ปลัดแรมโบ้
เรื่องราวการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ การเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/rambo
วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม 2560
Posted by เจ้าสำนักหมื่นกระบี่ , ผู้อ่าน : 1269 , 16:11:16 น.  
หมวด : กฎหมาย

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

.     จากวาทกรรม "ตายายเก็บเห็ดแล้วติดคุก" ถูกนำมาขยายผลทางสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์หลังจาก นายอุดม และ นางแดง  ศิริสอน สองสามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในข้อหาร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง โดยอ้างว่า สองตายายแค่มาเก็บเห็ด แต่ถูกจับกุมข้อหาบุกรุกป่า เพื่อกระทบกระเทียบกับกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งท้ายที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาออกมาแล้วในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3581/2554 หมายเลขแดงที่ 3508/2554  ที่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน (ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 47 และ 44 ปี) เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

 

ย้อนรอยเหตุการณ์

 

 

.    เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 เวลากลางวัน นายอุดม  และ นางแดง ศิริสอน สองสามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์โดยการทำไม้ในป่าดงระแนง ตำบลคลองขาม อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติและใช้อุปกรณ์เครื่องมือ ตัดและโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ออกจากต้นจำนวน 700 ต้นในเขตดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับสัมปทานหรือได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย รวมทั้งร่วมกันมีไม้สัก และไม้กระยาเลย ที่ยังไม่ได้แปรรูป จำนวน 1,148 ท่อน โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ไว้ในครอบครอง และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ  

.     คดีดังกล่าว พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 จำคุกคนละ 30 ปี  จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสอง ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครองด้วย

.     ต่อมา จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555   พิพากษาแก้เป็น ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก แผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครอบครอง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทำให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 11 ปี   และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้อันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 19 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันทำไม้คงจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต  คงจำคุกคนละ 9 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 14 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น


 

วาทกรรม สองตายายเก็บเห็ดแล้วติดคุก

 


ภาพจากเฟสบุ๊คของทนายสงกรานต์  อัจฉริยะทรัพย์

 

.    จากนั้นคดีนี้ ผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรมจากหลายหน่วยงานและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน  เป็นที่มาของวาทกรรม "ตายายเก็บเห็ดแล้วติดคุก" ถูกนำมาขยายผลทางสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์

 

  ภาพข่าวจากอินเตอร์เน็ต

.    ด้านทนายสงกานต์  อัจฉริยะทรัพย์ ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560 เวลา 10.55 น. ว่า  ....เรื่องคดีสองตายายเก็บเห็ดที่กาฬสินธุ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 โดยนายอุดมและนางแดง ศิริสอน สองสามี ได้เข้าไปเก็บเห็ดและหาของป่ามาเลี้ยงชีพเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งเขาไปเก็บเห็ดและหาของป่าได้นำรถจักรยาน ยนต์จอดไว้ในป่าครั้นต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ในป่าจึงนำรถจยย.คันดังกล่าวมากล่าวหาว่านายอุดมและนางแดง เป็นผู้บุกรุกและลักลอบตัดไม้ทำลายป่า จำนวน 72 ไร่!   เจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับนายอุดมและนางแดง ศิริสอนที่สถานีตำรวจภูธรยางตลาดโดยมีนายอำเภอท้องที่ในขณะนั้นเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน!

.   (ครั้งแรก) ตำรวจท้องที่เชิญตัวนายอุดมและนางแดง ศิริสอนมาให้ปากคำสดๆ2คนตามลำพังไม่มีทนายความและไม่มีผู้ใดทั้งสิ้นและคำให้การของนายอุดมและนางแดง ศิริสอนในชั้นพนักงานสอบสวนได้ปรากฏในคำให้การชัดแจ้งว่าสองคนนี้เป็นผู้เข้าไปเก็บเห็ดและหาของป่าดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงปล่อยตัวชั่วคราวไปโดยไม่มีประกันแต่อย่างใด

.    (ครั้งที่สอง) ตำรวจท้องที่ออกหมายเรียกเชิญตัวนายอุดมและนางแดงมารับทราบข้อกล่าวหาฐาน "ความผิดบุกรุก,ก่นถ่าง, แผ้วถางและลักลอบตัดไม้ จำนวน 72 ไร่"  โดยสองสามีภรรยาให้การสดๆและให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาทั้งไม่มีทนายความหรือผู้ร่วมรับฟังการสอบสวนแต่อย่างใดและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน  หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ในขณะนั้นเป็นนายอำเภอเป็นเจ้าพนักงานปกครองและสรุปสำนวนความเห็นเสนอพนักงานอัยการในการเห็นควร"สั่งฟ้อง"นายอุดมและนางแดง ศิริสอน

.    ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดนำตัวนายอุดมและนางแดงฯส่งตัวฟ้องต่อศาล   ในวันที่พนักงานอัยการในการนำตัวนายอุดมและนางแดงฯ ส่งฟ้องต่อศาลนั้นได้มีตีนโรงตีนศาลประจำหมู่บ้านของตนได้จดแจ้งว่าให้แก่ทั้งสองรับสารภาพไปเถอะเรื่องจะได้จบๆเพราะ เข้าไปเก็บเห็ดและหาของป่านั้นเป็นความผิดเล็กน้อย  นายอุดมและนางแดงจึงหลงเชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าวของตีนโรงตีนศาลนั้นเป็นความจริงว่าเขา 2 คนถูกฟ้องเรื่องเข้าไปเก็บหาและของป่า   แต่ความเป็นจริงแล้ว  เขาสองคนถูกฟ้องเรื่องในความผิดฐาน "ร่วมกันบุกรุก,ก่นถ่าง,แผ้วถางและลักลอบตัดไม้หวงห้ามจำนวน 72 ไร่"

.   ดังนั้นในวันนำตัวทั้งสองยื่นฟ้องต่อศาลนั้นนายอุดมและนางแดง   ศิริสอนนั้นมีสภาพกายคือหูตึงและมีอาการผิดปกติในการรับฟังจึงเข้าใจว่า "ถูกดำเนินคดีในข้อหาเก็บเห็ดและหาของป่า" จึงไม่ประสงค์แต่งตั้งทนายและพยักหน้ารับ"คับ"สารภาพตามฟ้อง

.   ศาลจึงมีคำพิพากษาจำคุก30ปีแต่รับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งนึงคงจำคุกคนละ15 ปีโดยจำเลยทั้งสองได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

.   ครั้นต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกาเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง   นายอุดมและนางแดงจำเลยทั้งสองต้องเข้าเรือนจำจังหวัด นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

.   หลานสาวของนายอุดมและนางแดงร้องทุกข์ไปยังกรรมการสิทธิมนุษยชนและร้องไปยังสื่อมวลชนทุกๆแขนง  หนึ่งในนั้นคือ คุณจอยหรือ จตุรงค์ สุขเอียด โดยคุณจอยได้หอบสำนวนทั้งหมดมาหาตนด้วยใจจดใจจ่อโดยหมายให้ไปช่วยนายอุดมแลนางแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัด   กว่า 4 ปีที่ตนรับเรื่องราวต่อจานี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เหนื่อยอย่าง 100,000 สาหัส และ อุปสรรคนานัปการที่ไม่อาจบรรยายได้หมด ณ ที่แห่งนี้   ตนและคณะทำงานพร้อมคุณจอยหรือจตุรงค์ สุขเอียด เข้าไปตีตั๋วเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคือนายอุดมและนางแดงฯที่เรือนจำจังหวัดและได้มายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกาที่ศาลชั้นต้น   ปรากฏว่าศาลยกคำร้องเนื่องจากเกรงว่าคดีนี้มีอัตราโทษสูงและเกรงว่าจำเลยทั้งสองจะหลบหนี    แต่ถึงกระนั้นตนก็ยังไม่ละความพยายามในการช่วยเหลือนายอุดมและนางแดงฯใครได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา   โดยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในการขอให้ศาลสูงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานของผู้ร้องประกอบการพิจารณาในการขอปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยทั้งสองได้ขอไต่สวนพยานทั้งหมดดังนี้  1. พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี, 2.พนักงานอัยการ, 3เจ้าหน้าทีป่าไม้, 4.แพทย์ผู้รักษานายอุดม,และ 5 ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัด  เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลสูงและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม(ศาลสูงอนุญาต)  ศาลชั้นต้นไต่สวนตามคำสั่งของศาลสูงแล้วส่งสำนวนกลับไปยังศาลสูงเพื่อโปรดพิจารณา  ศาลสูงพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเฉพาะจำเลยที 1ระหว่างพิจารณาคดีได้แต่ต้องมีหลักประกันโดยนายอุดมให้ญาติๆมาประกันตัวให้ส่วนนางแดงไม่อนุญาต   หลังจากนั้นตนยื่นประกันตัวจำเลยที่สองใหม่อีกครั้งปรากฏว่าศาลสูงอนุญาตแต่ต้องมีหลักประกันเช่นเดียวกันกับนายอุดม

.    ครั้งต่อมาศาลสูงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดทำการรายงานการสืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับประวัติต่างๆของนายอุดมและนางแดงฯแล้วส่งกลับไปยังศาลสูงโดยเร็วเพื่อประกอบการพิจารณา  และแล้วศาลสูงได้ส่งคำพิพากษามาให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้นายอุดม ศิริสอน จำเลยที 1 และนางแดง ศิริสอน จำเลยที่ 2 ฟังโดยศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 เวลา09.00 น. จำเลยทั้งสองพร้อมน้อมรับคำพิพากษาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

 


    ภาพจากเพสบุ๊ค อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V4

 

    ทนายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์กับสองผัวเมียจำเลยในคดี


 

ศาลฎีกาพิพากษา

 

.    จนกระทั่ง ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา   ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา ที่ 446/2560 ตามที่จำเลย ประกอบด้วย นายอุดม ศิริสอน จำเลยที่ 1 และนางแดง ศิริสอน จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาคัดค้าน ต่อความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวน ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ใน 3 ประเด็นสำคัญ 1.โดยอ้างว่าจำเลยหลงเชื่อบุคคลภายนอกให้รับสารภาพ และจำเลยที่ 1 อ้างว่าตนเองเคยประสบอุบัติเหตุ มีอาการลมออกหูและประสาทไม่ดีพูดจากรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 2.การดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดในการกระทำผิดตามฟ้องให้จำเลยทราบ 3.ประการสุดท้ายฎีกาของให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

 

.   หลังจากศาลวินิจฉัยตามฎีกา กรณี อ้างว่าจำเลยหลงเชื่อบุคคลภายนอกให้รับสารภาพแล้วศาลจะปรับจำเลยทั้งสอง และจำเลยที่ 1 อ้างว่าเคยประสบอุบัติเหตุโดยถูกรถยนต์ชนสลบไปประมาณ 2 – 3 วัน โดยอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกดำเนินคดีนี้ หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 มีอาการลมออกหูและประสาทไม่ดีพูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างนั้น จำเลยที่ 1 ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลห้วยเม็ก   จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังจากนั้นได้มารักษาตัวที่คลินิกหมอเปตรง เขียนแม้น แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังอาการไม่ดีขึ้นมีอาการงงๆ พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง การที่ศาลชั้นต้นถามจำเลยทั้งสองว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ค่อยจะได้ยิน ศาลถามหลายครั้งจำเลยที่ 1 ก็ก้มหัวเท่านั้น ศาลก็เลยบอกว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพ แล้วศาลถามคำให้การของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ 1 ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้สมัครใจให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณานั้น

.       เห็นว่าข้ออ้างอาการป่ายของจำเลยที่ 1 ตามฎีกาเป็นการกล่าวอ้างเพิ่มขึ้นในชั้นฎีกาแตกต่างกับข้ออ้างในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่อ้างเพียงว่า มีคนบอกจำเลยทั้งสองให้รับสารภาพเสียค่าปรับแล้วกลับบ้านได้  ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ถึงอย่างไรจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของศาลขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ นอกจากนี้อาการป่วยของจำเลยที่ 1 ตามข้ออ้างในฎีกายังขัดแย้งกับใบรับรองแพทย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์และใบสรุปการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ของนายแพทย์เปตรง ฉบับลงวันที่ 15พฤศจิกายน 2556 ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ป่วยในระหว่างวันที่ 3 -10 ตุลาคม 2554 ด้วยประวัติเกิดอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ ประมาณ 1 วันก่อนมาถึงโรงพยาบาล มีอาการสลบชั่วคราว หลังจากฟื้นมีอาการปวดศรีษะและเวียนศรีษะได้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบว่ามีเลือดออกในสมอง กะโหลกศีรษะร้าว มีลมรั่วเข้าไปในสมอง ได้นอนรักษาพยาบาลจนอาการดีขึ้นพอสมควรจึงจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1มีอาการปวดและเวียนศีรษะเป็นบางครั้ง ซึ่งอาการเจ็บป่วยดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ 26 กันยายน 2554 ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น  และได้ความว่า จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัววันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 ทั้งตามรายงานและการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกาก็ไม่ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกดำเนินคดีนี้ในปี 2553 จำเลยที่ 1 เคยประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนจนสลบไป 2 ถึง 3 วันแต่ประการใด คงมีแต่อุบัติเหตุช่วงเดือนตุลาคม 2554 เท่านั้น ดังนี้ ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองพยายามปรุงแต่งข้ออ้างอาการป่วยเจ็บของจำเลยที่ 1 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยบิดเบือนไปให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพด้วยความไม่สมัครใจ  แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า เรื่องที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้นขัดแย้งกันเองทั้งสิ้น จึงเป็นพิรุธรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ 

 

.   ประกอบกับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนการพิจารณาและคำให้การของจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้นสอบและบันทึกไว้ลงวันที่ 26 กันยายน 2554 ได้กระทำโดยเปิดเผยปรากฏข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการและจำเลยทั้งสองก็ลงลายมือชื่อไว้ด้วย เมื่อพิจารณาไม่ปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองไม่สมัครใจแต่อย่างใด และเป็นความเข้าใจผิดของจำเลยทั้งสองเองไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้  ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าข้ออ้างของจำเลยทั้งสองเป็นพิรุธรับฟังเป็นความจริงไม่ได้  คดีจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองสมัครใจรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว  เมื่อคดีนี้ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป  การที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง  ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 

.   ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดในการกระทำผิดตามฟ้องให้จำเลยทราบ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น    เห็นว่าตามสำเนาบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาปรากฏว่าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบโดยครบถ้วนและได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดแล้ว เพียงแต่ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำมากเท่ากับที่บรรยายในคำฟ้องเท่านั้น  ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ให้การปฏิเสธอันแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อกล่าวหาเป็นอย่างดีแล้วนั้นเอง เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วการสอบสวนจึงชอบแล้ว  โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

 

.   ส่วนประการสุดท้ายฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสอง สำนวนการสอบสวนที่ศาลฎีกาเรียกมาจากโจทก์เพื่อประกอบการพิจารณาได้ความว่า ในวันเกิดเหตุคณะเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าร่วมกันออกตรวจปราบปรามผู้กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พบกลุ่มบุคคล 3-4 คน กำลังช่วยกันตัดไม้ใช้มีดแผ้วถางขนาดเล็กและตัดโค่นไม้สักล้มลงจำนวนมาก เมื่อพบเจ้าหน้าที่จึงได้วิ่งหนี ปรากฏหลักฐานการตัดไม้เป็นแปลงปลูกไม้สวนป่า ปี 2527,2531,2532,2536 มีการตัดโค่นไม้สักและไม้กระยาเลย ขนาดประมาณ 30-90 ซม. อายุประมาณ 15-20 ปี เป็นการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันเป็นขบวนการลักลอบตัดไม้ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง

 

.   โดยจำเลยทั้งสองร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดังกล่าว ตามพฤติกรรมแห่งคดีเชื่อได้ว่าบุคคลที่เป็นกลุ่มนายทุนมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรง และยังมีการติดตามเพื่อขยายผล คงมีแต่จำเลยทั้งสองเท่านั้นยอมเข้ามอบตัวเพื่อให้ดำเนินคดีต่อไปและสมัครใจรับสารภาพตามฟ้อง กรณีมีเหตุผลสมควรให้กำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะแก่รูปคดี แต่ตามพฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยทั้งสองส่งผลกระทบต่อสภาพความสมดุลของระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยากแก่การฟื้นฟูให้กลับมาคืนดีดังเดิน ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

.    อนึ่งระหว่างพิจาณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

 

.    พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอบคนละ 5 ปี จากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

 


 

ข้อชี้แจงเกี่ยวกับคดี

 

 

.    นายสืบพงษ์  ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวาทกรรมตายายเก็บเห็ด และความเหลื่อมล้ำที่คนจนต้องโดนลงโทษติดคุกว่า  สำหรับคดีนี้ ศาลพิพากษาคดีโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงสถานะของบุคคลว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย  แต่พิพากษาไปตามพยานหลักฐานที่กระทำความผิด ฉะนั้น เรื่องความรวยหรือจน ไม่ได้มีผลต่อคำวินิจฉัยพิพากษาของศาล  จึงเป็นเรื่องที่สาธารณชน จะต้องทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้ง 2 ที่กระทำความผิดนั้น มีอายุ 48 ปี (ไม่ใช่ตาย-ยาย ซึ่งหมายถึงผู้สูงอายุ – 60 ปีขึ้นไป)   และที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลย เนื่องจากจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพต่อหน้าศาล  ซึ่งตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ความผิดที่ฟ้องแต่ละข้อหา มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึง 5 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วศาลก็สามารถพิจารณาพิพากษาลงโทษได้ โดยไม่ต้องสืบพยาน ซึ่งกรณีความผิดในคดีนี้ ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตราดังกล่าว

 

 

.   ด้านนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีเมตตาลดโทษให้เป็นหนึ่งในสาม แต่คดีนี้คงจะรื้อฟื้นใหม่ เนื่องจากมั่นใจในพยานหลักฐาน เพราะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งก็จะมีการรื้อฟื้นคดีต่อไป ส่วนรายละเอียดที่นำมารื้อฟื้นคดีใหม่เป็นอย่างไรนั้นจะมาอธิบายให้ฟังในวันที่มายื่นรื้อฟื้นคดี ยืนยันว่าจะเป็นหลักฐานใหม่โดยเฉพาะพยานบุคคล

 


 

          ผู้จัดการออนไลน์ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่าจากวาทกรรม "ตายายเก็บเห็ดแล้วติดคุก" ถูกนำมาขยายผลหลังจาก นางอุดม และ นางแดง ศิริสอน สองสามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในข้อหาร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง โดยอ้างว่า สองตายายแค่มาเก็บเห็ด แต่ถูกจับกุมข้อหาบุกรุกป่า เพื่อกระทบกระเทียบกับกระบวนการยุติธรรมไทย ความจริงอีกด้านของเรื่องนี้ คือ 
       
       1. สองสามีภรรยาคู่นี้ ไม่ใช่ตากับยาย การใช้คำว่า "ตา-ยาย" ของชาวเน็ต สื่อให้เห็นถึงความเป็นผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป   
       แต่แท้ที่จริง คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 หรือเมื่อ 7 ปีก่อน เพราะฉะนั้น นายอุดม สามีอายุ 47 ปี ส่วนนางแดง ภรรยา อายุเพียง 44 ปี เพราะฉะนั้นคงเป็นไปได้ยากที่จะเรียกว่าตากับยาย
       
       2. สองสามีภรรยาคู่นี้ ไม่ได้ถูกจับเพราะเก็บเห็ด แต่ถูกจับเพราะไปตัดไม้ในป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง 72 ไร่ พร้อมกับพวก 3-4 คน โดยมีหลักฐานตัดไม้สักและกระยาเลยกว่า 1,000 ต้น        
       มีพยานเห็นสองสามีภรรยาวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ ระหว่างเห็นเจ้าหน้าที่จับกุม
       
       3. สองสามีภรรยาคู่นี้ อ้างกับศาลคนละเรื่อง ในชั้นอุทธรณ์ สองสามีภรรยาอ้างว่า มีคนบอกให้รับสารภาพเสียค่าปรับแล้วกลับบ้านได้ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงให้การรับสารภาพ          
       แต่ในชั้นฎีกา ฝ่ายสามีอ้างว่าเคยถูกรถชนสลบไป 2-3 วัน ก่อนจะถูกดำเนินคดี แล้วลมออกหู ประสาทไม่ดี พูดจาไม่รู้เรื่อง ศาลชั้นต้นถามหลายครั้งก็ก้มหัวเท่านั้น       
       ขัดแย้งกับใบรับรองแพทย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และ คลีนิคนายแพทย์เปตรง ไม่ปรากฏว่าอุบัติเหตุก่อนจะถูกดำเนินคดีนี้ในปี 2553 แต่เคยถูกรถชนจนสลบไป 2-3 วัน เมื่อปี 2554       
       ส่อแสดงว่า พยายามปรุงแต่งข้ออ้างของสามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องที่อ้างขัดแย้งกันเองทั้งสิ้น
       
       4. การตัดไม้ในป่าสงวนทำเป็นขบวนการ มีกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อให้กลายเป็นป่าไม้ไม่สมบูรณ์และหวังผลให้ทางราชการนำพื้นที่จัดสรรแบ่งปันให้แก่ชาวบ้าน
       
       5. สองสามีภรรยา ได้รับการลดโทษในชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก 11 ปี ฐานบุกรุกป่าสงวน และ 19 ปี ฐานครอบรองไม้หวงห้าม แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 15 ปี       
       ศาลอุทธรณ์ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง รวมจำคุกคนละ 14 ปี 12 เดือน มาถึงชั้นฎีกา ลดโทษเหลือคนละ 5 ปี แต่ถึงกระนั้นเมื่อยังไม่ถึงอายุ 70 ปี ไม่สามารถพักโทษได้
       
       6. สองสามีภรรยา มีสิทธิ์จะรื้อฟื้นคดี หากมีพยานหลักฐานชิ้นใหม่

 


 

ขอขอบคุณ

ไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/content/928674

คม ชัด ลึก http://www.komchadluek.net/news/regional/274776

กระทรวงยุติธรรม  file:///D:/download/C-170503014049%20(1).pdf

ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th/HotShare/ViewNews.aspx?NewsID=9600000044482

และ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9600000044213

Tnews http://www.tnews.co.th/contents/315529




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 03/05/2017 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คดีนี้เป็นที่สนใจของสังคมมาก และมีข้อน่าสัีงเกตุหลายประการ
1เจ้าหน้าที่รัฐฟ้องสามีภรรยา 2 คน ในข้อหารุกป่า ตักไม้ในเขตป่าสงวน
2.ทั้ง 2 คน โต้แย้งว่า ไม่ได้รุกป่า แค่ไปเก็บเห็ด
3. ก่อนคำพิพากษาของศาล สื่อพาดหัวข่าวตามคำของเอนจีโอ ว่า ตายายจะติดคุกเพราะเก็บเห็ด ดูจะปักใจเชื่อไปแล้วว่า ชาวบ้านทั้ง 2 คนไม่ได้มีความผิด แต้โดนเจ้าหน้าที่รัฐยัดข้อหาให้ ซึ่งพอสังคมได้อ่านหัวข่าว ก็เชื่อซ้ำทันทีว่า ตายายไปเก็บเห็ดเลยติดคุก เพราะไม่ศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่ของจนท.รัฐ เป็นทุนเดิม

แม้ศาลตัดสินไปแล้ว แต่สังคมส่วนใหญ่ยังเคลือบแคลงสงสัยว่า ใช่หรือไม่ ที่ชาวบ้านโดนยัดข้อหา

ืที่น่าสังเกตุในข้อเท็จจริงอีกเรื่องคือ ทั้ง 2 คน อายุไม่ถึง 50 ปี ทำไมสื่อจึงใช้ภาษาว่า ตายาย ต้องการสื่อถึงอะไร ???

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2017 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]