*/
  • พุธทรัพย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : puthsup@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-03-18
  • จำนวนเรื่อง : 170
  • จำนวนผู้ชม : 115308
  • จำนวนผู้โหวต : 228
  • ส่ง msg :
  • โหวต 228 คน
วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม 2563
Posted by พุธทรัพย์ , ผู้อ่าน : 260 , 13:25:24 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน อดุลย์ , แม่หมี โหวตเรื่องนี้

ราชการใช้นักวิชาการคุ้มค่าแล้วหรือยังครับ

ข่าวอธิบดีกรมการขนส่งทางบกออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเตรียมเรียกผู้ถือ “ใบขับขี่ตลอดชีพ” เข้าทดสอบความพร้อมในการขับขี่นั้น ก่อให้เกิดเสียงฮืออากันมาก ประชาชนหลายอาชีพออกมาคัดค้านกันมากและก็มีสนับสนุนบ้าง  

 

ภาพจากกูเกิ้ล

ที่คัดค้านก็เพราะเห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้เพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพเพราะเหตุสูงอายุได้ ที่หนักกว่านั้นก็ออกมาโต้แย้งว่ากรมการขนส่งไม่มีอะไรทำแล้วหรือ

ในส่วนที่เห็นด้วยก็มีครับ เพราะเห็นว่าการเรียกผู้สูงอายุที่ถือใบขับขี่ตลอดชีพ โดยกำหนดช่วงอายุผู้กลับมาทดสอบเริ่มต้นจาก ๗๐ ปี เกิดประโยชน์เรื่องการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดีต่อสังคมโดยรวม

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายกรมการขนส่งทางบกก็ได้ออกมาชี้แจงว่า แนวคิดในการเรียกทดสอบความพร้อมในการขับรถสำหรับผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อย่างรอบด้าน ยังไม่ได้ลงมือทำ  

เรียกว่าลูกโป่งที่ปล่อยให้ลอยขึ้นไปในอากาศ ยังลอยไม่ได้สูงเท่าไร ก็ถูกสอยลงมาเสียแล้ว

ที่จริงกรมการขนส่งทางทางบกมีนักวิชาการอยู่พอสมควรในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เรื่องการขนส่งทางบกได้ในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำได้ดีมากโดยเฉพาะงานด้านบริการ หากนักวิชาการได้ศึกษาค้นคว้าทางวิชาการจนได้ข้อยุติว่าสิ่งใดที่ดีที่สุดแล้ว ค่อยออกข่าวและมีแนวปฏิบัติก็คงไม่สาย

ปัญหาอยู่ที่ว่าราชการพลเรือนได้ใช้นักวิชาการที่ ก.พ. ได้กำหนดตำแหน่งไว้ให้แล้วทุกส่วนราชการอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ และได้มอบหมายงานให้ศึกษา วิเคราะห์และวิจัยปัญหาต่างๆ ในระบบราชการ รวมทั้งวิธีแก้ไขมากน้อยเพียงใด

เขียนถึงเรื่องนี้แล้วอดนึกถึงเหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งและ CEO คนปัจจุบันของหัวเว่ย (Huawei) ไม่ได้ เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนหัวเว่ย ให้เป็นผู้พลิกโฉมวงการโทรคมนาคมของจีน จนกลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

 

ภาพจากกูเกิ้ล

 

ผู้เขียนไม่ขอเขียนถึงประวัติการต่อสู้ชีวิตจากสภาพที่แสนยากจนที่สุดในวัยเด็กของเหริน เจิ้งเฟย และเกี่ยวกับการก่อตั้งและพัฒนาให้หัวเว่ยเป็นยักษ์ใหญ่วงการโทรคมนาคมในปัจจุบันหรอกครับ

เพียงแต่อยากกล่าวถึงเพียง ๒ อย่าง ครับ อย่างแรก เหริน เจิ้งเฟย นั้น ยึดหลักที่ว่า “พูดน้อยแต่ทำเยอะ”  อย่างแรกเป็นของแถมให้ข้าราชการ นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมคำว่า “ทำดีต้องตีปี๊บ” ด้วยนะครับ

ประการที่สอง วิธีการคิดและวิธีการทำงานของเหริน เจิ้งเฟย ซึ่งก็ขอเขียนเพียงด้านเดียวคือการส่งเสริมให้พนักงานใช้วิชาการในการปฏิบัติงานของบริษัทอย่างเต็มที่

เหริน เจิ้งเฟย ทุ่มเทไม่อั้นสำหรับการศึกษาวิเคราะห์ วิจัย และการพัฒนางาน ไม่งั้นเทคโนโลยีของหัวเว่ยไม่ล้ำหน้าไปกว่าเทคโนโลยีโดยเฉพาะโทรคมนาคมของค่ายตะวันตกได้หรอกครับ

ผู้เขียนเคยไปเยือนอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของหัวเว่ยที่เมืองเสินเจิ้น (Shenzhen) เมื่อ ๒ ปี ที่แล้ว เห็นเมืองโทรคมนาคมของหัวเว่ยแล้ว ประทับใจในอาคารต่างๆ

 

สำหรับภายในสำนักงาน ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพครับ แต่มีพนักงานคอยดูแลน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ใช้หุ่นยนต์ (Robot) ทำงานแทนครับ

กลับมาถึงนักวิชาการของราชการพลเรือน ซึ่งขอเขียนเฉพาะระดับเชี่ยวชาญและระดับผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้นนะครับ ส่วนระดับที่ต่ำลงมานั้น ผู้เขียนถือว่าเป็นเพียงบริหารวิชาการ เพราะส่วนใหญ่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น

สำหรับตำแหน่งวิชาการในระดับเชี่ยวชาญและระดับผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งต่อไปขอเรียกรวมว่านักวิชาการระดับสูงนั้น ก.พ. ได้กำหนดภายใต้เงื่อนไข ประการใด ประการหนึ่งใน ๓ ประการ คือ

ประการแรก เป็นตำแหน่งที่ปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการ ตามนโยบายรัฐบาล และตามยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สูงเกี่ยวกับทฤษฎีหรือหลักวิชาอันเกี่ยวข้องกับงาน

ประการที่สอง เป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบงานวิชาการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงานโดยรวมของส่วนราชการ เช่น งานพัฒนาระบบ งานด้านการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเฉพาะด้าน งานอนุรักษ์ และงานอื่นๆ ที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ความสามารถสูง

ประการสุดท้าย เป็นการบูรณาการงานศึกษา วิเคราะห์ วิจัยในภาพรวมของส่วนราชการ เพื่อให้บรรลุตามนโยบายการพัฒนาและยุทธศาสตร์การพัฒนาของส่วนราชการนั้น

ที่สำคัญคือผู้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิได้ต้องมีผลงานทางวิชาการและได้ผ่านการประเมินคุณภาพงานตามหลักเกณฑ์การประเมินค่างานตามที่ ก.พ. กำหนดด้วย

การกำหนดหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่าไม่ได้กำหนดให้ผู้ดำรงเหล่านี้เป็นผู้บริหารเลยแม้แต่น้อย เพราะตั้งใจให้ทำงานด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว

ตำแหน่งทางวิชาการเหล่านี้มีไม่น้อยเลยครับ จากสถิติกำลังคนภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ของสำนักงาน ก.พ. ปรากฏว่าในราชการพลเรือนมีตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓,๑๒๓ ตำแหน่ง และตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๑๖๗ ตำแหน่ง

หากทางราชการพลเรือนได้ใช้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวข้างต้นให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ ก.พ. กำหนดไว้ข้างต้น ราชการพลเรือนของไทยคงเจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน

แล้วปัจจุบันสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไรหรือครับ ขอกล่าวเฉพาะในระดับกรม และมีผู้เชี่ยวชาญมากก็แล้วกัน เท่าที่ทราบบางกรมนั้น แทนที่ให้ทำหน้าที่ทางวิชาการ กลับมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบงานบริหารหน่วยงานภายในกองหรือสำนัก เช่น กลุ่ม เท่านั้น

สร้างระดับสายงานบังคับบัญชาขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อตรวจสอบงานก่อนนำเสนอผู้อำนวยการกองหรือผู้อำนวยการสำนัก แล้วไม่สงสารผู้อำนวยการกองหรือผู้อำนวยการสำนักที่มีตำแหน่งผู้เขี่ยวชาญไม่ทราบจะทำอะไรบ้างหรือครับ

การเพิ่มสายงานบังคับบัญชาของผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาอีกหนึ่งระดับนั้น นอกจากไม่ปฏิบัติตามมติ ก.พ. ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังทำให้งานที่สมควรเสร็จโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต้องล่าช้าออกไปอีกด้วย เพราะข้าราชการบางคนชอบดอง


ภาพจากกูเกิ้ล

เงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งนักวิชาการระดับสูงนี้ก็ไม่ใช่น้อยนะครับ เช่น ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ได้รับเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ ๑๙,๘๐๐ บาท เงินจำนวนนี้อาจจ้างข้าราชการระดับปฏิบัติการหรือลูกจ้างมาทำงานได้มากกว่า ๑ คน

จึงขอเรียกร้องให้นักวิชาการระดับสูงเหล่านี้ได้โปรดปฏิบัติงานในหน้าที่ตามที่ ก.พ. กำหนด เถิดครับ แม้ไม่ถนัดงานนักวิชาการมาก่อน แต่ก็เคยทำผลงานทางวิชาการมาแล้ว ไม่ถนัดก็ต้องทำละครับ เพราะดำรงตำแหน่งวิชาการระดับสูงแล้วนี่ครับ 

ขอเสนออธิบดีหรือปลัดกระทรวง เพื่อขอได้โปรดพิจารณามอบหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการระดับสูงเหล่านี้ได้ปฏิบัติงานในด้านศึกษา วิเคราะห์ วิจัยในงานต่างๆ ตามที่ ก.พ. กำหนดไว้ในอย่างใด อย่างหนึ่ง ใน ๓ ประการ ดังกล่าวข้างต้นด้วยเถิดครับ

เลิกการเพิ่มขั้นตอนสายงานการบังคับเสียที ราชการไทยจะได้ไม่มีปัญหามากมายและจะได้เจริญก้าวหน้า ทันต่อเหตุการณ์ของโลก

คงต้องฝาก ก.พ. ด้วยครับ ขอได้โปรดพิจารณาติดตามและตรวจสอบการทำงานของนักวิชาการระดับสูงเหล่านี้ด้วยว่าได้ปฏิบัติตามที่ ก.พ. กำหนดหรือไม่

วิธีการก็ไม่ยากหรอกนะครับ เพียงแต่ให้นักวิชาการระดับสูงเหล่านี้ส่งผลงานที่ปฏิบัติในตำแหน่งนักวิชาการระดับสูง ซึ่งได้ปฏิบัติในช่วง ๒ ปี หรือ ๓ ปี ที่ผ่านมา ก็คงได้ทราบว่าเป็นผลงานทางวิชาการใช่หรือไม่

หากเป็นผลงานวิชาการที่ดีก็ช่วยตีปี๊บให้ด้วย แต่หากไม่ใช่ก็ต้องแจ้งส่วนราชการได้มอบหมายงานให้ถูกต้องซิครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
พุธทรัพย์ from mobile วันที่ : 13/08/2020 เวลา : 12.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup

ขอบคุณครับคุณอดุลย์

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อดุลย์ วันที่ : 12/08/2020 เวลา : 15.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/adulmr

เห็นด้วยกับคุณพุธทรัพย์ครับ
เพราะทุกอย่างมันต้องยืนยันกันด้วยข้อมูลสถิติ
ถ้าแสดงตรงนี้ออกมา รับรองว่าใคร ๆ ก็หมดสิิทธิ์ที่จะเถียง

ยกตัวอย่างในเรื่องของใบขับขี่ตลอดชีพ
กรมการขนส่งเสนอแนวคิดออกมา
โดยอ้างว่าเมื่อคนอายุมาก อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุในการขับรถ ฯลฯ
แต่ว่าตัวเองก็ยังไม่มีข้อมูลสถิติอะไรมาอ้างในเรื่องนี้
เมื่อโดนสวนกลับ ก็ต้องถอยกลับไปอย่างหมดรูป

ผมว่าถ้าจะศึกษาแบบคร่าว ๆ
เช่น การเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วัันอันตราย (ปีใหม่, สงกรานต์)
มีการเก็บข้อมูล และได้ส่งข้อมูลไปรวบรวมยังศูนย์กลางแห่งนึง (ผมจำชื่อหน่วยงานไม่ได้แล้ว)

ถ้าหากนักวิชาการของกรมการขนส่งทางบก
จะไปติดต่อขอข้อมูล ชื่อ/สกุล ของผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ประสบอุบัติเหตุ
แล้วมาบรรจบกับฐานข้อมูลของกรมการขนส่ง ฯ
เพื่อที่จะดูว่าผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ประสบอุบัติเหตุคนนั้น มีใบขับขี่ประเภทไหน เพศ, อายุ ฯลฯ
เราก็สามารถนำมาวิเคราะห์โดยใช้หลักการทางวิชาสถิติ
เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุ เปรียบเทียบกับอายุ เทียบกับช่วงเวลาของวัน (เช้า สาย บ่าย กลางคืน) ฯลฯ
ไม่เห็นจะยากเย็นอะไรเลย
แต่เค้าเลือกที่จะไม่ทำกัน
ถนัดพูด แต่ไม่ถนัด (ขี้เกียจ) ที่จะลงมือทำ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พุธทรัพย์ from mobile วันที่ : 11/08/2020 เวลา : 16.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup

ที่คุณแม่หมีเห็นเป็นพฤติกรรมของข้าราชการในบางส่วนราชการครับ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิเขามีห้องให้เป็นพิเศษ ประชาชนไม่เห็นเขาทำงานหรอกครับ นอกจากจะทีผลงานเผยแพรีออกมาครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่หมี from mobile วันที่ : 11/08/2020 เวลา : 14.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เป็นบทความที่น่าสนใจมากค่ะ ไม่ได้เป็นข้าราชการ และไม่เคยได้ไปเห็นการทำงานของนักวิชาการ แต่คิเอาเองว่า น่าจะไม่คุ้มค่า เพราะเวลาไปติดต่อราชการ บางหน่วยงานไม่เห็นทำงานกันจริงจัง บางทีเราก็รอๆอยู่กับการทำงาน แต่พอมีคนมาคุยนางก็หันไปคุยกันเสียนาน ซึ่งฟังแล้วมันไม่ใช่เรื่องงาน เลยคาดเดาว่า ไม่คุ้มค่าค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน