• Dr.barnnok
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ptoto@mcu.ac.th
  • วันที่สร้าง : 2014-08-01
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 34417
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
ดร.พิเชฐ ทั่งโต
การศึกษาเชิงพุทธบูรณาการ รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธ การเรียนการสอน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ptoto
วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม 2557
Posted by Dr.barnnok , ผู้อ่าน : 2359 , 18:06:10 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การเงิน ๓ ฐาน : สัจจะสะสมทรัพย์ สหกรณ์และธนาคารพระพุทธศาสนา

Three Financial Based: Contractual Saving, Cooperatives, and Buddhist Bank

ดร.พิเชฐ ทั่งโต  หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มจร

Dr. Phichet Thangto Head of Political Science Department : Faculty of Social Sciences MCU


บทคัดย่อ

M-Money เครื่องมือในการบริหารองค์กร เมื่อนำแนวคิดเรื่องเงินมาจัดการผ่านระบบความคิดในเรื่องการเงิน ๓ ฐาน จะได้รูปแบบของการเงินชุมชนในรูปแบบของสัจจะสะสมทรัพย์ – สหกรณ์การเงินแนวคิดศาสนา และการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ที่ส่งต่อรับช่วงเป็นการจัดการการเงินตามแนวพุทธ เพื่อพัฒนาองค์กรทางศาสนา พัฒนาคุณธรรมภายใน รวมทั้งคุณภาพชีวิตของชาวพุทธ

คำสำคัญ : สัจจะสะสมทรัพย์, สหกรณ์พระพุทธศาสนา, ธนาคารพระพุทธศาสนา

Abstract

     M-Money is the tool in organization management. When bring the financial concept to manage through the thought system of three financial bases such as community financial savings model, financial co-operatives in the religious concept and Buddhism bank setting to manage the finance based on Buddhist concept to develop the religious organizations and inner morality including Buddhist life quality.

Keywords : Contractual Saving,, Cooperative Buddhism, Bank of Buddhism.

๑.บทนำ

          สระ เอ-งอ-อิ-นอ เงิน มีอำนาจเหลือเกิน เงินเอ๋ยเงินตรา คือเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของเพลง เงิน-เงิน-เงิน ซึ่งเพลิน พรมแดน (พ.ศ.๒๔๘๒-) ศิลปินแห่งชาติ (สาขาศิลปะการแสดง) ขับร้องไว้หลายสิบปีที่แล้วมา นับว่า เงิน (Money)  เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการบริหารทุกวงการ ตามหลักการ ๔ เอ็ม (4M) ซึ่งประกอบด้วย บุคคล (Man) วัสดุ (Material) เงินงบประมาณ (Money) และการบริหารจัดการ (Management) บางคนยังลากยาวไปถึงจริยธรรม (Moral) ที่มาพร้อมกับการบริหารจนไปสู่ความเป็นองค์กรสีขาว  กลยุทธ์ในการบริหารที่ต้องพลิกแพลง ไปจนถึงยุทธศาสตร์ หรือการบริหารความเสี่ยงขององค์กร แต่ที่อยากนำมาอธิบายถึงประเด็นสำคัญและเป็นปัจจัยสำคัญขององค์กรก็คือเงิน (Money) ที่ใช้ในการบริหารอย่างสำคัญประการหนึ่ง โดยจำเพาะไปที่ศาสนา หรือองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ทำอย่างไรถึงจะสามารถนำสินทรัพย์ ที่เป็น “ศาสนาสมบัติ” หรือทรัพย์สมบัติทางศาสนา มาเป็นฐานในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และมีพลวัฒน์ในทางที่เป็นคุณต่อองค์กร ทั้งมีกระบวนการที่ส่งเสริมคุณภาพจริยธรรม และคุณภาพของชีวิตให้เป็นวิถีชีวิตทางศาสนาที่ไม่ใช่แค่พิธีกรรมหรือกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น มีผลการวิจัย เรื่อง “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย”  ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ นิด้า โดย ผศ.ดร.ณดา จันทรสม[๑] ให้ข้อมูลว่าเงินของวัดทั่วประเทศที่กระจายอยู่ในระบบสถาบันการเงินต่าง ๆ มีสะสมอยู่ที่ประมาณ ๓ แสนล้าน โดยเงินดังกล่าวถูกนำฝากอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศ และยังมีเงินหมุนเวียนในแต่ละปีผ่านระบบกลไกของวัดอยู่ที่ประมาณปีละ ๑ แสนล้าน ในรูปของกฐิน ผ้าป่า การรับบริจาคทั่วไปเพื่อการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เฉลี่ยที่วัดละประมาณ ๓ ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมรายได้จากที่ธรณีสงฆ์ หรือสินทรัพย์อื่นอันเกิดจากศาสนาสถาน ศาสนวัตถุสำคัญของวัดในรูปแบบต่าง ๆ จึงทำให้เห็นฐานการเงินของวัดและของศาสนามีเป็นจำนวนมาก      

เกิดคำถามต่อไปว่า ในเมื่อวัดและศาสนามีเม็ดเงินมหาศาลอยู่ในระบบอย่างนี้จะมีวิธีการอย่างไร  ที่จะทำให้เกิดผลเป็นคุณประโยชน์แก่องค์กรพระศาสนา และชาวพุทธอย่างแท้จริง เพราะในภาพรวมผลได้ของเงินวัดเหล่านี้ได้ประโยชน์เฉพาะวัดที่เป็นเจ้าของเงินเท่านั้น มิใช่องค์กรพระพุทธศาสนาในองค์รวม หรือการเข้าไปส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวพุทธส่วนใหญ่ให้เป็นไปตามหลักพุทธธรรมยิ่งมีจำนวนน้อยมาก  เพราะในความเป็นจริง เงินวัดเงินพระศาสนาเหล่านี้มาจากชาวพุทธสละให้ ที่เรียกว่า “ทำบุญ” ผ่านกระบวนการของ “เมตตา-เอื้ออาทร-จาคะ-สละแบ่งปัน”  แต่ผู้บริหารกิจการพระพุทธศาสนากับสนับสนุนให้เกิดการเอาเปรียบทางธุรกรรมการเงิน โดยการเอาไปฝากธนาคารพาณิชย์ ผ่านระเบียบ มติ คำสั่งต่าง ๆ[๒] ประหนึ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผูกขาด ในนามธนาคาร  ซึ่งอาจอธิบายง่าย ๆ ได้ว่า  มีธนาคารพาณิชย์ในชื่อต่าง ๆ เป็น “ลูกหนี้” และให้ดอกเบี้ยที่ธนาคารเป็นฝ่ายกำหนด แม้ว่าจะอยู่ในการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตาม แต่ให้ผลตอบแทนในอัตราที่น้อย เมื่อเทียบกับการเอาไปออกดอกออกผลในรูปของการให้กู้ในนามธนาคาร หรือธุรกรรมการเงินในรูปแบบต่าง ๆ  ก็แปลว่าเงินบุญ แต่ถูกสนับสนุนโดยผู้บริหารจัดการวัด (เจ้าอาวาสและคณะ) ให้เกิดการเอาเปรียบ  ทางการเงินต่อชาวพุทธผู้เป็นเจ้าของเงิน ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ กู้วัด (ในรูปเงินฝาก)  เฉลี่ยวัดละ ๑ ล้าน (๓.๗ หมื่นวัด) ให้ดอกร้อยละ ๑ บาทต่อปี เท่ากับได้คืนกลับมา ๑ หมื่นบาท ต่อเงินต้น ๑ ล้านบาท  (เงินศาสนา ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ของ ๓๗,๐๐๐ [วัด] x ๑๐,๐๐๐ =  ๓๗๐ ล้านบาท/ปี) แต่เอาไปปล่อยกู้กับชาวพุทธร้อยละ ๑๐ ต่อปี แปลว่า ๑ ล้าน ผู้กู้ธนาคาร จะถูกเอาเปรียบด้วยเงินจำนวน ๙ หมื่นบาทต่อปี/ต่อวัด (๓๗,๐๐๐ [วัด] x ๙๐,๐๐๐ =  ๓,๓๓๐ ล้านบาท/ปี) ทั้งที่ชาวพุทธผู้กู้เหล่านั้น เป็นผู้ทำบุญและเป็นเจ้าของเงิน  แต่ไม่ได้ประโยชน์จากเงินที่บริจาคเพื่อบำเพ็ญบุญด้วยด้วยจิตเมตตาแต่อย่างใด  ก็แปลว่าเงินวัด เงินพระศาสนาไม่ได้ทำให้องค์กรพระพุทธศาสนาและคุณภาพชาวพุทธดีขึ้นแต่อย่างใด  แต่กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้เกิด “ทุร”กรรมทางการเงิน ที่เอาเปรียบชาวพุทธผู้บริจาคเงิน ควรได้ประโยชน์จากการบริหารจัดการการเงิน หรือองค์กรศาสนาในองค์รวมในฐานะเป็นจุดกำเนิดของศรัทธาและเป็นเหตุของการได้มาซึ่งสินทรัพย์ทางศาสนาในวัดนั้น ๆ บางคนอาจแย้งต่อไปว่าทำบุญไปแล้ว สละไปแล้วยังจะมาอยากได้อะไรอีก สละไปแล้วจะอยากได้คืนก็ผิดวัตถุประสงค์ของการทำบุญนะสิ โดยหลักการควรเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าจุดเริ่มต้นที่เรียกต้นบุญ (ได้มาด้วยบริสุทธิ์) บริจาคเงินด้วยจิตบริสุทธิ์ เข้าสู่องค์กรพุทธแล้ว แต่กลับถูกกระทำทารุณกรรมด้วยการเปิดโอกาสให้กระทำการที่เรียกว่าเอาเปรียบ ชาวพุทธไม่มีสิทธิ์ปกป้องตัวเองจาก        “ทุรกรรมการเงิน”นี้ กระนั้นหรือ ? ทั้งเราชาวพุทธยังคงควรจะสนับสนุนโดยไม่มีทางเลือกใช่หรือไม่ ?  

(รายงานวิจัยที่ให้ข้อมูลว่ามีเงินวัดทั่วประเทศในระบบธนาคารพาณิชย์ กว่า ๓ แสนล้านบาท)

๒. การเงินชุมชนทางเริ่มการเงินเอื้ออาทรแบบชาวพุทธ

          อาจมีบางคนถามต่อไปว่า ในเมื่อมันมีปัญหาเรื่องเงินและการจัดการแบบนี้จะทำอย่างไร ก็อาจนำตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการจัดการชุมชนต้นแบบทางด้านการเงินในแบบศาสนามาเป็นทางออก หรือหาช่องทางในการแก้ปัญหาทางด้านการเงินของวัดและของศาสนาในอนาคต แนวคิดเรื่อง ไมโครเคดิต (Microcredit) หรือ สถาบันการเงินขนาดเล็ก ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในบังคลาเทศ ในชื่อธนาคารคนจน (Banking for the Poor)  หรือ กรามีนแบ๊งค์ (Grameen Bank) ก่อตั้งโดยยูนุส (Muhammad Yunus,1940)[๓] ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพพร้อมธนาคารที่เขาก่อตั้งใน ปี ๒๐๐๖  เพราะตั้งธนาคาร ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนจน ผู้หญิง คนว่างงาน ให้มีคุณภาพชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น และแนวคิดนี้ได้แพร่กระจายขยายไปยังประเทศต่าง ๆ พร้อมถูกนำไปประยุกต์ใช้กับระบบธนาคารจริง ๆ ที่ผ่านการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ คล้ายธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ของไทย  ในส่วนแนวทางศาสนา กลุ่มพระสงฆ์ไทยและวัดได้นำแนวคิดในเรื่องการเงินชุมชนมาปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับแนวคิด และวิถีปฏิบัติทางศาสนาในชื่อ “สัจจะสะสมทรัพย์” หรือชื่ออื่น ๆ แต่สาระสำคัญคือการผสมรวมแนวคิดทางศาสนาที่ใช้คำว่า “สัจจะ” ความรับผิดชอบทางศีลธรรม การควบคุมทางศีลธรรม และการจัดการทางการเงินชุมชนมาเป็นฐานในการทำความดี ผ่านกระบวนการรวมกลุ่ม (สามัคคีธรรม) เพื่อความอยู่รอดของชุมชน เพิ่มพลังทางปัญญาในการเรียนรู้ด้านการจัดการเงิน (ปัญญา) สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ลดช่องว่างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เอาเปรียบ ทั้งเสริมสร้างคุณค่าการต่อรองทางศีลธรรม  เราจึงเห็นความเจริญเติบโตของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของครูชบ ยอดแก้ว (พ.ศ.๒๔๗๘-๒๕๕๖)  ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา[๔] กับแนวคิดที่ว่า “กลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อหากำไร แต่เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”[๕]  กลุ่มของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต แห่งวัดไผ่ล้อม จังหวัดตราด[๖] ที่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มการเงินชุมชน ๑๖๗ กลุ่ม มีสมาชิกกว่า ๖๒,๗๙๑ คน  รวมสินทรัพย์ทั้งเงินหุ้นสะสมและเงินสวัสดิการทั้งหมด  กว่า ๑,๗๐๐ ล้านบาท  และพระอาจารย์มนัส ขนฺติธมฺโม วัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี[๗] ที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ จากจุดเริ่ม มีสมาชิก ๑๐๘ คน มีเงินสะสมแรกเข้า  ๖,๘๑๐ บาท เทียบกับปัจจุบัน ที่มีสมาชิก ๑๔๔ กลุ่ม มีสมาชิก กว่า ๘ หมื่นคน มีเงินสะสมหมุนเวียนกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท (ข้อมูลเมื่อ ๓๑  ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖)[๘] นอกจากนี้ยังมีกลุ่มการเงินในลักษณะนี้ อีกจำนวนมากในหลายจังหวัด ที่มีบทบาทเข้าไปส่งเสริมให้เกิดจริยธรรมทางศาสนา และใช้ต้นทุนทางศีลธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างการยอมรับทางการเงิน สร้างวินัยทางการเงิน (ศีล/สัมมาอาชีวะ/มัธยัสถ์)  การช่วยเหลือตนเองพึ่งพาตนเองมากขึ้น (อัตตนาถ) เกิดการร่วมมือ (สามัคคีธรรม) สร้างความภาคภูมิใจให้ตนเอง (อัตตสัทธา) ทั้งอาจกล่าวได้ว่า เงินทำให้คนเป็นคนดี หรือสนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้คนทำดีได้ หรือทำดีแล้วเกิดผลในเชิงประจักษ์ เช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในเครือข่ายวัดไผ่ล้อม พระอาจารย์สุบิน ปณีโต  ให้ข้อมูลว่า ผู้ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน มีศีลธรรม ไม่ก่อความรุนแรงในครอบครัว  พฤติกรรมเหล่านี้มีผลให้เกิดการกู้เงินในกลุ่มร่วม จ่ายดอกผลในอัตราที่น้อย ไปจนถึงปลอดดอก เมื่อต้นทุนทางศีลธรรมที่สูงขึ้น[๙] หรือกลุ่มสัจจะจันทบุรีที่ว่า “สมาชิกท่านใดขอกู้เงินแล้วไม่ยอมส่งเงินกู้แก่กลุ่มภายใน ๓ เดือนขึ้นไป กลุ่มจะหยุดให้การช่วยเหลือ และขึ้นป้ายสมาชิกที่โกง ประกาศให้ทุกคนในหมู่บ้านทราบ เพื่อไม่ให้คนในหมู่บ้านไปคบค้าสมาคมด้วย เพราะเขาเป็นคนพาล ไร้สัจจะแก่ส่วนรวม จนกว่าจะเอาเงินที่กู้ไป มาคืนแก่กลุ่มพร้อมค่าบำรุงจนครบสมาชิกในกลุ่มจึงคบค้าสมาคมด้วยอีกครั้ง”[๑๐] จากกรณีตัวอย่างคนในกลุ่มออมทรัพย์เหล่านี้ก็จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันทางศีลธรรม กลุ่มเหล่านี้ประสบความสำเร็จจำนวนมาก มีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านบาท ถ้าเอาโมเดลนี้ มาจัดตั้ง “การเงินชุมชน” โดยใช้หน่วย “วัด”จำนวน ๓.๗ หมื่นวัด เป็นฐานจัดตั้งทั่วประเทศ เท่ากับว่าฐานการเงินชุมชน จะส่งเสริมให้ชาวพุทธช่วยเหลือตัวเอง จัดการตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาระบบทุนภายนอก จนกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ในระบบและนอกระบบ หนี้แบบไม่ก่อให้เกิดการผลิต ก็จะน้อยลง ก็นั่นคือวัดที่มีชุมชนเป็นของตัวเอง จะประสบความสำเร็จในการดำเนินต่อการแนวทางการเงินชุมชนนี้  คิดคร่าว ๆ ชุมชนหรือวัดละ ๑ ล้านบาท ก็จะมีเงินในฐานชุมชนของวัด ๓.๗ หมื่นล้านบาท เป็นกองทุนสำหรับช่วยพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตของคนในสังคมชุมชนระดับฐานรากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นไปตามหลักศาสนาอย่างมีเมตตา เอื้ออาทร และช่วยเหลือกันและกันอย่างสมดุล แต่สภาพปัญหาที่พบ คือเมื่อเงินที่กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ นำมาฝากแล้วกระจายให้กู้ยืม นำไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้แล้ว เงินเหลือจากการกู้ เอาไปทำอะไรต่อ มีข้อมูลว่ามีการนำเงินเหล่านี้เข้าไปสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งในรูปของการฝาก และ/หรือใช้กลไกการฝากของธนาคารเป็นจุดผ่านเงินเพื่อให้ผู้กู้ในพื้นที่อื่น เท่ากับว่าเงินบุญ เงินเมตตา เอื้ออาทร เข้าไปสู่กระบวนการ วงจร “ทุน” ของการเอาเปรียบตามหลักของ “โลภะ” อย่างมีนัยยะสำคัญ

          ก็เกิดคำถามต่อไปว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นเงินเหลือจำนวนมากจะทำอย่างไร ?


ยูนุส ผู้ก่อตั้งธนาคารคนจน จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 


          ๓.สหกรณ์การเงิน การจัดการการเงินผ่านอุดมคติทางศาสนาและกฎหมาย

          อาจมีบางคนพูดเชิงสัพยอกว่า ก็ใส่ตุ่มฝังดินไว้ ถ้าไม่อยากไปฝากธนาคารกินดอกผล พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่ต้องการเข้าสู่วงจรของการพาณิชย์ที่เอาเปรียบ ความละโมบที่จะให้ได้มาจากดอกเบี้ยที่เป็นส่วนต่างแบบธนาคารพาณิชย์ทั่วไป  ก็ต้องคิดต่อไปว่า ทำอย่างไรถึงจะให้มีแนวทางการบริหารเงิน เป็นไปในทิศทางเดียวกับ “การเงินชุมชนเชิงศีลธรรมศาสนา” รองรับการจัดการเงินที่ใหญ่ขึ้น มากขึ้น มีเครือข่ายในการจัดการในภาพกว้างมากขึ้น  พร้อมส่งต่อไปสู่แนวทางการเงินที่กฎหมายรองรับ และแม้จะต้องนำไปสู่การลงทุนในตลาดที่มีการแข่งขัน ก็ยังต้องยึดกรอบของศีลธรรม เมตตา การเอื้ออาทรและไม่เอาเปรียบ “สหกรณ์” จึงน่าจะเป็นช่องทางเลือกหนึ่งในการกระทำธุรกรรมทางการเงินที่จะเชื่อมต่อกับฐานแรก ทั้งก่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และมีผลเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยึดอยู่กับฐานคิดแห่งเมตตา และการเอื้ออาทร กล่าวคือระบบสหกรณ์มีโครงสร้างทางการเงินที่ใหญ่ขึ้น กว้างขวางขึ้น มีกฎหมายรองรับและนำไปใช้อย่างเป็นระบบมากขึ้น แล้วมีกรณีตัวอย่างของสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ? ก็ต้องบอกว่า สหกรณ์ในชื่อต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มเฉพาะ ดังกรณีสหกรณ์ครูทั่วประเทศ สหกรณ์การเกษตร หรือสหกรณ์ในชื่ออื่น ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการบริหารการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบตามกระบวนการของกฎหมายสหกรณ์ และคืนผลอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี ก็แปลว่าสถาบันการเงินแบบนี้ประสบความสำเร็จและมีกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้เห็นอยู่แล้ว  ในกรณีสหกรณ์การเงินแบบศาสนามีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามีเช่น สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวัดนาพรม จังหวัดเพชรบุรี  โดยมีพระครูพิศาลวัชรกิจ รองเจ้าคณะอำเภอเมืองเพชรบุรี เป็นเจ้าอาวาส ดำเนินการสถาบันการเงินโดยใช้แนวคิดทางศาสนาในรูปของ “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน” จนประสบผลสำเร็จ และได้รับการถวายปริญญามหาบัณฑิตสาขาพัฒนาชุมชน การันตีต่อความสำเร็จนั้น[๑๑] ก็แปลว่าสหกรณ์การเงินตามแนวคิดศาสนามี และสามารถกระทำได้ ทั้งจะช่วยลด หรือตัดวงจรเงิน “บาป” หรือการทารุณกรรมทางการเงินของ “ระบบทุน” ใหญ่ ที่ขูดรีดและเอาเปรียบจากเงินบุญในฐานการเงินชุมชน อันมีฐานรากจากเมตตา เอื้ออาทร และช่วยเหลือ เราจึงควรต้องตั้งสหกรณ์การเงินศาสนาที่จะช่วยให้เกิดการไม่เอาเปรียบ แปลว่าเงินที่เหลือจากการเงินชุมชนที่เรียกว่า สัจจะสะสมทรัพย์ต่าง ๆ ต้องเข้าสู่ระบบสหกรณ์ที่มีกฎหมายรับรองในการดำเนินการ มีแนวคิดอุดมการณ์ทางศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องของการเกื้อกูล ช่วยเหลือสังเคราะห์ ก็จะเท่ากับว่าวัดทั่วประเทศมีฐานการเงินชุมชนวัดละ ๑ ล้านบาท ทั่วประเทศ ๓.๗ หมื่นวัด ก็สามารถรวมกลุ่มเป็นกลุ่มสถาบันการเงินขนาดเล็ก กลาง และส่งต่อไปสู่สถาบันการเงินในระดับที่ใหญ่ขึ้นไปได้อีก โดยใช้เกณฑ์ว่า ๑๐๐ วัด เป็น ๑ สหกรณ์ ก็จะได้ ๓๗๐ สหกรณ์ มีเงินหมุนเวียนหลัก ๑๐๐-๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อสหกรณ์ คิดโดยเฉลี่ยอย่างต่ำอยู่ที่  เม็ดเงิน ๓.๗  หมื่นล้านบาท – ๓.๗ แสนล้านบาท นำไปสู่การลงทุน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างสมดุล โดยไม่เอาเปรียบ อย่างเป็นระบบ ก่อให้เกิดประโยชน์เป็นสวัสดิการ สวัสดิภาพกับสมาชิกทั้ง ๒ ฐาน คือ ทั้งชุมชนและสมาชิกสหกรณ์ มีกระบวนการทางกฎหมายตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ก็แปลว่า ๒ ฐานการเงินศาสนา (สถาบันการเงินทางเลือกตามแนวคิดศาสนา) จะมีเงินไม่น้อยกว่า ๗ หมื่นล้านบาท ในการบริหารจัดการโดยมีเป้าหมายเพื่อการบริหารองค์กร และการส่งเสริมคุณภาพความมั่นคงของชาวพุทธให้ดีขึ้นโดยการส่งเสริมการเงินเมตตา  “เอาบุญเป็นกำไร” หรือความสุขของชาวพุทธในองค์รวมเป็น “กำไร” ไม่ใช่ดอกเบี้ยหรือผลต่าง และการแข่งขันที่เอารัดเอาเปรียบกัน  จนกระทั่งกลายเป็นการปล้นทรัพยากรทางศาสนาเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มบางพวก ดังที่ปรากฏระหว่างนายธนาคารกับกลุ่มวัดที่มีเงินมหาศาล

(ผู้เขียน ดร.พิเชฐ ทั่งโต ขณะสัมภาษณ์พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส ขนฺติธมฺโม) ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะ จ.จันทบุรี)

          รูปแบบสถาบันการเงินศาสนาที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับการเงินชุมชนที่มีเป้าหมายเพื่อการสงเคราะห์ ช่วยเหลือในรูปแบบของสหกรณ์ ที่วัตถุประสงค์สอดคล้องกับรูปแบบการเงินชุมชน และนำส่วนเหลือของการออมมาเข้าสู่ระบบการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ไม่มุ่งเน้นกำไร แต่มีเป้าหมายเพื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักศาสนา เช่น สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวัดนาพรม จำกัด (จ.เพชรบุรี) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๐ มีสมาชิกกว่า ๒ พันราย  มีเงินหมุนเวียนกว่า ๘๐ ล้านบาท[๑๒] สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวัดใหม่ประเสริฐ จำกัด ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐ มีสมาชิกประมาณ ๓,๐๐๐ ราย มีเงินหมุนเวียนที่ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวัดป่าแป้น จำกัด สมาชิก ๓๑๐ ราย สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวัดกุ่มสามัคคี จำกัด สมาชิก ๑๐๘ ราย เป็นต้น  กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เป็นกรณีของความสำเร็จในรูปของสถาบันการเงินชุมชนในรูปของสหกรณ์ ที่เกิดขึ้นในนามวัด และศาสนา มีเป้าหมายเพื่อการช่วยเหลือ กระทำให้เป็นสถาบันการเงินทางเลือกที่ส่งเสริมให้เกิดการเอื้ออาทรไม่เอาเปรียบ และก่อให้เกิดคุณค่าต่อส่วนรวม และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต

          ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น สามารถแสดงให้เห็นเป็นแผนภาพได้ ดังนี้

  

แผนภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดโครงสร้างสถาบันการเงินตามหลักศาสนา  “เมตตา-เอื้ออาทร-พอเพียง-สันติสุข”

 

           บางคนอาจสงสัยว่าสถาบันการเงินทางเลือกในรูปของสหกรณ์ จะกระทำได้จริงหรือ และสถาบันการเงินในเชิงอุดมคติทางศาสนากระทำได้จริงหรือ ? ทั้งเข้าสู่กลไกแห่งการแข่งขัน แสวงหาด้วยความอยากได้ มุ่งไปสู่ความโลภ แย่งชิง เอาเปรียบ  หรือเอื้อให้เกิดการเอาเปรียบ ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าเราเอาแนวคิดทางศาสนามาใช้ ก็ต้องมุ่งไปที่การปฏิบัติตามหลักการ ที่ประสานรวมกับแนวทางการเงิน ที่ต้องไม่มุ่งเน้นไปสู่การ “เอา” อย่างไร้คุณธรรม “ใช้เงินเป็นเครื่องขัดเกลาคุณธรรม”ตามแนวคิดศาสนาที่ว่า “ใช้กิเลสละกิเลส”[๑๓] ซึ่งเชื่อว่า จะเป็นทางเลือกทางการเงิน แนวคิดศาสนาในรูปของสหกรณ์ “ออมทรัพย์-เครดิตยูเนียน”[๑๔] ที่มีระบบกฎหมายและประชาสังคมในการดำเนินการที่ไม่มุ่งเน้นการเอาเปรียบจากผลได้ จนเกินกว่าประชามติของกลุ่มร่วมและกฎหมาย[๑๕] โดย (๑) ดำเนินรูปแบบโดยอาศัยสถาบันการเงินในระบบกฎหมาย (๒) ผสมผสานตามหลักแนวคิดทางศาสนา เช่น หลักสังคหวัตถุ หลักเมตตา หลักทาน หลักศีล หลักการจัดการทรัพย์  หลักประโยชน์ หลักทิศ ๖ เป็นต้น โดยจะเป็นหลักประยุกต์ในการบริหารจัดการทรัพย์สินเพื่อการมีชีวิตอย่างสอดคล้องกับหลักศาสนา  (๓) ใช้สถาบันการเงินเป็นเครื่องต่อรองให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่เป็นคุณค่าทางศีลธรรมและการเงิน (๔) เป้าหมายหลักส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินในฐานะเครื่องยังชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ  ทั้งในส่วนการแสวงหา (อุฎฐานสัมปทนา) การออม (มัธยัสถ์) การนำไปลงสร้างมูลค่าเพิ่ม ประกอบอาชีพ (สัมมาอาชีวะ) รู้จักใช้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิต (สัมมชีวิตา) และที่สำคัญเป็นไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักศาสนา

เมื่อมาถึงตรงนี้สหกรณ์เป็นบทสรุปสุดท้ายหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะฐานการเงินในระดับสหกรณ์ยังไม่สิ้นสุดกระบวนความทางการเงิน เมื่อถึงที่สุดสหกรณ์ก็ยังต้องไปลงทุนและเข้าสู่การแข่งขันกับระบบธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ถ้าอย่างนั้นวิธีคิดต่อไปก็คือการจัดตั้งธนาคารศาสนา หรือธนาคารพุทธ โดยใช้แนวคิดในเรื่องของการเงินเอื้ออาทร เมตตา  ไม่เอาเปรียบ สนับสนุนให้คนทำดี และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวพุทธในองค์รวม ก็ต้องไปสู่การจัดตั้งธนาคารพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาไปสู่สถาบันการเงินทั้ง ๓ ฐานอย่างเป็นระบบ

เกิดคำถามต่อไปว่าแล้วจะทำอย่างไร ?        

๔.ธนาคารพุทธ เงินศาสนา เพื่อองค์กรศาสนาและคุณภาพชีวิตชาวพุทธ

          บางคนอาจสงสัยว่าเมื่อต้องไปเป็นธนาคารสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ (๑) หลักการ กับ(๒) ปฏิบัติการ ซึ่งผสมรวมกันอยู่ ทั้งในตัวแนวคิดและวิธีการว่าควรออกมาเป็นเช่นไร  ประเด็นโต้แย้งเรื่องความเป็นไปได้จริง กับแนวคิดในเรื่องอุดมคติทางศาสนากับการเงินที่ต้องมีการแข่งขัน และในเวลาเดียวกันแนวทางของการเงินในระบบทุน ยังมุ่งการแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ และการช่วงชิง ซึ่งต่างจากแนวคิดทางศาสนาอย่างสิ้นเชิง จนมีกระแสทัศนะย้อนแย้งในเชิงการตั้งคำถามอยู่ไม่น้อย อาทิ

“การทำนิติกรรมทางด้านการเงิน ไม่ว่า การเปิดบัญชีเดินสะพัด ธุรกิจเกี่ยวกับตั๋วเงิน ตัวแลกเงิน เช็ค การค้ำประกัน การจำนอง การแลกเปลี่ยนเงินตรา การบริการบัตรเงินด่วน การสั่งสินค้าเข้า การทำประกันภัย ฯลฯ ล้วนแต่ ไม่สามารถ ควบคุมวัตถุประสงค์ ของการนำเงิน ไปใช้ได้ว่า เงินที่นำออกไปจากธนาคารนั้น นำไปทำกิจการใด ไม่ว่ากิจการ โรงเหล้า โรงเบียร์ บ่อนการพนัน สถานบันเทิง ที่บริการทางเพศหรือมอมเมาประชาชน การผลิตยา ฆ่าเชื้อโรค ฆ่าสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ เพื่อเอาเนื้อ เลือด หนังหรือนมในรูปแบบต่างๆ แม้แต่ทำธุรกิจ เกี่ยวกับพืช มีการตัดต่อยีนพันธุกรรม การใช้สารเคมีซึ่งล้วนแต่ทำลาย สภาพแวดล้อม และทำลายหลากหลายพันธุกรรม และส่งผล ต่อประชาชน ล้วนแต่ต้อง วิเคราะห์ทั้งสิ้นว่า ขัดแย้งต่อหลักการของพระพุทธศาสนาหรือไม่ และ ทำอย่างไร ที่จะไม่ทำ ให้เงินทุน ของพระพุทธศาสนา ไปส่งเสริม กิจการเหล่านี้ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา และจะทำให้ หลักการของ พระพุทธศาสนาที่เผยแผ่ มาตลอดนั้นไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้”[๑๖]    

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แผนภาพที่ ๒ โครงสร้างการจัดการเงินชุมชน สถาบันการเงิน และธนาคาร
เพื่อองค์กรศาสนาและคุณภาพชีวิตของชาวพุทธ

               ดังนั้น คำตอบต่อช่องทางและวิธีการที่จะพัฒนาไปสู่สถาบันการเงิน จนกระทั่งเป็นธนาคาร สิ่งที่ต้องทำ คือ การสร้างองค์ความรู้ต่อสถาบันการเงินศาสนาผ่านการวิจัยอย่างเป็นระบบ[๑๗] ให้ศึกษาความเป็นไปได้ผ่านการวิจัย ต้องวิจัยเท่านั้นยืนยันหลักการทางศาสนาว่าสิ่งใดทำได้และไม่ได้อย่างไร  เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ให้ดำเนินการทำอย่างเป็นระบบ ตามขั้นตอน ดังปรากฏในงานวิจัยของ ดร.วินัย ทองย้อย[๑๘] ที่ให้แนวการพัฒนาเป็นธนาคารพระพุทธศาสนาในภาพรวมไว้ว่า “...(๑) ให้มหาวิทยาลัยทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นต่างๆของธนาคารพระพุทธศาสนาอย่างครบถ้วนและรอบด้าน (๒) จัดตั้งกองทุนเฉพาะกิจเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและผลักดัน (๓) ตั้งคณะทำงาน (๔)  ควรจ้างบริษัท หรือบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารมาวิเคราะห์โครงสร้างองค์กร  (๕) ทำต้นแบบหรือแบบจำลองธนาคารพระพุทธศาสนา โดยเลือกวัดที่มีความเห็นสนับสนุนกับการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา และจำลองระบบการจัดการ (๖) จัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ใน  ๒ ช่องทางคือ ก) การออกพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา ๒) การดำเนินการภายใต้ระบบสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งใช้ทุนดำเนินการไม่สูงมากตามหลักเกณฑ์ ที่สำคัญเป็นการเตรียมความพร้อม...”

แนวทางที่ยกมาจึงเป็นส่วนหนึ่ง แต่สาระสำคัญให้มองในภาพรวมการเงินทั้ง ๓ ฐาน (ตามแผนภาพที่ ๑-๒-๓) แล้วนำแนวทางที่กล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์  พัฒนาไปสู่การสร้างกระบวนการทางการเงิน เช่น คำสั่ง กฎมหาเถร กรณีสถาบันการเงินชุมชน  ร่างกฎหมาย ออกกฎหมาย (ช่วงที่ผ่านมาก็มีคณะบุคคลพยายามดำเนินการอยู่)[๑๙]  น่าจะเป็นทางออกที่สอดคล้องกันข้อหนึ่งของปัญหานี้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคือธนาคาร หรือร่าง พระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา ที่ล้มกลิ้งล้มหงายมาหลายครั้งแล้ว แล้วยังจะเอาเรื่องเก่ามาเล่าความใหม่ทำไมกัน  ก็แปลว่าเมื่อถึงที่สุดกลุ่มการเงินต่าง ๆ จะต้องมองว่าฐานการเงิน ๓ แสนล้านทั่วประเทศ ที่อยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเงินนอนที่ “ลูกหนี้” โปรดปรานอย่างมาก เพราะเงินเหล่านี้ ถูกฝากอยู่ในบัญชีวัดในระบบธนาคาร หลายสิบปี แปลว่ากู้โดยไม่ต้องกลัวลูกหนี้ถอนคืน ผู้ประกอบการอาจยอมได้กำไรน้อยหน่อย แต่ได้ความมั่นคงของเงิน เช่น จ่ายดอกสูงเพื่อจูงใจให้ผู้จัดการเงินวัด เช่น เจ้าอาวาส กรรมการมูลนิธิวัด ยังคิดที่จะฝากเงินอยู่กับธนาคารตนเองไม่ถอนออกมา หรือมีการให้ต่างตอบแทน ในรูปของสิ่งของ หรือผลประโยชน์ต่างตอบแทนอื่น ๆ เช่น รถยนต์ราคาสูง ไปมาหาสู่ สนับสนุนกิจการของวัดที่เป็นเจ้าของเงินในทุกรูปแบบ เพื่อให้เจ้าอาวาสผู้มีอำนาจตามกฎหมายยังคงเลือกที่จะฝากเงินไว้กับธนาคารนั้น  พฤติกรรมเหล่านี้ เป้าหมายเพื่อรักษาเม็ดเงินในระบบ ๓ แสนล้านไว้  แต่สาระสำคัญยังอยู่ตรงที่ว่าการเงินเหล่านี้ยังคงพฤติกรรมของการ “ทุรกรรม”ทางการเงิน แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ในฐานะเป็นองค์กรทางศาสนาสอนศีลธรรม เมตตา จริยธรรม แต่กลับส่งเสริมพฤติกรรมอันไร้เมตตากระนั้นหรือ ? และกระทำกับชาวพุทธผู้เป็นเจ้าของเงินเหล่านั้นเสียด้วย   

ดังนั้น เมื่อนำรูปแบบทางการเงิน ๓ ฐานที่กล่าวมาจัดทำเป็นผังจะเห็นทางเดินทางการเงินอย่างเป็นระบบ ตลอดสาย และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนในระบบเดียวกัน เพราะพระพุทธศาสนาสอนเรื่องเมตตา เอื้ออาทรแบ่งปัน เสียสละ ฐานการเงินของวัด จะต้องเป็นไปเพื่อการเสียสละ ไม่ใช่ส่งเสริมให้เกิดการเอาเปรียบและกระทำทารุณกรรม ในระบบการเงินของวัดและพระศาสนาทั่วประเทศ  ในอนาคต หรือองค์กรแห่งอนาคต พระพุทธศาสนาจะต้องมีเงินมาเป็นเครื่องอำนวยให้คนทำดี บางคนบอกว่าเงินจะทำให้คนทำได้ดีได้อย่างไร ถ้ายกกรณีตัวอย่างในอดีต อนาถปิณฑิกเศรษฐี สร้างสิ่งเร้าด้วยการจ้างลูกชาย “นายกาละ” ไปฟังธรรม[๒๐] หรือจ้างลูกไปเรียนหนังสือ เมื่อเขามีความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งที่เป็นความรู้เข้าก็คิดได้เองและกำหนดท่าทีอย่างใหม่เป็นคุณค่าแท้ในการดำเนินชีวิตกรณีในอดีตอาจแปลได้ว่าเงินทำให้คนเป็นคนดีขึ้น กรณีตัวอย่างคำสัมภาษณ์พระอาจารย์สุบิน ปณีโต ในนามที่ปรึกษากลุ่มสัจจะออมทรัพย์ จังหวัดตราด  ให้ข้อมูลว่า ประชาชนสามารถควบคุม ถ่วงดุลมาตรฐานทางศีลธรรมกันเอง ใครไม่กิน เหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน จะมีมาตรฐานทางศีลธรรม ทั้งจะเป็นเครื่องการันตีเครดิตทางการเงินได้ด้วย[๒๑] หรือจากทัศนะของพระครูสังฆรักษ์มนัส ขนฺติธมฺโม (พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม) ประธานกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์วัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี ให้ทัศนะว่า “ถ้าคนนี้กินเหล้า เลิกเหล้าได้จึงให้ร้อยละบาท แต่ถ้าเลิกไม่ได้ก็เอาไปร้อยละ ๒ เท่าเดิม”[๒๒] จะแปลให้ง่ายหน่อย ว่า ระดับบุคคลจะมีผลเป็นเครดิตทางการเงิน ระดับครอบครัวมีเครดิตทางการเงินและการช่วยเหลือทางการเงินอื่น ๆ ระดับชุมชนก็จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นระบบต่อแนวทางหรือช่องทางทางการเงินอย่างเป็นสำคัญยิ่งเช่นกัน

ถ้าการเงินของศาสนาทั้ง ๓ ฐานทำงานเกี่ยวเนื่องกันยังเป็นระบบ เน้นแนวคิดทางศาสนา โดยไม่เปิดให้ความโลภ มาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาสินทรัพย์จากศาสนาไปเพื่อการทารุณกรรม หรือการเอารัดเอาเปรียบทางสังคม จะทำให้เกิดผลประจักษ์เป็นคุณภาพชีวิต ตอบคำถามได้ว่า เงินทำให้คนเป็นคนดีได้อย่างไร หรือเมื่อตั้งธนาคารแล้วคนในประเทศนี้จะดีขึ้น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาโสเภณี คนว่างงานจะลดน้อยลงไหม ความรุนแรงในครอบครัวจะหายไปหรือไม่ หรือรวมไปถึงอบายมุขต่าง ๆ จะลดลงหรือไม่ คงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ แต่ถ้าเกิดเป็นนโยบายเริ่มอย่างเป็นระบบ มุ่งมั่นเพื่อเป้าหมายไปที่ศาสนาเป็นสำคัญ และพัฒนาส่งต่อเป็นคุณภาพชีวิตของชาวพุทธอย่างแท้จริง  ก็ต้องเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า กระบวนการต่าง ๆ มีกรอบคิดทางศาสนา และการส่งต่ออย่างเป็นระบบ จะสำฤทธิ์ผลแก้ปัญหาได้ อาจมีคำถามต่อว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ ก็ต้องตอบไปว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่จะช่วยเหลือกันทำให้เกิดกระบวนการ

  

                  

 แผนภาพที่ ๓ การเงินศาสนา  ๓ ฐาน ที่มีเป้าหมายเพื่อ “คุณภาพชีวิตของชาวพุทธ”

ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่มหาเถรสมาคมมองเห็นความสำคัญ รัฐบาล เป็นผู้เสนอ รัฐสภา เป็นผู้ออกฎหมายมองเห็นความสำคัญ มุ่งมองไปที่ศาสนาเป็นสำคัญดำเนินนโยบาย กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ พร้อมแนวทางที่ชัดเจน กำหนดเป็นนโยบาย และนำไปสู่การปฏิบัติ มีระบบประเมิน ตรวจสอบ ควบคุม[๒๓] เริ่มดำเนินการจากทุกวัดตามโครงสร้าง ๓.๗ หมื่นวัดทั่วประเทศ เมื่อวัดใดก้าวหน้าประสบผลสำเร็จในเรื่องการจัดการชุมชน  ก็ตรวจสอบความพร้อมของแต่ละชุมชน ยกระดับเป็นสหกรณ์ และในระดับบนก็ศึกษาแนวทางกระบวนการที่จะพัฒนาให้เป็นธนาคารพุทธ ให้สำเร็จ การเงินจึงต้องสัมพันธ์กันทั้ง ๓ ฐาน ถ้าคิดเพียงว่า เอาเงินจากฐานวัดต่าง ๆ  ที่มีเงินฝาก พร้อมสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ที่ธรณีสงฆ์  อาคารพาณิชย์ของวัด ที่ศาสนสมบัติกลาง สิ่งปลูกสร้าง หรืออื่น ๆ เอามาฝากในรูปของผู้ถือหุ้น หรือในรูปเงินฝาก คงเป็นเรื่องที่ยาก จนถึงยากมาก เพราะเชื่อได้เลยว่า “กลุ่มทุนใหญ่” ที่กกกอดเงินวัดในรูปของของเงินฝากมาหลายสิบปี จนถึงร้อยปีคงจะไม่ยอมให้เงินมหาศาลที่ตัวเองเอาไปออกดอกออกผลสร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวย จากเงินบุญ แต่สร้างบาปกับชาวพุทธออกมาแน่ ๆ คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ก็ต้องมานั่งคิดและพัฒนาให้เป็นไปได้ว่า “การเงินชุมชนต้องเข้มแข็ง สหกรณ์ต้องก้าวหน้า ธนาคารต้องเป็นที่พึ่งพา” แล้วเมื่อนั้นความเป็นจริงถึงจะเป็นไปได้ เกิดขึ้นได้ แต่ถ้ารอชงน้ำชา ให้พวกประเคนใส่พาน ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะว่าผลประโยชน์และเม็ดเงิน ๓ แสนล้านมหาศาลขนาดนั้น คงเป็นเรื่องที่ยากที่จะยอมสละ ดังนั้นกระบวนการที่จะก่อให้เกิดความเป็นไป จึงต้องสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ส่งต่อเป็นการเงินขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าฐานการเงินชุมชน ทั้งในรูปของสหกรณ์ และสถาบันการเงินทางเลือกในรูปแบบต่าง ๆ ตามกรอบคิดทางศาสนา (ตามแผนภาพที่ ๔-๕)  ที่ไม่เน้นการแข่งขันอันเป็นไปเพื่อความโลภ อยากได้ แต่เป็นการส่งเสริมให้เกิดการจัดการ พึ่งตนเองได้ (อัตตนาถ) เป็นไปตามหลักการศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาส่งต่อไปสู่การพัฒนาอุดมคติตามหลักศาสนาเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด  

 

 

แผนภาพที่ ๔  สถาบันการเงินทางเลือกตามหลักศาสนาเพื่อองค์กรและคุณภาพชีวิตของชาวพุทธ

๕.สรุป

          M-Money  ของชาวพุทธ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสังคมนี้ในรูปของเงินศาสนา จะด้วยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ (Management)  พัฒนาสร้างคุณภาพชีวิตให้คนในสังคมดีขึ้นผ่านแรงจูงใจผ่านเงินที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Man) สร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ร่วมกันผ่านหลักเมตตา   เอื้ออาทรช่วยเหลือตามเจตนารมณ์ของทางศาสนา (Moral) นำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมผ่านวัตถุ สิ่งของ สิ่งสร้างต่าง ๆ  (Material) เป้าหมายปลายทางเพื่อความสุขของคนในสังคมองค์รวมตามเจตนารมณ์ของเงินบุญ หรือความสุขจากการหา การใช้ การรักษาทรัพย์ จนกระทั่งเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นทิศทางและ M ในคำว่าตัวเงินกับการพัฒนาองค์กรศาสนาและคุณภาพชีวิตของชาวพุทธย่อมจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง ที่ไม่ได้จำเพาะเฉพาะใครแต่อย่างใดไม่ ? แต่ควรเป็นเงินของพระพุทธศาสนา เพราะ“วัดซึ่งเปนองคการที่มีการระดมทุนผานการบริจาค มีความจําเปน ที่วัดควรจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ[๒๔] ใหเกิดความโปรงใส (Transparency) และตรวจสอบได (Accountability) รวมถึงมีการจัดทํารายงานทางการเงินที่ถูกตอง เปดเผยใหผูมีส่วนไดสวนเสียไดรับรูและตรวจสอบ”[๒๕] พร้อมกระจายความโปร่งใส่เหล่านั้นผ่านหลักการแห่งการเอื้ออาทร เมตตา เสียสละ ส่งเสริมให้คนเป็นคนดี ผ่านกระบวนการทางการเงินที่สะสมอยู่ในองค์กรศาสนาให้เป็นเงินบุญ ที่จะทำให้ชาวพุทธมีความสุขในเบื้องแรกอย่างแท้จริง 

 

 

แผนภาพที่ ๕ กระบวนการทำงานของสถาบันการเงินศาสนาตามแนวพุทธ  

ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิดของ ชาร์ล แฮนดี้ (Charles Handy,๑๙๓๒) ในหนังสือเรื่อง Rethinking the Future  คำว่า  Compassionate Capitalism หรือ "ทุนนิยมแบบมีเมตตาธรรม"[๒๖]  ที่เขาให้แนวคิดว่าในผลกำไรให้มีการคืนกลับสู่สังคม และชุมชนสัก ๑ %  น่าจะเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้เห็นว่าทุนก็ดีแต่ให้ดีกว่าต้องเป็นทุนนิยมที่ผสมเมตตาธรรม เอื้ออาทร แบ่งปัน ไม่เอาเปรียบไปจนกระทั่งโกงอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญการเงินพระศาสนาจะต้องเป็นเครื่องอำนวยความเป็นไปได้ ให้เกิดพฤติกรรมและการะทำในเชิงศาสนาที่เป็นทั้งคุณค่าและวิถีแห่งการดำเนิน หรือปฏิบัติไปสู่อุดมคติทางศาสนาได้ด้วย  

หลักการทางพระพุทธศาสนามีแต่อาจไม่ได้ชี้ชัดไปเสียทีเดียว แต่สามารถประยุกต์และให้คำอธิบายได้ เงินส่งเสริมให้คนกระทำดีจริงหรือ ก็ต้องตอบว่าเงินเป็นส่วนสำคัญในการทำให้คนเป็นคนและมีมาตรฐานทางศีลธรรมที่สูงขึ้น ที่สำคัญแนวคิดของการแข่งขันในระบบทุน การเงินแนวศาสนาหรือการเงินในอุดมคติ “เอื้ออาทร” ช่วยเหลือ ไร้ดอก จนกระทั่งปลอดดอก จะแข่งขันได้จริงหรือ ? ก็ต้องตอบว่าสถาบันการเงินศาสนาเป็น “สถาบันการเงินทางเลือก” ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวพุทธ และองค์กรทางศาสนาเป็นสำคัญ ไม่ใช่การมุ่งเน้นเพื่อกำไร หรือการลงทุนเพื่อเอาเปรียบ เสริมความละโมบ แต่เป็นการลดละโมบ ความอยากได้ แต่เน้นการให้ (ทาน) การเสียสละ (จาคะ) แบ่งปัน เอื้ออาทร และการเข้าไปส่งเสริม ควบคุมมาตรฐานทางศีลธรรมอย่างมีนัยยะ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามหลักศาสนา (อัตตนาถ/สามัคคีธรรม) เน้นคุณภาพวิถีชีวิตตามหลักศาสนา ฟังดูอาจเป็นอุดมคติเกินไปไหม ก็ต้องตอบว่าใช่เพราะเงื่อนไขของการเงินแบบนี้เกิดจากอุดมคติทางศาสนา แต่ขอเพียงทดลองและเริ่มดำเนินการ แล้วจะรู้ว่ามันทำได้และเป็นไปได้จริง เพราะมันมีกรณีตัวอย่างให้ศึกษาจำนวนมากอยู่แล้ว รวมทั้งเป้าหมายของการเริ่ม เริ่มจากการให้ไม่ใช่เอา แค่เริ่มก็แตกต่างแล้ว  

นอกจากนี้สถาบันการเงินที่กล่าวมาทั้ง ๓ ฐาน จะเป็นทางเลือกและทางรอดของคนในสังคมนี้ นอกเหนือจากการจัดตั้งแล้ว ที่สำคัญผู้บริหาร (ในอนาคต) ต้องมีธรรมาภิบาลในการจัดการสินทรัพย์อย่างชาญฉลาด มีจิตเมตตา เอื้ออาทร เสียสละ เป้าหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อ องค์กรและสมาชิกในสังคมนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวพวกพ้องและหมู่คณะ กรณีรัฐวิสาหกิจของรัฐหลายแห่ง รวมทั้งธนาคารศาสนาที่ตั้งมาก่อนหน้านี้ประสบภาวะขาดทุน หนี้เสีย แต่ผู้บริหารยังเพิ่มเงินเดือน เพิ่มโบนัสให้กับตัวเอง[๒๗] ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ผู้บริหาร จัดการ ควรแสดงบทบาทนำตามหลักศาสนาในการเสียสละ เอื้ออาทร และแสดงความเมตตาต่อองค์กรของตัวเอง ด้วยการสละ หรือยืนยันอุดมคติทางศาสนาในเรื่องของเมตตา และเอื้ออาทรเป็นสำคัญ มิใช่เอา เอา เอา ผู้บริหารและพวกพร้องเจริญ แต่องค์กรล่ม  เสียหาย ถ้าเป็นอย่างนั้นคงล่มตั้งแต่เริ่ม โปรดพิจารณา

ดังนั้น ถ้าองค์กรทางศาสนายังปรารถนาจะเป็นที่ถูกรัก ถูกให้ความสำคัญ และนับถืออย่างต่อเนื่อง จะต้องเป็นผู้ให้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ททมาโน ปิโย โหติ” ที่สะท้อนผลของการให้ที่ว่า “ผู้ให้ยอมเป็นที่รักที่พอใจของคนหมู่มาก”[๒๘]    ไม่ใช่ได้เงินมาเอาไปกักตุนเป็นสมบัติของวัด และหาประโยชน์จากการบริหารเงินวัดเหล่านั้นเป็นเพียงของวัด ผู้ดูแลและธนาคารเท่านั้น  เพราะพฤติการณ์นั้นเท่ากำลังผลักใสให้ชาวพุทธมองไม่เห็นความสำคัญของศาสนาและคุณค่าของพระศาสนาเสียแล้วกระมัง และจะกลายเป็นการลดทอนคุณค่าและความสำคัญของพระพุทธศาสนาให้กลายเป็นเพียงองค์กรแห่งการเอาเปรียบทารุณกรรมต่อชาวพุทธด้วยกันเองผ่าน “M: Money-Monk-Management” มหาศาลที่มีอยู่ในวัดและองค์กรพระพุทธศาสนา

           

 

บรรณานุกรม

๑.หนังสือ

ณดา จันทรสม,ผศ.ดร., การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย. รายงานวิจัย, กรุงเทพ ฯ : สำนักวิจัยสถาบันบัณฑิตพัฒ

          นบริหารศาสตร์. ๒๕๕๕.

ประเสริฐ เชยชิต, บรรณาธิการ.ที่ระลึกพิธีถวายปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน แด่ พระครูพิศาลวัชรกิจ (เชาวลิต มหาปญฺโญ ทองขาว) เจ้าอาวาสวัดนาพรม จังหวัดเพชรบุรี.เพชรบุรี : บริษัท เพชรภูมิการพิมพ์ จำกัด.๒๕๕๕.

พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม,(มนัส ขนฺติธมฺโม). ธรรมะกินได้, จันทบุรี : วัดโพธิ์ทอง, ๒๕๕๖.

ราชกิจจานุเบกษา เลม ๑๒๔ ตอนพิเศษ ๘๔ ง,  ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐,หนา ๑๗.  

ราชกิจจานุเบกษา  เลม ๑๒๒ ตอนที่ ๖๓ ก, ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ หน้า ๑.

โรวาน กิ๊บสัน (Rowan Gibson),บรรณาธิการ, คิดใหม เพื่ออนาคต : Rethinking the Future, ธันยวัชร ไชยตระกูล

          ชัย แปล-เรียบเรียง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพผูจัดการ, ๒๕๔๒.

วิทยากร เชียงกูล เรียบเรียง. มูฮัมหมัด ยูนุส : ธนาคารคนจนและรางวัลโนเบล. วิทยากร เชียงกูล.  

กรุงเทพฯ : สายธาร. ๒๕๕๑.

สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม, กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี. กรุงเทพ ฯ : สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม. ๒๕๔๕.  

Muhammad Yunus (Author), Alan Jolis (Contributor), Banker To The Poor: Micro-Lending and the Battle Against World

            Poverty, (United Stated : Publicaffairs,๒๐๐๗).

๒.บทความ

พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร  จนฺทสาโร), “ธนาคารพระพุทธศาสนากับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา”, ใน การ

          ประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ ๑, เล่ม ๑ : พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและปัญญา,

(กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), หน้า ๒๗-๔๑.

พระมหายุทธนา นรเชฏโฐ ป.ธ.๙, ดร. “การพึ่งตนเองของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรของชีวิต อ.

          เมือง จ.ตราด”(เอกสารเย็บเล่ม).๒๕๕๗.

วินัย  ทองย้อย, “แนวทางการจัดตั้งและการจัดการธนาคารพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, ใน การประชุมวิชาการ

          ระดับชาติครั้งที่ ๑, เล่ม ๒ : พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและปัญญา, กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหา

          จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หน้า ๕๑๓-๕๓๔.

เสรี พงษ์พิศ, “ครูชบ ยอดแก้ว”, ใน สยามรัฐรายวัน, ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๖.

 

๓.ออนไลน์

ณดา  จันทร์สม, “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคลองตามหลักธรรมาภิบาล”, บทความรายงาน

          วิจัย, (กรุงเทพมหานคร  สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๕), หน้า ๑-๑๕. ออนไลน์ : http://www.tci-

          thaijo.org/index.php/NDJ/article/viewFile/๑๗๖๗๗/๑๕๗๕๕. เมื่อ ๒๗ กรกฏาคม ๒๕๕๗,

ประคอง เตกฉัตร, “ธนาคารพระพุทธศาสนา”, เราคิดอะไร, ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑๕๐ ,มกราคม ๒๕๔๖, สื่อออนไลน์ :

          http://www.asoke.info/๐๙Communication/Dharmapublicize/Kid/k๑๕๐/๗๖.html, เมื่อ ๒๗

กรกฎาคม ๒๕๕๗.

อมรวดี อ่องลา“สัจจะสะสมทรัพย์” ตั้งแต่เกิดจนตายที่จันทบุรี

          http://www.isranews.org/community/comm-scoop-documentary/item/๑๑๘๘-๒๐๑๑-       ๐๑-๑๘-๑๑-๑๒-๑๓.html

๔.สัมภาษณ์

พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร  จนฺทสาโร), ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ฯ , รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์,

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗.

พระครูพิศาลวัชรกิจ (เชาวลิต มหาปญฺโญ/ทองขาว), เจ้าอาวาสวัดนาพรม จ.เพชรบุรี, เมื่อ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗.

พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส  ขนฺติธมฺโม),เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จ.จันทบุรี, เมื่อ ๒๓  กรกฎาคม ๒๕๕๗.



[๑] ผศ.ดร.ณดา จันทรสม, “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย”, รายงานวิจัย,  (สำนักวิจัย : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์,๒๕๕๕), หน้า บทคัดย่อ.

[๒] (๑) กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๑ “....ว่าด้วยการเก็บรักษาเงินของวัด” (๒) ระเบียบกรมการศาสนา พ.ศ.๒๔๙๘ “....ว่าด้วยวิธีการเบิกจ่ายเงินของวัด” (๓) มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๖ /๓๕๔๓  “...ว่าด้วยหลักเกณฑ์การฝากและสั่งจ่ายเงินผาติกรรม...” ฯลฯ

[๓] วิทยากร เชียงกูล เรียบเรียง. มูฮัมหมัด ยูนุส : ธนาคารคนจนและรางวัลโนเบล. วิทยากร เชียงกูล. (กรุงเทพฯ : สายธาร, ๒๕๕๑), หน้า ๗๘-๘๓. Muhammad Yunus (Author), Alan Jolis (Contributor), Banker To The Poor: Micro-Lending and the Battle Against World Poverty, (United Stated : Publicaffairs,๒๐๐๗). pp.๑๑๕-๑๓๐.

[๔] ดร.เสรี พงษ์พิศ,“ครูชบ ยอดแก้ว”, ใน สยามรัฐรายวัน, ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๖.

[๕] ครูชบลงมือทำและทำได้จริงตามเป้าหมายหลัก ๒ ประการ คือ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเพื่อปลูกฝังคนให้มีนิสัย ๗ ประการ คือ (๑). เพื่อให้เกิดนิสัยพึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว  (๒). เพื่อให้เกิดวินัยในตนเอง มุ่งมั่นการทำงานให้สำเร็จ (๓). เพื่อให้เกิดนิสัยขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน (๔). เพื่อให้เกิดนิสัยรู้จักคิด วิจารณ์และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล (๕). เพื่อให้เกิดขันติธรรมต่อการวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือหมู่เหล่า (๖). เพื่อให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น (๗). เพื่อให้เกิดนิสัยทำงานกับผู้อื่นได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ ผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี ฯ ดร.เสรี พงษ์พิศ, “ครูชบ ยอดแก้ว”, ใน สยามรัฐรายวัน, ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๖.

[๖] พระมหายุทธนา นรเชฏโฐ ป.ธ.๙, ดร. “การพึ่งตนเองของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรของชีวิต อ.เมือง จ.ตราด” สัมภาษณ์พระอาจารย์สุบิน ปณีโต ณ วัดไผ่ล้อม ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดตราด, เมื่อ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๕.

[๗] สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม, กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี,(กรุงเทพ : สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม,๒๕๔๕). หน้า ๑-๑๕.

[๘] สัมภาษณ์พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส ขนฺติธมฺโม), เมื่อ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗, และพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม,(มนัส ขนฺติธมฺโม), ธรรมะกินได้, (จันทบุรี : วัดโพธิ์ทอง, ๒๕๕๖), หน้า ๑๐.

[๙] สัมภาษณ์พระอาจารย์สุบิน ปณีโต ณ วัดไผ่ล้อม ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดตราด, เมื่อ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๕.

[๑๐] พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม, (มนัส ขนฺติธมฺโม), ธรรมะกินได้, (จันทบุรี : วัดโพธิ์ทอง, ๒๕๕๖), หน้า ๕๗.

[๑๑] ประเสริฐ เชยชิต, บรรณาธิการ, ที่ระลึกพิธีถวายปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน แด่ พระครูพิศาลวัชรกิจ (เชาวลิต มหาปญฺโญ ทองขาว) เจ้าอาวาสวัดนาพรม จังหวัดเพชรบุรี, (เพชรบุรี : บริษัท เพชรภูมิการพิมพ์ จำกัด.๒๕๕๕), หน้า ๒-๒๐.

[๑๒] สัมภาษณ์พระครูพิศาลวัชรกิจ (เชาวลิต มหาปญฺโญ/ทองขาว), เจ้าอาวาสวัดนาพรม จ.เพชรบุรี  เมื่อ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗.

[๑๓] แนวคิด “กิเลสละกิเลส” หรือ “เกลือจิ้มเกลือ” เทียบเคียบใน ภเวสีสูตร, องฺ.ปญฺจก.(ไทย)  ๒๒/๑๘๐/๓๐๔-๓๐๘.

[๑๔]ราชกิจจานุเบกษา  เลม ๑๒๒ ตอนที่ ๖๓ ก, ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ หน้า ๑ (กฎกระทรวง กําหนดประเภทของสหกรณที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ. ๒๕๔๘)

[๑๕] ราชกิจจานุเบกษา เลม ๑๒๔ ตอนพิเศษ ๘๔ ง,  ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐,หนา ๑๗ (ประกาศกระทรวงการคลัง  เรื่อง การกําหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ย ที่สถาบันการเงินอาจคิดไดจากผูกูยืม (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๕๐.

[๑๖]ประคอง เตกฉัตร,“ธนาคารพระพุทธศาสนา”, เราคิดอะไร, ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑๕๐ ,มกราคม ๒๕๔๖, สื่อออนไลน์ : http://www.asoke.info/๐๙Communication/Dharmapublicize/Kid/k๑๕๐/๗๖.html, เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗.

[๑๗] วินัย  ทองย้อย, “แนวทางการจัดตั้งและการจัดการธนาคารพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, ใน การประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ ๑, เล่ม ๒ : พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและปัญญา, (กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย),   หน้า ๕๑๓-๕๓๔.

[๑๘] วินัย  ทองย้อย, เรื่องเดิม, หน้า ๕๑๓-๕๓๔.

[๑๙] สัมภาษณ์ พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร  จนฺทสาโร), เมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗, และพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร  จนฺทสาโร), “ธนาคารพระพุทธศาสนากับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา”, ใน การประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ ๑, เล่ม ๑ : พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและปัญญา, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), หน้า ๒๗-๔๑.

[๒๐]ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๑๗๘/๘๘ (อนาถปิณฑิกปุตตกาลวัตถุ-เรื่องนายกาละบุตรของอนาถปิณฑิกเศรษฐี).

[๒๑] สัมภาษณ์พระอาจารย์สุบิน ปณีโต ณ วัดไผ่ล้อม ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดตราด [๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๕. จาก..พระมหายุทธนา นรเชฏโฐ ป.ธ.๙, ดร. “การพึ่งตนเองของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรของชีวิต อ.เมือง จ.ตราด”.

[๒๒] อมรวดี อ่องลา“สัจจะสะสมทรัพย์” ตั้งแต่เกิดจนตายที่จันทบุรี http://www.isranews.org/community/comm-scoop-documentary/item/๑๑๘๘-๒๐๑๑-๐๑-๑๘-๑๑-๑๒-๑๓.html

 

[๒๓]วินัย  ทองย้อย, “แนวทางการจัดตั้งและการจัดการธนาคารพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๗), หน้าบทคัดย่อ.

[๒๔] ณดา  จันทร์สม, “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคลองตามหลักธรรมาภิบาล”, บทความรายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร  สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๕), หน้า ๑-๑๕. ออนไลน์ : http://www.tci-thaijo.org/index.php/NDJ/article/viewFile/๑๗๖๗๗/๑๕๗๕๕. เมื่อ ๒๗ กรกฏาคม ๒๕๕๗,

[๒๕] ผศ.ดร.ณดา จันทรสม,“การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย”, รายงานวิจัย, (สำนักวิจัย : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์,๒๕๕๕). หน้า บทคัดย่อ.

[๒๖]โรวาน กิ๊บสัน (Rowan Gibson),บรรณาธิการ, คิดใหม เพื่ออนาคต : Rethinking the Future, ธันยวัชร ไชยตระกูลชัย แปล-เรียบเรียง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพผูจัดการ, ๒๕๔๒), หน้า ๑๑๒-๑๒๕.

[๒๗] กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน ,“พนักงานแบงก์รัฐมีเฮ!ลุ้นโบนัส”, คอลัมน์ : การเงิน-ตลาดทุน, ใน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๒,๙๔๒, วันที่ ๒๔ – ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗.

[๒๘]องฺ.ปญจก. (ไทย) ๒๒/๓๕/๕๖,(ทานานิสังสสูตร, ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน).





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]