี่ยวข้องหรือมามีอิทธิพลแบบนี้ได้อย่างไร ?  ก็ต้องตอบไปว่า นับแต่มีการร่างกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญมา มีหลักฐานปรากฏว่า ผู้ร่าง หรือแปลกฎหมายส่วนใหญ่เป็นคนวัด และนำแนวคิด ไปผสมรวม แทรก เสริม ในการตรากฎหมายนับแต่อดีต สามารถดูแนวคิดและกลิ่นไอของรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายมีเค้ามาจากการอธิบาย การตีความตามหลักศาสนาพุทธไม่น้อย ดังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พ.ศ.๒๔๑๗-๒๔๖๓)  ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ก็ได้ชื่อว่าเคยบวชเป็นสามเณรตามประเพณีที่วัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนไปศึกษาด้านกฎหมายที่อังกฤษ (นิกร ทัสสโร, ๒๕๔๙ : ๔๕๔)  ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย ร่างตำรา และสอนด้วยพระองค์เอง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์, ๒๔๒๗-๒๔๙๑)  สมาชิกคณะราษฎร์ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕   อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย และในฐานะหัวหน้าคณะในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย  ก็เป็นศิษย์เก่าวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) เชิงสะพานพุทธ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการพ.ศ.๒๔๔๑-๒๕๐๕) ก็อดีตมหาเปรียญประโยค ๕ แห่งวัดมหาธาตุ ผู้เป็นคลังสมองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม (พ.ศ.๒๔๔๐-๒๕๐๗) ในการร่างกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้นจารีต ประเพณีทางการศึกษาศาสนา ที่ผ่านการจัดการศึกษาในอดีต ดังปรากฏเป็นหลักฐานบันทึกของลาลูแบร์ (La Loubre) เอกราชทูตฝรั่งเศส สมัยพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ (พ.ศ.๒๑๘๖-๒๒๕๘) ที่มายังราชสำนักสมัยสมเด็จพระนารายมหาราช เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๐-๒๒๓๑ เล่าการจัดการศึกษาในอดีตของไทยสมัยอยุธยาไว้ว่า  

“...เมื่อเลี้ยงบุตรมาเติบใหญ่ถึงอายุ ๗ หรือ ๘ ขวบแล้ว ชาวสยามจะส่งบุตรของคนให้ไปอยู่ที่วัดกับพระภิกษุสงฆ์ อันเป็นอาจารย์ในวัด สอนอนุชนเหล่านี้ให้รู้จักอ่าน และนับจำนวนเลขเป็นสำคัญแต่ไม่มีการสอนพงศาวดารกฎหมายและศาสตร์อื่น ๆ ด้วย...” (ลา
ลูแบร์, ๒๕๕๒)

และที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในสมัยของพระองค์ไว้ในบันทึก “ความทรงจำ” ที่ให้ข้อมูลอันมีความเกี่ยวเนื่องวัดกับการศึกษาไทยในอดีตไว้ว่า

 “การศึกษาของพระเจ้าลูกยาเธอ...พระองค์ชายเริ่มเรียนภาษามคธ พระองค์หญิงก็เริ่มหัดการเรือน แต่คงเรียนภาษาไทยด้วย  อ่านหนังสือเรื่องต่าง ๆ เหมือนกันทั้งพระองค์ชายและพระองค์หญิง การฝึกหัดกิริยามารยาทก็กวดขันตั้งแต่ชั้นนี้ เขตของการเรียนชั้นมัธยมต้นไปจนถึงโสกันต์ (พระองค์ชายพระชันษา ๑๓ ปี พระองค์หญิงพระชันษา ๑๑ ปี) แต่นั้นเรียนวิชามัธยมภาคปลาย อ พระองค์ชายทรงผนวชเป็นสามเณร เรียนพระธรรมกับฝึกปฏิบัติพระธรรมวินัย Discipline และเริ่มเรียนศิลปวิทยาเฉพาะทางที่ชอบพระอัธยาศัย ทรงผนวชอยู่ ๑ พรรษาบ้าง กว่านั้นบ้าง จึงลาผนวช...เมื่อลาผนวชแล้วต้องออกมาอยู่นอกพระราชวัง แล้วเรียนวิชาเฉพาะอย่างแต่นั้นมา....การศึกษาชั้นนี้ตลอดรวม ๖ ปี จนพระชันษาได้ ๒๑ ปี ถึงเขตอุดมศึกษา ทรงผนวชอีกครั้ง ๑ เป็นพระภิกษุ ศึกษาพระธรรมวินัยทั้งวิชาอาคมชั้นสูง ชักซ้อมให้เชี่ยวชาญเปรียบเหมือนอย่างเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อลาผนวชก็เป็นสำเร็จการศึกษา...” (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ๒๕๐๖)

จากหลักฐานเหล่านี้  จึงยืนยันว่าการศึกษาแต่เดิมอยู่ในวัดนับแต่อยุธยาจนกระทั่งรัตนโกสินทร์ และการที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เล่าถึงรูปแบบการจัดการศึกษาไว้ว่า มีการเรียนมคธ ลูกท่าน ให้เรียน มีบวชเรียนเป็นสามเณรอย่างน้อย ๑ พรรษา รวมถึงบวชเป็นพระภิกษุอย่างน้อย ๑ พรรษา ถือว่าเป็นการจบกระบวนความของการศึกษาในอดีต (วุฒิชัย มูลศิลป์, ๒๕๕๔ : ๓๓) ดังนั้นแปลความง่าย ๆ คือผู้ที่เรียนตามระบบการศึกษาในอดีต แม้เป็นเจ้านาย ก็ต้องผ่านกระบวนการศึกษาแบบวัดในพระพุทธศาสนา การได้รับอิทธิพลแนวคิด รวมทั้งการตีความจากรูปแบบกฎหมายอย่างอังกฤษ เมื่อไปเรียน นำมาร่างกฎหมายในไทย จึงน่าจะได้รับแนวคิด อิทธิพลทางพุทธศาสนา และนำไปผสมผสานด้วยจำนวนไม่น้อย ดังจะเห็นถึงแนวคิด รวมไปถึงการวางโครงสร้างทางภาษาตามแบบบาลีในคำบอก "ศักราช" ในแบบคัมภีร์แสดงธรรมทางศาสนาของพระสงฆ์  ลักษณะการตีความ หรือการให้ความหมายที่ปรากฏในภาษากฎหมายด้วย

          ดังนั้นจึงทำให้เห็นความเชื่อมโยงกรอบคิดสากล ความเชื่อมโยงกับวิถีวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา องค์ความรู้หลักปฏิบัติอันมีฐานรากจากศาสนา ปรากฏในรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับที่เคยมีในประเทศไทยและเป็นความเชื่อมโยงกับหลักคิดสากล ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ เกณฑ์วินิจฉัยผ่านจารีตประเพณี หลักเอกภาพหลักปฏิบัติ และความเชื่อสูงสุด เป็นต้น ความสมคล้อย สอดคล้อง จึงปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับอย่างที่ปรากฏ ดังจะได้นำมาอธิบายในภาพกว้างต่อไป

 

.แนวคิดสากลในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

          ความคิดในเรื่องลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ในประเทศเสรีประชาธิปไตย มีที่มาและเป็นผลิตผลของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงปลายยุคกลางของยุโรป ที่เกิดขึ้นในช่วงการฟื้นฟูกฎหมายโรมัน การไกล่เกลี่ยความแตกแยกทางศาสนาในคริสตจักร และการต่อสู้ระหว่างผู้ที่ต้องการปฏิรูปศาสนากับผู้ที่ต่อต้านการปฏิรูปในต้นศตวรรษที่ ๑๖ และจบลงด้วยสงครามกลางเมืองในอังกฤษ ระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายรัฐสภาซึ่งมี โอลิเวอร์ ครอมแวล (Oliver Cromwel, ๑๕๙๙-๑๖๕๘) (Adamson, John :๑๙๙๐) เป็นผู้นำ และลงท้ายด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภาที่สามารถจับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑ (Charles I, ๑๖๐๐-๑๖๔๙) (ราชบัณฑิตยสถาน,๒๕๕๐ : ๒๕๐) ประหารชีวิตได้ใน ค.ศ. ๑๖๔๙เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ นำมาซึ่งอิทธิพลของแนวคิดในเรื่องปัจเจกบุคคล เสรีภาพ ความเห็นพ้องหรือฉันทานุมัติ การแบ่งแยกระหว่างส่วนบุคคลกับส่วนรวม การปกครองที่มีอำนาจจำกัด และได้ดุลยภาพ และอำนาจอธิปไตยของปวงชน ทั้งรวมไปถึงการปฏิวัติอเมริกา (George C. Comninel, ๑๙๘๗) และการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. ๑๗๘๙-๑๗๙๙) (George C. Comninel,  ๑๙๘๗ ) มีผลทำให้แนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยของปวงชน ลัทธิตามธรรมชาติ และการปกครองด้วยความยินยอมพร้อมใจและเป็นไปตามสัญญาประชาคม ทั้งแนวคิดเหล่านี้กลายเป็นหลักการพื้นฐานที่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ที่รับอิทธิพลแนวคิดในเรื่องประชาธิปไตยมาจากประเทศต้นแบบอย่างอังกฤษ อเมริกา หรือฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน

          ส่วนในรัฐธรรมนูญไทยนับแต่การเริ่มต้น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่วนมากเคยได้รับอิทธิพลผ่านการศึกษาจากประเทศต้นแบบในเรื่องอำนาจอธิปไตย เสรีภาพ และหลักการสากลเหล่านี้มา (นรติ เศรษฐบุตร, ๒๕๕๒ : ๗-๑๓) และนำมาเป็นกรอบเบื้องต้นในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักในการปกครองนับแต่อดีต (รังสรรค ธนะพรพันธุ,ศุภณัฏฐ ศศิวุฒิวัฒน์, ๒๕๕๐) ดังทัศนะที่ว่า “ในรัฐธรรมนูญของต่างประเทศก็มีเหมือนกัน” (นรติ เศรษฐบุตร : ๒๕) โดยได้รับแนวคิดสากลพื้นฐานอันเป็นธรรมชาติ ทั้งกลุ่มคณะบุคคลผู้ร่างล้วนอยู่ภายใต้วิถีคิดและการศึกษามาจากวิถีวัฒนธรรมทางศาสนาจากประเทศไทย การมีลักษณะร่วม และให้เชื่อได้ว่าได้รับอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาในการร่างรัฐธรรมนูญ จึงส่งผลเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับนับแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน และรวมทั้งการที่กฎหมายในอดีตล้วนเกี่ยวเนื่องกับวิถีความเชื่อทางศาสนานับแต่ไตรภูมิพระร่วงที่เป็นทั้งกฎหมายเพื่อการปกครองและคัมภีร์ทางศาสนาในสมัยสุโขทัย สอดคล้องกับแนวคิดของ ศ.สิวลักษณ์ที่ว่า “เตภูมิกถา...ในทางการเมืองแล้ว ก็นับว่าเป็นประโยชน์ในทางรัฐประศาสโนบายอยู่มิใช่น้อย..” (สุรพศ  ทวีศักดิ์,๒๕๕๗)  รวมถึงกฎหมายมนูธรรมศาสตร์ในสมัยอยุธยาที่มีฐานคติความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู  กฎหมายตราสามดวงในสมัยรัชกาลที่ ๑ ก็อิงอยู่กับฐานคิดทางศาสนา ดังพระราชปรารภในคราวให้ตรากฎหมายตรา ๓ ดวงไว้ว่า “ให้กรรมการชำระพระราชกำหนดบทพระอายการ อันมีอยู่ในหอหลวง ตั้งแต่พระธรรมศาสตร์ไปให้ถูกถ้วน ตามบาฬีและเนื้อความ มิให้ผิดเพี้ยนซ้ำกัน ได้จัดเป็นหมวด เป็นเหล่าเข้าไว้ แล้วทรงอุตสาห ทรงชำระดัดแปลง ซึ่งบทอันวิปลาดนั้นให้ชอบโดยยุติธรรมไว้” (นายเกียรติกอง กิจการเจริญดี,๒๕๔๗ : ศูนย์ข้อมูลกลาง คณะกรรมการกฤษฎีกา, ๒) ทั้งในการปฏิรูปกฎหมายและการศาลในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ยังผสมแนวคิดในเรื่องกฎหมายกับศาสนา ดังปรากฏในกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ.๒๓๔๗ (เซี้ยง เนติบัณฑิต, ๒๔๕๖ ) ด้วยเช่นกัน แนวคิดเชิงจารีตในศาสนาจึงแยกไม่ออกระหว่างกฎหมาย  หรือรัฐธรรมนูญกระทั่งกลายเป็นประเพณีแห่งการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรก (พ.ศ.๒๔๗๕) และ/หรือสืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๐) หากประมวลถึงแนวคิดที่เป็นสากลในรัฐธรรมนูญหมวดทั่วไป ในหมวดแรก ของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๓๔,๒๕๔๐,๒๕๕๐ ที่พอจำแนก และนำมาเปรียบเทียบได้ คือ

            (ก) แนวคิดเรื่องเอกภาพ “รัฐจะแบ่งแยกมิได้” ความเป็นเอกภาพในนามของรัฐเป็นสิ่งสมบูรณ์และสากลสำหรับประเทศต่าง ๆ ทั่วไปรวมทั้งประเทศไทยด้วย  

       (ข) แนวคิดเรื่องเสรีภาพ แนวคิดพื้นฐานที่ในรัฐธรรมนูญทั่วโลก ทั้งฉบับของอเมริกา หรือของอังกฤษที่เป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย หรือญี่ปุ่น ล้วนอ้างแนวคิดในเรื่องเสรีภาพเป็นสิ่งสำคัญไว้ในกฎหมายซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักสากลเหมือนกันทั้งสิ้น และส่งผลถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน  

          (ค) แนวคิดเรื่องความเชื่อสูงสุดในตัวรัฐธรรมนูญ การสร้างสิ่งเชื่อสูงสุดในรัฐธรรมนูญ เป็นความเชื่อสูงสุดที่จะละเมิด และไม่ปฏิบัติตามไม่ได้  

            (ง) แนวคิดเรื่องประเพณี จารีตเคยปฏิบัติ ที่เรียกว่าธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ ประเด็นสาระที่เรานำมาพูดถึงหรือกล่าวถึงบ่อย ๆ ก็คือ การร่างรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด ดังนั้นแนวคิดเหล่านี้ จึงปรากฏในรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ฉบับ ที่เปิดไว้กว้าง ๆ กรณีสิ่งเหล่านั้นไม่ได้บัญญัติไว้หรือตราเป็นกฎหมาย  

          ดังนั้นเมื่อพิจารณาในภาพรวมเกี่ยวกับบททั่วไปในรัฐธรรมนูญหมวดที่ ๑  มาตรา ๑-๗ จากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อนำไปสู่การเทียบเคียงถึงการได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญรวมทั้งความเป็นสากลในเรื่องแนวคิดทางศาสนาที่ปรากฏร่วมในรัฐธรรมนูญฉบับไทย ๆ  เพื่อสะท้อนความคิดให้เห็นว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว ความเป็นธรรมชาติที่มาพร้อมกับศาสนากับความเป็นสากลในเชิงธรรมชาติเป็นเรื่องเดียวกันแม้จะให้คำอธิบายหรือมีบัญญัติที่แตกต่างกันก็ตามที

 

๓. สิ่งสากลในรัฐธรรมนูญและศาสนา

         เมื่อนำแนวคิดจากรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่เพิ่งถูกยกเลิกไป ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มีอายุการใช้งานสั้นอีกฉบับหนึ่ง และสภาพปัจจุบันกำลังมีกระบวนการ  เพื่อไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ชั่วคราว ไปจนสู่รัฐธรรมนูญถาวรที่จะคาดหวังจะไม่ถูกละเมิดในโอกาสต่อไป จึงนำมาเปรียบเทียบเพื่อเห็นความเหมือนและความต่างสะท้อนปรากฏการณ์ความเกี่ยวเนื่องในวิถีแห่งธรรมชาติอันเป็นสากลแห่งกฎหมายกับศาสนาได้ คือ

 

 

ภาพ ๓ รัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๐ (ยกเลิกเมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อายุ ๖ ปี ๘ เดือน ๒๘ วัน) 

 

         ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑-๗ ให้ความสำคัญกับ (๑) หลักเอกภาพแห่งดินแดนในมิติของรัฐ  ในมาตราที่ ๑ รัฐมีขอบเขต และต้องได้รับการปกป้องรักษาในความเป็นเอกภาพนั้น (๒) ให้ความสำคัญกับสิ่งสูงสุดมีเพียงสิ่งเดียว ในมาตราที่ ๒ ความเชื่อสูงสุดตามหลักแห่งสิ่งสูงสุดของรัฐ   (๓) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย  อาจตีความได้ว่า คนส่วนใหญ่ หมู่ใหญ่ หรือประโยชน์แห่งคนหมู่มากได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญมาตราที่ ๓ (๔) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องได้รับการรับรองอย่างไม่ถูกเลือกปฏิบัติ โดยมีความเสมอภาค  ทั้งความเป็นเพศ เผ่าพันธุ์ ตระกูล รัฐธรรมนูญรับรองตามมาตรา ๔-๕ (๕) ความสูงสุดแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรืออาจนิยามเทียบว่ารัฐธรรมนูญเป็นหลักการกลางปกครองสูงสุด ที่จะไม่เลือกปฏิบัติกับใครแต่อย่างใด ตามมาตรา ๖ และ (๖) จารีตแห่งการปฏิบัติที่เคยกระทำมาสามารถนำมาปฏิบัติได้เมื่อไม่มีหลักปฏิบัติอื่นใด ตามมาตรา ๗ (คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : ๒๕๕๓)

          ดังนั้นรัฐธรรมนูญในหมวดที่ ๑ ประกอบด้วยมาตรา ๑-๗ อาจนำแนวคิดทางพระพุทธศาสนามาอธิบายร่วม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดสากลจากพระพุทธศาสนาสู่รัฐธรรมนูญตามเหตุผลที่ยกมา และเพื่อสะท้อนว่าสิ่งสากลที่เป็นธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้จำกัดด้วยเผ่าพันธุ์และความเชื่อใด ๆ แต่เป็นสิ่งสากลที่มนุษย์ทุกคน ต้องได้รับ สัมผัส สมาทานสิ่งเชื่อที่เรียกว่าศาสนาหรือรัฐธรรมนูญ ดังนี้ คือ

          ๑.แนวคิดเรื่องเอกภาพ ในรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับเอกภาพแห่งรัฐตามหลักเขตดินแดนตามแนวคิด “รัฐ” สมัยใหม่ แต่ในกรณีของศาสนาให้ความสำคัญกับเอกภาพแห่งการปฏิบัติ เข้าถึง หลักการอันเป็นสากลที่อยู่พ้นความเป็นรัฐในแบบเขตแดน แต่เป็นเขตแดนแห่งวิถีนักบวชและการปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุดทางศาสนา โดยมีพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญแห่งการปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น ดังพุทธพจน์ว่า 

                       “วรรณะ    ๔    เหล่านี้คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร

                       ออกจากเรือนมาบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว    ย่อมละชื่อและ

                       โคตรเดิม    รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายศากยบุตรทั้งสิ้น    เหมือนมหา

                       นทีทุกสาย    คือ    คงคา    ยมุนา    อจิรวดี    สรภู    มหี    ไหลลงสู่มหา

                       สมุทรแล้ว    ย่อมละชื่อและโคตรเดิม    รวมเรียกว่า    มหาสมุทรทั้งสิ้น”

                       (วิ.จู. (ไทย) ๗ /๓๘๕/๒๘๒)

             เราจึงเห็น “เอกภาพ” ปรากฏผ่านคำว่า “ศากยวงศ์” สมณวงศ์ ละความเป็นชาติ พันธุ์ ภาษาตระกูล มาสู่ความเป็นเอกภาพใน “ธรรมวินัย” ในความหมายทางพระพุทธศาสนาเอกภาพแห่ง “บูรณาธรรม” ย่อมเป็นหลักประกันแห่งความเป็นมนุษย์มิใช่ดินแดน แต่ในเวลาเดียวกันเป็นแนวคิดในเรื่องเอกภาพแห่ง “รัฐ” และ “เอกภาพแห่งธรรม” ตามหลักศาสนา เหมือนในเอกภาพ คล้ายในเจตนารมณ์ แต่ต่างในเป้าหมาย 

         ๒. แนวคิดสิ่งสูงสุด ในรัฐธรรมนูญยึด “สิ่งสร้าง-สิ่งเชื่อ” ซึ่งหมายถึงรัฐเขตแดน ผู้นำสูงสุด หรือตัวบทแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ในพุทธศาสนามีแนวคิดเป็นสิ่งสูงสุด คือ “พระธรรมวินัย” ในความหมายคือหลักสากลเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบแก่พระอานนท์ ในคราวที่พระพุทธองค์ประชวร ใกล้จะปรินิพพาน ที่พระอานนท์ทูลถามว่าใครจะเป็น "ศาสดา" แทนพระพุทธองค์ เมื่อทรงปรินิพพานแล้ว พระองค์ตอบว่า "โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา (ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๔๑/๑๗๘)   ซึ่งแปลว่า: ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว และบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป"  ดังนั้นแนวคิดนี้ย่อมเป็นประจักษ์หลักฐานว่า พระพุทธเจ้าแม้เป็นผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา เรียกว่าสร้างมากับมือ ยังใช้หลักที่พระองค์ทรงเทศน์ สอน แนะนำมาทั้งชีวิต ใช้เป็นเกณฑ์กลางในการถือปฏิบัติสมาทานร่วมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อเทียบเปรียบกับรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นเครื่องมือในการปกครองรัฐ ซึ่งเป็นธรรมนูญสูงสุด มีเอกภาพเดียวในนามรัฐ และไม่เลือกปฏิบัติ  

           ๓. แนวคิดเรื่องความเสมอภาค ในรัฐธรรมนูญให้แนวคิดความเสมอภาคผ่านเสรีภาพในด้านต่าง ๆ ทั้งเพศ ชาติ ตระกูล เป็นต้น แต่ในพุทธศาสนาให้ความเสรีภาพและความเสมอภาค "ศาสนา-ธรรมวินัย" โดยไม่จำกัดความเป็นเพศ วัย เผ่าพันธุ์ ดังหลักฐานในคราวที่พระอานนท์ ทูลขอให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี (ภิกษุณี-น้า-แม่นมของพระพุทธเจ้า) ได้บวชเป็นภิกษุณี ว่า "พระพุทธเจ้าข้า สตรีออกจากเรือนแล้วได้บวชเป็นบรรพชิต ในพระธรรมวินัยของพระองค์แล้ว ควรหรือไม่ เพื่อทำให้บรรลุแจ้ง ในโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรือแม้แต่พระอรหัตผล" (วิ.จู. (ไทย) ๗/๔๐๒/๓๑๖)  พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนอานนท์ ย่อมควรทำให้บรรลุแจ้ง" (วิ.จู. (ไทย) ๗/๔๐๒/๓๑๖)  หรือพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้มีศีลเพ่งพินิจ/ ผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ/ผู้มีความเพียรมั่นคง/ผู้เห็นความเกิดและดับ/ผู้เห็นทางอมตะ/ผู้เห็นธรรมอันสูงสุด..แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว..ประเสริฐกว่าผู้ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี" (ขุ.ธ (ไทย) ๒๕/๑๐๙-๑๑๕/๖๔-๖๖) หรือ  “บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่ หรือไม่เป็นพราหมณ์พระชาติตระกูลก็หาไม่ บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม หรือไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม” (ม.ม. (ไทย) ๑๓/๔๖๐/๕๘๑) พุทธพจน์เหล่านี้ อาจวิเคราะห์ได้ว่า ไม่ว่าหญิงหรือชาย คนแก่ เด็ก สามารถเข้ามาศึกษาและปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาและพัฒนาไปสู่ขั้นสูงสุดคือการบรรลุธรรมได้  ถ้าตีความแบบสมัยนิยม อาจบอกได้ว่า พระพุทธศาสนาเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มนุษย์คนหนึ่ง ๆ ย่อมมีสิทธิ์เข้ามาศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาโดยไม่เลือกปฏิบัติ ถึงความเป็นเพศ เป็นวัย การศึกษา ชาติตระกูล ร่ำรวยหรือยากจนเข็ญใจก็ตาม และในเวลาเดียวพระพุทธศาสนายังยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนจะสามารถพัฒนาศักยภาพให้ก้าวหน้า เรียกว่ามีปัญญาที่จะเรียนรู้ พัฒนาตามหลักพระพุทธศาสนาได้ แม้จะแตกต่าง (กรรม) กันก็ตาม

             หลักการที่ปรากฏ ยืนยันว่าพุทธศาสนารับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยไม่จำกัดเพศ วัย การศึกษา ชาติพันธุ์ เผ่าตระกูล ในอันที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพตามหลักการทางพระพุทธศาสนาได้ รวมทั้งจะสามารถรู้พัฒนา และปฏิบัติตามหลักการแห่งศาสนาได้ คือ ธรรมวินัย  และศาสนาที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นโดยไม่เลือกปฏิบัติ เทียบกับรัฐธรรมนูญอาจอธิบายได้ว่า หลักการที่ดี ถูกต้อง สากล ต้องไม่เลือกปฏิบัติแม้เขาจะเป็นตาสี ตาสา การศึกษา ป.๔ หรือไม่มีการศึกษาก็ตาม เพราะเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์ที่กฎหมายต้องเคารพและยอมรับต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เขามี พระพุทธเจ้าในฐานะศาสนาดาผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา ทรงวางหลักการสำหรับให้ชาวพุทธปฏิบัติตามมามากว่า ๒,๕๐๐ ปี ภายใต้กรอบแห่งธรรมนูญเดียวกันคือพระธรรมวินัยและยังเป็นสิ่งสากลมาจนกระทั่งปัจจุบัน และไม่ได้ถูกยกเลิกด้วยเงื่อนไขแห่งความแตกต่างแต่ประการใด

             ๔. แนวคิดเรื่องประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ในรัฐธรรมนูญให้ความไว้ว่า “ประชาชน ชาติกำเนิด ภาษา ศาสนาย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ” ในความหมายนี้ ตีความได้ว่าหลักการใด ๆ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คนส่วนรวมหรือหมู่มาก และต้องไม่ใช่กับใครกลุ่มใดคนใดคนหนึ่งแต่อย่างใด ในส่วนพุทธศาสนามีแนว “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนหมู่มาก” ดังปรากฏเป็นหลักฐานที่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย..." (วิ.มหา.(ไทย) ๔/๓๒/๔๐)  แนวคิดนี้ปรากฏเป็นหลักคิดทางพระพุทธศาสนาเมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าส่งสาวก ๖๐ รูป ไปประกาศพระศาสนาในครั้งแรก เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีล่วงมาแล้ว แนวคิดนี้จึงเป็นแนวคิดหลักของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า "ธรรมวินัย" หรือ "หลักการ" ที่พระองค์ทรงค้นพบ ย่อมจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนหมู่ใหญ่และส่วนรวมเป็นสำคัญ ถ้าใครบอกว่าต้องกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ พวกนั้นพวกนี้ แปลว่าผิดหลักการสากลของมนุษย์ในโลกนี้ และผิดหลักพุทธศาสนาด้วย พระธรรมวินัย ไม่ได้มีเว้นใช้และไม่เว้นใช้ แต่เป็นประโยชน์สากลสำหรับผู้นับถือสมาทานปฏิบัติ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะใครกลุ่มใด หรือพวกใด แต่ประการใด ?

       ๕.แนวคิดเรื่องสิ่งเคยทำ ประเพณี ธรรมเนียมเคยปฏิบัติ จารีต ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ ให้แนวคิดไว้ว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับกรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในกรอบแนวคิดนี้เขียนไว้กว้าง ๆ โดยใช้เกณฑ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาเป็นข้อปฏิบัติ คล้ายเป็นการเขียนกฎหมายแบบอังกฤษ ที่เรียกว่า "กฎหมายจารีต" เคยปฏิบัติอย่างไร ก็ปฏิบัติอย่างนั้นเป็นไปตามจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติร่วมกันมา ส่วนเกณฑ์แห่งความถูกต้องดีงามคงเป็นไปตามบริบทของพื้นถิ่นที่นั้นๆ ไป  มีแนวโน้มในลักษณะดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในพระพุทธศาสนา และอาจเป็นไปได้ว่า แนวคิดทางพุทธศาสนา ถูกนำมาเขียนไว้เป็นกรอบคิด คล้ายหลักจารีตประเพณีในทางกฎหมายแต่ทางพระพุทธศาสนาใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยหลักที่อยู่นอกเหนือบัญญัติ หรือหลักของการอนุวัตไปตามสถานการณ์แห่งพื้นถิ่นโดยไม่เสียหลักการและอุดมคติตามหลักพระพุทธศาสนา  เป็นหลักการกลาง ๆ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือแก้ไข หรือป้องกันสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ หรือการอนุโลมตามสถานการณ์ ซึ่งอธิบายได้ คือ

                 ๕.๑ แนวคิดในเรื่อง "อนุวัติตามบ้านเมืองประเพณีที่เคยปฏิบัติมา" (หลักมหาปเทส ๔ / อนุวัต) กลายเป็นโลกทัศน์ชนิดหนึ่งปรากฏในการตีความ "รัฐธรรมนูญ" ในมาตราที่  ๗  "ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย"  ถูกหยิบยกมาใช้ในการอธิบายความเพื่อใช้ หรือไม่ใช้กฎหมายแปลว่าสิ่งที่เคยปฏิบัติ ถูกจัดเป็นจารีต จารีตจึงถูกทำให้เชื่อว่าเคยกระทำและจะกระทำได้                 ในพุทธศาสนามีแนวคิดเรื่องการอนุวัต หรืออนุโลมตามบ้านเมือง "อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุนฺติ"  ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก โดยไม่เสียหลักการ สอดคล้องกับหลักการเดิม และใช้เกณฑ์ในการวินิจฉัยตามหลักมหาปเทส ๔ ซึ่งพระพุทธศาสนามีหลักการเหล่านี้ในกรณีที่ไม่มีบัญญัติ หรือบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง แต่ในเวลาเดียวกันต้องไม่เสียหลักการใหญ่อันเป็นหัวใจของศาสนา คือ "ธรรมวินัย" หรือหลักการสากล

                 (ก)  การอนุวัติตามบ้านเมือง มีบาลีปรากฏในพระไตรปิฏกคือ "อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุนฺติ" ที่แปลว่า "ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้คล้อยตามพระราชา(บ้านเมือง)" (วิ.มหา.(ไทย) ๔/๑๘๖/๒๙๔) ในความหมายคือ ถึงมีหลักการบัญญัติไว้อยู่ แต่เพื่อประโยชน์ของหมู่คณะ สังคม ประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อประโยชน์ในการดำรงอยู่ขององค์กร การยอมตาม โดยไม่เสียหลักการ องค์คุณ องค์ธรรมส่วนใหญ่ การอนุวัตตาม หรือการอนุโลมตามเป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนาเปิดช่องไว้ให้สามารถดำเนินการ หรือกระทำการได้

                 (ข) แนวคิดการเกณฑ์วินิจฉัยเพื่อหาแนวปฏิบัติ ในหลักมหาปเทส ๔ เกณฑ์ของการตีความสิ่งที่ไม่ตรา หรือบัญญัติไว้ แต่เข้ากับจารีตประเพณี ความเหมาะสม และเป็นไปได้ ก็ให้ใช้เกณฑ์นั้นเป็นหลักปฏิบัติ  ฟังดูเป็นกรอบกว้าง ๆ ในหลัก มหาปเทส ๔ แต่น่าสนใจที่ว่าถูกนำมาเป็นกรอบในการตีความและอธิบายกรณี การใช้ และไม่ใช้ข้อกฎหมายที่ปรากฏในปัจจุบัน  การอ้างสิ่งที่เคยปฏิบัติ ธรรมเนียมที่เคยมี โดยมุ่งไปที่ไม่ได้บัญญัติ แต่มีธรรมเนียมเคยปฏิบัติ หรือมติคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ในการกล่าวอ้าง เป็นสิ่งที่กระทำได้ หรือปฏิบัติได้

             มีเหตุการณ์ที่ว่า ครั้งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติ  บางสิ่งบางอย่างว่า สิ่งใดหนอ  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้   สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต จึงกราบทูลเรื่องนั้นต่อพระมีพระภาคเจ้า                      

             พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานสำหรับอ้าง ๔  ข้อ   ดังต่อไปนี้.

                  . ภิกษุทั้งหลาย    สิ่งใดเราไม่ได้ห้ามไว้ว่า  “สิ่งนี้ไม่ควร”    ถ้าสิ่งนั้น อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ไม่ควรขัดกับสิ่งที่ควร    สิ่งนั้นไม่ควร (วิ.มหา (ไทย) ๔/๓๐๕/๑๔๐)

             ในข้อนี้จะอธิบายได้ว่า ถึงไม่มีหลัก กฎ ระเบียบใดห้าม บัญญัติ ตราไว้ แต่สิ่งที่ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ตรานี้เกิดมีขึ้น แล้วมันไม่ขัดกับสิ่งที่บัญญัติไว้  ขัดกับเกณฑ์ทางสังคม ประชาสังคม ก็แปลว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง กระทำไม่ได้

                   ๒. ภิกษุทั้งหลาย    สิ่งใดเราไม่ได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งนี้ไม่ควร”    ถ้าสิ่งนั้น อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควรขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควร (วิ.มหา (ไทย) ๔/๓๐๕/๑๔๐)

            อธิบายได้ว่า ถึงไม่ได้ห้าม ไม่ได้บัญญัติ ตราไว้ ระเบียบห้ามไว้ แต่สิ่งที่ไม่ห้ามนี้ หรือบัญญัตินี้  เข้ากับเกณฑ์ทางสังคม ประชาสังคม กฎหมายบ้านเมือง ก็แปลว่าเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่ กระทำได้

                 ๓.  ภิกษุทั้งหลาย    สิ่งใดเราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า    “สิ่งนี้ควร”    ถ้าสิ่งนั้น   อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ไม่ควรขัดกับสิ่งที่ควร    สิ่งนั้นไม่ควร (วิ.มหา (ไทย) ๔/๓๐๕/๑๔๐)

             อธิบายได้ว่า ถึงไม่ได้บัญญัติ ตรา กำหนดเป็นระเบียบ แต่สิ่งนั้นไปขัดแย้งกับหลักการสากล เกณฑ์ทางสังคม ประชาสังคม กฎหมายบ้านเมือง สิ่งนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้

                 ๔.  ภิกษุทั้งหลาย    สิ่งใดเราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า    “สิ่งนี้ควร”    ถ้าสิ่งนั้น     อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควรขัดกับสิ่งที่ไม่ควร    สิ่งนั้นควร (วิ.มหา (ไทย) ๔/๓๐๕/๑๔๐)

             อธิบายได้ว่า ถึงไม่ได้บัญญัติ เป็นหลักการไว้ แต่มันเข้ากับจารีตประเพณีนิยม สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ ประชาสังคมเห็นควร เป็นเกณฑ์ทางสังคมที่เห็นพร้องต้องกัน สิ่งนั้นสามารถกระทำได้

    ดังนั้นเมื่อพิจารณาในภาพรวมถึง “ธรรมเนียม” แห่งการปฏิบัติ เราจึงเห็นว่าเป็นกรอบคิดประการหนึ่งที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด แต่ในเวลาเดียวกันกรอบคิดอาจอนุเคราะห์เข้ากับบริบททางพระพุทธศาสนาและการมีส่วนร่วมทางพุทธศาสนาได้อย่างสำคัญเพื่อย้อนกลับไปถึงอิทธิพลแนวคิดทางศาสนา ความเป็นสากลแห่งธรรมชาติที่มีอยู่ในกฎหมายและศาสนา รวมไปถึงการเชื่อมโยงให้เห็นว่าการที่บุคคล คณะบุคคลที่มีส่วนต่อการผลิตกระทำซ้ำต่อรัฐธรรมนูญในอดีตด้วยการยกเลิก ร่าง สร้างขึ้นมาใหม่ล้วนอิงอยู่กับแนวคิดดั้งเดิมคือพระพุทธศาสนา ที่เป็นธรรมชาติเป็นหลักสากลสอดคล้องกับบริบทอื่น ๆ อันมีที่มาจากวิถีทางศาสนา จนกระทั่งกลายเป็นประเพณี และวัฒนธรรมในการร่างและผลิตกฎหมายไทยไปด้วย จนกลายเป็นการขับเคลื่อนกระบวนการในภาพรวมในส่วนของมิติทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมไปด้วย โดยเฉพาะรัฐธรรมฉบับที่ผ่าน ๆ มาและฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่เพื่อเป็นฉบับที่ ๑๘ ต่อไปด้วยเช่นกัน 

 ๔. สรุปส่งท้าย

             ดังนั้นที่ผ่านมาเราจึงเห็นความเคลื่อนไหวของการใช้ไม่ใช้รัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลของการเมืองและเงื่อนไขทางการเมือง แต่สาระสำคัญแนวคิดสำคัญในรัฐธรรมนูญยังคงเป็นผลิตผลและการก้าวข้ามช่วงเวลา ความเป็นสากล ความเหมือน หรือธรรมชาติ ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งไม่เฉพาะของไทย แต่หมายถึงทุกประเทศส่วนใหญ่ในกรอบของประเทศเสรีประชาธิปไตย เพราะไทยก็รับอิทธิพลแนวคิดเหล่านั้น  ความสอดคล้องระหว่างรัฐธรรมนูญกับแนวคิด ที่เรียกว่า “สากล” ก็มีอยู่ในพระพุทธศาสนาและมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่ามีความสอดคล้องเกี่ยวเนื่องนั้นเป็น “ธรรมชาติ-สากล” เมื่อจำเพาะไปที่การร่างการใช้   เจตนารมณ์ของการนำไปใช้ เพราะประเพณีที่เคยปรากฏในสังคมไทยบ้าง (จารีต) คือข้อเท็จจริงของเหตุบ้านการเมือง  ส่วนพุทธศาสนา การตีความในลักษณะต่าง ๆ เคยปรากฏและเคยมี เช่น พระเทวทัตตีความเรื่อง"บัญญัติ ๑๐ ประการ" จนทำให้สงฆ์แตกแยกกัน การตีความของพระฉัพพัคคีย์ ที่บัญญัติให้กระทำอย่างหนึ่ง แต่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง หรือใกล้เคียงแล้วอ้างว่า "ตัวอักษร" ไม่ได้บัญญัติไว้ก็มี  แนวคิดเรื่องอนุวัติตามสถานการณ์ หรือการ ตีความสอดคล้องกับจารีต ประเพณี เป็นแนวคิดที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าวางหลักไว้ เพื่อเป็นกรอบในกรณีที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ประชาคมส่วนใหญ่เห็นพร้อม ทั้งต้องไม่ทำลายหลักการอันเป็นเจตนารมณ์เดิม "สอดคล้องกับหลักการเดิม" ดังนั้นการจะอธิบายใด ๆ หรือการหยิบยืมแนวคิดใดก็ช่าง สิ่งที่สำคัญและควรนำมากล่าวถึง อ้างถึง จึงควรเป็นเรื่องการให้คำอธิบายด้วย "ตรรกะ" ที่มันสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และหลักการ อันเป็นเจตนารมณ์สูงสุด และเป็นสากลไม่เฉพาะแก่ใคร หรือเพื่อสนับสนุนหลักตัวเอง แนวคิดตัวเอง หรือพรรคพวกจนกระทั่งได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือทำลายเฉพาะกลุ่ม เพราะเมื่อถึงที่สุดแนวคิดทางพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ "มหาชนหมู่มาก-สังฆะ" ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็น "พหูชน" เพื่อคนส่วนรวมเป็นสำคัญ จึงจะได้ชื่อว่า  “รัฐธรรมนูญ” อันสากล เป็น "ประชาธิปไตย" เพื่อคนส่วนใหญ่ในชื่อ “ปวงชนชาวไทย” และพัฒนาไปสู่ความเป็น "ธรรมาธิปไตย" ที่ “ยุติธรรม” เป็นสากล เสมอภาค เท่าเทียม สมดุล ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นไปเพื่อความดีงามตามหลักแห่งความจริงในศาสนา 

             ดังนั้นเมื่อเอากรอบคิด มาตรา ๑-๗ แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับ พ.ศ. ๒๕๓๔,๒๕๔๐,๒๕๕๐)  มาพิเคราะห์ จะเห็นถึงหลักการสากลที่วางเป็นกรอบไว้กว้าง ๆ ที่มีในพุทธศาสนา ตามกรอบแห่งประโยชน์สุขส่วนรวมของมวลมหาชนคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ดังนั้นความขัดแย้ง เห็นต่าง ความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาตามสถานการณ์ หลักใหญ่ใจความคือประโยชน์แห่ง “มหาชนหมู่มาก” หรือ “พหุชน หิตายะ” คงเป็นบทสรุปร่วมของการตัดสินใจ และการกระทำนั้น พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "ยถาวาที ตถาการี" พูดได้ทำได้ แปลว่า พระองค์ทรงบัญญัติอะไรไว้ พระองค์ไม่ได้เลือกปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติ แต่พระองค์ปฏิบัติได้ แล้วจึงนำมาสอน มาชี้แนะสอนสั่งแก่พระภิกษุ รวมทั้งบัญญัติไว้ในมหาศีล พระพุทธองค์ท่านใช้คำว่า "พระพุทธองค์ทรงเว้นขาด" แปลว่าหลักการทุกหลักการ ที่บัญญัติห้าม พระองค์ไม่เคยละเมิดก้าวล่วง หรือบัญญัติไว้อย่าง แล้วทำอย่างนั้น  เมื่อหลักสากลแห่งรัฐธรรมนูญ และพระพุทธศาสนาจึง(จะ)เป็นความงดงามสำหรับผู้ยึดถือและปฏิบัติโดยไม่เลือกปฏิบัติ และบทความนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทของสถานการณ์ทางการเมืองในการร่างรัฐธรรมนูญ ประเพณีของการร่างรัฐธรรมนูญอันเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร การวางกรอบกฎหมายบ้านเมืองเพื่ออนาคตจึงต้องตระหนักถึงและให้ความสำคัญกับอนาคตเพื่ออนาคตของ “ประเทศชาติและปวงชน” มิใช่ใครหมู่ใดหมู่หนึ่งแต่ประการใด  เพราะมิฉะนั้น “วัฏฏะ” แห่งวงจรนอกกฎหมาย หรือนอกรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างไม่รู้จบ จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง

 

บรรณานุกรม

เกียรติกอง กิจการเจริญดี,บรรณาธิการ.(๒๕๔๗). ๒๐๐ ปกฎหมายตราสามดวง.กรุงเทพมหานคร  : ศูนย์ข้อมูลกลาง คณะกรรมการกฤษฎีกา.

คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.(๒๕๕๓). การเมืองการปกครองของไทย. พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

เซี้ยง เนติบัณฑิต. (๒๔๕๖). กฏหมายผัวเมีย ดำเนินความตามกฎหมายลักษณะผัวเมียและลักษณะอื่น ๆ ในกฏหมายราชบุรี ประกาศ พ.ร.บ. รัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และคำพิพากษาศาลฎีกาศก ๑๑๗ ถึง ๑๓๑, พระนคร : โรงพิมพ์พานิชศุภผล.

สถาบันดำรงราชานุภาพ. (๒๔๐๖). สมเด็จฯ กรมพระยา. ความทรงจำ. พระนคร : คลังวิทยา.

นรติ เศรษฐบุตร. (๒๕๕๒). เอกสารการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕. นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า.

นิกร ทัสสโร. (๒๕๔๙).  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ : พระบิดาแห่งกฎหมายไทย. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.

พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๐). สารานุกรมประเทศในทวีปยุโรป ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐,  ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐. 

รังสรรค ธนะพรพันธุ,ศุภณัฏฐ ศศิวุฒิวัฒน์. (๒๕๕๐).ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๕๔๙, กรุงเทพมหานคร : สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ลา ลูแบร์. (๒๕๕๒).จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม = A new historical relation of the kingdom of Siam. สันต์ ท. โกมลบุตร แปล.นนทบุรี : ศรีปัญญา.

วุฒิชัย มูลศิลป์. (๒๕๕๔). สมเด็จพระปิยมหาราชกับการปฏิรูปการศึกษา, กรุงเทพ ฯ : พิมพ์คำ.

สุรพศ  ทวีศักดิ์. (๒๕๕๗). ไตรทัศน์วิจารณ์ ความคิดว่าด้วยพุทธศาสนา สถาบันของกษัตริย์ และ

             ประชาธิปไตยของ ศ.สิวลักษณ์. กรุงเทพ ฯ : สยามปริทัศน์.

Adamson, John. (1990). "Oliver Cromwell and the Long Parliament", in Morrill, John (ed.), Oliver Cromwell and the English RevolutionLongman.

Berkin, Carol. (2006). , Revolutionary Mothers: Women in the Struggle for America's Independence. New York : Vintage Books.

George C. Comninel. (1987).    Rethinking the French Revolution: Marxism and the   Revisionist Challenge. London : Verso.



[*] หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Head of Political Science Department : Faculty of Social Sciences MCU

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]