ปลัดแรมโบ้
เรื่องราวการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/rambo
วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม 2554
Posted by เจ้าสำนักหมื่นกระบี่ , ผู้อ่าน : 3303 , 03:46:20 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน เจ้าสำนักหมื่นกระบี่ โหวตเรื่องนี้

           เกี่ยวกับคดีนี้ เมืองพัทยามีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 มาตรา 7 มีปลัดเมืองพัทยาทำหน้าที่บริหารกิจการเมืองพัทยา ตามมาตรา 48 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว  เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูบูรณะเมืองพัทยา  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก(สพอ.)เสนอ จำนวน 9 โครงการ โดยมีโครงการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลเป็นหนึ่งในโครงการดังกล่าว  มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2535-2537) และให้เมืองพัทยารับผิดชอบโครงการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ จำนวนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 140 ไร่ โดยมีระยะห่างจากเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร งบประมาณในการจัดซื้อ 98,000,000 บาท กับให้กรมโยธาธิการเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิควิชาการ 
         ด้านนายสมชาย คุณปลื้มหรือกำนันเป๊าะได้ให้นายพีระ คนสวนของตนไปซื้อที่ดินรอไว้ เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 1218 เนื้อที่ 150 ไร่ จากบริษัท เค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด  เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2535 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่นายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาจะออกประกาศจัดซื้อ ฉบับที่ 3 เพียง 2 วัน และตามประกาศจัดซื้อได้กำหนดคุณสมบัติของที่ดิน ต้องมีระยะห่างไม่เกินกว่า 25 กิโลเมตร ทั้งๆที่ผิดไปจากมติคณะรัฐมนตรีซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกินกว่า 15 กิโลเมตร โดยที่ยังไม่ได้เสนอเรื่องไปยังกรมการปกครองขอให้แจ้งกระทรวงมหาดไทยดำเนินการแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด
        เมื่อปี พ.ศ.2535 เมืองพัทยา มีนายอนุพงษ์  อุดมรัตนกูล เป็นนายกเมืองพัทยา  นายวิทยา  คุณานุกรกุล เป็นปลัดเมืองพัทยามีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการเมืองพัทยาให้เป็นไปตามกฎหมายและได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา   มีนายวิริยะ บุญกูล เป็นหัวหน้างานนิติกรรม ระดับ 6 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ มีนายประเสริฐ ภู่พงษ์ รับราชการประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี (สาขา) ระดับ 7 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับที่ดินทิ้งขยะเมืองพัทยา จำนวน140 ไร่. ในการดำเนินการประกาศจัดซื้อที่ดินนั้น ไม่ได้มีการส่งประกาศเกี่ยวกับการจัดซื้อไปยังหน่วยงานอื่นหรือจัดส่งไปให้ในระยะเวลาใกล้ครบกำหนดตามประกาศ  รวมทั้งไม่ส่งไปประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อให้ทราบทั่วกันในวงกว้าง
          เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 นายพีระ ศิลรัตน์ ได้เสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3ก.) เลขที่ 1218 เนื้อที่ 150 ไร่ ราคาไร่ละ 720,000 บาท ให้แก่เมืองพัทยา  และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 นายพหล ตัวแทนของนายคุณชัยกับนายมงคล ได้เสนอขายที่ดิน จำนวน 10 แปลงที่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง รวม 164 ไร่ 97 ตารางวา ราคาไร่ละ 950,000 บาทให้แก่เมืองพัทยา   คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินนัดเปิดซองพิจารณาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เวลา 10 นาฬิกา
         ต่อมามาวันที่ 18 ธันวาคม 2535 นายสุรพงษ์ รองปลัดเมืองพัทยามีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางละมุงของทราบราคาซื้อขายที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วย้อนหลังตั้งแต่ปี 2533-2535 อย่างน้อยปีละ 1 รายเพื่อเป็นหลักฐานในการขออนุมัติวงเงินงบประมาณจัดซื้อที่ดินจากสำนักงบประมาณและเป็นหลักฐานประกอบการจัดซื้อ   จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ถึงปลัดเมืองพัทยาแจ้งราคาซื้อขายที่ดิน 3 ราย  รายแรก ซื้อขายกันเฉลี่ยไร่ละ 200,000 บาท รายที่สองเฉลี่ยไร่ละ 276,576 บาท รายที่ 3 (ของนายอำนวย) ซื้อขายกันในราคาไร่ละ 678,924 บาท  ซึ่งนายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ เพราะที่ดินสองแปลงแรกซื้อขายกันในราคาต่ำ จึงมีหนังสือไปสอบถามใหม่
          วันที่ 11 มกราคม 2536 นายวิทยา  ปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงขอทราบราคาประเมินที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีเพื่อประกอบการพิจารณาในการจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงได้ส่งราคาประเมินที่ดินไปให้ คือ ที่ดินติดถนนสายเขาไม้แก้วห้วยไข่เน่า ระยะ 100 เมตรมีนาคประเมินไร่ละ 200,000 บาท  ที่ดินติดถนน ติดทาง ติดซอย ระยะ 100,000 เมตร มีราคประเมินไร่ละ 150,000 บาท ที่ดินนอกนั้นราคาไร่ละ 100,000 บาท
         ในระหว่างก่อนหน้านั้น นายศิวดลหรือดำ สุคนธสิทธิ (จำเลยที่ 2) เป็นผู้มาติดต่อให้นายวินัย  สมทรัพย์ (จำเลยที่ 3) ช่วยดำเนินการปั่นราคาหรือสร้างราคาที่ดินในบริเวณที่เมื่องพัทยาจะจัดซื้อให้สูงขึ้น  จำเลยที่ 3 ก็ยอมตกลงดำเนินการให้ จึงมาขอความร่วมมือจากนายอำนวยและนายอำพล  ราษฎรในพื้นที่เขตปกครองของตนไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินหลอกๆกัน โดยให้นายเยิ้มกับนายอำพลไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 กันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง โดยซื้อขายกันในราคา 1,400,000 บาท ทั้งๆที่ที่ดินบริเวณนั้นหากมีราคาซื้อขายกันจริงจะซื้อขายกันไร่ละ 100,000 บาท หลังจากนั้นอีก 8-9 เดือนต่อมา นายอำพลกับนายเยิ้มได้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้ โดยทำเป็นสัญญาซื้อขายที่ดินกันในราคา 500,000 บาท  ศาลฎีกาเห็นว่าในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในครั้งแรก กำหนดราคาที่ดินไว้สูงๆนั้น นับว่าเป็นข้อพิรุธของการจดทะเบียนซื้อขายครั้งนี้อย่างยิ่ง  เพราะต่อมาหลังจากนำสัญญาขายที่ดินไปใช้ประกอบในการที่เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 1218 จากนายพีระแล้วไม่นาน  ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่กันโดยการจดทะเบียนซื้อขายกำหนดราคาที่ดินต่ำกว่าครั้งแรกเป็นอันมาก  เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นได้ว่า มีเจตนาแอบแฝงสร้างราคาที่ดินให้สูงกว่าความเป็นจริง
          วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยา ปลัดเมืองพัทยามีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงขอทราบราคาซื้อขายที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วในครั้งหลังสุดของปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะเมืองพัทยา  จำเลยที่ 5 ได้มีหนังสือแจ้งการซื้อขายที่ดินรานายอำนวย  รายนางเพ็ชรกับนางหอม  และรายนายเยิ้มกับนายอำพล ไปให้ทราบ
        วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยา ปลัดเมืองพัทยามีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แจ้งว่ามีผู้เสนอราคา 2 ราย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อทีดินโดยวิธีพิเศษ   และแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ  ทางนายยุวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้พิจารณาเห็นชอบ  แต่มีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ ข้อ 1 เมืองพัทยาต้องยกเลิกการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครองให้เปลี่ยนแปลงระยะห่างของที่ดินจากเมืองพัทยา จากระยะห่าง 15 กิโลเมตรเป็นระยะห่างไม่เกิน 25 กิโลเมตร  ข้อ 2 เมืองพัทยาจะต้องยกเลิกการจัดซื้อวิธีพิเศษ หากไม่ได้รับความเห็ฯชอบในเรื่องราคาจากสำนักงบประมาณหรือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการจัดซื้อ  ข้อ 3 ให้เมืองพัทยาชะลอการทำสัญญาผูกพันในการจัดซื้อที่ดินกับผู้เสนอราคาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครอง สำนักงบประมาณและได้รับแจ้งจากจังหวัดแล้ว
         ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2536 นายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาได้มีคำสั่งเมืองพัทยาที่ 157/2536 แต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ  โดยมีนายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาเป็นประธานกรรมการ   นายสุรพงษ์ รองปลัดเมืองพัทยา  นางสุมนัส ผู้อำนวยการกองคลัง  นายสมศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายโยธาและนายวิริยะ  บุญกูล (จำเลยที่ 4) หัวหน้างานนิติการ เป็นกรรมการ   ส่วนคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ประกอบด้วย นายบุญชัย หัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยา เป็นประธานกรรมการ  นายประเสริฐ  ภู่พงษ์ (จำเลยที่ 5) เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง  นายภาธร  ผู้อำนวยการกองช่าง  นายปรีดา ผู้อำนวยการกองอนามัยและสิ่งแวดล้อม  นางดวงเดือน  หัวหน้าฝ่ายบริหารงานคลัง เป็นกรรมการ
         ครั้งวันที่ 17 มีนาคม 2536 นายพีระ  มาพบคณะกรรมการจัดซื้อวิธีพิเศษและได้มีการต่อรองราคากัน โดยนายพีระตกลงขายที่ดินเนื้อที่ 140 ไร่ ให้แก่เมืองพัทยาในราคาไร่ละ 668,000 บาท เป็นจำนวนเงิน 93,520,000 บาท และยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อของผู้ว่าราชการจังหวัดชบบุรีด้วย ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนจนได้รับอนุมัติวงเงินจัดซื้อจากสำนักงบประมาณ 
          วันที่ 11 มิถุนายน 2536 นายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายพีระ  ต่อมาคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ทำการตรวจรับที่ดิน   และมีหนังสือขอเบิกเงินจากจังหวัดชลบุรี  นายวิทยาได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายวิทยา บุญกูล หัวหน้างานนิติการ (จำเลยที่ 4) เป็นผู้ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินในนามของเมืองพัทยา  และมีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3ก.) เลขที่ 1218 ระหว่างเมืองพัทยากับนายพีระ กันเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 เมืองพัทยาได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)  จำนวนเงิน 93,520,000 บาท ชำระค่าที่ดินให้นายพีระ 
          นายพีระได้นำเช็คดังกล่าวไปฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยาเพื่อให้เรียกเก็บเงินและโอนเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 497-0-04279-4 ของนายพีระ  ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาบ้านฉางในวันเดียวกันนั้นนายพีระได้ถอนเงินจำนวน 32,260,986 บาท จากบัญชีแล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 497-0-03992-3 ของนายสมชาย คุณปลื้ม (จำเลยที่ 1) ที่ธนาคารดังกล่าว จำนวน 30,000,000 บาท ส่วน 2,260,986 บาท นายวิชัย ผู้จัดการธนาคารดังกล่าวได้หักเป็นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าภาษีที่นายวิชัยนำเงินของธนาคารไปทดรองจ่ายให้ก่อน  ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีของตน จำนวน 20,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของนายสมาชาย คุณปลื้ม (จำเลยที่ 1)อีก  และวันถัดมา วันที่ 22 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนอีกจำนวน 15,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 อีก  และถัดมาวันที่ 23 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตน จำนวน 19,761,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเดียวกัน จำนวน 5,000,000 บาท และโอนเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติล ภรรยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 13,000,000 บาท และวันที่ 25 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินทั้งหมดจากบัญชีเงินฝากตนและปิดบัญชี  ชี้ให้เห็นว่าเงินที่นายพีระได้มาจากการขายที่ดิน โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 หรือกำนันเป๊าะเกือบทั้งหมด   หากที่ดินเป็นของนายพีระจริงไม่มีเหตุผลที่จะต้องถ่ายโอนเงินค่าขายที่ดินดังกล่าว  อีกทั้ง นายพีระเป็นเพียงคนสวน ไม่อาจทำการใหญ่ด้วยการนำเงินไปหาซื้อที่ดินมาขายให้กับเมืองพัทยาได้เพราะแม้แต่เงินค่าธรรมเนียมการจดนิติกรรมที่ดินยังต้องให้นายวิชัย ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน ออกให้ก่อนเพื่อแลกเปลียนกับการนำเงินมาฝากไว้ที่ธนาคารดังกล่าว
            วันที่ 6 กรกฎาคม 2536 นายพีระได้นำเช็คผู้ถือจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค  เชื่อว่าเป็นค่าตอบแทนที่นายพีระร่วมมือเป็นหุ่นเชิด  สำหรับนายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาได้นำเช็คที่จำเลยที่ 1 กับนางสติล ภรรยาของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินจำนวน 2,000,000 บาทกับ 3,000,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค  เป็นค่าตอบแทนที่นายวิทยาได้รับจากจำเลยที่ 1 เพื่อการทุจริตในการจัดซื้อที่ดิน  แต่ในการดำเนินคดี นายพีระ ได้หลบหนีไปไม่ต่อสู้คดี  สำหรับนายวิทยา ได้เสียชีวิตก่อนดำเนินคดี
        ที่ดินที่นายพีระนำมาเสนอขาย ให้เมืองพัทยาในตาคา 93ล้านบาทเศษหรือราคาไร่ละ 720,000 บาท เป็นการเสนอราคาที่มีการวางแผนให้เสนอสูงไว้เล็กน้อยเพื่อให้มีการดำเนินการต่อรองราคาลงตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น จนเหลือราคาไร่ละ 668,000 บาท ทั้งๆที่ราคาประเมินเพียง 15 ล้านบาท ซึ่งเฉลี่ยไร่ละ 100,000 บาทเศษเท่านั้น  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่อยู่ลึกจากทางสาธารณะมาก   
        พล.ต.ต.เสรี   เตมียเวส สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานตำรวจ อยู่ที่ชลบุรี เข้าจับคดีตามคำร้องเรียนว่ามีการทุจริตในการซื้อขายที่ดินทิ้งขยะของเมืองพัทยาในปี พ.ศ. 2537 นำทีมตำรวจสืบสวนสอบสวน จนกระทั่งมีการจับกุมผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยรวมทั้งหมด 5 คน ส่งสำนวนให้เจ้าพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
         ต่อมาเจ้าพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ดำเนินการส่งคดีทุจริตซื้อขายที่ดินทิ้งขยะเมืองพัทยา (ที่ดินตำบลเขาไม้แก้ว)ฟ้องต่อศาล ศาลประทับฟ้องและนัดพิจารณาตั้งแต่วันที่  16กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2295 / 2540 ระหว่างพนักงานอัยการโจทก์ และนายสมชาย คุณปลื้มกับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลย  ตามคำฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ปรากฏมี 1.นายสมชาย คุณปลื้ม (กำนันเป๊าะ)  2.นายศิวดลหรือดำ สุคนธสิทธิ   3.นายวินัย สมทรัพย์    4.นายวิริยะ บุญกูล   5.นายประเสริฐ ภู่พงษ์ เป็นจำเลยที่1-5 ตามลำดับ  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 , 83 , 84 , 86 ,91 , 144 ,151 , 157 , 267 และริบของกลาง
           วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2546 ศาลชั้นต้นจังหวัดชลบุรี ตัดสินคดีพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 นายสมชาย คุณปลื้ม มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144,151,86 จำเลยที่ 2 นายศิวดล หรือดำ สุคนธสิทธิ์ และจำเลยที่3 นายวินัย สมทรัพย์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151,86,267,84 จำเลยที่ 4 นายวิริยะ บุญกูล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา151 กรณีของจำเลยที่1ที่2ที่3 ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91  ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน จำคุกจำเลยที่ 1 นายสมชาย คุณปลื้ม มีกำหนด 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงาน(มีหน้าที่ซื้อทรัพย์)ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จำคุกจำเลยที่1 นายสมชาย จำเลยที่ 2 นายศิวดล จำเลยที่ 3 นายวินัย มีกำหนดคนละ3 ปี 4 เดือน ฐานใช้ให้ผู้อื่นแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามฟ้องข้อ (ง)และข้อ (ฉ) จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดกระทงละคนละ 1 ปี(รวม 2 กระทง)  ฐานเป็นเจ้าพนักงาน(มีหน้าที่ซื้อทรัพย์)ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จำคุกจำเลยที่ 4 นายวิริยะ บุญกูล มีกำหนด 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่1ที่2ที่3 มีกำหนดคนละ5ปี 4 เดือน ริบของกลาง   ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5(ทุกข้อหา)  และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในข้อหาตามคำฟ้องข้อ (จ) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
          ระหว่างอุทธรณ์(ภายในกำหนดระยะเวลาที่ยื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้จำเลยที่ 2)  จำเลยที่ 2 นายศิวดลหรือดำ สุคนธสิทธิ์ ถึงแก่ความตาย  ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1) (ที่ถูกสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปโดยความตายของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(1)
          จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์
 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 นายสมชาย คุณปลื้ม และที่ 3 นายวินัย สมทรัพย์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 กับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 144 อีกกระทงหนึ่ง  ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 อีกบทหนึ่ง(ที่ถูกสองบท) การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 3 ปี (ที่ถูกต้อง ยกฟ้องข้อหาตามมาตรา 151 ของจำเลยที่ 4 มาด้วย)
 จำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
         ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็น จำเลยที่ 1 นายสมชาย   คุณปลื้ม (กำนันเป๊าะ) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 เพียงบทเดียว  กำหนดโทษให้คงเดิม  ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 บทหนึ่ง และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 อีกสองบท  การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ได้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว  ตามาตรา 90 กำหนดโทษให้คงเดิม  สำหรับข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 กับให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ที่มา ASTVผู้จัดการ  http://www2.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9490000024656
       คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 7768/2548

           วันที่ 31 มีนาคม 2552 ศาลแพ่ง กรุงเทพฯ มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์เป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ อดีตนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองแสนสุข อ.เมืองชลบุรี ผู้ต้องโทษจำคุกคดีทุจริตการซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว นางยุพิน หรือสติล คุณปลื้ม ภรรยา และนายวิทยา คุณปลื้ม บุตรชาย รวม 11 รายการ จำนวนกว่า 11 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และให้คืนทรัพย์สินเป็นสมุดบัญชีธนาคาร 18 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท แก่น.ส.จิราภรณ์ คุณปลื้ม บุตรสาวนายสมชาย
            คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายสมชายกับครอบครัว รวม 29 รายการ มูลค่า 30,136,418.05 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน หลังศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลจังหวัดชลบุรี ลงโทษจำคุกนายสมชาย เป็นเวลา 5 ปี 4 เดือน ในความผิดฐานทุจริตซื้อที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 
           ตามคำร้องสรุปว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อที่ดินดังกล่าวแล้ว เชื่อว่านายสมชาย กับพวก ร่วมกันกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการและความผิดใน พ.ร.บ.ปปง. พ.ศ. 2542 จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งมีหลักฐานเชื่อว่า ได้มาจากการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน
           ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำเบิกความพยานหลักฐานที่ทั้งฝ่ายนำสืบพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ทรัพย์สินเป็นสมุดบัญชีของนายสมชาย จำนวน 1 บัญชี จำนวน 300,000 บาทเศษ ของนางยุพิน จำนวน 9 บัญชี จำนวนเงินประมาณ 10 ล้านบาทเศษ และของนายวิทยา จำนวน 3,000 บาทเศษ รวมทั้งสิ้น 11 บัญชี รวมประมาณ 11 ล้านบาทเศษ ได้มาจากการกระทำความผิด 
           จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนทรัพย์สินเป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของน.ส.จิราภรณ์ 18 บัญชี ประมาณ 20 ล้านบาทเศษ นั้นเห็นว่าเป็นบัญชีเงินฝากเพื่อรับดอกเบี้ยธนาคารตามปกติ ไม่มีหลักฐานว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการทำความผิด จึงมีคำสั่งคืนให้น.ส.จิราภรณ์
            อนึ่ง คดีทุจริตซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว อัยการจังหวัดชลบุรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย กับพวกรวม 5 คน ในความผิดฐานร่วมกันทุจริตซื้อที่ดินทิ้งขยะ จำนวน 140 ไร่ มูลค่ากว่า 93 ล้านบาทเศษ โดยซื้อที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าในราคาไร่ละ 50,000 บาท นำไปขายให้กับเทศบาลเมืองพัทยา สูงถึงไร่ละ 668,000 บาท อันเป็นการทุจริต 
           ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งจำคุกนายสมชาย จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 5 ปี 4 เดือน เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 ศาลจังหวัดชลบุรีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษายืน นอกจากนี้ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์ยังได้พิพากษาลงโทษจำคุกนายสมชาย เป็นเวลา 25 ปีในความผิดฐานร่วมกับนายภาสกร หอมหวล หรือ ส.ท.เหี่ยว จ้างวานฆ่านายประยูร สิทธิโชค หรือ "กำนันยูร" อดีตกำนัน ต.เสม็ด อ.เมืองชลบุรี โดยศาลให้รวมโทษกับคดีทุจริตเขาไม้แก้ว ดังนั้น นายสมชาย ถูกลงโทษทั้งสิ้นรวม 30 ปี 4 เดือน แต่ได้หลบหนี ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำคุก

ที่มา http://www.dlo.co.th/node/201





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]