• แสงเทียน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 136
  • จำนวนผู้ชม : 296518
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
แสงเทียน
สวัสดี เมืองไทยที่น่ารัก เรื่องน่าอ่าน เมืองไทยน่าเที่ยว ชีวิตน่าค้นหา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ra
วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม 2554
Posted by แสงเทียน , ผู้อ่าน : 805 , 20:34:40 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

มนุษย์สัตว์ดิรัจฉาน

ลักษณะของสัตว์ดิรัจฉาน

 

            สัตว์ดิจรัจฉาน มาจากบาลีว่าดิรัจฉานโน แปลว่าขัดขวาง หมายถึงกำเนิดที่ขัดขวางต่อทางมรรคผลนิพาน เพราะสัตว์ดิรัจฉานไม่มีสติปัญญาและอุปนิสัยพอที่จะบรรลุได้ ถึงแม้จะเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์มีอำนาจมาก เช่น พญาครุฑ พญานาค หรือราชสีห์ ก็ไม่สามารถจะสำเร็จคุณพิเศษดังกล่าวแล้วได้ หน้าที่สัตว์ดิรัจฉานประพฤติอยู่เป็นปกติก็คือ จะทำอย่างไรก็มักเป็นที่ขัดขวางของคนและสัตว์ทั่วไป

   เช่นสุนัข ชอบใจจะนอนตรงไหนก็นอนตรงนั้น ไม่เลือกว่ากลางถนนหรือประตูสำหรับเข้าออก แม้ในที่สุดในรางที่เขาใส่อาหารสำหรับเลี้ยงตัวเอง มันก็ลงไปนอนเสียในนั้น คนทั้งหลายจะนั่งล้อมวงรับประทานอาหาร หรือสนทนาปราศรัยอย่างสนุกสนานอย่างไร มั่นก็รีบตรงไปที่นั้นทันที

    สัตว์บางชนิดเช่นสุนัขเป็นต้น ในเวลาอื่นๆ ที่จะเล่นหยอกล้อกันได้ตามประสาของมัน แต่พอถึงเวลากินแล้ว มันจะไม่ยอมใครทั้งนั้นไม่ว่าพ่อแม่หรือพี่น้องอะไรของมัน มันจะต้องพยายามแย่งกินให้เร็วที่สุด หรือขัดขวางตัวอื่นๆ ที่จะมากินร่วมกับมัน ตัวไหนเก่งกว่าก็ได้กินสบาย ตัวไหนไม่เก่งแพ้เขา ก็ต้องกินทีหลังหรือต้องหนีไป บางครั้งก็ต่อสู้กัดกันจนกระทั่งอาหารนั้นๆ ได้หกกระจายไปหมด จนไม่ได้กินทั้งคู่ และเมื่อเวลาได้กินก็กินจนอิ่มเต็มที่ไม่รู้จักประมาณเลย สัตว์บางชนิด

   เช่น งู บางทีกินของใหญ่เกินอิ่ม จนกระทั่งเลื้อยไปไหนไม่ไหว ต้องนอนอยู่จนกระทั่งอาหารที่กินเข้าไปนั้นย่อยยุบลงไปเสียก่อน จึงจะเลื้อยไปที่อื่นได้ ตามปกติของสัตว์เมื่อกินอิ่มแล้ว จึงออกเที่ยวหากินต่อไป อนึ่งในการสืบพันธุ์ สัตว์ทั้งหลายไม่เลือกสถานที่และไม่รู้จักอายกัน ยิ่งร้ายกว่านั้นก็คือ สัตว์จะไม่รู้จักนับถือกันเลยว่า ใครเป็นพ่อ,แม่, พี่น้อง ย่อมสืบพันธุ์กันอย่างไม่เลือกว่าใครเป็นใคร

   ลูกจะทำการสืบพันธ์กับแม่ พ่อจะทำการสืบพันธุ์กับลูก ก็ไม่มีเรื่องเสียหายอะไร หากจะนับว่าดีสักนิดหนึ่ง ก็เห็นจะอยู่ที่ว่า สัตว์ทั้งหลายมักมีฤดูกาลเหมือนกัน สัตว์ส่วนมากไม่มันสมองและสติปัญญาที่จะคิดแก้ไขปรับปรุงความเป็นอยู่

 

ลักษณะคนเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน

            ลองมาคิดดูถึงคนที่คล้ายกับสัตว์ดิรัจฉานบ้าง ทำไมท่านจึงเรียกว่า มนุสสติรัจฉานโน ซึ่งแปลว่ามนุษย์เหมือนสัตว์ดิรัจฉาน ซึ่งทั้งนี้เพราะเหตุว่าคนบางคนที่เราเห็นกันในปัจจุบัน จะทำก็ตามจะพูดก็ตาม ล้วนแต่เป็นเรื่องขวางๆ ตลอดเวลา เช่นจะนั่งก็ไม่เลือกที่ให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน ไปนั่งขวางที่นั่งของผู้อื่นบ้าง นั่งขวางทางที่เขาจะเดิน เช่นตามถนนหรือตามฟุตบาตบ้าง ใครเขากำลังนั่งคุยกันด้วยเรื่องส่วนตัวโดยเฉพาะก็เข้าไปนั่งแทรกแซงกับเขาบ้าง นั่งเหยียดขาบ้าง ในที่ชุมชนบ้าง บางที่ในที่ประชุมเขานั่งพับเพียบกันอย่างเรียบร้อย กับไปนั่งยองๆ บ้าง ไขว่ห้างบ้าง ผู้ใหญ่นั่งที่ต่ำ ตนเป็นผู้น้อยกลับไปนั่งที่สูงบ้างเป็นต้น นี้เรียกว่านั่งขวาง

   ครั้นจะนอนก็นอนไม่เลือกที่ เช่น นอนกลางถนน คล้ายๆ ไม่เลือกที่นั่งเช่นนั้น เวลานั่งเข่าคุยกันหรือประชุมกัน แต่ตนเองกับนอนเสียในที่ประชุมนั้นบ้าง นอนหันเท้าไปทางผู้ใหญ่ หรือหันเท้าไปทางปูชนียวัตถุที่เขาบูชา เช่นพระพุทธรูปเป็นต้นบ้าง นี้เรียกว่านอนขวาง เวลาจะยืนก็ยืนโดยไม่เลือกสถานที่เช่นเดียวกัน

   เช่นเขากำลังดูอะไรกันอยู่ ก็ไปยืนขวางเขาเสียบ้าง เวลาเขาทำงานกันชุลมุน เช่นรีบจะขนของเพราะไฟไหม้ ก็ไปยืนขวางดูเขาเปล่าๆ บ้าง ยืนพูดกับผู้ใหญ่บ้าง ยืนคล่อมหัวเขา คือเขานั่งอยู่แต่ตัวไปยืนชิดจนเกลือบถูกศรีษะเขาบ้าง นี้เรียกว่ายืนขวาง เวลาเดินก็ไม่เลือกสถานที่

    อีกเหมือนกัน เช่นเดินเข้าไปในสถานที่เขานั่งประชุมกันอยู่โดยที่ตัวเองไม่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบ้าง เดินขึ้นไปทางศรีษะของคนที่กำลังนอนอยู่บ้าง เรียกว่าเดินขวาง เวลาจะทำอะไรก็ทำโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อนว่าควรหรือไม่ เช่นเวลามีคนนอนหลับอยู่ หรือสถานที่ที่เขาต้องการความสงบ เป็นต้นว่าเขากำลังฟังเทศน์อยู่ตนก็ทำให้มีเสียดังขึ้น

                                                ขึ้นแล้วโดด - กลบ

                                                ขี้แล้วกลบ - แมว

                                                ขี้แล้วแจว - หมา

                                                ขี้แล้วล้าง - คน

            เวลาจะนั่งหรือนอนที่ไหนก็ไม่ระวังความสกปรก นั่งนอนโดยไม่เลือกว่าจะสกปรกหรือไม่ คนชนิดนี้จึงสมกับที่เรียกว่าคนดิรัจฉาน คนบางคนมีอาการโลภจัดกว่าสัตว์ดิรัจฉาน เพราะสัตว์ดิรัจฉานย่อมหวงเฉพาะอาหารที่ตนมองเห็นเท่านั้น

                                    คนมีพฤติกรรมเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน

                                    “มีโทสะ โมหะ เป็นเจ้าอารมณ์”

 

 

            ถ้าไม่ฝึกตนให้มีความอดทน ข่มใจ แล้วจะมีพฤติกรรมเหมือนสัตว์แม้แต่เวลาสืบพันธ์ข่มขืนเอา หรือผู้หญิงปล่อยตัวให้ไม่เลือกคน เลือกที่ ขอให้เกิดความพอใจ บางที่พ่อข่มขืนลูก เพื่อนนอนกับเพื่อน พี่มีอะไรกับน้อง ลักษณะนี้เป็นสัตว์ดิรัจฉานร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องยกจิตใจให้สูงสู่ ศีล สมาธิ ปัญญา

มนุสสะมนุสโส มนุษย์ที่สมบูรณ์

ตามที่กล่าวมาแล้ว เมื่อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยิ่งๆ ขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งมีจิตใจสูงกว่าคนตามธรรมดาสามัญ ควรเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า มนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง คือมีจิตใจและการประพฤติทางกาย วาจา สูงกว่าคนและสัตว์ทั่วไป

มนุษย์นี้เป็นภพที่สัตว์ผู้เป็นอยู่อาศัยได้รับความอิสรเสรีเต็มที่ ในการกระทำทางกาย วาจา ใจ ไม่เหมือนอบายภูมิทั้งสี่ คือนรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉานดังกล่าวแล้ว ทั้งสถานที่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญคุณธรรมอันจะนำตนให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปอีก เช่นเป็นเทวดา เป็นพรหมตลอดจนเป็นพระอริยะ เพราะผู้ที่จะไปเกิดในสวรรค์ก็ดี เกิดในพรหมโลกก็ดี แม้จะเป็นพระอรหันต์ก็ดี ต้องเป็นมนุษย์ก่อนแล้ว จึงจะไปเกิดในสถานที่สูงนั้นได้                   

            ฉะนั้นจะได้ชื่อว่าเราเกิดมาเป็นคนและจิตใจสูงจนเป็นมนุษย์ได้นี้ เพราะมีกุศลกรรมบถ 10 ประการเป็นทุนเดิมมา

            หน้าที่โดยตรงของมนุษย์เราก็คือ ปฏิบัติและรักษากุศลบถ 10 ประการนี้ให้มีครบถ้วนอยู่ในตัวเราเสมอ หากข้อไหนขาดไปเราไม่ปฏิบัติหรือตั้งใจละเมิดเสีย ก็ชื่อว่าเราขาดทุนเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์ ฉะนั้นหลวงพ่อสำเนียง อยู่สถาพร ท่านจึงให้คติเตือนใจไว้ว่า “หากทำดีไม่ได้ ก็อย่าทำชั่ว และจงรักษาความดีที่ตัวมีอยู่ก็พอแล้ว”

กุศลกรรมบท 10 ประการนั้นคือ

            . ไม่ทำความชั่วทางกาย และทำความดีทางกายสามประการ

            1. งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ที่มีชีวิตให้ตาย และไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า สร้างจิตให้มีเมตตารักใคร่คนและสัตว์ดิรัจฉาน มีความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะให้คนและสัตว์มีความสุขปราศจาก

            2. งดเว้นจากการลักขโมยสิ่งของๆ คนและสัตว์ และไม่ใช้ให้ผู้อื่นลักขโมยไม่หลอกลวงให้ผู้อื่นต้องเสียทรัพย์และชื่อเสียง หมั่นบำเพ็ญทานและสละทรัพย์และสิ่งของให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นๆ และสาธารณประโยชน์เสมอๆ เพื่อทำให้จิตใจบรรเทาเบาบางจากความตระหนี่และความโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน

            3. งดเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือไม่ข่มขืนทำลามกอนาจาร ล่วงละเมิดสิทธิของสตรีและบุรุษอื่น เรียกว่าไม่ทำชู้ในสามีและภรรยาของผู้อื่น เรียกว่าไม่ทำชู้ในสามีและภรรยาของผู้อื่น พยายามถือสันโดษยินดีเฉพาะในภรรยาหรือสามีของตนเท่านั้น ไม่รักหญิงอื่นยิ่งกว่าภรรยาของตน แม้สิ่งของใดๆ ของใครก็ไม่ถือโอกาสเอาไปใช้หรือแตะต้องก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าของโดยถือหลักว่า “เมื่อไม่มีสิ่งที่ตัวชอบ จงชอบสิ่งที่ตัวมี”

            . ไม่ทำความชั่วทางวาจา และทำความดีทางวาจาสี่ประการ

            1. เว้นจากการพูดเท็จ คือไม่พูดโกหกหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดตามที่ตนพูด เช่นสิ่งใดที่เรารู้เราเห็น เมื่อเขาถามเรากลับตอบว่าเราไม่รู้เราไม่เห็น และสิ่งใดที่เราไม่รู้ไม่เห็น แต่กลับตอบว่าเรารู้เราเห็น เป็นต้นเช่นนี้ พยายามพูดแต่คำที่สัตย์ที่จริง หากคำใดเราเห็นว่าพูดออกไปแล้วแม้เป็นความจริง แต่กระทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเราก็งดเสียไม่พูดเลย เพราะถ้าไม่พูดคำจริงเราก็พูดเท็จ อันเป็นการทำให้เราเสียกุศลกรรมบถอันนี้

            2. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ไม่แก่การฟังข้างนี้แล้วเอาไปบอกข้างโน้น เพื่อจะทำลายข้างนี้ หรือฟังข้างโน้นแล้วเอามาบอกข้างนี้ เพื่อจะทำลายข้างโน้น คือมุ่งหมายยุยงให้เขาแตกจากกัน ทำลายความพร้อมเพรียงกัน ส่งเสริมผู้ที่แตกกันแล้วให้แตกมากยิ่งขึ้น

            3. งดเว้นจากการพูดวาจาหยาบคายที่เผ็ดร้อน ที่เป็นปม เป็นที่ขัดข้องของผู้อื่น เป็นที่ระคายหูของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ยิ่งเป็นคำสาบแช่ง เพราะเป็นการส่อสันดานของตนเองว่าเป็นคนเลว พยายามพูดแต่คำที่อ่อนหวาน เรียบร้อยนุ่มนวล ละมุนละไม เป็นที่พอใจชุ่มชื่นเบิกบานใจ ของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง

            4. งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ได้แก่งดการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด ในสถานที่ที่เขาไม่ต้องการให้เราพูด การพูดมากไปกว่าความเป็นจริง พูดไม่มีเหตุผล พูดวาจาไม่มีหลักฐาน ไม่พูดตามธรรมดาวินัย พูดไม่รู้จักหยุด แม้ไม่มีใครอยากฟังแล้วก็ยังพูดเรื่อยเปื่อยไปโดยไม่มีประโยชน์ จนจับไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ซึ่งเรียกว่า “พูดน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” หรือ “พูดกระบุงเอาสักกระบายน้ำไม่ได้” ดังนี้ ถ้าเห็นว่าพูดแล้วมีประโยชน์แก่ผู้ฟังจึงพูด ถ้าเห็นว่าพูดแล้วจะไม่มีประโยชน์เลยก็อย่าพูดเสียดีกว่า จงนึกถึงภาษิตโบราณไว้เสมอว่า 

                        “อันดีชั่วสุดนิยมที่ลมปาก                     จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา

                        จะถูกผิดเป็นมนุษย์เพราะพูดจา             จะเจรจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ”

            .ไม่ทำความชั่วทางกาย และทำความดีทางใจสามประการ

            1. ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน ได้แก่เมื่อเห็นพัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณของผู้อื่นแล้ว แม้ตนจะชอบพอใจ ก็ไม่พยายามเพ่งว่า ขอให้สมบัติของผู้นั้นมาเป็นของเรา หรือครุ่นคิดแต่ในใจว่า ทำไฉนเราจึงจะได้สมบัติของผู้นั้นหนอ ดังนี้

            2. ไม่พยายาม อามาตแค้น คิดประหัตประหาร ชำระแค้นด้วยอารมณ์ แผ่เมตตาให้อภัยมีจิตคิดช่วยให้เขาพ้นทุกข์

            3. เห็นชอบตามคลองธรรม ได้แก่เห็นว่าบุญมีจริงบาปมีจริง ผลของบุญมีผลของบาปมี คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว นรกมี สวรรค์มี และนิพพานก็มี โลกนี้มี โลกอื่นมี ชาตินี้มี ชาติหน้ามี สัตว์ที่ยังมีกิเลสทำกรรมไว้ ตายแล้วย่อมต้องเกิดเสวยผลของกรรมนั้นอีก ผู้ที่ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุให้ทำกรรมมีจิตสงบบริสุทธิ์ หมดจนตายแล้วย่อมไม่ต้องเกิดอีก เพราะหมดเหตุปัจจัย อันจะทำให้เกิดแล้ว จงระวังอย่าให้จิตเห็นผิดว่านรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี ทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป คนจะดีชั่วก็ดีเองชั่วเอง พ่อแม่ไม่มี ตายแล้วก็สูญ เกิดมาแล้วต้องกินให้เต็มที่ สนุกให้เต็มที่ ถ้าเห็นผิดเช่นนี้ จัดเป็นความเห็นผิดเป็นโทษที่ร้ายแรงมาก เป็นความชั่วที่เลวทรามที่สุด ในบรรดาความชั่วทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีความชั่วอะไรจะเป็นสิ่งน่ากลัวมากเท่ากับความเห็นผิดเลย เพราะผู้ใดมีความเห็นผิดเท่านั้น ย่อมทำความชั่วได้ทุกๆ อย่าง ตั้งแต่ยังเล็กที่สุด จนถึงอย่างใหญ่ที่สุด เขาจะทำบาปได้ทุกชนิดโดยไม่มีความละอายหรือเมตตาปรานีใครเลย ย่อมทำตนและคนอื่นให้เดือนร้อน ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ไม่มีที่สิ้นสุด ที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นี้ อย่าพึงเข้าใจว่าดีและชั่วนั้นเป็นวัตถุเสมอไป เช่น คนพยามไหว้พระสวดมนต์ รับศีล ใส่บาตรพระทุกๆ วัน เมื่อตนยังไม่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีทันใจ ก็กลับคิดเห็นว่า ทำดีไม่ได้ดีจริง นี่เรียกว่า ต้องการได้ดีทางวัตถุ หรือคนโกงเข้าปล้นเขามา แล้วกลับรวยไม่เห็นยากจน เหมือนคนมีสัตว์มีศีลก็เกิดความเข้าใจผิดเห็นว่า ทำชั่วไม่ได้ชั่วนี่เรียกว่า ต้องการเห็นความชั่วทางวัตถุ คือต้องเห็นคนที่โกงนั้นกลับยากจนเดือดร้อน จึงจะชื่อว่า ทำชั่วได้ชั่ว ความจริงเรื่อง “ดีและชั่ว” ทางธรรมะ หมายถึง นาม เช่นคนประพฤติดีมีศีลธรรม แม้จะไม่ร่ำรวยด้วยข้าวของเงินทอง แต่บัณฑิตก็สรรเสริญว่าเป็น

คนดี จิตใจของคนผู้นั้นมีความปลื้มปิติ อิ่มอกอิ่มใจ ส่วนคนที่ประพฤติชั่ว เช่น ฆ่า ปล้น

หลอกลวงเขามา แม้จะร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ จิตใจของเขาก็เศร้าหมองไม่ผ่องใส ผู้รู้ทั้งหลายก็ติเตียนว่าเป็นคนชั่ว คนเลว ฉะนั้นผู้ประสงค์จะดำรงความเป็นมนุษย์ให้มั่นคงถาวร

จงพิจารณาให้เข้าใจชัดเจนในเรื่อง “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นี้ อย่ามีความเห็นผิดเป็นอันขาด เพราะการร่ำรวยหรือยากจนทางวัตถุนั้น เป็นผลพลอยได้เท่านั้น ส่วนความดีและความชั่วนั้น ผู้ทำย่อมได้รับผลตั้งแต่ขณะลงมือทำนั้นแล้ว

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]