• Dr.barnnok
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ptoto@mcu.ac.th
  • วันที่สร้าง : 2014-08-01
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 40031
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
ดร.พิเชฐ ทั่งโต
การศึกษาเชิงพุทธบูรณาการ รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธ การเรียนการสอน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ptoto
วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม 2557
Posted by Dr.barnnok , ผู้อ่าน : 6686 , 16:22:38 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

ผู้นำทางศาสนากับการป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย

Religious leaders to prevent corruption in Thai Society  

-ดร.พิเชฐ ทั่งโต-

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป

อาจารย์ประจำภาครัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์


 

บทคัดย่อ

            ปัญหาการทุจริตหรือ ฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นปัญหาของสังคมไทยที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติในทุก ๆ ด้านเป็นวงกว้าง การนำศาสนา หลักการ แนวคิดและผู้นำทางศาสนามาเป็นแนวทาง และยุทธศาสตร์ หรือช่องทางหนึ่งในการแก้ไขหรือยุติปัญหาการทุจริต  ที่เกิดขึ้นในวงสังคม  ประเทศชาติ ย่อมเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาได้จริงในระยาว

คำสำคัญ ผู้นำทางศาสนา,การป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย

Abstract

          Corruption problem is the problem of Thai society that impacts on our country in every aspect. To use the religion, principle, concept and religious leader as a guide line and strategy or a way to modify to solve the corruption problem in our society and country, it is the advantage to solve this problem in the long term.

Keywords: Religious leaders, corruption prevention in Thai Society  

 

1.บทเริ่ม

          สำนักงานป้องกันและปราบการการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เชิญผู้นำทางศาสนา หน่วยงาน และบุคลากรและตัวแทนที่เกี่ยวข้องไปประชุมร่วม เสนอแนะ พร้อมให้แนวทาง รวมทั้งรับนโยบายเพื่อร่วมปฏิบัติ ในประเด็น “พลังทางศาสนา” กับการ “ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น”[1] โดยในการประชุมนั้น มีผู้นำจากศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทยทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และภาคีที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชั่นในสังคมไทย  ในส่วนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มี ผศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการทั่วไป และข้าพเจ้าผู้เขียน ร่วมเป็นภาคีเสนอแนวทางพร้อมร่วมประชุม  หากมองย้อนกลับไปในประเทศของกลุ่มที่ปลอดจากการทุจริต หรือมีการคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด อาทิ  สิงคโปร์  ไอซ์แลนด์  ฟินแลนด์ นอรเวย์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ดำเนินนโยบายด้วยรัฐสวัสดิการ มีอัตราความเข้มแข็งทางกฏหมายอย่างสูง  มีคุณภาพในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม รวมไปถึงมีการสร้างกฏเกณฑ์  กฏหมายที่จะป้องกันและแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นไว้อย่างเป็นระบบ อาจเรียกว่า “จริยธรรมของผู้ปกครอง” หรือ “ธรรมาภิบาล” อาจรวมไปถึง แนวคิดในเรื่อง “ความโปร่งใส ตรวจสอบได้” เป็นกรอบในการบริหารองค์กร หรือราชการแผ่นดิน เมื่อมองย้อนกลับมายังประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในอันดับ 102  ของโลก (177 ประเทศ) และเป็น อันดับ 5 ของอาเซียน ซึ่งอาจวิเคราะห์ต่อได้ว่าปัญหาการ “คอร์รัปชั่น” ยังเป็นปัญหาหลักในสังคมไทย ที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังปรากฏในงานวิจัยของ นิพนธ์ พัวพงศกร [2] ที่มองว่า “การทุจริตคอร์รัปชั่น” ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้นในบทความนี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิดพร้อมทั้งสะท้อนออกมาเป็นแนวปฏิบัติในมุมมองของศาสนา กับบทบาทของผู้นำทางศาสนา เพื่อนำไปสู่การป้องกันการทุจริตร่วมกับองค์กรภาครัฐ อันจะพึงเกิดขึ้นในอนาคต  

          ประเทศไทย ปัญหาคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในสังคมไทยมาช้านานและมีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และพบปัญหาดังกล่าวเกือบทุกภาคส่วน ถึงแม้รัฐบาลจะมีความพยายามป้องกัน สร้างมาตรการเพื่อแก้ไขมาโดยตลอด[3] แต่ดูเหมือนว่าปัญหาการคอร์รัปชั่นก็ไม่ได้ถูกแก้ไขได้เท่าใดนักเนื่องจากการรายงานผลการจัดอันดับค่าดรรชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยในอดีตตั้งแต่ ปี พ.ศ.2541 จนถึงปี  พ.ศ.2554 พบว่า ค่าดรรชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นยังอยู่ในระดับต่ำ คืออยู่ที่ ระดับ 32 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน มาโดยตลอด ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดที่สามารถสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชั่นในระดับที่สูงและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น[4] พร้อมชี้ให้เห็นว่าการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของประเทศไทยที่ผ่านมาจนถึง ปัจจุบันนั้น  ไม่ประสบผลสําเร็จเท่าที่ควร  ถึงแม้ว่าทุกภาคส่วน จะได้มีความพยายามที่จะกําหนด และใช้มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่นอยู่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดก็ตาม

           ผลการวิจัยพบว่า ในแต่ละปีกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ พ่อค้าและนักธุรกิจ ต้องสูญเสียเงินให้กับการคอร์รัปชั่น มวลค่ารวมสูงถึงเกือบ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจํานวนนี้สามารถอํานวยประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้ทําให้รัฐต้องจ่ายเงินงบประมาณสูงกว่าที่เป็นจริง ประชาชนต้องได้รับบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ อีกทั้งยังทําให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยที่มักจะมีการใช้อํานาจโดยมิชอบ

          ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อปัญหาการทุจริตในสังคมไทย โดย สำนักวิจัย มหาวิทยาลัยคริสเตียน  ในช่วงเดือน เมษายน พ.ศ.2557[5] ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในสังคมไทย จำนวน 1,270 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นชายร้อยละ 57.1 และหญิงร้อยละ 42.9 ร้อยละ 32.2 มีอายุระหว่าง 41-50 ปี และมีอายุ 31-40 ปี  

         พบว่า ร้อยละ 94.2 เห็นว่าสถานการณ์ปัญหาการทุจริตในสังคมไทยยังมีความรุนแรงมากถึงมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.8 เห็นว่า ปัญหาการทุจริตในสังคมไทยเกิดขึ้นในหน่วยงานราชการมากที่สุด ร้อยละ 50.3 เห็นว่ามีการทุจริตในองค์กรการเมืองระดับประเทศ และร้อยละ 33.6 เห็นว่ามีการทุจริต เกิดขึ้นในองค์กรการเมืองระดับท้องถิ่น

          โดยในงานวิจัยเล่มเดียวกันนี้ ยังได้เสนอเป็นแนวทางเพื่อลดปัญหาการทุจริต โดยร้อยละ 65.4 เห็นว่า ควรปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เยาวชนอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 48.7 เห็นว่าควรยกย่อง/ให้รางวัลส่งเสริมผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดีมีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม จริยธรรม 

          ดังนั้นเมื่อพิจารณาในภาพรวม ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นยังคงเป็นปัญหา[6] ที่จะต้องช่วยกันสะสาง ดูแล หรือขจัดให้หมดไป แต่ต้องเกิดจากการร่วมด้วยช่วยกันของประชาคมทุกภาคส่วน พร้อมทั้งเป็นวาระแห่งชาติ โดยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนโดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากประเทศไทย 

 ภาพที่ 1 ร่วมสัมมนารวมพลังผู้นำศาสนาป้องกันการทุจริต  ที่ สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี  29 กันยายน 2557 (ภาพ : ผู้เขียน)

 

2.ประชาคมโลกกับปัญหาคอร์รัปชั่น

          ดร.จุรี วิจิตรวาทการ เลขาธิการมูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี พ.ศ. 2556 พบว่า ประเทศไทยได้ 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 102 จากการจัดอันดับทั้งหมด 177 ประเทศทั่วโลก[7] เท่ากับประเทศเอกวาดอร์ มอลโดวา และปานามา และอยู่อันดับที่ 16 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ผลคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปีนี้ปรากฏว่า ร้อยละ 70 ของจำนวนประเทศที่นำมาจัดอันดับสอบตก หรือมีคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง มีเพียง 54 ประเทศเท่านั้นที่สอบผ่าน หรือได้คะแนนเกิน 50 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยประเทศเดนมาร์กและนิวซีแลนด์สามารถครองแชมป์อันดับหนึ่ง (91 คะแนนจาก 100 คะแนน) ส่วนอันดับสุดท้ายที่ได้คะแนนต่ำที่สุด ได้แก่ อัฟกานิสถาน เกาหลีเหนือ และโซมาเลีย (8 คะแนนจาก 100 คะแนน) และประเทศซีเรียเป็นประเทศที่มีคะแนนลดลงจากปีที่แล้วอย่างมาก

 

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบประเทศที่ลำดับการทุจริตน้อยที่สุดในโลก และมากที่สุดในโลก ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption_Perceptions_Index  /Transparency International (TI) has published the Corruption Perceptions Index (CPI)

ตารางที่ 2 ดัชนีชีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี พ.ศ.2556 ของประเทศในภูมิภาคอาเซียนใน พ.ศ. 2556  ที่มาและวิเคราะห์ข้อมูลโดย : http://www.transparency.org 

ตารางที่ ๓ ดัชนีชีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี พ.ศ.2556 ของประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2538-2556  ที่มาและวิเคราะห์ข้อมูลโดย : http://www.transparency.org

          จากตารางเปรียบเทียบ ตารางที่ 1-3  สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า ปัจจุบันปัญหาคอร์รัปชั่นถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่ด้อยพัฒนา และการคอร์รัปชั่น ได้กลายมาเป็นปัญหาที่มีความสําคัญที่สุดของหลาย ๆ ประเทศ โดยปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าหลายประเทศได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่มีการรณณรงค์จากองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระต่างๆ อย่างเช่น องค์การสหประชาชาติธนาคารโลกและภาคประชาชน ที่ต่างเห็นพ้องกันว่าการคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่นําไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างแท้จริง ทั่วโลก มองว่าปัญหานี้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของมวลมนุษย์และประชาชาติโดยรวม ในส่วนประเทศไทย คอร์รัปชั่น  เป็นปัญหาที่จะต้องหาทางออก มีการพยายามเสนอแนวคิดหลาย ๆ ประการ เช่น การออกกฎหมาย การสร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อป้องกันการทุจริตในวงราชการ การรณรงค์ผ่านสื่อ รวมไปถึงการกระตุ้นเร้าให้เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญว่าต้องช่วยกัน ที่จะป้องปรามและป้องกันเหตุอันจะพึงเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ    

 

 

3. คอร์รัปชั่น ภาพสะท้อนความเป็นจริงที่ยังเกิดขึ้นในสังคมไทย

          สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ได้ให้คําจํากัดความ การคอร์รัปชั่น (Corruption) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Corrumpere มาจากคํา 2 คํารวมกันคือ To Ruin-Com (together) + Rumpere (to break) หมายถึง การทําลาย หรือละเมิดจริยธรรม หรือธรรมเนียมปฏิบัติในการบริหารงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทําน้อยกว่า หรือไม่ดีเท่าที่กฎหมายระบุไว้ หรือแม้แต่ทําตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แต่ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย

          ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ สังศิต พิริยะรังสรรค์ ให้คําจํากัดความของการคอร์รัปชั่น คือ การใช้อํานาจเพื่อให้ได้มาซึ่งกําไร ตําแหน่ง ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม โดยการฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรฐานทางศีลธรรม อาจรวมถึงพฤติกรรมเบี่ยงเบนของผู้มีตําแหน่งในราชการ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์เข้าตนและพรรคพวก ทั้งในด้านสังคม ด้านการเงิน ด้านตําแหน่ง

          องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ให้นิยามความหมายไว้ว่า “คือการกระทําใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน” กล่าวโดยสรุป การคอร์รัปชั่น หมายถึงการประพฤติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติ โดยมีแรงจูงใจเป็นผลประโยชน์ในเชิงแฝงกับตนเอง หมู่กลุ่มและพวกพร้องมีพฤติกรรมและการกระทำอันไม่ถูกต้องตามหลักกฏหมายและธรรมาภิบาลขององค์กร

          รูปแบบ ช่องทาง วิธีการ ของการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย มีนักวิชาการได้ให้แนวทางรูปแบบดังกล่าว อาทิ   (1)  การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เช่น การผูกขาด การให้สัมปทาน และการเรียกเก็บส่วนแบ่งอย่างผิดกฎหมาย โดยการสร้างความขาดแคลนเทียม เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำตาล ขาดแคลนข้าว และหรือขาดแคลนน้ำมันปาล์ม เป็นต้น (2)  การฉกฉวยทรัพยากรของรัฐ มาเป็นผลประโยชน์ของตนเอง ญาต และพวกพร้อง โดยสามารถกระทำได้โดย การแปลรูปรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการของรัฐ  การใช้อำนาจหน้าที่เบียดบัง หรือชี้นำเพื่อให้ได้ประโยชน์นั้นมา เช่น ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น (3) การมีผลประโยชน์ทับซ้อน สถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลได้รับผลเสียส่วนตัวและผลดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ หรือการกระทําหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรม (4) การใช้อิทธิพลทางการเมืองหาผลประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์ (ปั่นหุ้น)   (5) ปกปิดการบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง การปิดบังและให้การเท็จ (6) การใช้นโยบาย กฎหมาย กฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ อย่างมีอคติและลําเอียง  (7) การใช้อิทธิพลทางการค้า แสดงบทบาทเป็นนายหน้าหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการค้าต่างตอบแทน การแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับประเทศคู่ค้า (8) การใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางมิชอบ การปลอมแปลงเอกสารการฉ้อฉลการใช้กองทุนของรัฐเพื่อไปหาผลประโยชน์ทางการเมือง (9) ระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก และการให้ผลประโยชน์ต่างตอบแทน เช่น การฮั้วประมูล (10) การให้และการรับสินบน การขู่เข็ญบังคับและการให้สิ่งล่อใจ (11)  การให้ของขวัญ และรับของขวัญ ไม่ถูกต้อง มีผลเป็นการสร้างแรงจูงใจ เช่น เช็คของขวัญมูลค่าสูงและสินบนมูลค่าสูง (12) โดยการใช้นโยบายประชานิยม คือรัฐเป็นผู้กระตุ้นการบริโภคสร้างแรงจูงใจโดยใช้งบประมาณของรัฐ เรียกว่าชื้อความพึงพอใจผ่านงบประมาณผ่านดิน (13) การใช้กลไกของรัฐในทางที่ผิด หมายถึง ใช้อำนาจสั่งการ ให้ตำรวจ ทหารกระทำในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง  (14) มีพฤติกรรมการทุจริตเลือกตั้ง อันสัมพันธ์กับ การซื้อเสียง และการทุจริตด้วยวิธีต่างๆ (15) การบริจาคเพื่อช่วยเหลือการรณรงค์ที่ผิดกฎหมาย เช่น การบริจาคให้แก่นักการเมืองและพรรคการเมืองรัฐบาล เพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อการกําหนดนโยบายของรัฐบาล

          สาเหตุ ระบบทุจริตคอร์รัปชั่นมีโครงสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและดํารงอยู่ในปัจจุบันนั้น มีสาเหตุการ คอร์รัปชั่นที่พบในสังคมจําแนกได้ 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านเศรษฐกิจและการครองชีพ ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายของรัฐที่มีจำนวนมาก ประชาชน “เห็นแก่ได้(โลภ)” ซื้อความสะดวกจากเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐมีรายน้อยเมื่อเทียงกับรายจ่าย (2) ด้านระบบบริหารราชการ ได้แก่ ขาดการกํากับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบวินัยของผู้คับบัญชา ทําให้เกิดการทุจริต และความไม่สมดุลของอํานาจในการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น  การดูแลควบคุมไม่ทั่วถึง เกิดการทุจริตในวงราชการได้ง่าย รวมทั้งการเกรงใจและเกรงกลัวผู้บังคับบัญชา ใช้อํานาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ไม่ศึกษาและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ (3) ด้านสังคมวัฒนธรรมและศีลธรรม ได้แก่ การขาดคุณธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ติดสินบน เจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นผู้ใหญ่ทุจริตแล้ว ไม่ถูกจับได้ ทำให้กลายเป็นเรื่องถูกต้อง ดีงาม ผิดเป็นถูกไป เป็นตัวอย่างให้ผู้น้อยทําตาม ประกอบกับสังคมไทยเน้นวัตถุนิยมมากกว่าความดีงามศีลธรรมเงินคือสิ่งที่เป็นคุณค่าของสังคมเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทางด้านอุปโภคบริโภค จึงต้องดิ้นรนด้วยวิธีการคอร์รัปชั่น (4) ด้านกฎหมายและวิธีพิจารณา ได้แก่ การลงโทษทางวินัยมีความยุ่งยากในการหาพยานหลักฐาน เพราะมีระเบียบขั้นตอนมากมายในการสอบสวน การพิสูจน์การทุจริตฯ ต้องมีหลักฐานอย่างชัดเจนซึ่งยากแก่การพิสูจน์ ทั้งนี้การคอร์รัปชั่นจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจําวันได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น เขื่อน ท่าอากาศยาน ถนนหลวง ทางรถไฟ หรือ ระบบการคมนาคม เป็นต้น 

ภาพ 2  ภาพล้อเลียนจากสื่อ ที่สะท้อนถึงปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทย
(ที่มา : ออนไลน์ สืบค้น 12 พฤศจิกายน 2557)

          ผลเสีย การทุจริต คดโกง เป็นการทำหลายหลักการพื้นฐานทางศีลธรรมในทุกสังคม ก่อให้เกิดผลกระทบที่เสื่อมถอย ทั้งในเชิงระบบโครงสร้าง วัฒนธรรมองค์กร และพฤติกรรมเชิงบุคคล เป็นตัวทำลายกฎ กติกา กฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานทางสังคม รวมไปถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเป็นการคุกคามสิทธิ์ของคนส่วนใหญ่ ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสให้เสียโอกาสผ่านการ “คอร์รัปชั่น” ดังกรณีการโกงงบประมาณแผ่นดิน การทุจริตจำนำข้าว หรือการเบียดบังงบประมาณการก่อสร้างที่เป็นสัดส่วนที่มากของประเทศ

          แนวทางแก้ไข ในประเทศไทยมีองค์กรที่มีส่วนต่อการแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ตราโดยกฎหมาย เป็นองค์กรอิสระ เช่น  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ส.ต.ง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)  นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่เกี่ยวเนื่องในการแก้ไขการคอร์รัปชั่นของภาครัฐ ได้แก่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) สํานักงานตํารวจแห่งชาติผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ

          การสร้างมาตรการทางกฎหมาย เพื่อลดปัญหาการคอร์รัปชั่น อาทิการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดําเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ต่อจากนั้นรัฐได้จริงจังในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งมีการจัดตั้งองค์กรอิสระหลายองค์กรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตหลายฉบับ อาทิพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543 (ซึ่งห้ามให้เจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สิน มูลค่าเกินสามพันบาท) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรีพ.ศ. 2543 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551  เป็นต้น

จากมาตรการทางกฎหมาย ภาครัฐได้มีมาตรการด้านการเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตควบคู่ไปด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นการนําหลักธรรมาภิบาล (Good Government)  เพื่อแก้ไขและป้องกันการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก่ ป.ป.ช ได้กําหนดยุทธศาสตร์การปราบปรามการทุจริต   

          ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ปลูกจิตสํานึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และสร้างวินัยแก่ทุกภาคส่วน

          ยุทธศาสตร์ที่ 2 : รวมพลังแผ่นดินป้องกันและปราบปรามการทุจริต

          ยุทธศาสตร์ที่ 3 : เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่หน่วยงานต่อต้านการทุจริต

          ยุทธศาสตร์ที่ 4 : สร้างบุคลากรมืออาชีพป้องกันและปราบปรามการทุจริต

          สําหรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะต้องมีการนํามากําหนดเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อการแก้ไข ปัญหาการคอร์รัปชั่น โดยมีป.ป.ช.ทําหน้าที่ประสานภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง  

4.แนวคิดทางศาสนากับการป้องกันการคอร์รัปชั่น

          ตามแผน ยุทธศาสตร์ที่ 1 ของหน่วยงาน ป.ป.ช. ที่ทำหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริม กระตุ้น ป้องปรามต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่  1 คือ “ปลูกจิตสํานึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และสร้างวินัยแก่ทุกภาคส่วน” ในแนวคิดนี้ ป.ป.ช. ได้กระตุ้นให้องค์กรศาสนาเข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนและกระตุ้นร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ทั้งหลักการทางกฎหมายและกฎทางศีลธรรมด้วย จึงทำให้สมาชิกในองค์กรศาสนาต้องคิดต่อไปว่า ในเมื่อสังคมมีศาสนา มีกฎหมาย ที่จะเป็นเครื่องมือ และกลไกในอันที่จะช่วยกันกำจัดกลโกง ต่าง ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นในสังคม จึงจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง จึงทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า แล้วหลักการทางศาสนาของแต่ละศาสนาจะเข้าไปกระตุ้นหรือช่วยอย่างไร การเชิญผู้นำทางศาสนามาเพื่อปรึกษา สอบถามแนวทางหรือมอบนโยบายจึงเป็นภารกิจยุทธศาสตร์หนึ่งของ ป.ป.ช. ในความหมายคือ จะให้กลไกทางศาสนามาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการป้องกัน แก้ไข รณรงค์ ตั้งแต่ระดับบุคคล ไปสู่สังคมวงกว้างผ่านกระบวนการทางศาสนาและศรัทธาต่อหลักศาสนาเป็นสำคัญ เพื่อช่วยต่อการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในอีกช่องทางหนึ่ง

          ในหลักการทางพระพุทธศาสนาในฐานะข้าพเจ้าเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยสงฆ์ และเป็นองค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา พบว่าในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีข้อมูลหลายแหล่งที่แสดงโทษของการ “โกง” หรือการเบียดบังทรัพย์ หรือสิ่งของอันไม่พึงประสงค์ หรือการได้มาโดยสุจริต แม้แต่เพียงแค่เฉียดกล้ำกรายยังต้องโทษเกือบประหารชีวิต แปลว่าการ “เบียดบัง” [8] ทรัพยากรในทุกกรณีเป็นเหตุนำไปสู่ความเสื่อม หรืออันตรายต่อชีวิตได้ทั้งสิ้น [9]

          แม้ในหลักปฏิบัติเบื้องต้น ตามหลักศาสนบัญญัติ อาทิ เรื่อง ศีล 5[10] โดยเฉพาะในข้ออทินนาทาน แนวคิดในเรื่องสัมมาอาชีวะ แนวคิดเรื่อง สุจริต ทุจริต เป็นต้น ล้วนเป็นแนวคิดพื้นฐานในการจรรโลงในการอยู่ร่วมกันในสังคม ทั้งจะเป็นหลักประกันในเรื่องสินทรัพย์ให้กับสังคมมนุษย์ในองค์รวม รวมทั้งจะเป็นช่องทางหนึ่งในการป้องกันการโกงในสังคมได้ด้วย ทั้งเป็นเครื่องชี้ชัดได้ว่า พระพุทธศาสนาไม่สนับสนุนพฤติกรรม และการกระทำ หรือส่งเสริมการ “เบียดบัง” ทั้งทรัพย์สินของบุคคล ปัจเจก หมู่กลุ่ม ส่วนรวม และสาธารณะประโยชน์ หรือของภาครัฐในทุกกรณี ซึ่งสามารถยกมาเป็นกรณีศึกษาได้ คือ

          1.ศีลข้อที่ 2 อทินนนาทาน เป้าหมายเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ในด้านทรัพย์สิน ที่จะไม่ถูกละเมิดจากผู้ใด คณะใด หรือกลุ่มใด ต่อทรัพย์สินส่วนบุคคล ส่วนรวม สาธารณะ และส่วนรวมของประเทศชาติ ย่อมจะไม่ถูกคุกคาม เบียดบัง หรือให้ได้มาด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง ดังนั้นศีลข้อนี้จะเป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดการหวงแหนทรัพย์สินของตนเอง รู้คุณค่าของทรัพย์สินส่วนตนที่ถูกทำให้เป็นส่วนรวม (ภาษี) บริจาค (องค์กรการกศุล) ผู้บริจาคย่อมมีสิทธิ์ที่จะหวงแหนภาษี หรือผลประโยชน์ในนามรัฐ ที่จะตรวจสอบ หรือให้คนที่ใช้งบประมาณของแผ่นดิน ต้องตระหนักว่า จะไม่ละเมิด หรือใช้ในทางที่เป็นการเบียดบัง หรือเอาเปรียบ หรือ “ฉ้อราษฎร์” เป็นการเอาเปรียบประชาชน “บังหลวง” เมื่อเงินภาษีไปอยู่ในรูปเงินรวมของแผ่นดินที่ควรเป็นประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศอย่างเสมอภาคเท่าเทียม กลับถูกเบียดบังด้วยผู้บริหารที่ไม่ได้บริหารให้เป็นไปโดยสุจริต ดังนั้นกระบวนการของศีล ครอบคลุมไปถึงการเบียดบังมิใช่แค่การรักษาทรัพย์ในกระเป๋าของตัวเองที่หามาได้ ดังนั้นชาวพุทธ ชาวไทยหรือชาวโลกต้องตระหนักของการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการเบียดบังทรัพย์สินส่วนรวม ดังปรากฏเป็นแนวคิดของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ศีลกับการป้องการการคอร์รัปชั่นไว้ว่า “...เวลาที่เราจะต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นไม่นำหลักธรรมศีล 5 เข้าไปได้อย่างไร โดยเฉพาะในข้ออทินนาทาน ธรรมมาภิบาลจะต้องมีความ Transparency เป็นข้อหนึ่งในนั้นก็คือความโปร่งใส ทำอย่างไรให้คนโปร่งใสก็ให้คนมีศีลมีธรรม เบญจศีล เบญจธรรมต้องเข้ามา...”[11]

          ดังนั้นกฎทางศีลธรรมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างชัดเจนและขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงจะได้ชื่อว่า ทุกอย่างเป็นไปในทางที่เป็นคุณและขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติในเชิงบุคคล หมู่กลุ่ม และสังคมประเทศชาติที่จะช่วยกันปฏิบัติในตัวเป็นเบื้องต้น แล้วพัฒนาเป็นการตรวจสอบในเชิงสังคมและภาพรวมโดยมีเป้าหมายเพื่อการทุจริตฉ้อฉลในทุกกรณี 

          2. แนวคิดในเรื่องสัมมาอาชีวะ แปลว่า การที่จะต้องป้องกันแก้ไขการคดโกง ต้องส่งเสริมให้เกิดการ “ยังชีพ” ที่ “สุจริต” เป็นไปตามครรลองในการดำรงชีพที่เรียกว่า “สัมมาชีพ” หมายถึงผู้นำศาสนาต้องรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของสัมมาชีพ จนกระทั่งเป็นอุดมคติตามหลักศาสนาของผู้เป็นศาสนิก ที่จะยึดเป็นเจตจำนงหลัก หรือ“มุม” ในใจ สมาทานถือไว้ ว่าสิ่งที่ดำเนิน หรือกระทำตามกรอบสัมมาชีพเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และต้องปฏิบัติตามอย่างปราศจากข้อสงสัย 

          3. แนวคิดในเรื่อง “สุจริต” แปลว่า การกระทำที่ “โปร่งใส” และตรงไปตรงมา ไม่เบียดบังทรัพย์สินของส่วนรวม หรือของผู้อื่นโดยพฤติกรรมอำพรางในทุกกรณี คำว่า “สุจริต” ต้องตรงกับ คำว่าความโปร่งใส และในความโปร่งใสนั้น ต้องเป็นความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เป็นแค่ชื่อ หรือถูกทำให้เชื่อว่าเป็นการกระทำหรือพฤติกรรมว่าโปร่งใสเท่านั้น ดังปาฐกถาของพระพรหมบัณฑิตที่ว่า

“...พุทธภาษิตว่า “นตฺถิ ตณฺหา สมา นที”  แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาหาไม่มี แม่น้ำยังมีวันเต็ม แต่ตัณหาไม่มีวันเต็มเปี่ยม อยู่ที่ไหนในระบบเศรษฐศาสตร์  และชาวพุทธว่าอย่างไร มันจะเกิด กระตุ้นตัณหาเขาเรียกว่า บริโภคนิยม ต้องการกำไรสูงสุด โฆษณาให้เกิดอุปสงค์ กระตุ้นตัณหาไม่รู้จบ มุ่งบริโภคมากกว่าผลิต ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา อยากจะมี Iphone ขึ้นมา เอาเงินมาจากไหน งานก็ยังไม่มีทำลักขโมย คอร์รัปชั่นเยอะแยะไปหมดเพราะต้องการสินค้า ต้องการบริโภคมากกว่าผลิตและมองเห็นการผลิตเป็นหน้าที่ คือการทำงานให้สุจริต มาใช้ในระบบเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้มองเห็นการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม ประพฤติหน้าที่คือการทำงานให้สุจริต ไม่อยู่ในความคิด…”[12]

          ในความหมายนี้ก็คือพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการที่ศาสนิกจะต้องเป็นผู้ตรงไปตรงมาในหลักการ และไม่เป็นผู้ที่จะก้าวล่วงต่อหลักการในศาสนา ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนั้นหลักการทางศาสนาจะเป็นมาตรฐานในการป้องกันไม่ให้สมาชิกในสังคมที่นับถือศาสนามีพฤติกรรมหรือการกระทำ อันจะนำตนไปสู่การประพฤติทุจริตในที่สุดด้วย และพฤติกรรมเหล่านั้นชื่อว่าสุจริต และนำมาซึ่งการตรวจสอบได้ ไม่มีอะไรปกปิดเป็นความโปร่งใสจากพฤติกรรมและการกระทำสุจริตตามหลักศาสนาด้วย

          4. แนวคิดในเรื่อง “หลักการสำคัญยิ่ง” หมายถึง หลักการที่ถูกต้อง มีความสำคัญเป็นเรื่องหลัก ทั้งจะเป็นความจำเป็นต่อการบริหารจัดการ ในทุกองค์กร ประเทศชาติ กล่าวคือ กฎทางศีลธรรม กฎหมาย ที่จะใช้เป็นเครื่องป้องกัน แก้ไข ระงับ การทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และให้มีผลเป็นความตรงไปตรงมาในการปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยต้องดำเนินไปเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กรหรือประเทศชาติ แนวคิดทางพระพุทธศาสนา อธิบายไว้ว่า หลักการสำคัญที่สุด การปฏิบัติตามหลักการเป็นเรื่องสำคัญกว่า พร้อมทั้งการปฏิบัติตามหลักการใด ๆ ก็ช่างต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสาระสำคัญยิ่งด้วยเช่นกัน ถ้ากฎเป็นกฎ และถูกใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม การแก้ปัญหาก็จะบรรลุผลได้เช่นกัน

          ในอีกนัยหนึ่ง อาจอธิบายเสริมได้ว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ความโปร่งใสต้องเป็นความโปร่งใส นัยยะนี้คือ หลักการต้องเป็น “บัญญัติ” ของทุกสังคม หรือทำให้คนมีความสุจริตในหน้าที่ ชื่อตรงต่อหน้าที่ และเป็นความสำคัญต่อการดำเนินความถูกต้อง อย่างสุจริต เหมือนคานธี (Mohandas Karamchand Gandhi, ค.ศ.1869-ค.ศ.1944,78 ปี) ชื่อตรงต่อ “มังสวิรัติ” แม้ชีวิตตัวเอง และชีวิต “เพื่อสมาทาน” ต่อความดี ครูบาติ๊บ (พ.ศ.2440-2515,75 ปี)[13] เกจิผู้เป็นศิษย์ครูบาศรีวิชัย (พ.ศ.2421-2481) ที่มีประวัติถึงความมุ่งมั่นชื่อตรงต่อ “มังสวิรัติ” จนกระมรณภาพด้วยโรคขาดสารอาหาร หรือ “ประวัติของพระยาพิชัยดาบหัก” (พ.ศ.2284-2325) ที่ยอมสละชีวิตเพียงเพราะต้องการยืนยันต่อเจตนารมณ์แห่งความ “ชื่อสัตย์” พร้อมวลีเด็ดว่า “ไม่เป็นข้าสองบ่าว ไม่เป็นจ้าวสองนาย” รวมไปถึง “พันท้ายนรสิงห์” ในประวัติศาสตร์ ที่มุ่งมั่นต่อความจริงและความถูกต้อง ที่ยืนยันต่อความตายเพื่อที่จะรักษา “กฎ” ไว้ ดังนั้น แนวคิดนี้ทางพระพุทธศาสนา คือ การยืนยันหลักการที่จะเป็นสิ่งสำคัญ หรือรักษาความถูกต้องไว้ ดังมีแนวคิดทางพุทธศาสนาที่ว่า “จงสละมือเพื่อรักษาแขน สละแขนเพื่อรักษาชีวิต และยอมสละชีวิต เพื่อรักษาธรรม (ความถูกต้อง)” ดังนั้นหากสังคมถูกทำให้เป็นสังคมแห่งการถือหลักการที่ถูกต้อง เหมือนพระพุทธเจ้าทรงทูลตอบคำถามพระอานนท์ ว่า จะมอบให้ใครเป็น “ศาสดา” แทนพระองค์หลังปรินิพพานแล้ว พระพุทธศาสนายืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจนแล้วว่า “หลักการ” สำคัญกว่าตัวบุคคล และหลักการเป็นอุดมคติสูงสุดในดำเนินทั้งในส่วนชีวิตและองค์กร

          ในศาสนาอิสลามที่ส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น[14] ความว่า “แน่นอน เราได้ส่งรอซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) ‘พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และจงหลีกห่างจากพวกเจว็ด’ ดังนั้นในหมู่พวกเขามีผู้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงชี้แนะทางให้และในหมู่พวกเขามีการหลงผิดคู่ควรแก่เขา  ดังนั้น พวกเจ้าจงตระเวนไปในแผ่นดิน แล้วจงดูว่าบั้นปลายของผู้ปฏิเสธนั้นเป็นเช่นใด”  (ซูเราะฮ์อัลนะฮ์ลิ อายะฮ์ที่ 36)

          หากเอาแนวคิดทางศาสนาอิสลามมาอธิบายร่วม จะเห็นว่าการปฏิบัติตามหลักการทางศาสนา เท่ากับให้บุคคล หรือศาสนิกมีความเชื่อตรงต่อพระเจ้าและเข้าถึงพระเจ้าในฐานะเป็นอุดมคติสูงสุด การที่จะไปทุจริต หรือโกง ย่อมไม่เกิดขึ้น ภาระงานของชาวอิสลาม จึงมุ่งไปที่ให้ศาสนิกมั่นคงต่อหลักการหรือคำสอนในศาสนาจะเป็นช่องทางในการลดการทุจริต  หรือไม่มี  แต่ต้องให้ศาสนิกปฏิบัติตามหลักการทางศาสนาอย่างชื่อตรง

          ในส่วนศาสนาคริสต์ มีปรากฏหลักฐานใน “คัมภีร์ไบเบิลเตือนคนเหล่านี้ว่า “ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนชั่วละทิ้งความคิดของเขา.” ถ้าคนที่ทุจริตคดโกงกลับใจจริง ๆ คัมภีร์ไบเบิลสัญญาว่าพระเจ้าจะทรงให้ “อภัยอย่างเหลือล้น.”—ยะซายา 55:7, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน

          ตีความได้ว่าศาสนาคริสต์ มองว่าการโกงเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ หรือเป็นสิ่งที่ต้องห้ามเหมือนในทุก ๆศาสนา  แต่ถ้าศาสนิกกระทำ หรือล่วงเกิน หากเขากลับใจได้ หรือกลับตัวเสีย พระเจ้าก็สามารถที่จะให้อภัยได้ แปลว่าโกงเป็นสิ่งที่ศาสนาไม่ได้สนับสนุนแต่ถ้าโกงแล้วกลับตัวเสียได้ เป็นสิ่งที่ศาสนาก็เปิดทางให้กลับตัวได้เช่นกัน

          ดังนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุป พลังอันเกิดจากหลักการทางศาสนาซึ่งมีอยู่ในทุก ๆ ศาสนา ทั้ง พุทธ คริสต์ อิสลาม จะเป็นเครื่องมือประการหนึ่งในการเข้าไปสนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามหลักการ คำสอนทางศาสนา โดยมีเป้าหมายเพื่อการรณรงค์ ป้องกัน หรือหยุดการกระทำที่เรียกว่า “ทุจริต” อันเกิดขึ้นในทุกวงการ และคนในทุกศาสนาก็เป็นเครื่องมือหรือกลไก ที่จะป้องกันหรือแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้น แต่อาจน้อย หรืออยู่ในฐานะที่จะควบคุมได้

 

5. ผู้นำทางศาสนา ต้นแบบในการลดการคอร์รัปชั่น 

          ในหลักการทางพระพุทธศาสนามีแนวคิดที่พระพุทธเจ้าประทานไว้คือ “ยถาวาที ตถาการี” แปลว่าเมื่อจะเป็นคนสอนคน ต้องมีทักษะความรู้ และปฏิบัติได้ พุทธพจน์จึงมีคำว่า “วิชชา จรณสัมปันโน” ที่แปลว่าถึงพร้อมด้วยความรู้และการปฏิบัติ สรุปคือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน นำมาบัญญัติเป็นหลักศีล และวินัย เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคย “ล่วงละเมิด” ในสิ่งทีเป็นข้อห้าม และไม่เคยไม่ปฏิบัติ ในส่วนที่เป็น “หลักธรรม” หรือหลักการทำให้เจริญ ดังนั้นพระพุทธเจ้า จึงเป็นต้นแบบ หรือแบบอย่างในการดำเนินชีวิต  ในฐานะผู้นำทางศาสนากับการเป็นต้นแบบ แปลว่า คนจะสอนคน เป็นผู้นำคน เป็นนักการเมือง นักการศาสนา เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อควบคุมคนให้เป็นสมาชิกในสังคมเป็นคนดีมีคุณธรรม เขาผู้นั้น หรือผู้นำศาสนาต้องเป็นผู้ “มั่นคง” ในหลักการที่ตัวเองเป็นผู้บัญญัติ หรือถือสมาทาน แปลว่านักบวช ผู้นำศาสนา ต้องเป็นตัวอย่างในการ “รักษาหลักการที่ถูกต้องของศาสนาตัวเอง มั่นคงในการที่จะทำให้ศาสนาของตัวเองอย่างบริสุทธิ์ ไม่ปลอมแปลงแม้กระทั่งหลักการ หรือคำสอนของตัวเอง จากนั้น เป็นแบบอย่างในการส่งต่อสู่สาธารณะว่า ข้าพเจ้าในฐานะผู้นำศาสนา กระทำตนเป็นแบบอย่างตามหลักการทางศาสนาของข้าพเจ้า แล้วส่งต่อเป็นพฤติกรรมและการกระทำให้เที่ยงตรง ชื่อตรงอย่างเหมาะสม แล้วนำพฤติกรรมและการกระทำนั้นให้ถูกต้องตามสาธารณะอย่างเหมาะสม แปลว่า พูดได้ ทำได้ สอนได้ กระทำตนให้เป็นแบบอย่าง เพื่อสร้างตัวแบบต่อสังคม จากนั้นนักการเมือง ผู้ออกกฎหมาย ผู้บริหาร ในภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีส่วนต่อการออกฎหมาย ใช้กฎหมายหรือบังคับใช้ หรือรณรงค์ให้ผู้อื่นใช้กฎหมาย ต้องเป็นแบบอย่างในทุก ๆเรื่องตามข้อบัญญัติกฎหมายเสียเอง  เท่ากับว่าคุณค่าความศักดิ์สิทธิ์ ของกฎหมาย กฎระเบียบ ก็จะไม่มีความหมายหรือหายไป  ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ และจะกลายเป็นกฎแห่งการเลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งจะกลายเป็นว่าผู้นำทางศาสนา พระสงฆ์ นักบวช ผู้นำทางการเมือง ข้าราชการ ยังกลายเป็นผู้ละเมิดกฎ เกณฑ์ กติกาทางศาสนา และกฎหมายที่ตัวเองเป็นผู้สอน หรือออกกฎหมายเสียเอง จึงเท่ากับว่าจะกลายเป็นแบบอย่าง ทำไมประชาชนอย่างเรา จะละเมิด หรือเว้นการไม่ปฏิบัติได้บ้างเล่า จึงเท่ากับว่าจะกลายเป็นปัญหาขององค์กร ประเทศชาติ ในองค์รวมไปในที่สุด แปลว่าต้นแบบไม่สามารถเป็นแบบได้ ผู้ตามจะดำเนินไปอย่างไรเล่า

          โดยสรุปผู้นำทางศาสนาและผู้นำในทุกองค์กร ต้องเป็นแบบอย่างในการที่จะกระทำ หรือปฏิบัติให้ดู เนตีติ นายโก ผู้นำชื่อว่า เป็นผู้นำ ดังนั้นผู้นำ จึงต้องเป็นแบบ ผู้ตามต้องตระหนักและเห็นความสำคัญร่วม จึงจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนและดำเนินไปตามครรลองของการเป็น หรือเพื่อให้เป็นต่อการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม

6.ผู้นำทางศาสนากับการรณรงค์ต่อต้าน หรือลดการคอร์รัปชั่น

          ผู้นำทางศาสนาในฐานะที่มีต้นทุนเป็นความเชื่อความศรัทธา การจะเป็นผู้ริเริ่ม รณรงค์ เป็นต้นแบบ หรือสนับสนุน ให้สมาชิกในชุมชนที่ตนอยู่อาศัยได้กลายเป็นผู้มีพฤติกรรมและการกระทำที่ถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้น รณรงค์ ส่งเสริมให้คนหรือสมาชิกในสังคมกระทำตาม หรือเอาอย่าง  ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หรือสามารถดำเนินการให้กระทำ หรือกระทำได้

          ผู้นำทางศาสนาในฐานะเป็นผู้มีต้นทุนด้านความเชื่อและความศรัทธา จึงควรเป็นแบบอย่างในการประพฤติตัวกระทำตนเป็นแบบอย่างของการไม่โกง หรือไม่ทุจริต รวมไปถึงการรณรงค์สาสนิกของตนเองให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมประพฤติและกระทำตนให้เป็นแบบอย่างที่สามารถตรวจสอบ และป้องกันภัยอันจะเกิดจากการทุจริตและคดโกงได้

          ผู้นำทางศาสนาในฐานะใกล้ชิด ศึกษา เรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทางศาสนา ย่อมจะเป็นแบบอย่าง และเป็นผู้กระทำ หรือดำเนินการให้เกิดความเข้าใจรู้ชัด วิเคราะห์วิจารณ์ แล้วนำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติของตนเอง รวมทั้งนำแนวทางปฏิบัตินั้นมาเป็นภาระและผลของการปฏิบัติในตัวเอง

           

7.การบูรณาการ “นำ” ศาสนามา “ต่อต้านการ” การโกงในทุกรูปแบบ[18]

          ในอดีต พระยาลิไทย นำหลักการทางพระพุทธศาสนาผสมกับคติของการปกครองผ่าน “ไตรภูมิพระร่วง” เพื่อใช้เป็นข้อกำหนดให้คนในสังคมนี้มั่นคงต่อความถูกต้อง ด้วยการให้คำอธิบายผ่าน “ความกลัว” ต่อสิ่งเชื่อ ทีเรียกว่า “นรก-สวรรค์” ทำดีขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก นัยหนึ่งเป็นช่องทางให้คนในสังคมนั้น เกิดความกลัวเพื่อการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ในทางที่เป็นโทษต่อสังคมส่วนรวม และเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และสังคมส่วนร่วมด้วยเช่นกัน จนกระทั่งในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ความกลัว หรือการตระหนักในหน้าที่ทำให้เห็นว่าความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักการมีผลเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งสามารถยกมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้นำทางศาสนาในการนำศาสนามาเป็นกลไกในการป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ คือ

          1. หลักการต้องยืนยันหลักที่ถูกต้อง หมายถึง ผู้นำศาสนาต้องนำหลักการที่ถูกต้องมีอยู่ในศาสนามาอธิบาย สื่อสาร ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม มุ่งตรงไปยังศาสนิกของตัวเองให้มุ่งมั่น หรือมั่นคงต่อการเข้าถึงหลักการตามหลักศาสนาของตัวเอง เพื่อป้องกันการไม่โกง หรือการทุจริต หรือลดการทุจริต

          2. ผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง หมายถึง ผู้นำศาสนาเป็นผู้เป็นแบบอย่างในการที่จะกระทำ หรือไม่กระทำให้เกิดการเป็นแบบอย่างต่อการกระทำความดี ในการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับหลักการทางศาสนาให้เป็นตัวอย่าง ในฐานะเป็น “สร้าง” ตัวแบบของความถูกต้อง

          3. ผู้นำศาสนาเป็นผู้เข้าไปสนับสนุนส่งเสริม หมายถึง ผู้นำทางศาสนาต้องเข้าไปกระตุ้น ให้เกิดความเข้าใจ หรือตระหนักต่อความดีงามตามแบบของหลักการที่ถูกต้อง และมีตัวแบบคือผู้นำศาสนาเป็นตัวแบบหรือหลักการที่เหมาะสมเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดการปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติ จนกระทั่งกลายเป็นเนื้อของความถูกต้องในการดำเนินชีวิตโดยปราศจากการ “ทุจริต” ในทุกระดับตั้งแต่ในครอบครัว ตรงไป ตรงมา ทำหน้าที่ด้วยความเชื่อสัตย์ สุจริต แม้กระทั่งในครอบครัว  ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เป็นเบื้องปลาย

          4. การสร้างกลไกทางศาสนาและระหว่างศาสนาในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน หมายถึง ต่างฝ่ายต่างเป็นภาคีแห่งความดีงาม สมาทานความดีตามหลักการศาสนานา แล้วต้องเข้ากระตุ้นให้ทุกท่านในฐานะเป็นศาสนิกของศาสนานั้น ๆ ตระหนักต่อความดีและยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักของศาสนาของตน พร้อมกระตุ้นต่อกันและระหว่างศาสนาเพื่อการปฏิบัติตามหลักศาสนบัญญัติด้วย

          5.การสร้างกฎหมายเฉพาะที่มีความชัดเจน รัดกุม และครอบคลุม โดยสัมพันธ์กับหลักคิดทางศาสนา และบทลงโทษทางกฎหมายเพื่อให้คนผู้ที่จะปฏิบัติละเมิดต่อ “ทุจริต” ได้ตระหนักกลัวต่อโทษทั้งทางกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน และกลไกทางศาสนาที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้กระทำความดีและไม่ดีอย่างเป็นระบบมากขึ้น  เพื่อช่วยป้องกันและแก้ไขการทุจริตอันจะเกิดขึ้นจากการคอร์รัปชั่นในทุกประเภทที่จะเกิดขึ้นในสังคมนี้

          6.การส่งเสริมให้เกิด “ประชาสังคม” ที่เกิดสำนึกทางศาสนา และในเวลาเดียวกันมองเห็น “ภัย” ของการโกง ทุจริตในทุกรูปแบบว่าเป็นความผิดบาป แล้วหาทางชี้เบาะแส การเข้าไปตรวจสอบผลได้ เสียในฐานะประชาชนเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ตามหลักศาสนาอย่าง “ซื่อตรง-สัจจะ-ศรัทธา” เพื่อเป็นส่วนช่วยในการแก้ปัญหา ทั้งป้องกันต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น

          ดังนั้นบทบาทของผู้นำศาสนาจึงต้องแสดงจุดยืนในเรื่องหลักการที่ถูกต้อง เพื่อเข้าไปส่งเสริม สนับสนุนป้องกันการโกง ทุจริต โดยให้ยึดตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด (ข) โดยการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง และสามารถนำแบบอย่างนั้นมาเป็น ตัวแบบในระบบสังคมโดยรวมได้ รวมทั้งนำรูปแบบหรือตัวแบบนั้นให้ปรากฏเป็นพฤติกรรมเชิงประจักษ์ได้  (ค) รณรงค์ หรือส่งเสริมให้คนผู้เป็นศาสนิกของตนเอง ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญว่าการ “ผิดศีล” ตามหลักศาสนบัญญัติในส่วนการ “เอาเปรียบ-เบียดบัง-ทุจริต-โกง” เป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนบัญญัติ รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้ กำหนดกระทำ นำพาให้เกิดการปฏิบัติ เป็นสิ่งอันจะพึงเกิดขึ้นในสังคมประชาชาติในองค์รวม เพื่อป้องกันการทุจริต ทั้งระดับบุคลและองค์กร และประเทศชาติ เพื่อนำพาให้เกิดสันติสุข และคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม

 8.สรุป

         ดังนั้นเมื่อพิจารณาในภาพรวม ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นยังพบเห็นอยู่ในสังคมไทย การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม การที่ ป.ป.ช. ได้ให้นำหนักไปที่องค์กรศาสนา ซึ่งหมายถึงผู้นำศาสนาในทุกศาสนา จะเข้าไปเน้นย้ำ ส่งเสริมผ่านกระบวนการทางความเชื่อทางศาสนา เพื่อสร้างแรงเสริมกระตุ้น เร้า ให้เกิดการปฏิบัติตามโดยมองกระบวนการทางสาสนาเป็นเป้าหมายเป็นสำคัญ โดยผลแฝงที่จะพึงได้คือการปฏิบัติตามหลักการทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีช่องทางหรือวิธีการอื่น ๆ การตรากฎหมายที่สอดคล้องกับสภาพความจริง และมีผลให้เกิดการปฏิบัติได้ รวมไปถึงในภาคปฏิบัติต้องมีการส่งเสริมให้ผู้บริหารองค์กรใช้อำนาจและหน้าที่ในความรับผิดชอบของตนตามหลักธรรมาภิบาล ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนผู้ปฏิบัติงานในองค์กรก็จะต้อง ปฏิบัติงานตามหลักธรรมมาภิบาลด้วยเช่นกัน ในส่วนของเยาวชนควรได้รับการปลูกฝังให้มีจิตสำนึกในการดำรงตนตามหลักธรรมาภิบาล ดังนั้นคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และผู้กําหนดนโยบายการดําเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้ที่จะนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ จะต้องทำการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเอง เป็นแบบอย่าง แล้วส่งต่อให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม คอร์รัปชั่นจึงจะหมดไปจากสังคมไทยของเรา

บรรณานุกรม

ก.หนังสือ

นวลน้อย ตรีรัตน์. ประชาสังคมกับการเคลื่อนไหวต่อต้านการคอร์รัปชั่น : ศึกษากรณีการทุจริต

          การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์

          สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2543. 

จุไรรัตน์ แสนใจรักษ์, บรรณาธิการ. ธรรมาภิบาลกับคอร์รัปชั่นในสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันวิถี

          ทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์. 2546.

ผาสุก พงษ์ไพจิตร. การควบคุมคอร์รัปชั่นในระบบราชการ : ประสบการณ์ของ

          ต่างประเทศ.[ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 25๓8?] 

ณรงค์ สัจพันโรจน์ และคณะ. “การสกัดกั้นคอร์รัปชั่นในกระบวนการปฏิบัติจัดทำงบประมาณโดยให้

          ประชาชนมีส่วนร่วม = Preventing corruption in the budget process through

          public participation”, รายงานการวิจัย. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ.. 2546.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร : โรง

          พิมพ์พระพุทธศาสนาธรรมสภาพ.2554.  

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล. คอร์รัปชั่นในประเทศไทย. กรุงเทพฯ, ชมรมหนังสือแสงจันทร์, 2516.

สังศิต พิริยะรังสรรค, ผาสุก พงษ์ไพจิตร. คอร์รัปชั่นกับประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ : ศูนย์ศึกษา

          เศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 25๓7.

สุรพล สุยะพรหม,บรรณาธิการ.  การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts  and MCU Congress

          Prodeedings. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 2557.

เอกวิทย์ มีเพียร. โครงการประเทศไทยใสสะอาดปราศจากคอร์รัปชั่นในบริบทกรมการปกครอง : กรณีศึกษาและ   

          ยุทธศาสตร์การต่อต้านคอร์รัปชั่นเชิงรัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ : สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

           2550. 

เฮอร์แมน โกลสเตน. การคอร์รัปชั่นของตำรวจ : แนวความคิดเกี่ยวกับลักษณะและการควบคุม.

ผู้แปลและเรียบเรียง พันตำรวจโท โสภณ ศรีวพจน์.  นครปฐม : โรงเรียนนายร้อย

          ตำรวจ. 25๓9. 

แฮรีส, ก๊อดฟรีย์. คอร์รัปชั่นในสังคมอเมริกัน : จะรับมืออย่างไรกับอิทธิพลของมันที่มีต่อธุรกิจและ

          สังคม; สมใจ รักษาศรี แปลและเรียบเรียง.กรุงเทพฯ : โฟร์เพซ, 2548.

Dhammananda, K. Sri. Buddhism for the future. Taiwan : The Corporate Body of the Buddha Educational Foundation, 2000.

Phra Thepwisutthimethi (Nguam)., Bucknell, Roderick S. Buddha-Dhamma for students. [translated from the Thai by Ariyananda Bhikkhu (Roderick S. Bucknell)]. Bangkok : Dhamma Study & Practice Group, 1988.

ข.บทความ

จีราภรณ์  สุธัมมสภา,รศ. และภูเบศ วณิชชานนท์, “หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการสร้างความโปร่งใส

          ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ”, ใน “การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts and

          MCU Congress Prodeedings”, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2557). หน้า

          242-256.

ดร.สุวัฒน์  อินทรประไพ, “การนำศีลห้าไปใช้แก้ไขปัญหาการทุจริตของบุคลากรภาครัฐ”, ใน “การประชุม

วิชาการ ระดับชาติ มจร : Books of Abstracts and MCU Congress Prodeedings”,กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.2557.   

ผศ.บงกช สุทัศน์ ณ อยุธยา, “หลักธรรมการทางพระพุทธศาสนา : หลักการสำคัญเพื่อต่อต้านป้องกันการ

          ทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย”, ใน “การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts

          and MCU Congress Prodeedings. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2557.

พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร.,อธิการบดี, “พุทธบูรณาการ เพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม”, สรุปการประชุม

          วิชาการ ระดับชาติ มจร ครั้งที่ 1 : Commemorative  Book : MCU Congress I.

          กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.2557. 

ภาส  ภาสศรัทธา, “การบูรณาการความร่วมมือในการป้องและปราบปรามการทุจริตตามหลักพุทธธรรม

          ระหว่างสำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”,ใน

          “การประชุมวิชาการระดับชาติ    มจร : Books of Abstracts and MCU Congress

          Prodeedings”. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2557. หน้า 564-580.

มุกดา สุวรรณชาติ, “พิสูจน์นโยบายแก้คอร์รัปชั่น จาก  คดี ปรส. ดูความจริงใจของ คสช.และ ป.ป.ช.”, มติ

          ชนสุดสัปดาห์ ,ปีที่ 35  ฉบับที่ 1757, 14-20 พฤศจิกายน 2557, หน้า 21-22.

 

ค.ออนไลน์

ดร.วิศรุต เลาะวิถี ,"คุตบะห์การทุจริต คอร์รัปชั่น วิกฤติชาติที่คนไทยต้องร่วมต้าน"  ที่มา : ออนไลน์ :

          http://www.skthai.org. สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2557.

นางจารุวรรณ สุขุมาลพงษ์, แนวโน้มของคอรัปชั่นในประเทศไทย  (The Trend of Corruption in

Thailand) รายงานวิจัย, สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่มา ออนไลน์ http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/download/article/article_20131025135448.pdf สืบค้น 15 พฤศจิกายน 2557.

นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ, “การคอร์รัปชั่นกรณีการศึกษา: โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด”, รายงานวิจัย,

          (สถาบันวิจัยเพื่อ การพัฒนาประเทศไทย/TDRI)  ที่มาออนไลน์ : http://thaipublica.org

“ผลสำรวจทุจริตในสังคมไทยที่มา” http://campus.sanook.com/1370967/ผลสำรวจทุจริตในสังคมไทย/

 

 

 

 



[1]“ป.ป.ช. ระดมพลังผู้นำศาสนา ป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน”, ไทยรัฐรายวัน, 29 กันยายน 2557.

[2] นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ, “การคอร์รัปชั่นกรณีการศึกษา: โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด”, รายงานวิจัย, (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย/TDRI)  ที่มาออนไลน์ : http://thaipublica.org

[3] รายละเอียดเสริมใน มุกดา สุวรรณชาติ, “พิสูจน์นโยบายแก้คอร์รัปชั่น จาก  คดี ปรส. ดูความจริงใจของ คสช.และ ป.ป.ช.”, มติชนสุดสัปดาห์ ,ปีที่ 35  ฉบับที่ 1757, 14-20 พฤศจิกายน 2557, หน้า 21-22.

[4]นางจารุวรรณ สุขุมาลพงษ์, แนวโน้มของคอรัปชั่นในประเทศไทย  (The Trend of Corruption in Thailand) รายงานวิจัย, สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  ที่มา ออนไลน์ : http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/download/article/article_20131025135448.pdf สืบค้น 15 พฤศจิกายน 2557.

[5] ที่มา http://campus.sanook.com/1370967/ผลสำรวจทุจริตในสังคมไทย/

[6]นางจารุวรรณ สุขุมาลพงษ์, แนวโน้มของคอรัปชั่นในประเทศไทย  (The Trend of Corruption in Thailand) รายงานวิจัย, สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

[7] ผศ.บงกช สุทัศน์ ณ อยุธยา, “หลักธรรมการทางพระพุทธศาสนา : หลักการสำคัญเพื่อต่อต้านป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย”, ใน “การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts and MCU Congress Prodeedings”, หน้า 185.

[8]รศ.จีราภรณ์  สุธัมมสภา และภูเบศ วณิชชานนท์, “หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการสร้างความโปร่งใสให้แก่หน่วยงานภาครัฐ”, ใน “การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts and MCU Congress Prodeedings”, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2557). หน้า 242-256.

[9]ผศ.บงกช สุทัศน์ ณ อยุธยา, “หลักธรรมการทางพระพุทธศาสนา : หลักการสำคัญเพื่อต่อต้านป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย”, ใน “การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts and MCU Congress Prodeedings”, หน้า 184-200.

[10]ดร.สุวัฒน์  อินทรประไพ, “การนำศีลห้าไปใช้แก้ไขปัญหาการทุจริตของบุคลากรภาครัฐ”, ใน “การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts and MCU Congress Prodeedings”,หน้า 277-290.

[11] พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร.,อธิการบดี, “พุทธบูรณาการ เพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม”, สรุปการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร ครั้งที่ 1 : Commemorative  Book : MCU Congress I, หน้า 66

[12] พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร.,อธิการบดี, “พุทธบูรณาการ เพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม”,  เล่มเดิม, หน้า 82.

[13] ประวัติครูบาติ๊บ วัดหัวฝาย จ.สุโขทัย,ที่มา ออนไลน์ http://www.wathuafai.com/history2.html, สืบคืนเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2557.

[14] ดร.วิศรุต เลาะวิถี ,"คุตบะห์การทุจริต คอร์รัปชั่น วิกฤติชาติที่คนไทยต้องร่วมต้าน"  ที่มา : ออนไลน์ : http://www.skthai.org. สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2557.

[15] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาธรรมสภาพ,2554), หน้า 391-392.

[16] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), เรื่องเดิม, หน้า 455.

[17] เพิ่งอ้าง, หน้า 435.

[18] ภาส  ภาสศรัทธา, “การบูรณาการความร่วมมือในการป้องและปราบปรามการทุจริตตามหลักพุทธธรรมระหว่างสำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”,ใน “การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร : Books of Abstracts and MCU Congress Prodeedings”, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2557). หน้า 564-580.




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]