• rachada
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : myrachada@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-27
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 211702
  • ส่ง msg :
  • โหวต 147 คน
rachada
my articles my photoes
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/rachada
วันอังคาร ที่ 16 กันยายน 2551
Posted by rachada , ผู้อ่าน : 5167 , 15:08:23 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่อง "ชาวนา ปฏิวัติ" ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

วันที่ 11 สิงหาคม 2551

ภาพ: ศูนย์ภาพเนชั่น

เป็นเวลาหลายปี ที่หันหลังให้ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวของครอบครัว 'เตชะไพบูลย์' เพื่อไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรอยู่ที่เพชรบุรี วันนี้ ลูกชายตระกูลดังขยับมาอีกก้าวด้วยการตั้งบริษัท เปิดร้านเล็กๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ด้วยแบรนด์ของตัวเอง 'บ้านนาวิลิต' 

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของลูกเศรษฐี เพราะการไปเป็นชาวนา ทำให้ได้รับรู้ความเป็นมาและเป็นอยู่ของเกษตรกรและสังคมไทย ผลักให้ วิลิต เตชะไพบูลย์ ในวันนี้ ยืนอย่างมั่นคงในจุดที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ให้เกิดขึ้นกับประเทศนี้ ทำไม ?

ปลูกข้าวพันธุ์สู้หนี้

ย้อนรำลึกถึงการตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเป็นชาวนาในครั้งนั้น 'วิลิต' ทบทวนความคิดจิตใจของตัวเองเมื่อหลายปีก่อนว่า มาจากเหตุที่เขาไม่เห็นประโยชน์ของการทำธุรกิจ และไม่เชื่อในการแข่งขันของโลก 'ทุนนิยม' เขามองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นภาพลวงตา ดังนั้น จึงมุ่งหน้าไปหาของจริงในไร่นา 

"ผมเริ่มจากข้าว เริ่มจากของจริง ถึงจะช้าหรือมีอุปสรรคบ้างก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะโดยหลักการใหญ่ เราเริ่มจากของจริงต้องได้ผลลัพธ์เป็นของจริง ถ้าเริ่มจากภาพลวงตาก็ได้สิ่งที่ลวงตาไปตลอด ไม่มีอะไรมาก ไปบุกเบิกทุกอย่างหัดใหม่ ได้ออกแรง ออกกำลังกาย ได้ตากแดด เจอคนแปลกๆ ใหม่ๆ ได้หัดทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เลอะเทอะบ้าง เจอของมีคม เป็นแผลบ้างก็คือของจริง ไม่เห็นเป็นอะไร"

เพียงปีแรก ที่ดิน 8 ไร่ของเขาก็ให้ผลผลิตตอบแทนหยาดเหงื่อแรงงานด้วยข้าวพันธุ์พื้นบ้าน 40-50 ถังต่อไร่ ไม่น้อยไปกว่าที่ชาวนาในอดีตเคยสร้างทำ ถามว่าแตกต่างกันหรือไม่กับปริมาณผลผลิตของชาวนาทั่วไปที่ใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ก็แน่นอนว่าต่างกันถึงเกือบเท่าตัว แต่จุดแตกต่างที่ทำให้ 'วิลิต' เชื่อว่าเขาเดินมาถูกทางก็เพราะเขาไม่เคยขาดทุน และยังเลี้ยงตัวได้แบบไร้หนี้สิน

"จะมีประโยชน์อะไรกับผลผลิต 100-120 ถัง ถ้ายังต้องแบกต้นทุนค่าปุ๋ยค่ายาฆ่าแมลง จนขาดทุนและต้องเป็นหนี้ ขณะที่ข้าวอินทรีย์ให้ผลผลิตน้อยกว่าแต่เรามีกำไร"  

ข้าวปลอดสารพิษ ลงทุนน้อย ผลผลิตต่ำ กำไรสูง เพราะจำหน่ายได้ในราคาที่แพงกว่า เนื่องจากจับตลาดพรีเมี่ยม ยิ่งข้าวทั่วไปราคาพุ่ง ข้าวอินทรีย์ของ 'บ้านนาวิลิต' ก็ยิ่งขายดี เพราะราคาใกล้เคียง หรือบางทีขายในราคาต่ำกว่าข้าวขาวธรรมดา คนหันมาซื้อหาเพราะกลายเป็นข้าวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและดีต่อสิ่งแวดล้อม แถมราคาไม่แพง (โดยเปรียบเทียบ)

วิลิต ชี้ว่าคำตอบอยู่ที่ 'พันธุ์ข้าว' เพราะข้าวที่เขาปลูกคือข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่ชาวนาในอดีตปลูกและพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่

"ตัวที่หลอกเราคือพันธุ์ข้าว พันธุ์ข้าว กข.ทั้งหมดที่กรมการข้าวนำมา มันมาพร้อมกับการต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เป้าหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง จากที่เคยได้ 60-70 ถัง พอใช้ปุ๋ยใช้ยา อาจได้ถึง 100-120 ถัง ดูน่าตื่นเต้น" 

แต่สิ่งที่ตามมาคือต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีๆ เพราะพื้นดินที่เสื่อมทรามลง กับโรคแมลงต่างๆ ที่พัฒนาตัวสู้กับยา ยิ่งทำให้เกษตรกรต้องหาซื้อปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาใช้ในไร่นาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนชาวนาพากันจมกองหนี้

 กับลูกชายทั้งสอง

ชาวนามาเปิดร้านชำ

3-4 ปีแรก ข้าวในนาของ 'วิลิต' ให้ผลผลิตพอเพียงต่อการบริโภคในครอบครัว ปีต่อๆ มาเขาเริ่มนำข้าวบรรจุซองพลาสติกสุญญากาศ ไม่ได้ซื้อเครื่องจักรแพงหรูหรา แต่อาศัยเทคโนโลยีปั๊มพ์แอร์แบบง่ายๆ ต่อเข้ากับเข็มฉีดยาควายดูดอากาศออก ผนึกห่อกระดาษมีดีไซน์ด้วยฝีมือหวานใจคุณแม่วัยรุ่นลูก 2 'กิ่งกานต์ เตชะไพบูลย์' 

ข้าวออร์แกนิกแบรนด์ 'บ้านนาวิลิต' มีให้เลือกหลากหลายพันธุ์ รสชาติความหอมนุ่มแตกต่างกันให้ผู้บริโภคได้เลือกหา ปีต่อไปเขาตั้งใจจะพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ถูกปากคนเมืองมากยิ่งขึ้น 

นอกจากผลผลิตในนา 8 ไร่แล้ว 'วิลิต' ยังรับซื้อข้าวจากเพื่อนชาวนาออร์แกนิกในเพชรบุรี ทำให้ในแต่ละปีเขามีสต๊อกข้าวหมุนเวียนเพื่อจำหน่ายราว 20 เกวียน ถึงตอนนี้ ช่องทางจำหน่ายหลังยังเป็นที่ร้านบ้านนาวิลิต ตึกรีเจ้นท์ เฮ้าส์ ถนนราชดำริ 'วิลิต' บอกว่า เขาตั้งใจจะพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้กับร้านอื่นๆ ที่จะนำไปวางจำหน่ายในอนาคต 

ร้านบ้านนาวิลิต ตอนนี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหลากหลายชนิด เฉพาะที่ติดแบรนด์ 'บ้านนาวิลิต' นอกจากข้าวแล้ว ยังมีพืชผัก ไข่เป็ด น้ำผึ้ง ตาลโตนด กะปิ ฯลฯ รายได้รวมแต่ละเดือนอยู่ที่แสนเศษ นอกจากนี้ ยังจะมีการจัด 'ตลาดนัดสีเขียว' เป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี เริ่มต้นวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ที่ล็อบบี้ ตึกรีเจ้นท์เฮ้าส์ ให้เป็นที่พบปะของผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคหัวใจสีเขียว 

ในอนาคต 'วิลิต' หวังจะพัฒนาร้านบ้านนาวิลิตของเขาให้เป็นรูปแบบของ 'สหกรณ์' เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงผู้บริโภคซึ่งเป็นคนชั้นกลางในเมือง เข้ากับผู้ผลิตในชนบท 

"ในอนาคตถ้าประสบความสำเร็จและมีความพร้อม คงขยายเป็นรูปแบบสหกรณ์ จำนวนสมาชิกคงเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมามีหลายคนได้ข่าวคราวของผม แล้วสนใจ แต่ส่วนมากเป็นคนทำงานออฟฟิศ จะปลีกตัวไปทำอะไรต่างจังหวัดไม่ง่าย ฉะนั้น ถ้าคนกลุ่มนี้อยากมีส่วนร่วมก็สามารถเข้ามา ซึ่งคุณค่าไม่ใช่แค่ซื้อๆ ขายๆ แต่คือการเข้าถึงการผลิตโดยตรง สามารถเชื่อมโยงกับความสุขทุกข์ของผู้ผลิต น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้มนุษย์เงินเดือนได้เข้ามาเสริมงานและแสดงศักยภาพของพวกเขาได้"

  
บนเวทีพันธมิตรฯ

ร่วมขบวนล้างหนี้เกษตรกร

ลงมือทำ จนพิสูจน์ความสำเร็จว่าเกษตรอินทรีย์ดีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งชีวิตพอเพียงเป็นไปได้จริง แต่ 'วิลิต' รู้ดีว่ามีคนเห็นพ้องเอาด้วยกับเขาอยู่แค่หยิบมือ และรู้ด้วยว่าทำไม 

"หลายสิบปีก่อน เกษตรกรเคยมีที่ดิน 50-60-70 ไร่ แต่ถูกจ่ายเป็นค่าปุ๋ยค่ายา เกษตรกรอยู่ในวังวนของหนี้สิน ที่ดินหลุดมือ ไปรวมอยู่ที่สหกรณ์ และ ธกส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ปัจจุบันเฉลี่ยเหลือที่ดินกันคนละไม่ถึง 5 ไร่ พูดง่ายๆ ชาวนาเหลือที่ดินแปลงสุดท้าย ซึ่งไม่มากมายอะไร" 

วิลิตบอกว่า เกษตรอินทรีย์คือทางรอดและไม่ยาก แต่เพราะชาวไร่ชาวนาไทยติดปุ๋ยใช้ยากันมานาน และในสถานการณ์ที่ถูกรุมเร้าด้วยหนี้สิน การคิดให้ไกลไปกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงกลายเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะธรรมชาติของเกษตรกรบ้านเราคือไม่เบี้ยวหนี้ ทุกคนจะดิ้นรนกู้ยืมจากทุกแหล่งเพื่อมาโปะหนี้เก่า ทำให้ทั้งหนี้ก้อนใหม่ก้อนเก่ารุงรังพันตัวจนสุดท้ายต้องสูญเสียเรือกสวนไร่นาที่เป็นหัวใจของการทำเกษตร

ด้านหนึ่ง 'วิลิต' พยายายามขยายแนวร่วมการทำเกษตรอินทรีย์ หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้แค่น้อยนิด ช่วยกันคิด ช่วยกันหาความรู้ เพื่อปรับปรุงการผลิตของตัวเอง การเคลื่อนไหวอีกซีกที่กว้างขวางกว่าคือการรวมกลุ่มกับเกษตรกรเมืองเพชรจำนวนกว่า 8,000 คน เพื่อแสวงหาช่องทางปลดหนี้ ภายใต้กลไก 'กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

กองทุนดังกล่าว เป็นผลจากการผลักดันของกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ชุมนุมกันหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ผ่าน พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ขึ้นทำหน้าที่คล้ายกับ กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน ที่เข้าช่วยเหลือสถาบันการเงิน ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรก็คือหนี้สิน เป้าหมายการทำงานของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรก็คือการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าเรื่องหนี้ เพื่อที่ดินจะไม่หลุดมือช่าวไร่ชาวนา หลังจากนั้นก็จะได้ก้าวสู่ระยะของการพัฒนาชีวิตเกษตรกรให้หลุดจากวงจรหนี้แบบถาวร ด้วยแนวทางของเกษตรยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรภายใต้ชื่อกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรปรากฏเป็นข่าวหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ แต่ละครั้งโดยการนำของสมาชิกกองทุนในภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรีก็ร่วมเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน 

'วิลิต' ไม่ได้เป็นหนี้ แต่ก็อยู่ในขบวนเคลื่อนไหวกับเขาด้วย

"ผมมาช่วยเขาสานต่อในปี 2543-2544 เพราะมันไม่สมบูรณ์ สักแต่ว่าผ่านกฎหมาย แต่ต้องมีการเสริมต่อในส่วนที่ขาด กองทุนฯ สมัยแรกไม่พูดเรื่องหนี้ พูดแต่เรื่องการสนับสนุนเงินเพื่อการวมกลุ่ม การรวบรวมสินค้าจากกลุ่ม ซึ่งมันก็ดี แต่ถ้าไม่แก้หนี้ เกษตรกรก็หมดหวัง ทางธุรกิจต้องมีแฮร์คัตในภาวะที่ปกติเขาไม่ทำกัน หนี้เกษตรกรก็ต้องใช้วิธีเดียวกัน ซื้อหนี้ รักษาที่ดินไว้ไม่ให้หลุดมือ ยืดอายุการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้"

วิลิต หวังไว้ว่า 'บ้านนาวิลิต' ซึ่งในอนาคตอาจพัฒนาในรูปสหกรณ์จะเป็นหน่วยย่อย ที่เชื่อมต่อกับหน่วยใหญ่คือกองทุนฟื้นฟูฯ ที่พัฒนาไปถึงจุดที่ตอบสนองให้เกษตรกรได้มีการผลิตที่มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตัวเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สำคัญต้องไม่มีหนี้สิน (ฉะนั้นต้องไม่ใช้สารเคมี)

ช่วยกันเคลื่อนไหวผลักดันมาแล้วหลายปี งานดูเหมือนจะไม่ขยับไปถึงไหน ทั้งการขยายแนวร่วมเกษตรอินทรีย์และแก้หนี้เกษตรกร 

"เพราะฝ่ายการเมืองเป็นอุปสรรค ไม่ว่าพรรคไหนไม่เคยมีวิสัยทัศน์ในเรื่องเหล่านี้ นักการเมืองส่วนใหญ่ล้าหลังอยู่แค่ลักษณะงานสังคมสงเคราะห์ ใช้มาตรการรับจำนำ ประกันราคาเล็กๆ น้อยๆ สุดท้ายไม่เป็นจริง ไม่ก็ใช้โครงการแจกปุ๋ยที่ตัวเองมีผลประโยชน์ รวมทั้งมาตรการใหม่ๆ ที่ยิ่งซ้ำเติมปัญหา"

วิลิต พุ่งเป้าไปที่โครงการแจกเงินหลากรูปแบบว่าเป็นตัวการซ้ำเติมความยุ่งยาก และสร้างปัญหาขัดแย้งเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัญหาพื้นฐานที่ยังค้างคากลับถูกละเลย ขณะที่สถานการณ์ของเกษตรกรตึงเครียดเข้าสู่ภาวะวิกฤติไปทุกที

"โจทย์และคำตอบต้องมาถามเกษตรกร ที่มีการรวมตัวกันและวิเคราะห์ปัญหาของตัวเอง แล้วนำไปทำนโยบาย นักการเมืองไม่มีสิทธิกำหนดนโยบายอีกแล้ว เพราะมันพังมาตลอด" 

ปัญหาของเกษตรกรเป็นเรื่องใหญ่ แล้วที่รุกคืบเข้ามาทุกทีก็เรื่องทุนข้ามชาติ กับนักการเมือง-ข้าราชการที่กอบโกยผลประโยชน์ 'วิลิต' สรุปว่าสิ่งเลวร้ายเหล่านี้คือโจทย์เดียวกัน ที่ต้องตอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

"ในโครงสร้างการเมืองอย่างนี้ เราหวังไม่ได้ที่จะให้กลไกรัฐทำงานเพื่อตอบสนองประโยชน์ของประชาชน และสร้างให้เกิดความเป็นธรรม ผมหวังกับประชาชนที่ตื่นรู้ตื่นตัว และมาช่วยกันใช้สติปัญญาเพื่อสร้างการเมืองใหม่ ซึ่งมันคงไม่มีสูตรสำเร็จ"

ถามถึงจุดยืนของ 'วิลิต' ในวันนี้ ..เขาตอบชัดว่า อยู่ที่ 'เวทีพันธมิตร' 

"ขึ้นไปเล่นดนตรีครับ ผมปราศรัยไม่เป็น" วิลิต ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

หนังฝรั่งพากษ์ลาวโดย 'ท้าวนพดล'

นักพากษ์หนังเร่ สาธิตพากษ์สด เทวดาท่าจะบ๊อง เวอร์ชั่นภาษาอีสาน ในเทศกาลปูเสื่อกางจอ ดูหนังกลางลาน ที่ ทีเคปาร์ค บ่ายวันที่ 28 มิ.ย.2552

View All
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]