• ลูกชายน้อย.....
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : puilui2000@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-01
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 30281
  • ส่ง msg :
  • โหวต 29 คน
เรื่องขำขำของ คนนอก......
เป็นเรื่องขำขำ ไม่ซี...เก็บมาเล่า ของคนที่มองรอดเข้าไปในทุกเรื่อง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/puilui
วันเสาร์ ที่ 29 ธันวาคม 2550
Posted by ลูกชายน้อย..... , ผู้อ่าน : 1101 , 18:21:57 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของทุกปี ที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” หรือ สนช.  และ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ ส.ส.ร.  ในรอบปี 2550 ที่ผ่านมา แม้ว่าในปีนี้ผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าวจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เฉกเช่นเดียวกับฝ่ายนิติบัญญัติในสถานการณ์ปกติ  แต่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญ ต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ตั้งฉายาให้ “สนช.” และ “ส.ส.ร.” ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ในมุมมองของสื่อมวลชน

สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ขอยืนยันว่า ในการตั้งฉายาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ และอารมณ์ขันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อคติ ปราศจากการแทรกแซง หรือตกเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะตระหนักดีว่า ผู้ที่ได้รับฉายา อาจมีทั้งที่ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ  ทั้งนี้ฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้

1. ฉายา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แก่  “ขัน-ที สีเขียว” หลังจากที่สนช.ชุดนี้ได้รับการคัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ สมาชิกส่วนใหญ่มาจากสายทหารและข้าราชการประจำ และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จนถูกมองว่าเป็นสภา “สีเขียว” ทำให้สนช.ชุดนี้มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคมช.และเพิ่มอำนาจทหารมากขึ้น ผ่านการพิจารณาหลายฉบับ โดยเฉพาะ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรพ.ศ. .... นั้นสนช.ใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรภาคสังคม และที่ถือได้ว่าเป็นมหกรรมทิ้งทวนของสนช.ชุดนี้คือการทำคลอดกฎหมาย 70 ฉบับภายในเวลาเพียง 3 วัน สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นการกระทำว่าสนช.มีกริยาเปรียบได้กับ “นกเขา” เมื่อเจ้าของดีดนิ้วก็พร้อม “ขัน” ตอบรับตามสัญชาตญาณทันที

2. ฉายาประธาน สนช.นายมีชัย  ฤชุพันธุ์  ได้แก่ “ซีอีโอ สนช.”  นายมีชัย ถือเป็นนักกฎหมายระดับปรมาจารย์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกกลุ่มอำนาจตลอดมา ซึ่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์ทางการเมือง นายมีชัย ยังได้รับความไว้วางใจจาก คมช. ให้มาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งนายมีชัยก็ไม่ได้ทำให้ผู้แต่งตั้งผิดหวัง เมื่อสามารถลำเลียงกฎหมายที่รัฐบาลและคมช.ต้องการ เข้าสู่ที่ประชุมได้อย่างไม่บกพร่อง และใช้ความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ยังใช้ฝีมือบวกความเก๋าสยบความขัดแย้งและความแตกแยกระหว่างสนช.กลุ่ม ก๊ก ต่างๆได้เป็นอย่างดี  ทำให้สมาชิกมีความยำเกรงในตัวนายมีชัย ราวกับพนักงานบริษัทที่เกรงอกเกรงใจซีอีโอของบริษัทเลยทีเดียว

                                

3.ฉายาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้แก่ “แสบสนิทศิษย์ คมช.” ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี2549 ได้กำหนดที่มาของ ส.ส.ร.ให้มาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆที่เรียกว่า “สมัชชาแห่งชาติ”จำนวน2,000คน ให้เลือกกันเองเหลือ 200 คน แล้วนำมาให้ คมช.คัดเหลือ 100 คนเพื่อมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งส.ส.ร.100 (บวก10 กมธ.ยกร่างฯ) ก็ได้ตอบแทนคมช.ด้วยการพ่วงมาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายในบทเฉพาะกาลให้ยกเว้นความผิดที่คมช.ได้กระทำมาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “นิรโทษกรรม” นั่นเอง พฤติกรรมที่แสบซ่าของส.ส.ร.ยังถูกกล่าวขวัญอย่างหนาหูจากการทำงานที่ขัดแข้งขัดขากันเอง ข่าวฉาวซื้อเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ แม้กระทั่งโค้งสุดท้ายยังไม่วายมีความความไม่โปร่งใสในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติปูดขึ้นมาอีก “แสบสนิท” จริงๆ

4.เหตุการณ์แห่งปี ได้แก่ “ม็อบยึดสภา” เกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. เมื่อกลุ่มเอ็นจีโอ กว่า 500 คน นำโดยนายจอน อึ้งภากรณ์  ที่คัดค้านการออกกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยื่นคำขาดให้ สนช.ยุติบทบาททันที โดยนำกำลังปิดล้อมทางเข้า-ออกรัฐสภา ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 50 คน ปีนรั้วบุกเข้ามาภายในอาคารรัฐสภา ยกพลเข้าประชิดห้องประชุม ระหว่างที่สนช.กำลังถกกฎหมายสำคัญ  เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการประชุมทันที และการประท้วงครั้งนี้ยังสามารถทำให้ สนช.กำหนดวันเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมาย ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับสถาบันทางนิติบัญญัติมาก่อน

 5. เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ได้แก่ “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550”ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว17 ฉบับ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนจะมีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.49 ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 คมช.ได้มีการแต่งตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และในวันที่ 19 ส.ค.50 ก็มีการจัดให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2475 อย่างไรก็ตาม การลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชี้วัดว่าคนไทยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ถูกข้อสังเกตว่าเป็นการตัดสินว่าประชาชนเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่ด้วย

6. ดาวเด่น ได้แก่ “นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์” เป็นสนช.สายสังคม ที่มีบทบาทโดดเด่นในการเสนอกฎหมายด้านสังคม หรือสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ไม่เคยมีข้อครหาว่ารับผลประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  นายวิริยะยังควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสนช.ที่เข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอด้วย รวมทั้งยังมีสปิริตในการปฎิบัติหน้าที่โดยเห็นได้จากกฎหมายบางฉบับที่แม้ตนเองเป็นผู้เสนอแต่ปรากฎว่าที่ประชุมไม่เห็นด้วย ก็จะยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่ไม่มีการตีรวนทำให้เกิดความวุ่นวายในสภา  

                                       

 

7.ดาวดับ “ได้แก่ “พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน” แรกเริ่มเมื่อเข้ารับตำแหน่งสนช.ได้ประกาศตัวว่าจะเข้ามาเป็นมือปราบคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการล่าชื่ออภิปรายซักฟอกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่สุดท้ายการดำเนินการทั้งหลายกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อถูกย้อนเกล็ดโดยสนช.สายทหาร ด้วยกันเองที่กล่าวหาว่าพล.ร.อ.บรรณวิทย์ ไม่โปร่งใสในระหว่างทำหน้าที่บริหารองค์การแบตเตอรี่ ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม หลังจากที่กระทบกระทั่งกับผู้บังคับบัญชาการ จากกรณีที่ออกมาปกป้องเพื่อนซี้ที่ชื่อพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เท่านั้นยังดับไม่พอในบั้นปลายชีวิตราชการอยากจะเล่นการเมืองก็วืดอีกเช่นเดิมเนื่องจากรมว.กลาโหม เล่นเกมดึงเวลาไม่เซ็นหนังสืออนุมัติลาออกให้จนแห้วไม่สามารถลงสมัครส.ส.ได้

                                       

8.คู่กัดแห่งปี ได้แก่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ  แม้จะมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันคือคมช. แต่ก็อยู่คนละกลุ่ม ตั้งแต่วันแรกที่สนช.ตั้งไข่ ทั้งคู่ก็กลายเป็นหนามตำใจของกันและกัน เมื่อเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานสนช.แต่ศึกยกแรกน.ต.ประสงค์ พ่ายไปอย่างราบคาบ หลังจากนั้นก็ตั้งป้อมใส่กันแบบไม่เกรงศักดิ์ศรี เพราะต่างเป็นมวยเฮฟวี่เวททั้งคู่ กฎหมายฉบับไหนนายมีชัยหนุน น.ต.ประสงค์ ก็จะค้านอย่างสุดลิ่ม เช่น ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคง หรือพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทั้งหลาย และในช่วงทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เวทีไหนมีน.ต.ประสงค์ ก็จะไม่มีนายมีชัย เช่นเดียวกันถ้านายมีชัยเข้าไปนั่งหัวโต๊ะวงประชุม ก็จะไม่เห็นเงาน.ต.ประสงค์ เข้าทำนอง “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” 

 

9.วาทะแห่งปี  ได้แก่ “ไปตายเอาดาบหน้า”  เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ขณะทำหน้าที่ประธานที่ประชุมสนช.ในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมในวาระ 2 ซึ่งนายมีชัย ได้ทักท้วงว่าคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กำหนดรายละเอียดข้อห้ามในการรับของกว้างเกินไป แม้แต่การไปตรวจราชการแล้วประชาชนนำผ้าขาวม้ามาผูก หรือเอาลองกองมาให้กิน ก็ยังรับมาเป็นของส่วนตัวไม่ได้ ต้องนำเข้าเป็นของหลวงเท่านั้น แต่ทางกมธ.ยังยืนยันตามร่างเดิม ทำให้นายมีชัย กล่าวเชิงประชดว่า “ถ้างั้นให้ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน” จนในที่สุดกมธ.ก็นำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ขุนศึกอหิงสา วันที่ : 21/01/2008 เวลา : 19.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lukwa007


***ฉายาสภา ปี51 ***

คงมี "ทั่นประธาน...ตู้เย็น...ที่เคารพ " Sure

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เด็กชายก้อง วันที่ : 20/01/2008 เวลา : 22.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jezt
หัวใจมีเหตุผลของมันเองที่สมองไม่มีวันจะเข้าใจ

สภาใหม่จะมาให้ตรวจสอบกันแล้วนี่

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นายตะเกียง วันที่ : 30/12/2007 เวลา : 11.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitakeing


ที่สุดอะ...มีความสุขตลอดปีใหม่เด้อๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
kussons วันที่ : 29/12/2007 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kussons
Kusson

555 เห็นด้วยคร้าบบบ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 29/12/2007 เวลา : 20.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg


อืมม์
ถูกใจหลายชื่อ ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน