*/
  • พุธทรัพย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : puthsup@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2016-12-26
  • จำนวนเรื่อง : 160
  • จำนวนผู้ชม : 106010
  • จำนวนผู้โหวต : 245
  • ส่ง msg :
  • โหวต 245 คน
วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม 2564
Posted by พุธทรัพย์ , ผู้อ่าน : 236 , 09:43:07 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน ๑๐ นาที

วันนี้มีเรื่องดีๆ จากรองศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี เมืองนาโพธิ์ อดีตอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒในปัจจุบัน และอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนี้ด้วย

 

เพราะ รศ. ดร. ชาตรี เคยสอนคณิตศาสตร์ให้แก่ผู้เขียนราวๆ ปี ๒๕๐๖ หรือ ๒๕๐๗ เป็นอาจารย์คณิตศาสตร์ที่สอนเข้าใจง่าย รับฟังเหตุผลของนิสิต ซึ่งจำเป็นมากสำหรับครูสอนคณิตศาสตร์ จึงเป็นอาจารย์ที่ผู้เขียนรักและเคารพท่านหนึ่ง จึงขอเรียกว่าอาจารย์ชาตรีเหมือนที่เคยเรียกท่าน

ตั้งแต่จบการศึกษาจากที่นั่นก็ไม่มีโอกาสได้พบกับอาจารย์อีก ดังนั้น เห็นชื่ออาจารย์ในเฟสบุ๊คของเพื่อนคนหนึ่ง จึงดีใจมากรีบขอเป็นเพื่อนไป อาจารย์ก็รีบตอบรับทันที

จากการที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ชาตรีทราบว่านอกจากเป็นข้าราชการบำนาญแล้ว อาจารย์ก็ไม่ได้ทำงานที่ไหนอีก แต่ใช้เวลาทั้งหมดในการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์

ได้เห็นอาจารย์โพสต์เรื่อง “เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน ๑๐ นาที” ซึ่งนำมาจากข้อเขียนของคุณอนุชา พิทักษ์แผ่นดิน ในกลุ่มสวนโมกขพลาราม โดยอาจารย์ชาตรีได้เขียนเกริ่นว่า “บทสรุปให้เราเข้าใจพระพุทธศาสนา ภายใน ๑๐ นาที อันนี้ดีมากๆ ครับ”

ผู้เขียนเคยเป็นเด็กวัด เคยบวช ๑ พรรษา และได้คลุกคลีกับพระและวงการพระพุทธศาสนามานาน แต่ไม่ได้ศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาลึกซึ้งนัก นอกจากได้นำหลักของพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันได้ “ปลง” และ “ปล่อยวาง” ไปเยอะมาก และมีความสุขในชีวิตตามสมควร

อ่าน “เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน ๑๐ นาที” แล้วก็เข้าใจและเห็นว่าเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองประสบปัญหาโควิดระบาดในปัจจุบัน

รวมทั้งมีความวุ่นวายเพราะมีความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งอาจเลยเถิดถึงขั้นแตกแยกมาโดยตลอดจากม๊อบหลายๆ กลุ่มและจากฝ่ายค้านบางพรรค

ดังนั้น เมื่ออ่านแล้วเข้าใจพระพุทธศาสนามากขึ้นและมีความสุข จึงอยากให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจและได้รับความสุขเช่นเดียวกัน 

บางทีอาจทำให้ความแตกแยกกลับมาเป็นความแตกต่างทางความคิดก็อาจเป็นได้

ก็ขอให้มีความเข้าใจและมีความสุขโดยทั่วกันนะครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

 

เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน ๑๐ นาที

       

๑. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?

                    ริยสัจ ๔ คือ

                   ทุกข์ = ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

                   สมุทัย = เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

                   นิโรธ =  ความดับทุกข์

                   มรรค =  ข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์

 

๒. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไร ?

                   ทุกข์ กับ การดับทุกข์

 

๓. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา มีดังนี้

                   ๓.๑ ให้มองโลกตามความเป็นจริง (จริงขั้นสมมุติ=สมมุติสัจจ์ จริงแท้=ปรมัตถสัจจ์) อาทิ ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตนที่แท้จริงไม่

                   ๓.๒ ให้ถือทางสายกลาง ทางตึง (ทรมานกายให้ลำบาก) ก็ดี ทางหย่อน (ฟุ้งเฟ้อหลงใหลมัวเมา) ก็ดี มิใช่แนวทางของพระพุทธศาสนาแนวทางของพระ

พุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ ๘ ทางสายกลางพอดีๆ

                   ๓.๓ ให้พึ่งตนเอง มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศีหรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม

                   ๓.๔ ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา

                   ๓.๕ สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) มิใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิตจะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ

                   ๓.๖ โอวาทที่เป็นหลักเป็นประธาน (โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์

                   ๓.๗ สิ่งทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่

                   ๓.๘ ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี ทำชั่ว-ได้ชั่ว ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่ว นั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม)

                    ๓.๙ จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์)

                   ๓.๑๐ สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ“ความไม่ประมาท”

 

๔. การศึกษาธรรมะ ๒ สมัย

                   ๔.๑ สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ อาศัยการฟังอ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุดพูดธรรมะคล่อง แต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ จึงได้ผลน้อย

                   ๔.๒ สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง โดยเมื่อฟัง – จำแล้ว ลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที

 

๕. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา

          เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง ๒ คือธรรมและวินัย หลังจากนั้นมา ๓๐๐ ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) บัดนี้ล่วงกาลมาถึง ๒,๕๐๐ กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก ดังนั้น ในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้

                    – ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา) อ่าน ฟัง คิด วิจัยให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด

                   – ด้านปฏิบัติการปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทาน รักษาศีล ภาวนาพระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอาหวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะโทสะ โมหะ หาใช่พุทธศาสนาไม่ ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน

                   – ด้านปฏิเวธ (ผล) ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ทำเพื่อเอาจะทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก

 

ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียวให้ได้เห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)

 

๖. จะศึกษาพุทธศาสนาได้ที่ไหน ?

          ให้ศึกษาในร่างกายนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น จึงศึกษาตนเอง อย่ามัวศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไปจะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนาได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นแก่นแท้เนื้อใน ได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน)

 

๗. เหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์

                    เหตุ เกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา การดับ โดยละอุปทานเสีย (โดยพยายามปฏิบัติให้ “เห็นอนัตตา”) เถิด จะโดยบังคับจิตเป็นสมาธิ (เจโตวิมุตติ) หรือโดยพิจารณาธรรมด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก็ได้

 

๘. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”

                    คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือวงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์

 

๙. จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

                    คือ นิพพาน (สภาวะจิตที่สงบเย็น) ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอกเย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง

 

๑๐. สรุป ความทุกข์เกิดที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็นได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้แล้วท่าน จะพบความสงบเย็นตลอดเวลา

 

ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ

ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ

ทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ

 

(จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) 

 

คำเชิญชวนของ "พชราวลี"

                   เนื่องในโอกาสปีใหม่ ๒๕๖๔ สาธุชนไม่ต้องไปวัดหรือไปไหว้พระหลายๆวัด ขอเพียงตั้งจิตให้สงบแน่วแน่อย่างแท้จริง แล้วอ่านคลิปนี้อย่างมีศรัทธาสุดสุด

 

                    อ่านไปทำความเข้าใจไปเพียง ๑๐ นาที หรือมากกว่านั้นสักอีก ๒๐ นาที ท่านจะมีดวงตาเห็นธรรมได้จริง หรือเข้าขั้นนิพพานได้ "นิพพาน"ในที่นี้ท่านพุทธทาสให้ความหมายว่า "ความเย็นอกเย็นใจ...ไม่มีความทุกข์"

 

          จิตใจของท่านจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!!!



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน